
|
พระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เป็นรูปปทุมอุณาโลม มีอักขระ
"อุ" อยู่ตรงกลาง
ล้อมรอบด้วยกลีบบัว
ซึ่งเป็นพฤกษชาติ
ที่เป็นสิริมงคลในพระพุทธศาสนา
ตราอุณาโลมที่ใช้ตีประทับบนเงินพดด้วงมีรูปร่างคล้ายสังข์เวียนขาวอยู่ในกรอบ
มีพื้นเป็นลายกนก
ผลิตออกใช้คราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เมื่อ พ.ศ. 2328 |

|
พระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 2
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
เป็นรูปครุฑยุดนาค
เป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า
"ฉิม"
ตามความหมายของวรรณคดีไทย คือ
พญาครุฑซึ่งในเทพนิยายเทวักำเนิด
เป็นเทพองค์หนึ่งที่ทรงมหิทธานุภาพยิ่ง
แต่ยอมเป็นเทพพาหนะสำหรับพระนารายณ์
ปกติอยู่ที่วิมานฉิมพลี
ดังนั้นทรงพระกรุณาให้ใช้รูปครุฑยุดนาค
เป็นพระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์
แทนพระบรมนามาภิไธย |

|
พระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 3
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นรูปปราสาท
เป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า
"ทับ" หมายความว่า ที่อยู่
หรือเรือน ดังนั้น
จึงทรงพระกรุณาโปรดกล้าฯ
ให้สร้างรูปปราสาท
เป็นพระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์
แทนพระบรมนามาภิไธย |

|
พระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 4
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นรูปกลมรี
ลายกลางเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ
เป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า
"มงกุฎ"
ซึ่งเป็นศิราภรณ์สำคัญของพระมหากษัตริย์
อยู่ในเครื่องเบญจราชกุธภัณฑ์
มีฉัตรบริวารตั้งขนาบข้างที่ริมขอบทั้งสองข้าง
มีพานทองสองชั้นวางพระแว่นสุริยกานต์
หรือเพชร ข้างหนึ่งสมุดตำรา
พระแว่นสุริยกานต์
หรือพชรมาจากฉายาเมื่อทรงผนวชว่า
"วชิรญาณ"
ส่วนสมุดตำรามาจากเหตุที่ได้ทรงศึกษา
เชี่ยวชาญในทางอักษรศาสตร์และดาราศาสตร์ |

|
พระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรียกว่า
พระราชลัญจกรพระเกี้ยว
เป็นรูปพระจุลมงกุฎเปล่งรัศมี
"พระเกี้ยว"
ประดิษฐ์บนพานแว่นฟ้า
เป็นพระราชศัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า
"จุฬาลงกรณ์"
ซึ่งแปลความหมายว่าเป็นศิราภรณ์ชนิดหนึ่งอย่างมงกุฎ
มีฉัตรบริวารตั้งขนาบข้าง
ที่ริมขอบทั้งสองข้างมีพานแว่นฟ้าและพระแว่นสุริยกานต์หรือเพชรข้างหนึ่ง
วางสมุดตำราข้างหนึ่ง
พระแว่นสุริยกานต์หรือเพชรและสมุดตำรานั้น
เป็นการเจริญรอยจำลองพระราชลัญจกรประจำพระองค์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมชนกนาถ |

|
พระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรียกว่า
พระราชลัญจกรพระวชิระ
เป็นรูปวชิราวุธ
ยอดรัศมีประดิษฐ์บนพานแว่นฟ้าตั้งอยู่เหนือตั่ง
มีฉัตรกลีบบัวตั้งอยู่สองข้าง
เป็นสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธย
"วชิราวุธ" ซึ่งหมายถึง
ศาสตราวุธของพระอินทร์ |

|
พระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 7
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรียกว่า
พระราชลัญจกรพระแสงศร
เป็นรูปพระแสงศร 3 องค์ คือ
พระแสงศรพรหมาสตร์
พระแสงศรประลัยวาต
พระแสงศรอัคนีวาต
เหนือราวพาดพระแสงเป็นดวงตรามหาจักรีบรมราชวงศ์ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ
เบื้องซ้ายและเบื้องขวาของราวพาดพระแสงตั้งบังแทรก
สอดแทรกด้วยลายกนกอยู่บนพื้นตอนบนของดวงตรา
พระแสงศร 3 องค์นี้
เป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า
"ประชาธิปกศักดิเดชน์"
ซึ่งมาจากความหมายของศัพท์
คำสุดท้ายของวรรคที่ว่า
"เดชน์" แปลว่า ลูกศร |

|
พระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 8
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
เป็นรูปพระโพธิสัตว์
ประทับบนบัลลังก์ดอกบัว
ห้อยพระบาทขวาเหนือบัวบาน
หมายถึงแผ่นดิน
พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัวตูม
และมีเรือนแก้วด้านหลังแทนรัศมี
มีแท่นรองรับตั้งฉัตรบริวารทั้งสองข้าง
เป็นพระราชสัญลักษณ์ของบรมนามาภิไธยว่า
"อานันทมหิดล" ซึ่งแปลความว่า
เป็นที่ยินดีของแผ่นดิน
เพราะพระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลย
ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ใน
ระบอบประชาธิปไตย
ด้วยความยินดีของอเนกนิกรชาวไทย
ประหนึ่งพระโพธิสัตว์
เสด็จมาประทานความร่มเย็น
เป็นสุขแก่ทวยราษฎร์ทั้งมวล |

|
พระราชสัญลักษณ์
ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 9
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เป็นรูปพระที่นั่งอัฐทิศ
ประกอบด้วยวงจักร
กลางวงจักรมีอักขระเป็น "อุ"
หรือ "เลข9"
รอบวงจักรมีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ
เหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตร 7 ชั้น
ฉัตรตั้งอญุ่บนพระที่นั่งอัฐทิศ
แปลความหมายว่า
ทรงมีพระบรมเดชานุภาพในแผ่นดิน
โดยที่วันบรมราชาภิเษก
ตามโบราณราชประเพณี
ได้เสด็จประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศ
สมาชิกรัฐสภาถวายน้ำอภิเษกจากทิศทั้ง8
นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ที่พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
ทรงรับน้ำอภิเษกจากสมาชิกรัฐสภา
แทนที่จะรับจากราชบัณฑิตดั่งในรัชกาลก่อน |
|
|
|
|
|
|
|
|