ประวัติศาสตร์อียิปต์
อียิปต์ ตามความหมายที่เฮโรดอท
นักเดินทางชาวกรีกให้ไว้
หมายถึง ของขวัญจากแม่น้ำไนล์
อียิปต์
ตั้งอยู่บนลุ่มแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์
(เรียกว่าดินดำ)
อยู่ระหว่างที่ราบสูงที่เป็นทะเลทราย
ทางเหนือของทวีปอัฟริกา
แม่น้ำไนล์ยาวประมาณ1,000 กม.
ต้นแม่น้ำมาจากทะเลสาบในประเทศเอธิโอเปียทางตะวันออก
และทางตะวันตกของแม่น้ำไนล์เป็นทะเลทราย
(เรียกกันว่าดินแดง)
ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินมาจากแม่น้ำไนล์ไหลผ่านภูเขาที่เต็ม
ไปด้วยแร่ธาตุจากเอธิโอเปียจนถึงอียิปต์และมาท่วมล้นฝั่ง
ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม
น้ำนำโคลนตมที่อุดมสมบูรณ์มาให้ประมาณ
3,000 ปี ก่อนคริสตศักราช
อียิปต์แบ่งเป็นสองราชอาณาจักร
คือ อียิปต์สูง (อียิปต์บน)
และอียิปต์ต่ำ (อียิปต์ล่าง)
ทั้งสองอาณาจักรรวมกันสมัยพระเจ้านาแมร์
(กรีกเรียกเมแนส)
และสมัยพระเจ้าอหา
มีเมืองหลวงชื่อเมมฟิส (กำแพงขาว)
สมัยจักรวรรดิเก่า
(2850 - 2052 ปี ก่อนคริสตศักราช)
2850-2650
สมัยธินิท (ราชวงศ์ที่1 และ 2)
อียิปต์เป็นตัวของตัวเอง
ไม่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ
มีการสู้รบกับพวกเบดวงจากคาบสมุทรซีนาย
เพื่อแย่งชิงเหมืองทองแดงมีการติดต่อทางเรือกับเมืองไบโบลส
(ในเลบานอนปัจจุบัน)
เพื่อซื้อไม้เซดาร์มาใช้ในการก่อสร้างและทำโลงศพของฟาห์โร
(กษัตริย์)
มีการก่อสร้างหลุมศพสำหรับเจ้าเรียกว่า
มาสตาบา
2650 - 2190
สมัยปิรามิด (ราชวงศ์ที่ 3 - 6)
เมมฟิส
เป็นศูนย์กลางทางการเมือง
พระเจ้าโจเซอร์ทรงมีพระราชโองการให้อิมโฮเทป
ผู้เป็นแพทย์และสถาปนิก
เป็นผู้สร้างปิรามิดซัคคาราขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ฝังพระศพ
ของพระองค์ปิรามิดซัคคารา
ประกอบด้วยมาสตาบา 6 หลังซ้อนกัน
ราชวงศ์ที่ 4:
จำนวนกษัตริย์ผู้สร้างปิรามิดมีมากมาย
ที่มีชื่อเสียง เช่น สเนฟรู
(ปิรามิดดาห์ชูร์และแมดูม) เคออป,
เคเฟรน, ไมเซรินุส (ปิรามิดกิเซ่
ทางตะวันตกของเมืองไคโร)
ราชวงศ์ที่ 5:
ศาสนาประจำชาติ
คือการนับถือเทพเจ้าเร
(เรแห่งเมืองเฮลิโอโปลิส)
เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์
มีการสร้างวิหารให้เทพเจ้าองค์นี้และสร้างเสาหินสูง
ราชวงศ์ที่ 6:
ฟาห์โรอ่อนอำนาจทำให้ขุนนางมีอำนาจมากขึ้น
2190 - 2052
เป็นระยะเวลาที่ต่อระหว่างสองสมัย
(ราชวงศ์ที่ 7 ถึงที่ 10
เรียกสมัยเฮราเคลโอโปลิส)
รัฐ ตำแหน่งฟาห์โร
(บ้านใหญ่)
เป็นตำแหน่งสืบทอดฟาห์โร
มีอำนาจสูงสุด เช่น
ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชของไทย
เรามักเห็นอยู่ในรูปของเทพเจ้า-เหยี่ยวโฮรุส
(เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่)
นับจากราชวงศ์ที่ 4 เป็นต้นมา
ฟาห์โร
เปรียบเสมือนบุตรของเทพเจ้าเร หรือเทพเจ้า-พระอาทิตย์
การบริหารส่วนกลาง ข้าราชการหรือสคริบอยู่ใต้คำบังคับบัญชา
ของรัฐมนตรี
ล้วนมาจากครอบครัวชนชั้นสูง
ภาษีจ่ายเป็นข้าวสาลีและ
สัตว์ใช้งาน เช่น วัว
ประชาชนทุกคนมีสิทธิในศาล
มีสัมพันธไมตรีกับประเทศซีเรียและพุนท์
(โซมาเลีย)
ทำสงครามกับประเทศลิเบียและชนเผ่าต่างๆในดินแดนปาเลสไตน์
การศาสนา เริ่มแรกนับถือสิ่งศักด์สิทธิ์มากมาย
ซึ่งมีอยู่ในรูปร่าง
และหัวสัตว์ สมัยประวัติศาสตร์
คนนับถือพระอาทิตย์มาก
มีการสร้าง
วิหารที่สำคัญหลายแห่ง เช่น
วิหารของเทพเจ้าอาตอน-เรที่เฮลิโอโปลิส
วิหารของเทพเจ้าพทาห์ที่เมมฟิส
วิหารของเทพเจ้าโธทที่เฮอร์โมโปลิส
เทพเจ้าโอซิริสที่เคยเป็นเทพเจ้าแห่งพืชพันธุ์ไม้
กลายมาเป็นเทพเจ้า
ของคนตาย
คนอียิปต์เชื่อเรื่องเวรกรรม
คนตายไปแล้วจะได้รับกรรมที่ทำไว้
และเชื่อเรื่องชาติหน้า
อักษรเฮียโรกลีฟ
มีลักษณะเป็นรูปสัญลักษณ์หนึ่งเท่ากับคำหนึ่ง
จากนั้นเป็นกลุ่มพยัญชนะ
พยัญชนะโดดๆ ไม่มีสระ
ใช้ในทางศาสนา
ต่อจากอักษรเฮียราติค
(ภาษาที่ใช้ทั่วไป)เป็น อักษรเดโมติค
(ราว 700 ปีก่อนค.ศ.)
เป็นภาษาประจำวัน
ปฏิทินอียิปต์มี 365 วัน (12 x 30 + 5)
วันแรกของปีเริ่มกลางเดือนกรกฎาคม
ตรงกับที่แม่น้ำไนล์ล้นฝั่ง
ปีที่มี 366 วันไม่มีปรากฎใช้
สมัยต่อมา
การนับปีถือเอาเทพเจ้าซิริอุส
(โซธิส) เป็นหลัก คือ
หนึ่งปีโซธิสมี 365
วันและอีกเศษหนึ่งส่วนสี่
จักรวรรดิ์กลาง (ประมาณ 2052 -
1570 ปี ก่อนคริสตศักราช)
หลังจากที่อียิปต์ผ่านสงครามภายในมาหลายปี
พระเจ้าเมนทูโฮเทปที่ 2 ทรงรวม
อียิปตสูงและอียิปต์ต่ำเข้าด้วยกัน
และทรงย้ายเมืองหลวงจากเมมฟิสไปที่ธีบส์
1991 - 1786
ตรงกับราชวงศ์ที่ 12
อำนาจการปกครองมารวมอยู่ที่เมืองหลวงอีก
เชื้อพระวงศ์ตามเมืองต่างๆหมดอำนาจ
มีการก่อสร้างวัดขนาดใหญ่หลายหลังที่คาร์นัค
เมืองที่ถือว่าเป็นที่สถิตของเทพเจ้าองค์ใหม่
ชื่ออาโมส
อียิปต์เจริญสูงสุดในสมัยของ
พระเจ้าเสโซสทริสที่ 3
(1878-1841 ปี ก่อนคริสตศักราช) อียิปต์มีอิทธิพลถึงนูเบีย
(ซูดาน)
ทางตอนกลางเพราะที่นี่มีเหมืองทองคำ
มีการสร้างทางติดต่อการค้าไปทะเลแดง
ซีนาย และพุนท์ (โซมาเลีย)
เกาะครีตและเมืองโบลส (ในเลบานอน)
รัชกาลพระเจ้าอัมเมเนแมสที่ 3
จัดการใช้พื้นที่แถวทะเลสาบมัวริส
(ฟายุม) ให้เป็นประโยชน์
สร้างปิรามิดและวัดฮา
อูอาราสำหรับคนตาย (Labyrinthe)
งานประติมากรรมมีการทำรูปพระเจ้าเสโซสทริสที่
3 และพระเจ้าเมเนแมสที่ 3
ตอนวัยชรา
การทำรูปสฟิงซ์มีหน้าเป็นกษัตริย์
กำเนิดประติมากรรมแบบใหม่ คือ
รูปคนท่ายกเข่า
สวมเสื้อผ้ายาวจดเท้า
ด้านวรรณคดีมีการแต่ง
"คำสอนของพระเจ้าอัมเมเนแมสที่
1" และ "ประวัติศาสตร์ซินูเฮ"
1778 -
ประมาณ 1610 ปี ก่อนคริสตศักราช
เป็นช่วงคั่นระหว่างสองสมัย (ราชวงศ์ที่ 13-14)
สงครามภายในทำให้มีศัตรูจากภายนอกรุกราน
การรุกรานของพวกฮิกโซส ประมาณ 1650
ปี ก่อนคริสตศักราช พวกฮิกโซส
มาจากชนเผ่าฮูไรท์และเซมิติก
(ทางเอเซีย)
การรุกรานเป็นผลมาจากการอพยพของพวกอินโด-ยุโรเปี้ยน
ราวปี 2,000 ก่อนคริสตศักราช
พวกฮิกโซสมีอำนาจเหนือดินแดนอียิปต์ตอนบน
พวกเขาเป็นคนชั้นสูงและถิ่นที่เขาอยู่ที่อาวาริส
(ทางเดลต้าตะวันออก)
ถือว่าเจริญมากของอียิปต์
เนื่องจากเทคนิคอารยธรรมที่เหนือว่าตนเข้าไว้ด้วย
จักรวรรดิใหม่ (1570 - 715 ปี
ก่อนคริสตศักราช)
พระเจ้าอโมซิสทรงขับไล่พวกฮิกโซสออกจากอาวาริสไปจนถึงดินแดนปาเลสไตน์แล้ว
ทรงตั้งจักรวรรดิใหม่
(ราชวงศ์ที่ 18)
กษัตริย์ที่สืบราชสมบัติต่อมา
เช่น พระเจ้า
อาเมโนฟิสที่ 1 และ ธุทโมซิสที่ 1
ทรงทำให้อียิปต์มีอำนาจมากมีการยกทัพไปเอเซีย
(แถวแม่น้ำยูเฟรติส) และนูเบีย
สมัยที่อียิปต์เจริญสูงสุดคือสมัยพระนางฮัทเชบสุท
พระนางฮัทเชปสุท (1501-1480)
ทรงดำเนินนโยบายแบบสันติ
สัมพันธไมตรีกับประเทศพุนท์
มีการก่อสร้างมากมายที่สำคัญ
คือวัดที่แดร์ เอล-บาห์รี
ที่ก่อสร้างภายใต้การควบคุมของรัฐมนตรีคนโปรดของพระนาง
ชื่อ เซอเนนมุท
เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์
พระสวามีขึ้นครองราชต่อ
1480-1488 พระเจ้าธุทโมซิสที่ 3
เป็นระยะเวลาที่ประเทศอียิปต์มีอาณาเขตกว้างไกลถึงแม่น้ำยูเฟรติส
(ในอิรัก)
1480 พระองค์ทรงรบชนะซีเรีย
ปาเลสไตน์และเฟนีเซีย
ด้วยกองทัพทหารรับจ้างและกองทัพรถม้า
อาณาจักรมิตานี (ปัจจุบัน คือ
อิรักตอนเหนือ)
กลายมาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน
กษัตริย์องค์ต่อๆมาล้วนประสบความสำเร็จในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศทั้งสิ้น
1413-1377 อาเมโนฟิสที่ 3
มีมเหสีมาจากบุคคลธรรมดาถือเป็นสมัยที่รุ่งเรืองมาก
ทรงมีนโยบายผูกสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศด้วยการอภิเษกสมรส
เป็นสมัยที่อียิปต์
ต้อนรับทูตจากต่างประเทศมาก
และมีการค้าขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
กับอาณาจักรมิตานี บาบิโลเนีย
ครีต อัสซีเรีย อาณาจักรฮิตไทท์
และหมู่เกาะในทะเลเอเจียน
(แผ่นดินเหนียวที่พบที่เมืองอามาร์นา
จารึกเป็นภาษาอัคคาเดียน
ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในทางการทูตสมัยนั้น)
1377-1358 อาเมโนฟิสที่ 4
ทรงมีมเหสีที่รู้จักกันดี คือ
พระนางเนเฟอร์ติติ
กษัตริย์พระองค์นี้ทรงเป็นผู้นำการนับถืออาตอน
หรือ
การนับถือดวงอาทิตย์เป็นพระเจ้าองค์เดียวให้แก่อียิปต์
ทรงย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่อาเคท-อาตอน
(เอล-อามาร์นา)
ทรงเปลี่ยนพระนามของพระองค์ใหม่เป็น
อาเคนาตอน
พระองค์ไม่สนพระทัยในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ
ดังนั้นประเทศอียิปต์จึงค่อยๆ
สูญเสียดินแดนในเอเซีย
เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ชนชั้น
นักบวชถือโอกาสนำประเทศกลับมาใช้ระบบเดิม
พระราชบุตรเขย
ทั้งหลายพร้อมใจกันย้ายเมืองหลวงกลับมาอยู่ที่ธีบส์ตามเดิม
หนึ่งในราชบุตรเขย
มีตุตอนคามอน
ที่นักโบราณคดีพบหลุมฝังศพเต็มไปด้วยของมีค่าเมื่อ
ค.ศ.1922 โฮเรมเฮบ
นายทหารของอาเคนาตอนขึ้นครองราชย์
ทำสงคราม
ชนะพวกฮิทไทท์ในซีเรียและจัดระเบียบการปกครองใหม่ให้เข้มงวดกว่าเดิม
ทรงทะนุบำรุงศาสนานำพิธีนับถือพระเจ้าแบบเก่ามาใช้ปนกับวิธีของเอล-อามาร์นา
1345 - 1200
ราชวงศ์ที่19 พระเจ้าเซติที่ 1
และพระเจ้ารามเสสที่ 2
ทรงชนะพวกฮิทไทท์และมีอำนาจเหนือซีเรียอีกประมาณ
1275 ปี ก่อนคริสตศักราช
เกิดสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างพระเจ้ารามเสสที่
2 กับฮาทตูซิลที่ 3
กษัตริย์ของพวกฮิทไทท์
ซีเรียสามารถอยู่อย่างสงบ
อียิปต์ตั้งเมืองหลวงใหม่ที่เดลต้า
ชื่อ อาวาริส
แปลว่าเมืองของรามเสส
1234 - ประมาณ 1220 พระเจ้าเมเนปทาห์ยกกองทัพไปทำสงคราม
กับปาเลสไตน์
(ปรากฎชื่ออิสราเอลเป็นครั้งแรกในจารึก)
และได้ต่อสู้กับชนชาวทะเล
(มีพวกกรีกและฟีลิสติน
แถวกาซาปัจจุบัน)
แต่มีสัมพันธไมตรีกับลิเบีย
1197-1165 พระเจ้ารามเสสที่ 3 ทรงต่อสู้กับชนชาวทะเลและลิเบียที่มารุกราน
แต่ถูกพระองค์ทรงขับไล่ออกไปทรงสร้างคุกไว้ที่เดลต้า
กษัตริย์ต่อจากพระองค์ทรงให้วัดเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
ศิลปกรรม
มีการสร้างวัดขนาดใหญ่ เช่น
วัดพระเจ้าอามอนที่คาร์นัค
ลุกซอร์ เมดิเนท์-ฮาบู
ศิลปกรรมที่เมืองอามาร์นา
(เศียรของอาเคนาตอนและเนเฟอร์ติติ
รูปประติมากรรมของครอบครัว)
ในรัชกาลของพระเจ้ารามเสส
นิยมสร้างห้องขนาดใหญ่ที่คาร์นัค
สร้างวัดที่เจาะเข้าไปในหิน
ผนังเต็มไปด้วยภาพวาดแบบที่อาบู
ซิมเบล
ภายนอกมีรูปสลักขนาดมหึมา
และนิยมสร้างวัดสำหรับเป็นที่ไว้ศพอย่างเช่นที่เมดิเนท์-ฮาบูหลังจากที่สู้รบกับพวกพระอามอน
ที่ธีบส์และกับนายทหารจ้างของลิเบียแล้ว
950 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าเชช
องค์ที่ 1
นายทหารจ้างลิเบียขยายอาณาเขตออกไปรอบๆบูบาสติส
พวกพระส่วนหนึ่งจึงอพยพไปอยู่นูเบีย
ที่ซึ่งพระองค์ต่อๆมา
สร้างรัฐที่ปกครองโดยพระขึ้นมา
มีเมืองนาปาตาเป็นเมืองหลวง (ราว
750 ปี ก่อนคริสตศักราช) ประมาณ 920 ปี
ก่อนคริสตศักราช
กองทัพของพระเจ้าเชชองค์ที่ 1
ยกทัพไปตีปาเลสไตน์และทำลายเมืองเยรูซาเล็ม
สมัยอียิปต์ต่ำ (715-332
ปีก่อนค.ศ.)
715-663
เอธิโอเปียมีอำนาจเหนืออียิปต์
แต่ไม่นานก็ถูกอัสซีเรีย
รุกรานจนสูญเสียอำนาจนี้ไป
พระเจ้าอัสซาราดดอนยกทัพมาถึงเมือง
ธีบส์ปี 671 ก่อนค.ศ.
แต่พวกเอธิโอเปียขับไล่ออกไปได้
662
พระเจ้าอัสสูร์บานิปาลได้รับชัยชนะเหนืออียิปต์
อียิปต์กลายเป็นเมืองหนึ่งของอัสซีเรีย
ผู้ครองโนม (จังหวัด)
เป็นเสมือนเจ้าครองเมืองของอัสซีเรียหนึ่ง
ในจำนวนนี้มี พระเจ้าพซามเมติกที่
1 (663-609) เป็นผู้ปลดปล่อยอียิปต์ให้เป็นอิสระ
และให้พวกพระอามอนเป็นทหารจ้างลิเบียก่อตั้งหน่วย
ทหารจ้างไอโอเนียนที่เดลต้าและตั้งสถานีการค้าไอโอเนียน
(โนเครติส)
569-525 พระเจ้าอามาซิส
เป็นรัชกาลที่อียิปต์รุ่งเรืองขึ้นอีกเป็นครั้งสุดท้ายเพราะ
สามารถควบคุมสถานการณ์ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกได้และมีสัมพันธไมตรี
กับเกาะต่างๆ
ของกรีกและแม้แต่อาณานิคมกรีก
อียิปต์ผูกไมตรีกับพระเจ้าเครซุสแห่งลิเดีย
และกับพระเจ้าโปลีคราทแห่งซาโมสเพื่อต่อสู้กับพวกเปอร์เซีย
525 พระเจ้าพซามเมติกที่ 3
พระโอรสของพระองค์ถูกพระเจ้าคอมบิสแห่งเปอร์เซีย
ฆ่าตายในการรบที่เปลุส อียิปต์กลายเป็นเมืองหนึ่งของเปอร์เซีย
332
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชชนะต่ออียิปต์
ตั้งแต่ปี 304
ก่อนคริสตศักราชเป็นต้นมา
เหล่ากษัตริย์ปโตเลมีของกรีกเฮเลนิสติกมาครองอียิปต์
30 ปี
ก่อนคริสตศักราชโรมันมาครองอียิปต์ |