บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป>>

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

7

การรบพม่าครั้งที่ 3

            สงครามครั้งที่ 3 นี้ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2318  นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี  ซึ่งมีเหตุต่อเนื่องมาแต่สงครามครั้งที่ 2  คือ พอพม่าเสร็จสงครามกับจีนใน พ.ศ.2314 แล้ว  พระเจ้าอังวะดำริจะให้ยกกองทัพมาตีเมืองไทยอีก  แต่บังเอิญพวกมอญพากันเป็นกบฏใหญ่โต  การตีเมืองไทยจึงต้องงดชั่วคราว  ครั้งเมื่ออะแซหวุ่นกี้ปราบกบฏมอญเรียบร้อยแล้ว  พระเจ้ามังระจึงมีรับสั่งให้อะแซหวุ่นกี้คิดอ่านการรบเมืองไทยต่อไป  อะแซหวุ่นกี้เป็นแม่ทัพเก่งกล้าสามารถของพม่า  มีอัธยาศัยใจคอผิดกับแม่ทัพพม่าคนอื่น ๆ ที่เคยมารบไทยมาก  ทั้งเคยรบชนะจีนมาแล้วด้วย  เพราะฉะนั้นการรบกับพม่าครั้งนี้  ถ้าไทยไม่มีแม่ทัพที่มีความสามารถไล่เลี่ยกับอะแซหวุ่นกี้แล้ว  น่ากลัวว่าเมืองไทยจะต้องแตกยับเยินอีกครั้งหนึ่ง

          อะแซหวุ่นกี้รับสั่งพระเจ้าอังวะแล้ว  ก็ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ ใน พ.ศ. 2318  ตะแคงมะระหน่องหนีไทยกลับไปรายงานว่า  กองทัพงุยอคงหวุ่นถูกไทยจับเป็นเชลยและกองทัพพม่าที่เขาชะง้อถูกไทยตีแตกยับเยิน  อะแซหวุ่นกี้เห็นว่าไทยมีฝีมือเข้มแข็งมากกว่าแต่ก่อนมากนัก  จำต้องดำเนินยุทธวิธีตามแบบพระเจ้าบุเรงนอง  คือยกกองทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือเพื่อตัดกำลังไทยให้น้อยลงเสียชั้นหนึ่งก่อน  แล้วยึดเอาหัวเมืองฝ่ายเหนือเป็นที่ชุมนุมพลและสะสมเสบียงอาหาร  เมื่อสำเร็จแล้วจึงยกทัพลงมาตีกรุงธนบุรีตามลำน้ำเจ้าพระยาต่อไป  อะแซหวุ่นกี้จึงสั่งให้โปสุพะลาและโปมะยุง่วน  ซึ่งหนีไทยไปอยู่เชียงแสนให้กลับลงมาตีเมืองเชียงใหม่ให้ได้  แล้วสะสมเสบียงอาหารไว้คอยอะแซหวุ่นกี้ต่อไป

            ก่อนที่อะแซหวุ่นกี้จะยกทัพมา  พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทราบข่าวว่าโปสุพะลาและโปมะยุง่วนซึ่งหนีไทยไปจากเมืองเชียงใหม่  ได้ยกทัพลงมาจะตีเอาเชียงใหม่คืน  จึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาสุรสีห์และเจ้าพระยาจักรียกกองทัพขึ้นไปช่วย  แต่โปสุพะลาและโปมะยุง่วนยกทัพมาถึงเมืองเชียงใหม่ยังไม่ทันลงมือรบ  พอทราบว่ากองทัพไทยยกขึ้นไปก็ถอยทัพหนีไปเชียงแสนแล้วเลยกลับไปประเทศพม่าเพื่อสมทบกับอะแซหวุ่นกี้แต่ไม่ทัน

 

            ฝ่ายอะแซหวุ่นกี้เมื่อเตรียมกองทัพพร้อมสรรพแล้วก็ยกกองทัพออกจากเมืองเมาะตะมะมาทางด่านแม่ละเมา  พร้อมด้วยนายทัพรอง ๆ หลายคน  คือ กะละโบ่ มังแยยางงู ตะแคงมะระหน่อง และพระเจ้าตองอู  มีจำนวนไพร่พลประมาณ 35,000 คน  กรมการตามหัวเมืองรายทางพากันหลบหนีเข้าป่าสิ้น  กองทัพพม่ายกเลยมาถึงเมืองสวรรคโลก  จับได้กรมการเมืองสวรรคโลกสองคน  เอาตัวมาถามว่า “เจ้าพระยาเสือ เจ้าเมืองพิษณุโลกอยู่หรือไม่?” กรมการเมืองตอบว่าไม่อยู่ไปเมืองเชียงใหม่ยังไม่กลับ  อะแซหวุ่นกี้กล่าวว่า“เจ้าของเขาไม่อยู่อย่าเพ่อเข้าไปเหยียบเมืองพิษณุโลกเลย” จึงให้กองทัพหน้าไปตั้งอยู่ที่บ้านกงธานี  ส่วนอะแซหวุ่นกี้เองตั้งรออยู่ที่เมืองสุโขทัย

            ฝ่ายเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์พอได้ทราบข่าวว่าพม่ายกกองทัพมาทางด่านแม่ละเมาก็ยกทัพกลับจากเชียงใหม่ลงมาทางเมืองสวรรคโลกและเมืองสุโขทัย  ครั้นมาถึงพิษณุโลก เจ้าพระยาสุรสีห์ขอยกไปรบพม่าเพื่อจะดูกำลังศึก ณ เมืองสุโขทัยพร้อมด้วยพระยาสุโขทัย  พระยาอักขระวงศ์และพระยาพิชัย  ครั้นเห็นว่าจะสู้มิได้ก็ถอยทัพมาเมืองพิษณุโลก  อะแซหวุ่นกี้จึงแบ่งกองทัพให้รักษาเมืองสุโขทัย 5,000  และจัดทัพแยกออกไปตีเมืองพิชัย  อีก 30,000 ยกมาล้อมเมืองพิษณุโลกไว้ทั้งสองฟากแม่น้ำ  เจ้าพระยาทั้งสองก็เกณฑ์ไพร่พลให้ขึ้นรักษาป้อมปราการทั้งสองฟากแม่น้ำอย่างเข้มงวด  ทำให้สะพานเรือข้ามแม่น้ำกลางเมืองสามแห่งเวลานั้นในเมืองพิษณุโลกมีพลเมืองราว 10,000 คน  ขณะที่ล้อมอยู่นั้น  อะแซหวุ่นกี้ยกพลจัดเป็นขบวนแห่ออกเลียบค่ายทุกวัน  เจ้าพระยาสุรสีห์ยกทหารออกโจมตีต่อสู้พม่าไม่ได้ต้องถอยกลับ  ถึงคราวเจ้าพระยาจักรียกทหารออกโจมตีบ้าง  พม่าต้องถอยหนีเข้าค่ายหลายครั้ง  ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะถึง 90 วัน  อะแซหวุ่นกี้เห็นเจ้าพระยาจักรีมีฝีมือเข้มแข็งจึงขอดูตัว  ให้ล่ามถามเจ้าพระยาจักรีว่ามีอายุเท่าใด  เจ้าพระยาจักรีตอบว่า 30 ปีเศษ  แล้วถามอายุอะแซหวุ่นกี้บ้าง  อะแซหวุ่นกี้บอกว่าอายุ 72 ปี  อะแซหวุ่นกี้พิจารณาดูรูปร่างลักษณะเจ้าพระยาจักรีแล้วสรรเสริญว่า

            “ท่านนี้รูปก็งามฝีมือก็เข้มแข็งสู้รบกับเราผู้เป็นผู้เฒ่าได้  จงอุตส่าห์รักษาตัวไว้  ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์เป็นแน่แท้” แล้วให้เอาเครื่องม้าทองคำสำรับหนึ่ง กับสักหลาดพับหนึ่ง ดินสอแก้วสองก้อน น้ำมันดิบสองหม้อมาให้เจ้าพระยาจักรี  เจ้าพระยาจักรีก็ให้ขอบตอบแทนตามสมควร  แล้วให้ล่ามบอกเจ้าพระยาจักรีว่า “จงรักษาเมืองไว้ให้มั่นคงเถิด  เราจะตีเอาเมืองพิษณุโลกให้ได้ในครั้งนี้  ไปภายหน้าพม่าจะตีเมืองไทยไม่ได้อีกแล้ว” ปรากฏว่าวันนั้นหยุดรบกันทั้งวัน  และทหารพม่าชวนทหารไทยไปกินข้าวด้วยกันในค่ายมิได้ทำอันตรายแก่กันเลย

            พอพระเจ้ากรุงธนบุรีทราบข่าวว่าพม่ายกกองทัพมาทางเมืองตะนาวศรี  ก็ให้พระเจ้าหลานเธอเจ้ารามลักษณ์ (กรมขุนอนุรักษ์สงคราม) ยกพลไปรักษาเมืองเพชรบุรี  เพื่อคอยป้องกันพม่าที่อาจจะมาทางด่านสิงขร  และในวันเวลาเดียวกันนี้ก็ได้ทราบข่าวว่า  อะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพใหญ่มาทางเหนือ  จึงเสด็จยกทัพหลวงทั้งทางบกทางเรือมีจำนวนไพร่พลไทยจีนเป็นคน 12,000 เศษขึ้นไปช่วยหัวเมืองฝ่ายเหนือ  ครั้งแรกไปตั้งค่ายหลวงอยู่ที่ตำบลปากพิง ใต้เมืองพิษณุโลก  ระยะหนทางห่างพิษณุโลกหนึ่งวัน  แล้วให้ตั้งค่ายรายเป็นระยะ ๆ ขึ้นไปจนถึงเมืองพิษณุโลก  เช่น ที่บ้านบางทราย  บ้านท่าโรง บ้านกระดาษ  วัดจุฬามณี  และวัดจันทร์เป็นต้น  ให้จัดกองตระเวนออกตรวจตรารักษาทางไปมาถึงกันทุกระยะ  และให้ทำทางหลวงแต่ปากพิงขึ้นไปจนถึงเมืองพิษณุโลก

            กำลังทั้งสองฝ่ายที่ตั้งประชิดกันอยู่เวลานี้ ไทยมีจำนวนพลราว 20,000 พม่ามีราว 30,000 แต่ไทยมีปืนใหญ่มากกว่าพม่า ทั้งมีเรือรบและเส้นทางไปมาทางน้ำด้วย แต่ทั้งสองฝ่ายมีความลำบากในเรื่องเสบียงอาหารเหมือนกัน  ในชั้นเดิมพม่าหวังได้เสบียงจากเชียงใหม่แต่ไม่สมหวังเพราะโปสุพาละกับโปมะยุง่วนตีเชียงใหม่ไม่ได้  เพราะฉะนั้นเสบียงที่จะได้มาก็ต้องได้จากไทยผู้เป็นข้าศึกเท่านั้น  แต่ถ้าถูกกองทัพไทยกีดกันหาเสบียงอาหารเสีย  พม่าสิ้นเสบียงอาหารก็ต้องเลิกทัพกลับ ส่วนข้อลำบากของไทยในเรื่องเสบียงอาหารนั้น  เพราะเมืองพิษณุโลกอยู่ในที่ล้อม  ทั้งพลทหารและราษฎรออกหาเสบียงไม่ได้  ต้องอาศัยเสบียงอาหารจากกองทัพหลวง  ฝ่ายกองทัพหลวงก็ต้องอาศัยเสบียงอาหารทางใต้ตั้งแต่กรุงเก่าขึ้นไปจนถึงเมืองพิจิตรจัดบรรทุกเรือลำเลียงส่งขึ้นไป  ถ้าถูกพม่าคอยตัดเสบียงอาหารส่งเข้าไปในเมืองไม่ได้  ข้าศึกก็ต้องได้เมืองพิษณุโลก  แต่ถ้าไทยพยายามไม่ให้เมืองพิษณุโลกขาดเสบียงอาหารลงได้แล้วในที่สุดพม่าก็ต้องแพ้  ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว  พอกองทัพหลวงขึ้นไปตั้งติดต่อกับกองทัพที่รักษาเมืองพิษณุโลก  อะแซหวุ่นกี้ก็รีบลงมือรบรุกกองทัพธนบุรีที่ตั้งเป็นระยะทีเดียว  เมื่อลงมือรบได้สองสามวัน  อะแซหวุ่นกี้ก็รู้สึกว่ากองทัพกรุงธนบุรีมีกำลังมากกว่าที่ประมาณไว้แต่แรก  จึงให้งดการรบกองทัพกรุงธนบุรีไว้  แล้วสั่งไปยังกองทัพหนุนที่เมืองสุโขทัยให้แยกกองลงมาตีตัดลำเลียงของกองทัพกรุงธนบุรี 3,000 คน

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook