บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป>>

ประวัติศาสตร์ชนชาติจีน

3

ราชวงศ์ฮั่น พ.ศ. ๓๓๗-๗๖๓

หลิวปัง ได้ตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้น แล้วยกเลิกกฎหมายของฉินซีฮ่องเต้ทั้งหมด โดยสัญญากับราษฎรไว้ว่า ใครฆ่าคนตายต้องถูกประหาร ใครลักขโมย หรือปล้นสดมภ์ต้องถูกลงโทษ ในต้นราชวงศ์ฮั่นนั้น บ้านเมืองยากจนมาก เนื่องจากเพิ่งผ่านสงครามมา หลิวปังจึงปล่อยให้ราษฎรทำมาหากิน โดยเก็บภาษีเพียง ๑/๓๐ ของที่เก็บเกี่ยวได้ เพื่อฟื้นฟูบ้านเมือง หลังหลิวปังครองราชย์ไม่นาน ด้วยความระแวง ก็ได้ถอดผู้ช่วยทั้ง ๓ ออกจากตำแหน่ง ตอนปลายยุคหลิวปัง หลี่ฮองเฮาได้กุมอำนาจ หลังจากหลิวปังสวรรคตหลี่ฮองเฮาก็ใช้อำนาจกำจัดคนที่ขัดกับนางเสีย ยังทำให้หลิวอิง หรือฮั่นฮุ่ยตี้ฮ่องเต้เสียสติไป ทำให้นางมีอำนาจโดยสมบูรณ์ เมื่อนางสวรรคต บรรดาเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น ยกหลิวเหิงโอรสอีกองค์ของหลิวปังขึ้นครองราชย์เป็น ฮั่นเหวินตี้ ฮ่องเต้องค์นี้ปกครอง ห่วงใยราษฎรและสมถะ พระเจ้าฮั่นจิงตี้ ฮ่องเต้องค์ต่อมาก็เช่นกัน สมัยของสองพระองค์นี้ บ้านเมืองฟื้นฟูสมบูรณ์   ในสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ (หลิวเช่อ) ฮ่องเต้องค์ที่ ๕ ได้มีการบุกเบิก ทางสายไหม (Silk Route) ซึ่งเป็นเส้นทางสู่ตะวันตกของจีน การค้าขายต่างๆ ได้นำพาประเทศเข้าสู่สงครามและความงมงายต่างๆ การท่องเที่ยวอย่างสิ้นเปลือง ใช้เงินที่สะสมไว้เมื่อสองรัชสมัยก่อนจนหมดจนเกิดกบฏชาวนา จึงได้สำนึกและขอโทษประชาชน ต่อมาในยุคพระเจ้าฮั่นหยวนตี้ มีนางงามผู้กู้ชาติอีกคน คือ หวังเจาจวิน ถูกส่งไปอภิเษกกับกษัตริย์เผ่าซงหนู เพื่อกระชับไมตรี ทำให้เว้นว่างจากสงครามไปหลายสิบปี พุทธศาสนาก็เข้าสู่จีนในราชวงศ์ฮั่น พระเจ้าหมิงตี้ก็ได้ส่งคาราวานไปอัญเชิญพระคัมภีร์ต่างๆ มาประดิษฐาน และพระองค์ยังเป็นพุทธมามกะด้วย ราชวงศ์นี้มีความเจริญมากในสาขาต่างๆ มีการทำกระดาษ พิมพ์หนังสือได้แล้ว ในช่วงกลางราชวงศ์ความเสื่อมในราชสำนัก

หวางหม่างได้ชิงราชบัลลังก์ตั้งราชวงศ์ซินขึ้นมา แต่ครองบัลลังก์ได้เพียงสิบกว่าปี หลิวซิ่ว เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น ได้ทำสงครามยึดอำนาจคืน ตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แล้วย้ายเมืองหลวงไปลั่วหยาง ได้นามว่าพระเจ้าฮั่นกวงอู่ตี้ สมัยนี้เรียกว่าราชวงศ์ฮั่นตะวันออก หรือ ตงฮั่น ในยุคนี้ได้มีการบุกเบิกลัทธิจริยธรรม มีการคัดเลือกผู้มีจริยธรรม ให้ทางส่วนกลางพิจารณาหาตำแหน่งให้ หลิวซิ่ว ในปลายราชวงศ์ฮั่น ฮ่องเต้อ่อนแอมาก เนื่องจากมีการแต่งงานกันในหมู่เครือญาติ ทำให้ฮ่องเต้หลายๆ องค์สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเล็ก มิหนำซ้ำขันทีมีอิทธิพลสูงมากในราชสำนัก เนื่องจากใกล้ชิดฮ่องเต้มาก เป็นเหตุให้เกิดระส่ำระสายในราชวงศ์ สมัยพระเจ้าฮั่นเลนเต้ มีโจรโพกผ้าเหลืองอาละวาด หลิวเป้ย หรือ เล่าปี่ เชื้อพระวงศ์, เตียวหุย และกวนอู สามพี่น้องร่วมสาบานได้ปราบปรามโจรจนราบคาบ หลังจากนั้นไม่นานพระเจ้าฮั่นเลนเต้สิ้นพระชนม์ ขันทีได้เหิมเกริมหนักขึ้น โฮจิ๋น พี่ชายของฮองเฮา ได้ให้ทหารเข้ามาฆ่าขันทีในวังแต่ไม่หมด จึงถูกขันทีซ้อนแผนปลอมราชโองการของฮองเฮา เรียกโฮจิ๋นเข้าวัง แล้วดักฆ่าเสีย โจโฉ ได้ยกทหารเข้าฆ่าขันทีจนสิ้นซาก แต่ว่าต่อมา ตั๋งโต๊ะ แม่ทัพอีกคนหนึ่ง ได้เข้ามาในวังแล้วบีบไม่ให้รัชทายาทได้ครองราชย์ ให้องค์ชายรองครองราชย์แทน พระนามว่าพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์ฮั่น ส่วนตั๋งโต๊ะตั้งตัวเป็นพระมหาอุปราชกุมอำนาจในมือ ต่อมายังลอบสังหารรัชทายาท และพระมารดาอีกทำให้เกิดความไม่พอใจมาก ต่อมาลิโป้ ลูกบุญธรรมของตั๋งโต๊ะได้ฆ่าตั๋งโต๊ะเสีย ในเรื่องสามก๊กว่า เป็นเพราะมารยาหญิงชื่อเตียวเสี้ยน ลูกน้องของตั๋งโต๊ะที่เหลืออยู่ได้คุกคามพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ ต่อมาโจโฉได้มาช่วยปราบ และสวมรอยเป็นพระมหาอุปราชเหมือนตั๋งโต๊ะ ทำให้เกิดความไม่พอใจมาก เกิดการแตกแยกก๊กต่างๆ มากมาย มีอยู่ ๓ ก๊ก คือแคว้นสู่ของหลิวเป้ย เว่ยของโจโฉ และอู๋ของซุนกวน ดังในพงศาวดารสามก๊ก แล้วก็รบพุ่งกันอยู่นาน หลังจากโจโฉตาย โจผีลูกโจโฉ ได้บังคับให้พระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ให้สละบัลลังก์ หลังจากเป็นฮ่องเต้หุ่นอยู่ราว ๓๐ ปี ราชวงศ์ฮั่นก็ถูกถอนอำนาจไป แล้วตั้งเป็นราชวงศ์เว่ยขึ้นมา การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป จนสุดท้าย หลังจากนั้นอีกเกือบห้าสิบปี แคว้นสู่ล่มสลายลงเป็นแคว้นแรก หลังจากนั้น สุมาเอี๋ยนได้ชิงบัลลังก์จากราชวงศ์เว่ย ตั้งเป็นราชวงศ์จิ้น แล้วทำสงครามปราบแคว้นอู๋ได้สำเร็จ การสู้รบอันยาวนานก็สิ้นสุดลง ราชวงศ์จิ้นอยู่ได้ไม่นานนัก จากความอ่อนแอของกษัตริย์ ทำให้ประเทศจีนก็ถูกโจมตีจากภายนอก จนราชวงศ์จิ้นต้องย้ายเมืองหลวง เรียกว่า ราชวงศ์ตั้งจิ้น แผ่นดินจึงแตกแยกออกเป็นเหนือ-ใต้ ทางใต้มีราชวงศ์ต่างๆ ผลัดกันขึ้นมามากมาย คือ ราชวงศ์จิ้น, ซ่ง, ฉี, เหลียง, เฉิน ส่วนทางเหนือ เป็นแดนแห่งอนารยชน มีราชวงศ์ต่างๆ คือ เว่ยเหนือ, เว่ยตะวันออก, ฉีเหนือ, เว่ยตะวันตก, โจวเหนือหรือเป่ยโจว ในสมัยราชวงศ์เหนือใต้นี้ มีบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง คือ พระโพธิธรรม หรือตั๊กม้อ ผู้เป็นอาจารย์องค์แรก ของพุทธศาสนานิกายเซ็น ที่เน้นการถ่ายทอดสัจธรรมจากจิตสู่จิต ท่านเข้ามาในสมัยราชวงศ์เหลียงใต้ รัชกาลของพระเจ้าเหลียงบู้ตี้ ฮ่องเต้องค์นี้ศรัทธาในพุทธศาสนามาก แต่ถูกถามปริศนาธรรมจากท่าน ทำให้ไม่พอใจมาก ท่านเห็นว่าคงจะคุยกันยาก จึงหยุดเสวนาด้วย ในหนังสือประวัติฮ่องเต้องค์นี้ เขียนไว้ว่า ทรงสร้างความเจริญไว้มากมาย แต่ตอนท้ายได้ไปบำเพ็ญธรรมในป่าถ้ำ และชดใช้หนี้กรรมเก่า ที่เคยสร้างไว้ในชาติก่อนกับลิง ซึ่งได้มาเกิดเป็นแม่ทัพ ทำให้ต้องอดอาหารตายในถ้ำนั่นเอง แต่ก็ได้บรรลุธรรมในที่สุด ต่อมาท่านได้ไปนั่งเข้าฌาณที่ถ้ำแห่งหนึ่งทางเหนือนานหลายปี โดยไม่แตะต้องอาหารหรือน้ำเลย จนมีศิษย์ผู้หนึ่งที่ศรัทธาแรงกล้ามาก มานั่งเฝ้าท่านหน้าถ้ำ ท่านเห็นใจในความตั้งใจ จึงถ่ายทอดสัจธรรมให้มอบตำแหน่งของท่านด้วย ความแตกแยกของจีนกว่าสี่ร้อยปีนี้ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมจีนมาก เนื่องจากมีอารยธรรมของอนารยชนเข้ามาผสมด้วย ที่เห็นได้อย่างหนึ่งก็คือ การให้อิสระและสิทธิกับผู้หญิงมากขึ้น จากเดิมที่เคยกดขี่เห็นได้จากกรณีของบูเช็กเทียน ผู้ชายให้การยอมรับหญิงที่เคยมีสามีแล้วเมื่อสามีตายนำมาเป็นภรรยาได้   ในปลายราชวงศ์เป่ยโจวเหนือ หยางเจียน ซึ่งเป็นข้าราชการของราชวงศ์เป่ยโจว ได้อาศัยอิทธิพลของวงศ์ตระกูล ฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย จากบรรดาเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ ซึ่งได้พยายามลอบสังหารและใส่ความหลายครั้ง แต่สุดท้ายจากความช่วยเหลือของเหล่าขุนนาง ก็ได้ปฏิรูปการปกครองเสียใหม่ และในที่สุดก็บีบให้ฮ่องเต้ราชวงศ์เป่ยโจวสละราชสมบัติ แล้วตั้งราชวงศ์สุยขึ้น จากนั้น ก็สามารถทำสงครามกับราชวงศ์เฉินใต้ รวมแผ่นดินเหนือใต้ได้สำเร็จ ยุติความแตกแยกของจีนลง

ราชวงศ์สุย (พ.ศ. ๑๑๒๔-๑๑๖๐)
หยางเจียน ได้ตั้งตัวเองเป็นพระเจ้าสุยเหวินตี้ ปกครองบ้านเมืองด้วยความประหยัด มัธยัสถ์ มีคุณธรรม ทำให้บ้านเมืองฟื้นสภาพได้อย่างรวดเร็ว กล่าวกันว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง เกิดภัยพิบัติขึ้น พระเจ้าสุยเหวินตี้ทราบว่า ราษฎรกินฟองเต้าหู้กับรำข้าว ก็ทรงตั้งพระทัยว่า จะไม่เสวยเนื้อสัตว์กับเหล้าอีก นอกจากนั้น พระเจ้าสุยเหวินตี้ ยังเป็นกษัตริย์องค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน ที่ไม่มีสนม (หรือว่าง่ายๆ ก็คือ มีเมียคนเดียวนั่นเอง เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนสมัยนี้ ถึงอาจจะไม่ค่อยเต็มพระทัยก็เหอะ) ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากกลัวมเหสี หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ จวบจนพระมเหสีคือพระนางตู๋กูจากไป จึงมีสนม

เดิมที พระเจ้าสุยเหวินตี้ตั้งหยางหย่ง เป็นรัชทายาท แต่ต่อมา หยางกว่าง โอรสอีกองค์ ได้ให้ร้ายพี่ชายตนเอง อีกทั้งพระนางตู๋กูก็ลำเอียง ให้ร้ายลูกตนเองด้วย ทำให้ทรงถอดหยางหย่งออก ให้เนรเทศไปนอกวัง แล้วตั้งหยางกว่างแทน จนในที่สุด พระเจ้าสุยเหวินตี้ประชวร เล่ากันว่า หยางกว่างพยายามปลุกปล้ำซวนฮัวฮูหยิน (สนมของพระเจ้าสุยเหวินตี้ หลังจากฮองเฮาสิ้นแล้ว) ทำให้พระเจ้าสุยเหวินตี้ถึงกับว่า "อ้ายสัตว์! แล้วการใหญ่ของกูจะมอบหมายให้มันได้อย่างไร ตู๋กูเอ๋ย เจ้าทำร้ายข้าเสียแล้ว" แล้วให้อำมาตย์ไปตามหยางหย่งมาเข้าเฝ้า แต่หยางกว่างไปจับตัวไว้เสียก่อน จากนั้นพระเจ้าสุยเหวินตี้ก็สิ้นพระชนม์อย่างลึกลับ เล่าลือกันมากว่า หยางกว่างปลงพระชนม์พระบิดาตนเอง

ต่อมา หยางกว่างขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าสุยหยางตี้ ปกครองด้วยความโหดเหี้ยมทารุณ ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย สู้รบไม่หยุดหย่อน ท่องเที่ยวไม่เลิกรา เกณฑ์คนไปสร้างโน่น สร้างนี่ไม่หยุด โดยเฉพาะได้เกณฑ์คนไปขุดคลองยาวเหยียด ที่เรียกว่า "ลำน้ำเลือด" จนคนทนไม่ไหว ลุกขึ้นก่อการกบฏไปทั่วเมือง หลี่หยวน ลูกพี่ลูกน้องของหยางกว่าง ได้ก่อการกบฏด้วย บุกเข้าตีเมืองหลวงได้ จนสุยหยางตี้ต้องหนีไปเจียงตู และถูกพวกกบฏปลงพระชนม์ในที่สุด หลังจากนั้น หลี่หยวนก็ปราบก๊กต่างๆ ได้สำเร็จ ตั้งราชวงศ์ถังขึ้น

ราชวงศ์ถัง (พ.ศ. ๑๑๖๑-๑๔๔๙)
ราชวงศ์นี้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้จีนอย่างมาก ทั้งด้านศิลปกรรม วัฒนธรรม และอีกหลายๆ ด้าน หลี่หยวนได้ตั้งตัวเองเป็น พระเจ้าถังเกาจู่ หลังจากรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นแล้ว ก็เกิดการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทขึ้น ระหว่างโอรสหลี่เจี้ยนเฉิง หลี่ซื่อหมิน และหลี่หยวนจี๋ หลี่ซื่อหมินนั้น มีความดีความชอบมาก เนื่องจากรบชนะมาหลายครั้ง ต่อมา ก็เกิดกรณีศึกสายเลือดขึ้นที่ประตูเสียนอู่ (เสียนอู่เหมิน) หลี่ซื่อหมินได้สังหาร หลี่เจี้ยนเฉิง รัชทายาท และหลี่หยวนจี๋ และทำให้พระเจ้าถังเกาจู่ตั้งตนเป็นรัชทายาท และต่อมาพระเจ้าถังเกาจู่ก็สละราชสมบัติ ตั้งตนเองเป็นไท่ซ่างอ๋อง (สมเด็จพระราชบิดา)

หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์เป็น ถังไท่จงฮ่องเต้ ได้พยายามฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมา ยุคของพระองค์ จัดเป็นยุคทองของราชวงศ์ถังทีเดียว ทรงรู้จักใช้คน ฟังคน มีการขยายอาณาเขตไปอีกมาก ต่อมา มีอยู่ปีหนึ่ง มีภัยพิบัติ พระถังซำจั๋งจึงออกเดินทางไปอินเดีย เพื่อศึกษาและอัญเชิญคัมภีร์ต่างๆ มาที่จีน ต้องเผชิญกับความทุรกันดารของทะเลทราย และภูมิประเทศที่ยากลำบาก (แต่ไม่มีปีศาจนะครับ) จนไปถึงวัดนาลันทา และได้ศึกษาจนเชี่ยวชาญ (สมัยนั้น วัดนาลันทายังไม่ถูกมุสลิมเข้ามาทำลาย) และศึกษาที่อื่นๆ จนแตกฉาน แล้วจึงเดินทางกลับจีน นำความรู้มาเผยแพร่ พอตอนปลายสมัยถังไท่จงฮ่องเต้ พระองค์ได้รับบูเหม่ยเหนียงมาเป็นสนม (ตำแหน่งไฉเหยิน) หลังจากนั้น ถังไท่จงก็สิ้นพระชนม์ เพราะเสวยยาอายุวัฒนะ

ตอนปลายยุคเจินกวน (รัชสมัยของถังไท่จง) เกิดความขัดแย้งในบรรดาองค์ชาย ๓ องค์ ของถังไท่จง สุดท้าย ถังไท่จงได้เลือกหลี่จื้อ ซึ่งอ่อนโยนกว่าคนอื่น (เพื่อกันไม่ให้อีกสองคนถูกฆ่า) เป็นรัชทายาท หลังจากถังไท่จงสิ้นพระชนม์แล้ว หลี่จื้อได้ครองราชย์ นามว่า ถังเกาจงฮ่องเต้ แล้วไปสึกนางบูเหม่ยเหนียงมาเป็นสนมเอก จากนั้น บูเหม่ยเหนียงได้บีบคอลูกตนเอง แล้วป้ายความผิดให้มเหสีหวัง ของถังเกาจง ทำให้ถังเกาจงถอดนางลงเป็นไพร่ แล้วตั้งบูเหม่ยเหนียงเป็นมเหสีแทน นางได้ลอบวางยาพิษสนมเซียวซู่ และพระนางหวัง แล้วเปลี่ยนชื่อแซ่ของทั้งสอง ไปในความหมายที่ไม่ดี ถอดๆ ตั้งๆ รัชทายาทหลายครั้งหลายหน นางได้แทรกแซงการบริหารบ้านเมือง ของถังเกาจงมาตลอด พอถังเกาจงสิ้นพระชนม์ นางก็ได้เปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นโจว ได้ชื่อว่าบูเช็กเทียน แล้วสังหารองค์ชายแซ่หลี่ ของราชวงศ์ถังกว่า ๕๐ องค์ และคนอื่นๆ อีกมากมายที่ขวางทางนาง ปกครองด้วยความเหี้ยมโหด ใครขวางทางนาง จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก แม้แต่ผู้ที่นางไว้ใจก็ตาม (หากเหลิง) ยกเว้นติเหยินเจี๋ย มหาอุปราชผู้จงรักภักดี กล้าคัดค้านโดยไม่เกรงอาญา (ติเหยินเจี๋ยผู้นี้ ว่ากันว่าตงฉิน และเก่งกาจไม่แพ้เปาบุ้นจิ้นทีเดียว แถมยังตัดสินคดีแบบถี่ยิบ แต่ไม่ดังเท่าเปาบุ้นจิ้น) อย่างไรก็ดี ความโหดเหี้ยมของนางก็ไม่ลามไปถึงนอกวัง นางปกครองบ้านเมืองได้ดี จึงทำให้คนโดยมากไม่เดือดร้อนนัก บูเช็กเทียนเป็นพุทธศาสนิกชนที่จัดว่าใช้ได้คนหนึ่ง (ถ้าไม่ดูพฤติกรรมที่เหี้ยมโหดของนาง) ชอบทำบุญเลี้ยงพระ สร้างวัดวาอาราม แต่งหนังสือทางพุทธศาสนา หลังจากราชวงศ์โจวดำเนินมาสิบปีเศษ บูเช็กเทียนก็ชรามากแล้ว นางคิดจะยกบัลลังก์ให้เชื้อพระวงศ์แซ่อู่ (บู) ของนาง แต่โดนติเหยินเจี๋ยคัดค้านสุดฤทธิ์ และบรรดาขุนนาง อำมาตย์ รวมทั้งองค์หญิงไท่ผิง ราชธิดา และเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ถังอื่นๆ ได้บีบให้นางลงจากบัลลังก์ในที่สุด ไม่นานหลังจากนั้น นางก็สิ้นพระชนม์ จากนั้น หลี่เสียนขึ้นครองราชย์ ราชวงศ์โจวก็เปลี่ยนกลับเป็นถังเหมือนเดิม

ไม่นานหลังจากนั้น ในสมัยถังเสวียนจงฮ่องเต้ (หลี่หลงจี๋) ตอนแรก ก็ได้บัลลังก์มาจากการแย่งชิงกับองค์หญิงไท่ผิง ซึ่งองค์หญิงไท่ผิงนี้ ก็คิดจะเป็นฮ่องเต้หญิงต่อจากพระมารดา แม้ว่าจะเคยร่วมมือกับหลี่หลงจี๋ บีบให้บูเช็กเทียนลงจากบัลลังก์ แต่ต่อมากลับคิดจะเป็นฮ่องเต้เสียเอง และได้วางแผนจะลอบปลงพระชนม์ถังเสวียนจง แต่แผนแตกจึงโดนชิงลงมือจัดการเสียก่อน หลังจากศึกชิงบัลลังก์จบลง ช่วงแรก ฮ่องเต้องค์นี้ก็ปกครองบ้านเมืองได้ดี บ้านเมืองสงบสุข เจริญรุ่งเรืองกว่ายุคของถังไท่จงเสียอีก มีกวีชื่อดังในสมัยนี้คือ หลี่ไป๋ และตู้ฝู่ แต่ยามชรา เสวียนจงเกิดหลงระเริง เนื่องจากความรุ่งเรือง จึงละเลยราชกิจ แถมมเหสีและสนมได้ตายไปหมดแล้ว ก็เกิดอาการ "โคแก่หิวหญ้าอ่อน" ได้ไป "ยึด" หยางยิหวน พระสนมผู้เลอโฉม แถมยังมีทรวดทรงอวบอัด (แต่กลิ่นตัวแรงชะมัด -ตามคำบรรยายในหนังสือ) ของหลี่เม่า ราชโอรส มาเป็นสนมของตนเอง จากนั้น ก็หลงใหลแต่นางสนมหยางกุ้ยเฟยผู้นี้ จนไม่เป็นอันบริหารบ้านเมือง จนเกิดกลียุคไปทั้งแผ่นดิน เกิดกบฏอันลู่ซานขึ้น (อันลู่ซานผู้นี้ เดิมที หยางกุ้ยเฟยเคยรับเป็นบุตรบุญธรรม แต่เล่าลือกันว่า ทั้งสองเป็นชู้กัน ถังเสวียนจงก็ทรงทราบแต่ไม่ว่ากระไร เพราะสมัยนั้น ผู้ชายไม่ค่อยถือเรื่องนี้นัก แถมพระองค์เองก็เจ้าชู้ใช่ย่อย) หยางกว๋อจง พี่ชายของหยางกุ้ยเฟย ได้พาเสวียนจงและหยางกุ้ยเฟยหนีไป ทหารที่ไปด้วยก็ฆ่าหยางกว๋อจงเสีย แล้วบังคับให้เสวียนจงประหารหยางกุ้ยเฟย แถมประณามหยางกุ้ยเฟยว่าเป็นตัวกาลีด้วย ทำให้เสวียนจงฮ่องเต้ จำใจต้องประทานผ้าให้หยางกุ้ยเฟยผูกคอตาย เมื่ออายุได้ ๓๘ ปี

หลังจากนั้น ราชวงศ์ถังก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ อันเนื่องจากฮ่องเต้อ่อนแอ และขันทีมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดกบฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมแม่ทัพก็พยายามไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจ จนสุดท้าย แม่ทัพชื่อจูเหวิน ก็ปลงพระชนม์ถังอ้ายจง ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์ถัง เป็นอันสิ้นราชวงศ์ แล้วก็ตั้งราชวงศ์ของตนเองขึ้นมา หลังจากนั้น ก็มีราชวงศ์ต่างๆ ผลัดกันขึ้นมามีอำนาจเป็นเวลาสั้นๆ รวม ๕ ราชวงศ์คือ เหลียง (ของจูเหวิน), ถัง, จิ้น, ฮั่น, โห้วโจวหรือโจวยุคหลัง จนถึงราชวงศ์โห้วโจว พวกซี่ตานหรือคีตานได้ยกทัพมารุกราน (ชื่อที่ฝรั่งเรียกจีนว่า คาเธย์ ก็มาจากคีตานนี่เอง) จ้าวควางยิ่น แม่ทัพใหญ่จึงได้ยกทัพไปสู้ แต่แล้วบรรดาแม่ทัพนายกอง ก็ได้ร่วมกันเอาฉลองพระองค์ฮ่องเต้ มาคลุมตัวจ้าวควางยิ่น แล้วยกย่องให้เป็นฮ่องเต้ ซึ่งจ้าวควางยิ่นก็ออกคำสั่ง ไม่ให้ทำให้ฮ่องเต้เดิม ซึ่งยังมีพระชนมายุน้อย กับไทเฮาตกพระทัย ไม่ให้รังแกอำมาตย์ ไม่ให้ปล้นคลัง มิฉะนั้นจะไม่ยอมรับ พวกแม่ทัพนายกองก็ยอมทำตาม จ้าวควางยิ่นจึงกลับไปชิงบัลลังก์มาได้ แล้วตั้งตำแหน่งให้ฮ่องเต้เดิมกับไทเฮา แล้วให้ไปอยู่ที่วังตะวันตก ตั้งราชวงศ์ซ้องขึ้นมา

อ่านต่อหน้า4

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook