บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

ละครดึกดำบรรพ์

  เป็นละครที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 กำเนิดขึ้น ณ บ้านเจ้าพระยาเทเวศร์ลงศ์วิวัฒน์(ม.ร.ว. หลาน กุญชร)  โดยแสดง ณ โรงละครที่ตั้งชื่อว่า “โรงละครดึกดำบรรพ์”  เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ได้เดินทางไปยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2434 และมีโอกาสได้ชมละครโอเปร่า (opera) ซึ่งท่านชื่นชมการแสดงมาก เมื่อกลับมาจึงคิดทำละครโอเปร่าให้เป็นแบบไทย จึงเล่าถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ก็โปรดเห็นว่าดีในการสร้างละครดึกดำบรรพ์ครั้งนี้ นอกจากท่านจะเป็นผู้นสร้างโครงละครดึกดำบรรพ์  สร้างเครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์การแสดงแล้ว ท่านยังได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมงานที่สำคัญ  ได้แก่

  ละครดึกดำบรรพ์แสดงครั้งแรกปี พ.ศ. 2442  เนื่องในโอกาสต้นรับเจ้าชายเฮนรี  พระอนุชาสมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย  ซึ่งเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ละครดึกดำบรรพ์ได้รับความนิยมตลอดมา  จนกระทั่งปี พ.ศ. 2452 เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์  เกิดอาการเจ็บป่วย ถวายบังคมลาออกจากราชการ  ทำให้ต้องเลิกการแสดงละครดึกดำบรรพ์ไปนับตั้งแต่เริ่มแสดงละครดึกดำบรรพ์จนเลิกการแสดง  รวมระยะเวลา 10 ปี

ลักษณะของการแสดงละคร

ผู้แสดง  ใช้ผู้หญิงล้วน ผู้ที่จะได้รับคัดเลือกให้แสดงละครดึกดำบรรพ์จะต้องมีความสามารถพิเศษด้วยคุณสมบัติ 2 ประการคือ

 การแต่งกาย  เหมือนอยางละครในที่เรียกว่า  “ยืนเครื่อง” นอกจากบางเรื่องที่ดัดแปลงเพื่อความเหมาะสม และให้ตรงกับความเป็นจริง

  เรื่องที่แสดง

  ที่เป็นบทละครบางเรื่อง บางตอน พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ได้แก่  เรื่องสังข์ทอง  คาวีตอนสามหึง  อิเหนาตอนไหว้พระ  สังข์ศิลป์ชัยภาคต้นกรุงพานชมทวีป  รามเกียรติ์  อุณรุฑ  มณีพิชัย

บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็นพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้แก่  เรื่องศกุนตลา  ท้าวแสนปม  พระเกียรติรถ
บทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์  อินทราชัย  ได้แก่  เรื่องสองกรวรวิก  เรื่องจันทกินรี  เรื่องพระยศเกตุ

  การแสดง  จะผิดแปลกจากละครแบบดั้งเดิม  เพราะผู้แสดงต้องร้องเองรำเอง  ไม่มีบรรยายกิริยาของตัวละคร  ได้มีการปรับปรุงการแสดงความเป็นไปในเนื้อเรื่อง  พยายามแสดงให้สมจริงสมจังมากที่สุด  มีการตกแต่งฉากและสถานที่  ใช้แสง สี เสียง  ประกอบฉาก  นับเป็นต้นแบบในการจัดฉากประกอบการแสดง่ของโขน  ละครต่อมา  การแสดงมักแสดงตอนสั้น ๆ ให้ผู้ชมละครชมแล้วอยากชนต่ออีก

  ดนตรี  ใช้ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์  เพื่อความไพเราะนุ่มนวล  ดดยการผสมวงดนตรีขึ้นใหม่และคัดเอาสิ่งที่มีเสียงแหลมเล็กหรือดังมาก ๆ  ออกเหลือไว้แต่เสียงทุ้ม  ทั้งเพิ่มเติมสิ่งที่เหมาะสม7เข้ามา  เช่น  ฆ้องหุ่ยมี  7  ลูก  7 เสียง  ต่อมาเรียกว่า  “วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์”

1.  เพลงร้อง  จากบทละครโดยปรับปรุงหลายอย่างคือ
2.  ตัดคำว่า “เมื่อนั้น”  “บัดนั้น”  เมื่อจะกล่าวถึงใครออก  โดยให้ตัวละครรำใช้บทเพื่อให้เข้าใจว่าใครเป็น  ผู้พูด
3.  คัดเอาแต่บทเจรจาไว้  โดยยกบทเจรจามาร้องรำ  ให้ตัวละครร้องโต้ตอบกันเอง
4.  ไม่มีบทที่กล่าวถึงกิริยาของตัวละครว่า  จะนั่ง จะเดินซ้ำอีก  ทำให้ผู้แสดงไม่เคอะเขิน
5.  บรรยายภาพไว้ในบทร้อง  ประกอบศิลปะการรำ
6.  ไม่มีคำบรรยาย
7.  บทโต้ตอบ ทุ่มเถียง วิวาท ใช้บทเจรจาเป็นกลอนแทน และเจรจาเหมือนจริง
8.  มีการนำทำนองเสนาะในการอ่านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน มาใช้
9.  มีการนำเพลงพื้นเมือง เพลงชาวบ้าน การละเล่นของเด็กมาใช้
10. มีการเจรจาแทรกบทร้องโดยรักษาจังหวะตะโพนให้เข้ากับบทร้อง และอื่น ๆ

สถานที่แสดง  มักแสดงตามโรงละครทั่วไป  เพราะต้องมีการจัดฉากประกอบให้ดูสมจริงมากที่สุด

ละครพันทาง

  เป็นละครแบบผสม  ผุ้ให้กำเนิดคือ  เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง  (เพ็ง  เพ็ญกุล)  ท่านเป็นเจ้าของคณะละครมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แต่เพิ่งมาเป็นหลักฐานมั่นคงในรัชกาลที่ 5 ซึ่งแต่เดิมก็แสดงละครนอก ละครใน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านไปยุโรป จึงนำแบบละครยุโรปมาปรับปรุงละครนอกของท่านให้มีแนวแปลกออกไป  ละครของท่านได้รับความนิยมมากในปลายรัชกาลที่ 5 และสิ่งที่ท่านได้สร้างให้เกิดในวงการละครของไทยคือ

1.  ตั้งชื่อโรงละครแบบฝรั่งเป็นครั้งแรก เรียกว่า “ปรินซ์เธียเตอร์”
2.  ริเริ่มแสดงละครเก็บเงิน (ตีตั๋ว) ที่โรงละครเป็นครั้งแรก
3.  การแสดงของท่านก่อให้เกิดคำขึ้นคำหนึ่ง คือ “วิก” เหตุที่เกิดคำนี้คือ  ละครของท่านแสดงสัปดาห์ละครั้ง  คนที่ไปดูก็ไปกันทุกๆ สัปดาห์ คือ ไปดูทุกๆ วิก มักจะพูดกันว่าไปวิก คือ ไปสุดสัปดาห์ด้วยการไปดูละครของท่านเจ้าพระยา

  เมื่อท่านถึงแต่อสัญกรรม โรงละครของท่านตกเป็นของบุตร  คือ  เจ้าหมื่นไวยวรนาถ (บุศย์)  ท่านผู้นี้เรียกละคร่ของท่านว่า  “ละครบุศย์มหินทร์”  ละครโรงนี้ได้ไปแสดงในยุโรปเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยไปแสดงที่เมื่อปีเตอร์สเบิร์ก   ในประเทศรัสเซีย  ในสมัยรัชกาลที่ 5  นี้มีคณะละครต่างเกิดขึ้นมากมาย  ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงพระราชนิพนธ์  บทละครเรื่อง “พระลอ (ตอนกลาง)”  นำเข้าไปแสดงถวายรัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตร ณ พระที่นั่งอภิเษกกดุสิต เป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก

  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้ทรงตั้งคณะละครขึ้นชื่อว่า “คณะละครหลวงนฤมิตร”  ได้ทรงนำพระราชพงศาวดารไทยมาทรงพระนิพนธ์เป็นบทละคร เช่น เรื่องวีรสตรีถลาง  คุณหญิงโม  ขบถะรรมเถียร ฯลฯ ทรงใช้พระนามแฝงว่า “ประเสริฐอักษร”  ปรับปรุงละครขึ้นแสดง  โดยใช้ท่ารำของไทยบ้าง และท่าของสามัญชนบ้าง ผสมผสานกัน เปลี่ยนฉากไปตามเนื้อเรื่อง เรียกว่า “บทละครพระราชพงศาวดาร” และเรียกละครชนิดนี้ว่า  “ละครพันทาง”

  ผู้แสดง  มักนิยมใช้ผู้แสดงชาย และหญิงแสดงตามบทบาทตัวละครที่ปรกกฎในเรื่อง

  การแต่งกาย  ไม่แต่งกายตามแบบละครรำทั่วไป  แต่จะแต่งกายตามลักษณะเชื้อชาติ  เช่น  แสดงเกี่ยวกับเรื่องมอญ  ก็จะแต่งแบบมอญ  แสดงเกี่ยวกับเรื่องพม่า ก็จะแต่งแบบพม่าเป็นต้น

  เรื่องที่แสดง  ส่วนมากดัดแปลงมาจากบทละครนอก  เรื่องที่แต่งขึ้นในระยะหลังก็มี  เช่น  พระอภัยมณี  เรื่องที่แต่งขึ้นจากพงศาวดารของไทยเอง  และของชาติต่าง ๆ  เช่น จีน แขก มอญ ลาว  ได้แก่ เรื่องห้องสิน  ตั้งฮั่น  สามก๊ก  ซุยถัง ราชธิราช  เป็นต้น  นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องที่ปรับปรุงจากวรรณคดีเก่าแก่ของภาคเหนือ  เช่น  พระลอ

  การแสดง  ดำเนินเรื่องคำร้อง  เนื่องจากเป็นละครแบบผสมดังกล่าวแล้ว  ประกอบกับเป็นละครที่ไม่แน่นอนว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ดังนั้นบางแบบต้นเสียง  และคู่ร้องทั้งหมดเหมือนละครนอก  ละครใน  บางแบบต้นเสียงลูกคู่ร้องแต่บทบรรยายกิริยา  ส่วนบทที่เป็นคำพูดตัวละครจะร้องเองเหมือนละครร้อง  มีบทเจรจาเป็นคำพูดธรรมดาแทรกอยู่บ้าง  ดังนั้นการที่จะทำให้ผู้ชมรู้เรื่องราว  และเกิดอารมณ์ต่าง ๆจึงอยู่ที่ ถ้อยคำ  และทำนองเพลงทั้งสิ้น  ส่วนท่าทีการร่ายรำมีทั้งดัดแปลงมาจากชาติต่าง ๆผสมเข้ากับท่ารำของไทย

  ดนตรี  มักนิยมใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม  เรื่องใดที่มีท่ารำ  เพลงร้อง  และเพลงดนตรีของต่างชาติผสมอยู่ด้วย  ก็จะเพิ่มเครื่องดนตรีอันเป้นสัญลักษณ์ของภาษานั้น ๆเรียกว่า “เครื่องภาษา” เข้าไปด้วยเช่น ภาษาจีนก็มีกลองจีน กลองต๊อกแต๋ว ฉาบใหญ่  ส่วนพม่าก็มีกลองยาวเพิ่มเติมเป็นต้น

  เพลงร้อง  ที่ใช้รอง่จะเป็นเพลงภาษา สำหรับเพลงภาษานั้นหมายถึงเพลงประเภทหนึ่งที่คณาจารย์ดุริยางคศิลปะได้ประดิษฐ์ขึ้น จากการสังเกต และการศึกษาเพลงของชาติต่าง ๆ ว่ามีสำเนียงเช่นใด แล้วจึงแต่งเพลงภาษาขึ้นโดยใช้ทำนองอย่างไทยๆ แต่ดัดแปลงให้มีสำเนียงของภาษของชาตินั้นๆ หรืออาจจะนำสำเนียงของภาษานั้นๆ มาแทรกไว้บ้าง เพื่อนำทางให้ผู้ฟังทราบว่า เป็นเพลงสำเนียงอะไร และได้ตั้งชื่อเพลงบอกภาษานั้น ๆ เช่น มอญดูดาว จีนเก็บบุปผา ลาวชมดง ลาวรำดาบ แขกลพบุรี เป็นต้น คนร้องซึ่งมีตัวละคร ต้นเสียง และลูกคู่ จะต้องเข้าใจในการแสดงของละคร เพลงร้อง และเพลงดนตรีเป็นอย่างดี

สถานที่แสดง แสดงบนเวที มีการจัดฉากไปตามท้องเรื่องเช่นเดียวกับละครดึกดำบรรพ์

ละครเสภา

  มีกำเนิดมาจากการเล่านิทาน  เมื่อการเล่านิทานเป็นที่นิยมแพร่หลาย ทำให้เกิดการปรับปรุงแข่งขันกันขึ้น ผู้เล่าบางท่านจึงคิดแต่งเป็นกลอนใส่ทำนองมีเครื่องประกอบจังหวะ คือ “กรับ” จนกลายเป็นขับเสภาขึ้น เสภามีมาแต่โบราณ  สมัยกรุงศรีอยุธยา  สันนิษฐานว่ามีขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตโลกนาถ  ราว พ.ศ. 2011  เสภาในสมัยโบราณไม่มีดนตรีประกอบ  จึงถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิสหล้านภาลัยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีปี่พาทย์บรรเลงประกอบเสภาสมัยรัชกาลที่ 3 นิยมเพลงอัตรา 3 ชั้น เพลงที่ร้อง และบรรเลงในการขับเสภาซึ่งเคยขับเพลง 2 ชั้น ก็เปลี่ยนเป็น 3 ชั้นบ้าง และใช้กันมาจนปัจจุบันนี้

  สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีผู้คิดเอาตัวละครเข้ามาแสดงการรำ และทำบทบาทตามคำขับเสภาและร้องเพลง เรียกว่า “เสภารำ”  สมัยนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กวีช่วยกันแต่งเสภาเรื่อง “นิทราชาคริต”  เพื่อใช้ขับเสภาในเวลาทรงเครื่องใหญ่ มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงคือ  พวกขับเสภา สำนวน  แบบนอก  คือใช้ภาษาพื้นบ้านหันมาสนใจสำนวนหลวง

  สมัยราชกาลที่ 6 สมเด็จพระเจ้าบรรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  กับพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา ช่วยกันชำระเสภาขุนช้าง – ขุนแผน แก้ไขกลอนให้เชื่อมติดต่อกันและพิมพ์เป็นฉบับหอสมุดแห่งชาติขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2460 ซึ่งเป็นแบบแผนของการแสดงขับเสภา ซึ่งต่อมากลายเป็น “ละครเสภา”

ผู้แสดง  มักนิยมใช้ผู้แสดงชายและหญิง ตามบทเสภาของเรื่อง
การแต่งกาย  แต่งกายตามท้องเรื่องคล้ายกับละครพันทาง
เรื่องที่แสดง มักจะนำมาจากนิทานพื้นบ้าน เช่น เรื่องขุนช้างขุนแผน ไกรทอง หรือจากบทพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 6 เช่น พญาราชวังสัน สามัคคีเสวก

การแสดงละครเสภาจำแนกตามลักษณะการแสดง ดังนี้คือ

  1.  เสภาทรงเครื่อง สมัครรัชกาลที่ 4 วงปี่พาทย์ได้ขยายตัวเป็นเครื่องใหญ่ เมื่อปี่พาทย์โหมโรง จะเริ่มด้วย “เพลงรัวประลอ่งเสภา” ต่อด้วย “เพลงโหมโรง” เช่น เพลงไอยเรศ หรือบรรเลงเป็นชุดสั้น ๆ เช่น เพลงครอบจักรวาล แล้วออกด้วยเพลงม้าย่องก็ได้ ข้อสำคัญเพลงโหมโรง จะต้องลงด้วยเพลงวา จึงจะเป็น “โหมโรงเสภา” เมื่อปี่พาทย์โหมโรงแล้ว คนขับก็ขับเสภาไหว้ครูดำเนินเรื่อง ถัดจากั้นร้องส่งเพลงพม่าห้าท่อนแล้วขับเสภาคั่น ร้องส่งเพลงจระเข้าหางยาวแล้วขับเสภาคั่นร้องเพลงสี่บทแล้วขับเสภาคั่น ร้องส่งเพลงบุหลันแล้วขับเสภาคั่น ต่อจากนี้ไปไม่มีกำหนดเพลงแต่คงมีสลับกันเช่นนี้ตลอดไปจนจวนจะหมดเวลาจึงส่งเพลงส่งท้ายอีก เพลงหนึ่ง เพลงส่งท้ายนี้แต่เดิมใช้เพลงกราวรำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นอกทะเล เก่ากินผักบุ้ง หรือพระอาทิตย์ชิงดวง แต่เดิมบรรเลงเพลง 2 ชั้น ต่อมาประดิษฐ์เป็นเพลง 3 ชั้น ที่เรียกว่า “เสภาทรงเครื่อง” คือ การขับเสภาแล้วมีร้องส่งให้ปี่พาทย์รับนั่นเอง

  2.  เสภารำ เกิดขึ้นในสมัยราชกาลที่ 5 กระบวนการเล่นมีการขับเสภา และเครื่องปี่พาทย์บางครั้งใช้มโหรีแทน มีตัวละครออกแสดงบทตามคำขับเสภา และมีเจรจาตามเนื้อร้อง เสภารำมีแบบสุขภาพ และแบบตลก เสภารำแบบตลกนี้ผู้ริเริ่มชื่อขุนรามเดชะ (ห่วง)  บางท่านว่าขุนราม (โพ)  กำนันตำบลบ้านสาย  จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเล่าลือกันว่าขับเสภาดีนัก ผู้แต่งเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนขุนแผนเข้าห้องนางแก้วกิริยา สมัยรัชกาลที่ 6 ขุนสำเนียงวิเวกวอน (น่วม บุณยเกียรติ) ร่วมกับนายเกริ่น และนายพัน คิดเสภาตลกขึ้นอีกชุดหนึ่งเลียนแบบขุนช้างชุนแผน โดยแสดงเรื่องพระรถเสน ตอนฤาษีแปลงสาร

ดนตรี มักนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าบรรเลง และมีกรับขยับประกอบการขับเสภา
เพลงร้อง  มีลักษณะคล้ายละครพันทาง แต่จะมีการขับเสภาซึ่งเป็นบทกลอนสุภาพแทรกอยู่ในเรื่องตลอดเวลา
สถานที่แสดง  เหมือนกับการแสดงละครพันทาง

ละครร้อง

  ละครร้องกำเนิดขึ้นในตอนปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ละครร้อง  ได้ปรับปรุงขึ้นดดยได้รับอิทธิพลจากละครต่างประเทศ  ละครร้องนั้นต้นกำเนิด มาจากจากแสดงของชาวมลายู  เรียกว่า “บังสาวัน” (Malay Opera) ได้เคยเล่นถวายรัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตรครั้งแรกที่เมืองไทรบุรี  และต่อมาละครบังสาวันได้เข้ามาแสดงในกรุงเทพฯ  พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  ทรงแก้ไขปรับปรุงเป็นละครร้องเล่นที่โรงละครปรีดาลัย ละครของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์นี่ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนเรียกชื่อว่า “ละครหลวงนฤมิตร”  บางครั้งคนยังเรียกว่า  “ละครปรีดาลัย”  ต่อมาเกิดคณะละครร้องแบบปรีดาลัยขึ้นมากมายเช่นคระปราโมทัย  ปราโมทย์เมือง ประเทืองไทย  วิไลกรุง  ไฉวเวียง  เสรีสำเริง บันเทิงไทย  และนาครบันเทิง  เป็นต้น  ละครนี้ได้นิยมกันมาจนถึงสมัยราชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7

  นอกจากนี้ได้เกิดละครร้องขึ้นอีกแบบหนึ่งดดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  สยามมกุฎราชกุมาร ทรงดัดแปลงละครของชาวตะวันตก จากละครอุปรากร ที่เรียกว่า “โอเปอเรติก ลิเบรตโต”  (Operatic  Libretto)  มาเป็นละครในภาษาไทย  และได้รับความนิยมอีกแบบหนึ่ง ละครร้องจึงแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

1.  ละครร้องสลับพูด  ใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
2.  ละครร้องล้วน ๆ ใน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธสยามมกุฎราชกุมาร

ผู้แสดง

ละครร้องสลับพูด  ใช้ผู้หญิงแสดงล้วน  ยกเว้นตัวตลกหรือจำอวดที่เรียกว่า “ตลกตามพระ”  ซึ่งใช้ผู้ชายแสดง  มีบทเป็นผู้ช่วยพระเอกแสดงบทตลกบทตลกขบขันจริง ๆ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน
ละครร้องล้วน ๆ ใช้ผู้ชาย และผู้หญิงแสดงจริงตามเนื้อเรื่อง

เรื่องที่แสดง

ละครร้องสลับพูด  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  เป็นผู้พระนิพนธ์บท และกำกับการแสดง เรื่องที่แสดงได้แก่ ตุ๊กตายอดรัก  ขวดแก้วเจียระไน เครือณรงค์ กากี
ละครร้องล้วน ๆ เรื่องที่แสดง คือ เรื่องสาวิตรี

การแสดง

ละครร้องสลับพูด  มีทั้งบทร้อง  และบทพูด  ยึดถือการร้องเป็นส่วนสำคัญ  บทพูดเจรจาสอดแทรกเข้ามาเพื่อทวนบทที่ตัวละครร้องออกมานั้นเอง  แม้ตัดบทพูดออกทั้งหมดเหลือแต่บทร้องก็ยังได้เนื้อเรื่องสมบูรณ์  มีลูกคู่คอยร้องรับอยู่ในฉาก  ยกเว้นแต่ตอนที่เป็นการเกริ่นเรื่องหรือดำเนินเรื่อง  ลูกคู่จะเป็นผู้ร้องทั้งหมด  ตัวละครจะทำท่าประกอบตามธรรมชาติมากที่สุดทรงเรียกว่า “ละครกำแบ”

ละครร้องล้วน ๆ  ตัวละครขับร้องโต้ตอบกัน และเล่าเรื่องเป็นทำนองแทนการพูดดำเนินเรื่องด้วยการร้องเพลงล้วน ๆ ไม่มีบทพูดแทรก มีเพลงหน้าพาทย์ประกอบกิริยาบถของตัวละคร จัดฉากตามท้องเรื่อง ใช้เทคนิคอุปกรณ์แสงสีเสียงเพื่อสร้างบรรยากาศให้สมจริง

ดนตรี
ละครร้องสลับพูด
  บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ไม้นวมหรืออาจใช้วงมโหรีประกอบ ในกรณีที่ใช้แสดงเรื่องเกี่ยวกับชนชาติอื่น ๆ
ละครร้องล้วน ๆ บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ไม้นวม

เพลงร้อง
ละครร้องสลับพูด  ใช้เพลงชั้นเดียวหรือเพลง 2 ชั้น ในขณะที่ตัวละครร้องใช้ซออู้คลอตามเบา ๆ เรียกว่า “ร้องคลอ”
ละครร้องล้วน ๆ
ใช้เพลงชั้นเดียวหรือเพลง 2 ชั้น ที่มีลำนำทำนองไพเราะ

สถานที่แสดง มักแสดงตามโรงละครทั่วไป

ละครพูด

      ละครพูด  เริ่มขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการแสดงละครพูดสมัครเล่นเป็นครั้งแรก ละครพูดในสมัยนี้แตกต่างกับละครพูดในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ในสมัยหลังเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง คือ เนื้อเรื่องละครพูดที่แสดงในสมัยนี้ดัดแปลงมาจากบทละครรำที่เรารู้จักกันอย่างแพร่หลาย พ.ศ. 2447  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  สยามมกุฎราชกุมาร  ทรงสำเร็จการศึกษา  และเสด็จนิวัติประเทศไทยแล้ว  ทรงตั้ง  “ทวีปัญญาสโมสร”  ขึ้นในพระราชอุทยานวังสราญรมย์  ในสมัยเดียวกันนี้ได้มีการตั้ง  “สามัคยาจารย์สโมสร”  ซึ่งมีเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี  เป็นประธานอยู่ก่อนแล้ว กิจกรรมของ 2 สโมสรที่คล้ายคลึงกัน คือ  การแสดงละครพูดแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพล่จากละครตะวันตก  ละครพูดแสดงเป็นครั้งแรกที่สโมสรใดไม่ปรากฏหลักฐานยืนยัน  แต่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  สยามมกุฎราชกุมาร  ทรงมีส่วนร่วมในกิจการแสดงละครพูดของทั้ง 2 สโมสรนี้  จึงได้ถวายพระเกียรติว่าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดละครพูด

  ในสมัครพระบทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะเห็นว่าเปิดของแปลก และแสดงได้ง่ายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนละครพูดอย่างดียิ่ง ทรงพระราชนิพนธ์บทละครพูดที่ดีเด่นไว้เป็นจำนวนมาก  และทรงร่วมในการแสดงด้วยหลายครั้ง

ละครพูดแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ คือ

1.  ละครพูดล้วน ๆ หรือละครพูดแบบร้อยแก้ว
2.  ละครแบบร้อยกรอง
3.  ละครพูดสลับลำ

ผู้แสดง

ละครพูดล้วน ๆ หรือละครพูดแบบร้อยแก้ว  ในสมัยโบราณใช้ผู้ชายแสดงล้วนต่อมานิยมผู้แสดงชายจริงหญิงแท้
ละครพูดแบบร้อยกรอง  ใช้ผู้แสดงทั้งชายและหญิง  มีบุคลิก  และการแสดงเหมาะสมตามลักษณะที่  บ่งไว้ในบทละคร  น้ำเสียงแจ่มใส่ชัดเจนดี  เสียงกังวาน พูดฉะฉานไหวพริบดี
ละครพูดสลับลำ  ใช้ผู้แสดงทั้งชายและหญิง  เหมือนละครพูดแบบร้อยกรอง

การแต่งกาย

ละครพูดล้วน ๆ หรือละครพูดแบบร้อยแก้ว  แต่กายตามสมัยนิยม  เนื้อเรื่องโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของตัวละคร
ละครพูดแบบร้อยกรอง  แต่งให้เหมาะสมถูกต้องตามบุคลิกของตัวละคร และยุคสมัยที่บ่งบอกไว้ใน บทละคร
ละครพูดสลับลำ  การแต่งกายเหมือน  ละครพูดล้วน ๆ หรือแต่งกายตามท้องเรื่อง

เรื่องที่แสดง

ละครพูดล้วน ๆ หรือละครพูดแบบร้อยแก้ว  เรื่องที่แสดงเรื่องแรก คือ เรื่อง “โพงพาง”  เมื่อ พ.ศ. 2463  เรื่องต่อมา คือ  “เจ้าข้า สารวัด!”  ทั้ง 2 เรื่องเป้นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังมีบทพระราชนิพนธ์ในพระองค์อีกมากมายที่นิยมนำมาแสดง

ละครพูดแบบร้อยกรอง  จำแนกตามลักษณะคำประพันธ์ดังนี้ คือ  ละครพูดคำกลอนจากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เช่น  เรื่องเวนิชวาณิช  พระร่วง  ละครพูดคำฉันท์  ได้แก่  เรื่องมัทนะพาธา แล้วยังมีละครพูดคำฉันท์อีกเรื่องหนึ่งที่นิยมนำมาแสดง  คือ  เรื่องสามัครเภท  ของนายชิต  บุรทัต  ละครพูดคำโคลง  ได้แก่  เรื่องสี่นาฬิกา  ของอัฉราพรรณ  ของอัฉราพรรณ (นายมนตรี  ตราโมท)

ละครพูดสลับลำ  ได้แก่ เรื่องชิงนาง และปล่อยแก่

การแสดง

ละครพูดล้วน ๆหรือละครพูดแบบร้อยแก้ว  ดำเนินเรื่องด้วยวิธีพูด  ใช้ท่าทางแบบสามัญชนประกอบ  การพูดที่เป็นธรรมชาติ  ลักษณะพิเศษของละครพูดชนิดนี้  คือ ในขณะที่ตัวละครคิดอะไรอยู่ในใจมักใช้วิธีป้องปากบอกกับคนดู

ละครพูดแบบร้อยกรอง  ดำเนินเรื่องด้วยวิธีพูดที่เป็นคำประพันธ์ชนิดคำกลอน คำฉันท์ คำโคลง ซึ่งมีวิธีอ่านออกเสียงปกติเหมือนละครพูดร้อยแก้ว  แต่มีจังหวะวรรคตอนเน้นสัมผัสตามชนิดของคำประพันธ์นั้น ๆ

ละครพูดสลับลำ  ยืดถือบทพูดมีความสำคัญในการดำเนินเรื่องแต่เพียงอย่างเดียวบทร้องเป็นเพียงบทแทรกเพื่อเสริมความ ย้ำความ  ประกอบเรื่องไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ถ้าตัดบทร้องออกก็ไม่ทำให้เนื้อเรื่องของละครขาดความสมบูรณ์แต่อย่างใด คำว่า “ลำ” มาจากคำ “ลำนำ”  หมายถึง บทร้องหรือเพลง

ดนตรี

ละครพูดล้วน ๆ หรือละครพูดแบบร้อยแก้ว  บรรเลงโดยวงดนตรีสากลหรือปี่พาทย์ไม้นวมแต่จะบรรเลงประกอบเฉพาะเวลาปิดฉากเท่านั้น
ละครพูดแบบร้อยกรอง  บรรเลงดนตรีคล้ายกับละครพูดล้วน ๆ
ละครพูดสลับลำ  บรรเลงดนตรีคล้ายกับละครพูดล้วน ๆ แต่บางครั้งในช่วงดำเนินเรื่องถ้ามีบทร้อง ดนตรีก็จะบรรเลงร่วมด้วย

เพลงร้อง

ละครพูดล้วน ๆ หรือละครพูดแบบร้อยแก้ว  เพลงร้องไม่มี ผู้แสดงดำเนินเรื่องโดยการพูด
ละครพูดแบบร้อยกรอง  เพลงร้องไม่มี  ผู้แสดงดำเนินเรื่องโดยการพูดเป็นคำประพันธ์ชนิดนั้น ๆ
ละครพูดสลับลำ  มีเพลงร้องเป็นบางส่วน  โดยทำนองเพลงขึ้นอยู่กับผู้ประพันธ์ที่จะแต่งเสริมเข้ามาในเรื่อง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook