บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

นิกายในทิเบต

ในช่วงศตวรรษที่8-11 พุทธศาสนาของทิเบต มีชื่อเรียกว่า ณิงมา หรือพุทธศาสนาโบราณ ซึ่งเป็นรากฐานของพุทธศาสนาทิเบตทุกนิกาย ในยุคนี้ยังไม่มีนิกายอื่นๆ ดังนั้นคำว่าณิงมา ในนัยยะนี้เป็นพุทธศาสนาของทิเบต และเมื่อต่อมามีการนำหลักปฏิบัติในพุทธศาสนาในแนวอื่นๆจากอินเดียเข้ามาใหม่ก็เกิดนิกายต่างๆขึ้น แต่ในทุกนิกายก็ต้องมีณิงมาเป็นส่วนหนี่งด้วย

ณิงมาปะ

ณิงมา เป็น นิกายแรกและเก่าแก่ดั้งเดิม และยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยถือ ว่ากำเนิดจากท่านคุรุปัทมสมภพ ณิงมาปะ ได้มีพัฒนาการ ครั้งใหญ่ๆ 3 ครั้ง คือ การเริ่มต้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นพุทธศาสนาของทิเบตด้วย และ เป็นนิกายเดียวที่มีอยู่ในช่วงนั้น คือศตวรรษที่ 8-11 คำว่า ณิงมา แปลว่าโบราณ สัญลักษณ์ของนิกายคือใส่หมวกสีแดง ชาวทิเบตเลื่อมใสศรัทธาท่านคุรุปัทมภพมาก เชื่อว่าท่านเป็นผู้ทรงพลานุภาพอย่างมากในการให้ความช่วยเหลือขจัดอุปสรรคต่างๆได้จนหมดสิ้น ณิงมาปะ ได้เน้นในด้านพุทธตันตระ คำว่าตันตระนั้นแปลว่า เชือกหรือเส้น ด้ายใหญ่ๆ หรือความต่อเนื่องซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการถ่ายทอดคำสอนจากอาจารย์ไปสู่ศิษย์โดยไม่มีการขาดตอน โดยผ่านพิธีอภิเษกและเป็นการถ่ายทอดคำสอนปากเปล่าจาก อาจารย์ สู่ศิษย์ ในคำสอนของตันตระเน้นในการสวดมนตราธารณี การใช้สัญลักษณ์มุทรา สัญลักษณ์มันดาลา ในการประกอบพิธี เพื่อเข้าสู่การบรรลุพระโพธิญาณ หลังจากสมัย คุรุปัทมสมภพแล้วก็ได้มีการค้นพบคำสอนซึ่งถูกซ่อนไว้ โดยคุรุปัทมสมภพ ในทิเบตเรียกว่า เตอร์มา ซึ่งแปลว่าขุมทรัพย์อันล้ำค่า และได้ทำนายไว้ว่าในอนาคต ศิษย์ของท่านจะเป็นผู้ค้น พบและเปิดขุมทรัพย์ องค์คุรุปัทมสมภพได้ให้เหตุผลไว้ 3 ประการ 1เพื่อไม่ให้คำสอนผิดเพี้ยน ไปเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ 2 เพื่อให้พลังแห่งคำสอนนั้นอยู่ ครบถ้วนบริบูรณ์ 3 เพื่อเป็นการให้พร แก่คนรุ่นหลังที่ได้สัมผัสกับคำสอนดั้งเดิม

คำสอนณิงมาปะเน้นในเรื่องความไม่เป็นแก่นสารของจักรวาลและเน้นถึงความเป็นไปได้ในการตรัสรู้ในเวลาอันสั้นหรือทันทีทันใด หลักการสอนและปฏิบัติณิงปา คือปฏิบัติควบคู่กันไปทั้งสูตระและตันตระ โดยประยุกต์รวมผสานปรัชญานิกายมัธยมิก โยคาจารย์และจิตอมตะเข้าด้วยการใช้หลักปฏิบัติของมนตรายาน (ดูรายละเอียดในนิกายของมหายานอินเดียในเพจปรัชญามหายาน) ณิงมาปะ ได้แบ่งพุทธศาสนาออกเป็น9ยานคือ สาวกยาน ปัจเจกพุทธยาน และโพธิสัตว์ยาน คือสามยานขั้นต้น กริยาตันตระ จริยะตันตระ โยคะตันตระ เป็นสามยานในชั้นกลางหรือจัดเป็นตันตระต่ำและ มหาโยคะตันตระ อนุตรโยคะตันตระและอทิโยคะตันตระ สามยานสุดท้าย หรือจัดเป็นตันตระสูง อนุตรโยคะตันตระจัดเป็นตันตระสูงสุดของตันตระทุกระดับยกเว้น อทิโยคะตันตระ คุหยสมาช กาลจักร จักรสังวร ล้วนจัดอยู่ในอนุตรโยคะตันตระทั้งสิ้น ส่วน อทิโยคะตันตระหรือซกเชนถือเป็นตันตระพิเศษสูงสุดกว่าตันตระใดๆซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติของ สมัตรภัทรพุทธ เป็นวิธีการเจาะเข้าสู่พุทธะภาวะโดยตรงหกยานแรกเป็นพื้นฐานของพุทธ ตันตระทั่วไปทุกนิกายส่วนสามยานสุดแท้เป็นลักษณะพิเศษของณิงมา ท่านเชอเกียมตรุงปะ วัชราจารย์แห่งณิงมาผู้มีชื่อเสียงอย่างมากในโลกตะวันตกในศตวรรษที่20ได้กล่าวไว้ว่า หีนยานได้กล่าวว่าตนเข้าถึงความจริงแท้และให้หนทางที่ดีที่สุดมหายานก็กล่าวว่าพระโพธิ สัตว์ได้ให้หนทางที่ดีที่สุดในการเข้าสู่สัจจะธรรม ส่วนผู้ปฏิบัติวัชระยานก็ว่า มหาสิทธะผู้ทรง ฤทธิ์อำนาจวิเศษสามารถมอบ หนทางสู่การบรรลุได้อย่างวิเศษสุด คำถามและคำตอบมาก มายที่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับความสับสนต่างๆนาๆแล้วอะไรเล่าจึงเป็นสิ่งที่ปรารถนาของศิษย์ ผู้ต้องการเข้าสู่พระพุทธธรรม อทิโยคะตันตระได้ให้คำตอบไว้ว่าการมองทุกสรรพสิ่งด้วยสาย ตาของเอกซ์เรย์ มองทุกสรรพสิ่งได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และ ปฏิบัติตนอย่างเปล่าเปลือยทะลุ ปรุโปร่งเช่นกัน นั่นจึงเป็นธรรมชาติแท้แห่งพุทธะภาวะอทิโยคะตันตระซึ่งจัดเป็นยานสูงสุดของพุทธศาสนา และถือว่าเป็นธรรมวิธีที่สูงสุด มีหลักการว่ารู้กระจ่างในธรรมกายตนและให้ธรรมกายตนออกหน้าในทุกภาวะ ผลที่ได้ตนก็คือพระพุทธเจ้า



นิกายกากยู

นิกายนิกายกากยูเป็นนิกายสำคัญนิกายหนึ่งในต้นศตวรรษที่ 11 นิกายกากยูแปลว่าการถ่ายทอดคำสอนด้วยการบอกกล่าวจากปากอาจารย์สู่หูของศิษย์ ผู้ก่อตั้งคือมาร์ปะผู้สืบสายคำสอนมาจากนาโรปะนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหาวิหารนาลันทาผู้รับสืบทอดคำสอนมาจากติโลปะผู้ถือว่ารู้แจ้งเองไม่ปรากฏว่าท่านได้รับคำสอนจากพระอาจารย์ท่านใด แต่ได้มีบันทึกบอกกล่าวไว้ว่าท่านได้รับคำสอนโดย ตรงจากพุทธวัชระธารา

นาโรปะท่านเป็นคุรุผู้บรรลุและเชี่ยวชาญ ทั้งโยคะและปรัชญาทั้งมวลของโยคาจารย์แห่งมหาวิทยานาลันทา ท่านเป็นคุรุผู้ทดสอบคัดเลือกบุคคลซึ่งจะเข้ารับการศึกษาในมหาวิทยาลัยนาลันทาทางทิศเหนือ (ช่วงนี้ท่านได้รับศิษย์ไว้ผู้หนึ่ง ชื่อศรีภัทร และต่อมาศรีภัทรได้เป็นอาจารย์ผู้หนึ่งของ อติษะ ผู้เดินทางไปทิเบตและได้ตั้งนิกายกาดัมปะและต่อมาพัฒนาเป็นเกลูปะ) ภูมิรู้ของท่านเต็มเปี่ยน แต่ท่านก็ไม่บรรลุโพธิญาน จนเมื่อท่านได้รับรู้ว่ามีคุรุผู้สามารถช่วยให้ท่านได้บรรลุโพธิญานอยู่ท่านหนึ่ง ชื่อว่าติโลปะ นาโรปะจึงได้ละทิ้งภารกิจของท่านออกเสาะหา จนกระทั่งได้พบคุรุติโลปะ ขณะที่ท่านได้พบติโลปะ ติโลปะได้กำหนดสภาพตนเองให้นาโรปะพบด้วยฐานะของขอทานสกปรกมอมแมม เกรี้ยวกราด ดุร้ายไม่มีเหตุผล คุรุติโลปะได้เคี่ยวเข็ญทรมานนาโรปะมากมายหลายประการ เพื่อลดทอนทำลายทิฐิ ยึดมั่นในความเป็นมหาบัณฑิตผู้รอบรู้สรรพศาสตร์ จนเมื่อถึงที่สุดเมื่อกาลเวลาแห่งการบรรลุมาถึง ติโลปะได้ใช้รองเท้าของตนตบไปที่หัวของนาโรปะ นาโรปะก็ได้บรรลุโพธิญาณในบัดเดี๋ยวนั้น จากนั้นมานาโรปะก็ได้ท่องเที่ยวโปรดสรรพสัตว์ทั่วไปจนได้พบกับมารปะซึ่งเป็นชาวทิเบตและได้ถ่ายทอดธรรมให้ เพื่อให้นำไปโปรดชาวทิเบตต่อไป

มาร์ปะโชจิโลดูซ์ เป็นลามะปราชญ์ผู้แปลพระธรรมที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่ง ของ ทิเบต ท่านได้เผยแพร่ธรรมที่ได้รับจากนาโรปะ จนมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว แนวคำสอนของท่านเป็นการถ่ายทอดปากเปล่าจากปากของคุรุสู่หูของศิษย์ จึงมีการเรียกแนวทางของท่านว่ากระซิบบอก ท่านมีศิษย์ที่มีชื่อเสียงหลายท่านแต่ที่มีชื่อเลื่องลือที่สุดคือ มิลาเรปะ มหาโยคีผู้บรรลุความรู้แจ้งในชีวิตนี้ มาร์ปะและมิลาเรปะถือว่ามีความ สำคัญมากในพุทธตันตระของทิเบต ท่านได้ประพันธ์คำสอนไว้มากมาย บทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของท่านคือ “หนึ่งแสนธรรมคีตาของมิลาเรปะ” (มีการแปลออกเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก โดยอีวานแวน ผู้ช่วยคนสำคัญของโยคีเชนศิษย์ชาวจีนของนอราริมโปเช) มิลาเรปะ มีศิษย์ทั้งหมด21ท่าน ท่านที่มีชื่อเสียงที่สุดคือกัมโปปะ นิกายกากยูปะเป็นนิกายที่มีชื่อเสียงมากใน ศตวรรษที่13 เนื่องด้วยมิลาเรปะมีศิษย์หลายท่านกัมโปปะเองก็มีศิษย์หลายท่านทำให้นิกาย นิกายกากยูได้มีการพัฒนาไปตามแนวทางคำสอนของศิษย์แต่ละท่านได้รับ จึงเกิดนิกายกากยูในสายต่างๆขึ้นมาหลายสาย ในปัจจุบันสายกรรมะนิกายกากยูมีชื่อเสียงมากที่สุดด้วยความสามารถของกรรมะปะองค์ที่16 คำสอนของนิกายกากยูก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนิกายอื่น คือเน้นไปที่พุทธตันตระ ตันตระโยคะทั้ง 6 ของนาโรปะ การสืบทอดวิญญาณและ การปฏิบัติตันตระมหามุทรา

โยคะทั้ง 6 ของนาโรปะ ประกอบด้วย 1 คตุม.ม้. ตุม.โม การบรรลุด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับพลังความร้อนภายในกาย 2 q^.ลูซ. จู.ลูซ์. การบรรลุด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับกายมายา ปรากฏการณ์ทั้งมวลเป็นมายาดั่งผีหลอก 3 nj.ลม. มิ.ลัม. การบรรลุด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับความฝัน ฝึกฝนปฏิบัติในขณะฝันและจิตบรรลุดั่งฝัน 4 อ้ด.คซล. โอะ.ซัล. การบรรลุด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับแสงประภัสสร 5 บร.ด้. บัร.โด. การบรรลุด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย 6 อภ้.บ. โภ.วา. การบรรลุด้วยธรรมวิธีเกี่ยวกับเคลื่อนย้ายจิตวิญญาณ การย้ายจิตวิญญาณเข้าสู่สุขาวดีพุทธเกษตร เพื่อรับคำสอนและปฏิบัติเบื้องพระพักตร์ของพระอมิตาภะพุทธเจ้า

นิกายนิกายกากยูมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านิกายขาว สืบเนื่องจากการครองผ้าของมิลาเรปะซึ่งท่านจะครองผ้าบางๆสีขาวตลอดเวลาหรืออาจ จะมาจากสัญลักษณ์ของวัดในนิกายกากยูปะซึ่งจะทาสีขาวทั้งหมด

นิกายนิกายกากยูมีแนวปฏิบัติพื้นฐานมาจากแนวปฏิบัติณิงมาทั้งหมด แต่ที่ทำให้เป็นนิกายกากยูก็คือการปฏิบัติขั้นสุดท้ายของมารปะซึ่งรับถ่ายทอดมาจากนาโรปะ ก็คือธรรมวิธีสูงสุดซึ่งจัดอยู่ในยานที่แปด คืออนุตรตันตระหรือมหามุทรา หลักการของอนุตรตันตระก็คือ ทุกขณะจิต จิตตนและจิตพระพุทธเจ้ารวมเป็นจิตเดียวกัน นั่นคือคำว่า เอกจิต

นิกายสักกยะ

นิกายนี้ได้มาจากชื่อของวัดสักกยะ คำว่าสักกยะหรือสำเนียงทิเบตว่าสักเจียแปลว่าดินชนิดหนึ่ง ในบริเวณจั้ง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำยาลุงซังโป วัดของสักกยะมีเอกลักษณ์คือทาสีเป็น3 แถบ คือแถบสีแดงสีขาวสีดำ สีทั้ง3เป็นสีแห่งพระโพธิสัตว์ 3 องค์ซึ่งนิกายสักกยะ ให้ความ สำคัญมาก คือ สีแดงสีแห่งพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ผู้ทรงปัญญาคุณ สีขาวสีแห่งพระอวโลติเก ศวรโพธิสัตว์ ผู้เมตตากรุณาคุณ สีดำสีแห่งพระวัชระปราณีโพธิสัตว์ ผู้ทรงพลาคุณ ในประเทศ ได้เรียกชื่อนิกายนี้ว่า นิกายหลายสี ซึ่งก็ได้เรียกมาจนถึง ทุกวันนี้นิกายสักกยะได้ตั้งขึ้นใน ศตวรรษที่ 11 ผู้ก่อตั้งนิกายคือผู้สืบเชื้อ สายขุนนางเก่าตระกูล คอน คอนโซก เกียวโป ท่านได้รับคำสอนตันตระกาลจักรจากบิดาซึ่งรับคำสอนมากจากวิรูปะโยคีชาวอินเดีย คอน คอน โซกเกียวโปได้เดินทางไปเรียนตันตระจากอาจารย์อีกท่านคือโยมิโลซาวา คอน คอน โซกเกียวโปได้สร้างวัดของนิกายสักกยะขึ้นใกล้แม่น้ำถอม เป็นบัญญัติของคอนคอนโซกเกียวโปว่าการสืบทอดในนิกายสักกยะจะสืบทอดเฉพาะคนในตระกูลคอนเท่านั้นตำแหน่งของเจ้านิกายสักกยะเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจทั้งในทางการเมืองและการศาสนาความสำคัญในเชิงประวัติ ศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าผู้สืบสายนิกายสักกยะท่านที่4คือคุงก้าเกียวเจนหรือสักกยะบันฑิตและ หลานของท่านที่ชื่อว่าพักปะโลดุปเกียวเจนทั้ง 2ท่านเป็นผู้มีชื่อเสียงในการเมืองของทิเบตมาก ทั้ง2ท่านได้รับการเชิญจากโดยข่านชาวมงโกลให้ไปแผ่แพร่พุทธตันตระในประเทศจีนเป็นที่ เลื่อมใสแก่ข่านมงโกลอย่างมาก กุบไลข่านได้แต่งตั้งให้พักปะโลดุปเกียวเจนให้ปกครองทิเบต และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการที่พระสงฆ์นั้นปกครองทั้งอาณาจักรและศาสนาจักร

นิกายกาดัมและเกลูปะ

จุดเริ่มของทั้ง 2 นิกายมาจากอติษะและศิษย์ของท่านชื่อดอมทอนปะ อติษะหลักการสอนของอติษะเน้นที่สูตระเป็นสำคัญและเน้นในการปฏิบัติพระธรรมวินัยที่เคร่งครัดก่อน(หลักการส่วนใหญ่จะคล้ายมหายานทั่วไป) แล้วจึงปฏิบัติตันตระได้ ศิษย์ของอติษะได้ก่อตั้งนิกายกาดัมปะขึ้นคำว่ากาดัมแปลว่าคำสอนของพระพุทธ เจ้า เมื่อเวลาผ่านไปกาดัมปะได้สูญเอกลักษณ์ของตนเองไปบ้างด้วยแรงดึงดูดใจจากตันตระ ในศตวรรษที่14โจงคาปาพระภิกษุที่มีชื่อเสียงทรงความรู้ความสามารถในการจัดการองค์กรได้ ศึกษาคำสอนของอติษะได้ปฏิวัตินิกายกาดัมปะขึ้นมาใหม่ให้คงเอกลักษณ์เดิมและได้เปลี่ยน ชื่อใหม่เป็นนิกายเกลูปะ คำว่าเกลู แปลว่าความดีที่เป็นกุศล คำสอนของเกลูปะ เน้นที่การ ค่อยๆศึกษาจากต่ำขึ้นไปสูงเน้นในวินัยเน้นในด้านตรรกะเกลุปะจะบัญญัติให้ภิกษุที่พรรษาไม่มากไม่ให้ศึกษาตันตระเอกลักษณ์ของนิกายคือสวมหมวกสีเหลืองหรือนิกายหมวกเหลืองซึ่ง เป็นนิกายในสังกัดของดาไลลามะ

มีนิทานพุทธที่เล่ากันทั่วไปในทิเบต เรื่องต้นไม้พิษ ต้นไม้พิษนี้เป็นต้นไม้ที่มีพิษร้ายแรงมากแม้ ใครหลงไป กินผลของมันเข้าจะทุรนทุรายสาหัสสากรรจ์ เนื่องจากทุกคนรู้ถึงพิษของต้นไม้นี้จึง คิดที่จะทำลายต้นไม้นี้เสีย คนกลุ่มหนึ่งก็ให้ความคิดว่าต้องถอนรากถอนโคนไม่ให้เหลือแม้แต่รากฝอยของต้นไม้ไว้ แต่ก็มีคนอีกกลุ่มเสนอว่าเพียงตัดโคนหรือตัดส่วนสำคัญของมันต้นไม้ก็จะตายไปในที่สุด และยังมีอีกกลุ่มซึ่งมีภูมิความรู้ทางการแพทย์และเคมีมาบ้างเสนอว่าไม่จำเป็นต้องไปทำลายต้นไม้ทิ้ง เพียงแต่นำพิษของมันไปปรุงเป็นยาวิเศษเพื่อเพิ่มพลังในการรักษาโรคได้ เป็นเพราะพวกคุณ 2 กลุ่มแรกไม่รู้ในวิธีปรุงยา ถ้าไม่มีพิษนี้ก็ไม่มีวัตถุดิบในการปรุงยา ในขณะที่กลุ่มคนทั้ง3กำลังให้ความเห็นกันอยู่นั้น ก็มีนกยูงตัวหนึ่งเข้ามาและกินผลไม้พิษนั้นเป็นอาหารโดยที่พิษไม่เป็นอันตรายต่อนกยูงแต่ประการใด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสีสันความสวยสดงดงามของขนหางความแข็งแรงของร่างกายด้วย

จากนิทานต้นไม้พิษนี้พอจะเปรียบเทียบได้กับ การปฏิบัติในพุทธศาสนาที่เน้นวิธีการที่ไม่เหมือนกัน กลุ่มแรกเน้นในเรื่องการขุดรากถอนโคนโดยสิ้นเชิงในกิเลสทั้งปวงเพื่อป้องกันมิให้มันเกิดขึ้นได้ใหม่ โดยการปฏิบัติศีลสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญาอันเป็นแนวทางของเถรวาท การปฏิบัติตามแนวนี้ต้องบวชเป็นภิกษุจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด การปฏิบัติศีล สมาธิ โดยการทำให้จิตว่าง เข้าไปสู่ปัญญา โดยการใช้สมถะ วิปัสสนา จะทำให้ผู้ปฏิบัติค่อยๆหลุดจากพิษของความโลภ โกรธ หลง

วิธีการที่2เป็นวิถีทางแห่งมหายาน ซึ่งถือว่าการตัดจุดสำคัญของต้นไม้พิษก็จะทำให้ต้นไม้พิษนั้นตายได้จุดสำคัญสุดยอดก็คือ อาตมันการยึดติดกับอาตมันคือ ตัดตรงจุดนี้ก็ทำให้หลุดพ้น ได้การยึดในความเป็นแก่นสาร หรือความจีรังต่างๆเมื่อถูกตัดด้วยดาบแห่งศูนยตา ฟันแก่นของการยึดติด เข้าสู่ปัญญาแห่งความไม่มีแก่นสารของจักรวาล

กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มของแพทย์ และนักเคมีที่ต้องการแปรเปลี่ยนสภาพ คือวิถีแห่งวัชระยานแทนที่จะทำลายต้นไม้พิษทิ้ง แต่กลับนำพิษจากต้นไม้พิษ ใช้วิธีการพิเศษให้แปรสภาพพิษกลายเป็น ยาวิเศษ ยาวิเศษก็คือ ฌานให้เกิดปัญญาโดยวิธีการสร้างมโนจิตตัวเองให้ดำรงจิตอยู่ใน ฌาน ความรู้ตัวทุกขณะจิตไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ชนิดใด ปัญญาแห่งการบรรลุก็บังเกิดขึ้น

ตัวนกยูงก็ คือวิถีทางแห่งการหลุดพ้นดั้งเดิม ซึ่งในทิเบตเรียกว่า อทิโยคะ หรือซกเชนหรือในสันสฤต เรียก มหาสันติ ในวิธีนี้คือการเข้าไปสู่การรู้แจ้งโดยการเจาะทะลวงเข้าไปเลย การเข้าสู่การรู้แจ้งโดยไม่ผ่านขั้นตอนต่างๆ เช่น การตัดขาด การขจัด ชำระล้าง หรือการแปรสภาพใดๆ เป็นการเข้าสู่การรู้แจ้งแบบตรงดิ่งเข้าไปเลย ไม่ต้องผ่านพิธีการใดๆซึ่งหนทางนี้ได้รับการ กล่าวขานว่า เป็นวิธีที่สูงที่สุดในวัชระยานในทิเบตได้มี การเก็บรักษาคำสอนต่างๆของพุทธศาสนา ไว้อย่างสมบูรณ์แบบทุกหนทางเพื่อเป็นหนทางแก่พุทธศาสนิกชนทุกแบบทุกประเภท ได้เลือกรูปแบบ และวิธีการที่เหมาะกับตนในการบรรลุสู่ความรู้แจ้งซึ่งบางรูปแบบก็ไม่เป็นที่ยอมรับของพุทธศาสนิกชนในประเทศอื่น แต่ในประวัติศาสตร์ทางพุทธศาสนาวัชระยานมีพระ อาจารย์ในสายปฏิบัตินี้ มากมายที่บรรลุความรู้แจ้งในบริเวณประเทศแถบหิมาลัยและประเทศในสายปฏิบัติวัชระยาน

พุทธศาสนาวัชระยานในประเทศไทย ตามหลักฐานที่ปรากฏแต่โบราณพุทธศาสนามหายานและวัชระยานได้เข้าสู่สุวรรณภูมิก่อนแต่ไม่ ปรากฏว่ามีการปฏิบัติวัชระยานในดินแดนแถบนี้ เป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่าการปฏิบัติวัชระยานในประเทศไทยได้เริ่มขึ้นประมาณ70ปีที่แล้ว โดยพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร(โพธิ์แจ้ง) มหาอริยะสงฆ์แห่งช่วงกึ่งพุทธกาล ผู้ซึ่งท่านนอร่ารินโปเช่ สังฆราชาแห่งวัดริโวเช่ วัดซึ่งใหญ่ที่สุด มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดแห่งแคว้นคามในทิเบตตะวันออก ได้เคยกล่าวไว้ว่า ท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้งคือ “ตุลกู แห่ง คุรุนาครชุน” ผู้มาเพื่อสถาปนาความมั่นคงแห่งพุทธศาสนามหายานในภูมิภาคนี้ ในช่วงที่ท่านเจ้าคุณได้กลับจากการศึกษาวัชระยานในทิเบตในราวปี พ.ศ.2482ท่านได้รับศิษย์ปฏิบัติวัชระยานไว้หลายท่านท่านเจ้าคุณได้สร้างวัดโพธิ์เย็นขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็น ศูนย์กลางในการปฏิบัติวัชระยาน ในปีฉลองกึ่งพุทธกาลท่านได้สร้างองค์คุรุปัทมะสมภพขึ้น2องค์ประดิษฐาน ณ องค์พระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐมหนึ่งองค์ และประดิษฐาน ณ วัดโพธิ์เย็นหนึ่งองค์ ดังนั้นจึงอาจนับได้ว่า พุทธศาสนาวัชระยานได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทยโดยการนำของท่านเจ้าคุณอาจารย์โพธิ์แจ้ง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook