- จงประพฤติศีล 5
ให้สมบูรณ์
ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิด
ไม่ขโมยสิ่งของๆใคร
ไม่ประพฤติผิดในกาม
ไม่โกหกหลอกลวงใคร
และไม่ดื่มหรือเสพสิ่งเสพติดมึนเมา
- แบ่งเวลาในแต่ละวันให้พอเหมาะพอดีแก่สภาพชีวิตของตน
มีเวลาทำงานเพียงพอ
มีเวลาพักผ่อนเพลิดเพลินในครอบครัวตามสมควร
สำหรับผู้เป็นฆราวาส
และมีเวลาฝึกสมาธิเพื่อทำจิตให้สงบ
- ในการฝึกสมาธินั้น
ให้นั่งอยู่อย่างสงบสำรวม
อย่าเคลื่อนไหวอวัยวะมือเท้า
จะนั่งกับพื้น
เอาขาทับขาข้างใดข้างหนึ่งก็ได้
หรือจะนั่งพับเพียบก็ได้
หรือจะนั่งบนเก้าอี้ตามสบาย
ไม่มีปัญหา
- วิธีฝึกสมาธินั้น
ขอให้เข้าใจว่า
ท่านจะทำจิตให้สงบ
ปราศจากความคิดนึกปรุงแต่งในเรื่องภายนอก
ทุกชั่วเวลาที่ทำสมาธินั้น
ท่านจะไม่ปรารถนาที่จะพบเห็นรูป
สี แสง เสียง สวรรค์ นรก
หรือเทวดาอินทร์พรหมที่ไหน
เพราะสมาธิที่แท้จริงจะไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในจิตใจ
สมาธิที่แท้มีแต่จิตที่สะอาดบริสุทธิ์
และสงบเท่านั้น
- พอเริ่มทำสมาธินั้น
โดยปกติแล้ว ให้หลับตาพอสบาย
สำรวมจิตนับที่ลมหายใจ
ทั้งหายใจเข้าและหายใจออก
โดยจะนับอย่างนี้ว่า
หายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 2
อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทีแรกนับช้าๆ
เพื่อให้สติต่อเนื่งอยู่กับการนับนั้น
แต่ต่อไปพอจิตเข้าที่แล้ว
นับก็จะหยุดนับของมันเอง
- หรือบางทีอาจจะกำหนดพุทโธก็ได้
หายใจเข้ากำหนดว่า พุท
หายใจออกกำหนดว่า โธ
อย่างนี้ก็ได้ ไม่ขัดแย้งกันเลย
เพราะการนับอย่างนี้เป็นเพียงอุบายที่จะทำให้จิต
หยุดคิดปรุงแต่งเท่านั้น
- แต่ในการฝึกแรกๆนั้น
ท่านจะยังนับหรือกำหนดไม่ได้อย่างสม่ำเสมอ
หรืออย่างตลอดรอดฝั่ง
เพราะมักจะคิดเรื่องต่างๆนานา
แทรกเข้ามาในจิต
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ช่างมัน
ให้เข้าใจว่าฝึกแรกๆ
มันก็จะเป็นอย่างนี้
ให้ท่านตั้งนาฬิกาเอาไว้ตามเวลาที่เหมาะสม
ว่าจะทำสมาธินานเท่าไร
เริ่มแรกอาจจะสัก 15 นาที
และเฝ้านับหรือกำหนดอยู่จนครบเวลาที่ตั้งไว้
จิตมันจะมีความคิดมากหรือน้อยก็ช่างมัน
ให้พยายามกำหนดนับตามวิธีการที่กล่าวมาแล้วจนครบเวลา
ไม่นานนักจิตก็จะหยุดนิ่งและสงบได้ของมันเอง
- การฝึกสมาธินั้นพยายามทำทุกวัน
วันละ 2-3 ครั้ง แรกๆให้ทำครั้งละ 15
นาที แล้วจึงค่อยๆเพิ่มมากขึ้น
จนถึงครั้งละ 1 ชั่วโมง
หรือมากกว่านั้นตามต้องการ
- ครั้นกำหนดจิตด้วยการนับอย่างนั้นจนมีประสบการณ์พอสมควรแล้ว
ท่านก็จะรู้สึกว่า จิตนั้นสะอาด
สงบเย็น ผ่องใส ไม่หงุดหงิด
ไม่หลับไหล
ไม่วิตกกังวลต่อสิ่งใด
นั่นแหละคือสัญญาลักษณ์ที่แสดงว่า
สมาธิกำลังเกิดขึ้นในจิต
- เมื่อจิตสงบเย็น
ไม่หงุดหงิดเช่นนั้นแล้ว
อย่าหยุดนิ่งเสีย
ให้ท่านเริ่มน้อมจิตและพิจารณาเรื่องราวต่างๆ
ต่อไป ถ้ามีปัญหาชีวิต
หรือปัญหาใดๆ
ที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์หรือกำลังกลัดกลุ้มอยู่
ก็จงน้อมจิตเข้าไปนึกพิจารณาปัญหา
ด้วยความสุขุมรอบคอบ
ด้วยความมีสติ
- จงยกเอาปัญหานั้นมาพิจารณาว่า
ปัญหานี้มันมาจากไหน
มันเกิดขึ้นเพราะอะไร
เพราะอะไรจึงหนักใจ
ทำอย่างไรจะแก้ไขได้
ทำอย่างไรจึงจะเบาใจ
และไม่เป็นทุกข์กับมัน
- การพิจารณาอยู่ด้วยสติอันสงบเย็นนี้
การถามหาเหตุผลกับตัวเองอย่างนี้
จิตจะค่อยๆรู้เห็น
และเกิดความคิดนึกรู้สึกอันฉลาดขึ้นมาโดยธรรมชาติของมัน
จิตจะสามารถเข้าใจต้นสายปลายเหตุของปัญหาต่างๆ
ได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง
นักปฎิบัติจึงต้องพยายามพิจารณาปัญฟาต่างๆ
อย่างนี้เรื่อยไป
หลังจากที่จิตสงบแล้ว
- ในกรณีที่ยังไม่มีปัญหาความทุกข์เกิดขึ้น
หลังจากที่จิตสงบเป็นสมาธิแล้ว
จงพยายามคิดหาหัวข้อธรรมะหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งมาพิจารณา
เช่น
ยกเอาชีวิตของตนเองมาพิจารณาว่า
มันมีความมั่นคง
จีรังยั่งยืนอะไร เพียงไหน
ท่านจะได้อะไรจากชีวิต
คือร่างกายและจิตใจนี้
ท่านจะอยู่บนโลกนี้นานเท่าไร
เมื่อท่านตายท่านจะได้อะไร
ให้พยายามถามตัวเองเช่นนี้เสมอ
- หรือท่านอาจจะน้อมจิตไปสำรวมการกระทำของตัวเองเท่าที่ผ่านมา
พิจารณาดูว่า
ท่านได้ทำประโยชน์อันใดให้แก่ส่วนรวม
ท่านได้ทำอะไรผิดพลาด
และตั้งใจว่า
ต่อไปนี้ท่านจะไม่ทำในสิ่งที่ผิด
จะไม่พูดในสิ่งที่ไม่ดี
จะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนไม่สบายใจ
ท่านจะพูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกนี้
ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ของชีวิตท่านเอง
- จงเข้าใจว่า
เป้าหมายที่ถูกต้องของการฝึกสมาธินั้น
คือท่านจะฝึกสมาธิให้จิตสงบจากอารมณ์ภายนอก
ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว
จิตนั้นจะมีกำลัง
และมั่นคงสภาวจิตเช่นนั้นเอง
ที่มันจะมีความพร้อมในการรับรู้
จะเข้าใจปัญหาต่างๆ
หรือสิ่งต่างๆ
ที่แวดล้อมตัวท่านอยู่
ได้อย่างถูกต้องตามเป็นจริง
|