| อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซูเมอร์
ประมาณ 3200-2800
ปีก่อนคริสตกาล
พวกสุเมเรียนตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ซูเมอร์
(Sumer) ทางใต้ของเมโสโปเตเมีย
(ดินแดนระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือ
แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส)
ปัจจุบันเมโสโปเตเมีย-ซูเมอร์อยู่ในประเทศอิรัก
พวกสุเมเรียน
มาจากไหนไม่มีหลักฐานแน่ชัด
สันนิษฐานกันว่ามาจากทางตะวันออก
อาจเป็นพวกเดียวกับกลุ่มชนที่สร้างอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ
พวกสุเมเรียนมาสร้างเมืองไว้หลายเมือง
ใจกลางเมืองมีวัดขนาดใหญ่สร้างด้วยอิฐไว้บนลานยกระดับสูง
ผนังวัดประดับด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผาหลากสี
วัดใช้ประดิษฐานเทพเจ้าประจำเมือง
แต่ละเมืองมีเจ้าครองนคร
เจ้าครองนครมาจากพระที่มียศสูงที่สุด
เรามักเรียกกันว่า พระ-กษัตริย์
วัดถือเป็นศูนย์กลางทางศาสนา
ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ
มีการคิดตัวอักษรขึ้นมาใช้ในงานบริการของวัด
แรกเริ่มเป็นอักษรภาพก่อน
แล้วจึงพัฒนาเป็นตัวอักษรคิวนิฟอร์ม
งานศิลปะ
มีการใช้ตราลูกกลิ้ง
สำหรับประทับตราลงบนภาชนะเก็บอาหารของวัด
ภาชนะนี้มีร่างคล้ายแจกัน คือ
คอแคบมีหูสองข้าง
บนตราประทับเป็นเทพเจ้า
งานศิลปะอื่นๆ
เป็นปั้นขนาดเล็กทำจาก
ดินเหนียว หิน และโลหะ
ศาสนา
แรกเริ่มมีเทพเจ้า 3 องค์ คือ
เอนลิล, อาน และเอนกิ ต่อมามีอูตู
(เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์) อินานนา
(เทพธิดาแห่งการสืบพันธุ์)
และนานนา (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์)
คนสุเมเรียนใช้ระบบนับเวลาในวันหนึ่งว่ามี
24 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง มี 60 นาที 1
นาทีมี 60 วินาที และวงกลมมี 360 องศา
2800-2500
ปีก่อนคริสตศักราช
สมัยราชวงศ์โบราณ พวกเซมิติค
(จากคาบสมุทรซีนาย) อพยพมาอยู่
เมสิลิม เดอ กิซ
เป็นกษัตริย์ผู้มีอำนาจสูงสุดองค์แรก
เมืองนิปปูร์เป็นศูนย์กลางทางศาสนา
มีการสร้างกำแพงเมืองที่อุรุคในสมัยพระเจ้าจิลกาเมซ
การสร้างวัดแบบโบราณพัฒนามาเป็นแบบซิกกูราท
(เป็นชั้นๆ
ลดหลั่นไปและเชื่อมโยงติดต่อกับโบสถ์ที่อยู่บนยอดด้วยบันได)
ตั้งแต่ 2500
ปีก่อนคริสตศักราช เป็นต้นมา
เริ่มราชวงศ์แรกของเมืองเออร์
ผู้ก่อตั้ง คือ เมซานนี-ปาดดา
เราเริ่มรู้จักเมืองเออร์ตั้งแต่มีการค้นพบหลุมศพของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์จำนวน
16 หลุม เมื่อค.ศ. 1922
ในหลุมศพมีการฝังเครื่องใช้สอยส่วนพระองค์
และข้าทาสบริวารที่สละชีพเพื่อไปรับใช้เจ้านายในโลกหน้าคล้ายกับจะทำตามอย่างเรื่องของอินานนา
ซึ่งเป็นนักบวชสตรีกับเทพเจ้า
ดูมูซิ
ที่แสดงเป็นตัวแทนของกษัตริย์มาแต่งงานด้วยกัน
และจบชีวิตด้วยวิธีนี้
ประมาณ 2500-2360
ปีก่อนคริสตศักราช
เริ่มราชวงศ์แรกของเมืองลากาซผู้ก่อตั้งชื่อพระเจ้าเออร์-นานเซ
โอรสของพระองค์ ชื่อ เอียนนาตุม
โปรดให้จารึกแผ่นหินเป็นที่ระลึกในการที่พระองค์ชนะสงครามต่อเมืองอุมมา
หินนี้เรียก Stele des Vautours
ค้นพบที่เมืองเทลโล
ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟเวรอ
ประเทศฝรั่งเศส
กษัตริย์องค์ต่อมาชื่อ
เอนเตเมนา
ปราบพวกพระที่สนับสนุนลูกาลันดา
กษัตริย์องค์ที่ 4
ของราชวงศ์ให้ขึ้นครองบัลลังก์
แต่กบฎคือ อูรูกาจินา
ขึ้นครองราชย์และจัดระบบสังคมใหม่
สุดท้ายพวกพระที่ไม่พอใจกษัตริย์ร่วมกันสนับสนุนลูกาซากกิสิแห่งเมืองอุมมา
ให้มาครองเมืองลากาซ เออร์ อุรุก
กิซ นิปปูร์
และขยายอาณาเขตออกไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
พระองค์เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของซูเมอร์ก่อนที่จะพ่ายแพ้แก่จักรวรรดิอัคคัด
อัคคัด
(อยู่เหนือซูเมอร์)
2350-2300
ปีก่อนคริสตศักราช
พระเจ้าซาร์กอนแห่งอัคคัด
เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
ได้รับชัยชนะเหนือดินแดนเมโสโปเตเมีย
ซีเรีย เอเซียไมเนอร์ทั้งหมด
และอีลาม (ที่อิหร่าน)
ความสามารถของพระองค์อยู่ที่การใช้เทคนิคใหม่ในการทำสงครามด้วยการใช้หอก
ศร และธนู
(เป็นเทคนิคของคนในดินแดนสเตป
คือ
เขตดินปนทรายและเป็นทุ่งหญ้าในยูเรเซีย)
แทนที่จะใช้อาวุธหนักๆ
ของสุเมเรียน
มีการสร้างนครรัฐขยายใหญ่เป็นศูนย์กลาง
การบันทึกทางราชการใช้ภาษาอัคคาเดียน
ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่อากาเด
ฐานะของกษัตริย์เปรียบเหมือนกษัตริย์ปนพระเจ้า
มีเทพเจ้าที่เคารพบูชา คือ
อิชการ์ และซามาซ คือ
เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์
หรือพระสุริยะ
เมื่อพระเจ้าซาร์กอนสวรรคต
เกิดการจราจล นาราม-สิน
ผู้เป็นหลาน (2270-2230 ปีกอ่นค.ศ.)
ขึ้นครองราชสมบัติ
ทรงปฏิบ้านเมือง
ทำสงครามกับพวกที่อยู่ในคาบสมุทรอาราเบียทางตอนใต้
กับพวกที่อยู่แถวภูเขาซาโกรส
2150-2050
ปีก่อนคริสตศักราช
มีผู้รุกรานมาจากทางอิหร่าน
แต่กษัตริย์เมืองอุรุคขับไล่ไป
และทำการปฏิอาณาจักรสุเมเรียนขึ้นมาใหม่
2050-1950
ปีก่อนคริสตศักราช
ราชวงศ์ที่สองของเมืองเออร์
มีกษัตริย์อยู่ 4 พระองค์ คือ
เออร์-นามมู, ซูลจิ, ซู-ซิน,
อิบบิ-ซิน
ราชวงศ์นี้ซ่อมแซมและปรับปรุงอาณาจักรซูเมอร์และอากาเด
พร้อมทั้งวัดทั่วราชอาณาจักร
พระเจ้าซูลจิเข้าพิธีแต่งงานกับเทพธิดาอินานนาทำให้พระองค์กลายเป็นเทพเจ้า
มีการสร้างหลุมศพสำหรับพระองค์และเชื้อพระราชวงศ์ที่เมืองเออร์
ภายใต้รัชกาลของพระเจ้าซู-ซิน
มีพวกเซมิทตะวันตกเข้ามารุกราน
และทำให้ต้องสร้างกำแพงเมืองขึ้นที่แถวแม่น้ำยูเฟรติสตอนกลาง
ราชวงศ์ที่สองของเมืองเออร์ทำสัมพันธไมตรีทางการค้ากับประเทศอินเดีย
อาณาจักรเออร์สลายไปเพราะพ่ายแพ้สงครามกับพวกอีลามและกับกษัตริย์เมืองมารี
(ในซีเรียปัจจุบัน)
งานทางวรรณคดี
เป็นสมัยที่วรรณคดีสุเมเรียนรุ่งเรืองที่สุด
เศรษฐกิจ
เป็นฐานอำนาจทางการเมือง
สมัยนี้การค้าเจริญมากคนนิยมสร้างวัดและนครวัด
การเมือง
มีระบบข้าราชการขนาดใหญ่
ต้นราชวงศ์ที่ 3 ของเมืองเออร์
พระเจ้ากูเดีย แห่งลากาซ
ทรงสถาปนาราชอาณาจักรสุเมเรียนขึ้นมาใหม่
และใช้การบริหารแบบเดิม
มีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่อยู่ทั่วไปเพราะพลเมืองร่ำรวยจากการค้ามาก
ตั้งแต่ 2000
ปีก่อนคริสตศักราช เป็นต้นมา
พวกคานานซึ่งเป็นพวกที่มีเชื้อสายเซมิทเผ่าหนึ่งเข้ามารุกราน
นำเอาวัฒนธรรมแบบเซมิทเข้ามามาก
มีการสร้างนครวัดที่อิสิน ลาร์ท
และบาบิโลน (Bab-ili = ประตูของพระเจ้า)
แต่ภาษาสุเมเรียนยังคงเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเหมือนดิม
ประวัติอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เมื่อ 2000
ปีก่อนคริสตศักราช
จักรวรรดิอัสซีเรียตอนต้น
(1800-1375 ปีก่อนคริสตศักราช)
เมื่อประมาณ 2500
ปีก่อนค.ศ.
พวกอัสซีเรียอาศัยอยู่แถวแม่น้ำไทเกอร์ตอนบน
ลักษณะนิสัยเป็นนักรบ
เข้มแข็งอดทน
ต้นเนิดมาจากชนพื้นเมืองหลายเผ่าผสมกัน
(นอกจากพวกสุเมเรียน)
กับพวกเซมิติค
อารยธรรมของพวกเขารับมาจากทางใต้
ชื่อ จักรวรรดิอัสซีเรีย
และเมืองอัสสู
มาจากชื่อเทพเจ้าอัสสู (Assour =
เทพเจ้าอันสูงสุด)
หลังจากที่ราชวงศ์ที่ 3
ของเมืองเออร์ล่มสลาย
อัสซีเรียได้รับชัยชนะตั้งเมืองอัสสูและครองบาบิโลเนียทางตอนเหนือ
(ราว 1800 ปีก่อนค.ศ.)
เมื่อพวกฮิตไทท์เข้ามารุกราน
ขัดขวางการค้ากับทางเหนือและทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ทำให้ประชาชนมีรายได้น้อยลง
จักรวรรดิอัสซีเรียจึงเสื่อมอำนาจ
คนต่างชาติถือโอกาสเข้ามาครองเมือง
คือพระเจ้านาราม-ซิน
แห่งเอชนุนนา
(กฎหมายของพระองค์มีชื่อมาก)
แต่พระเจ้าชามชิ-อาดัดที่ 1 (1749-1717
ปีก่อนค.ศ.)
นำราชบัลลังก์มาคืนได้
ราชอาณาจักรของพระองค์กว้างขยายไปยังดินแดนที่เป็นภูเขาทั้งหมด
ส่วนหนึ่งของเมโสโปเตเมียและราชอาณาจักรมารี
ทรงสร้างและรักษาสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ
พระราชโอรสของพระองค์ชื่อ
อิชเม-ดากานที่ 1
พ่ายแพ้ต่อพระจ้าริม-สิน
แห่งลาร์ซา
และภายหลังตกเป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าฮัมมูราบีแห่งบาบิโลเนีย
ประวัติของจักรวรรดิอัสซีเรียก่อน
1450
ปีก่อนค.ศ.ไม่ค่อยมีผู้ศึกษามากนัก
ครั้งสุดท้ายอัสซีเรียกลายเป็นรัฐหนึ่งที่ขึ้นกับอาณาจักรมิตานนี
(ในอิรักปัจจุบัน)
นครรัฐบาบิโลน
1728-1686
พระเจ้าฮัมมูราบี
แห่งเมืองบาบิโลน
ตอนพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์นั้นมีนครรัฐ
6 รัฐ กำลังทำสงครามกัน คือ ลาร์ซา
เอชนุนนา บาบิโลน กาทนา จามซาด
(เอเลปปัจจุบัน) และอัสสู
นครรัฐลาร์ซา มารี และบาบิโลน
นั้นร่วมกันทำสงครามต่อต้านนครรัฐเอชนุนนา
อีลาม
พวกชาวเขาและนครรัฐอัสสูมาเป็นเวลา
15 ปี
เมื่อพระเจ้าฮัมมูราบีได้รับชัยชนะเหนือนครรัฐเพื่อนบ้านแล้ว
จึงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าริม-สิน
แห่งลาร์ซา
และซิมริลิมแห่งมารีให้เป็นพวกของพระองค์
พระเจ้าซิมริลิมพระองค์นี้เองที่เป็นผู้ก่อสร้างพระราชวังที่มีชื่อเสียงที่เมืองมารี
ณ
ที่นี้นักโบราณคดีขุดพบแผ่นดินเหนียวเล่าเรื่องราวต่างๆ
ถึง 20,000 แผ่น
ถือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญมาก
กฎหมายฮัมมูราบี
บอกให้เราทราบถึงความห่วงใยที่พระเจ้าฮัมมูราบีมีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองของพระองค์
กฎหมายนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของการกำหนดโทษผู้กระทำผิด
การลงโทษสมัยนี้มีการโบยด้วยแซ่
ตัดสินประหารชีวิต
(แทงด้วยของแหลม เผาไฟ ถ่วงน้ำ)
ภาษาราชการในบาบิโลน
คือภาษาอัคคาเดียน
รับอิทธิพลทางวรรณคดีจากเมโสโปเตเมีย
เทพเจ้าที่สำคัญมีมาร์ดุคแห่งบาบิโลน
เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ชามาช
เทพแห่งความรักอิชทาร์
กษัตริย์ที่ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าฮัมมูราบีเสียดินแดนทางใต้
และทำสงครามกับพวกคาสไซท์และฮูไรท์หลายครั้ง
1531
พระเจ้ามูร์ซิลที่ 1
ของพวกฮิตไทท์ปล้นและเผาบาบิโลน
1530-1160 สมัยคาสไซท์
ชาวอิหร่าน
1160
เมืองบาบิโลนถูกปล้นอีกครั้ง
และอำนาจของพวกคาสไซท์ก็หมดลงเพราะแพ้ต่อพวกอีลาม
(ที่ 13) จาก 1137 ปีก่อนค.ศ.เป็นต้นมา
บาบิโลนรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งสมัยพระเจ้านาบุโคโดโนซอร์ที่
1 (ราชวงศ์ที่ 4 ของบาบิโลน)
ทรงปลดปล่อยบาบิโลน จากพวกอีลาม
และทรงตั้งอาณาจักรใหม่
หลังรัชกาลของพระองค์
บาบิโลนก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอัสซีเรียอีก
พวกฮูไรท์
ดินแดนเมโสโปเตเมียตอนเหนือ
ได้รับการรุกรานจากพวกฮูไรท์ที่มาจากแถวทะเลสาบแวน
พวกนี้รุกรานต่อไปในอัสซีเรีย
เมโสโปเตเมียทั้งหมด ตุรกี
ซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตน์
ทุกแห่งที่พวกฮูไรท์เข้าไปอยู่
จะไปในลักษณะชนชั้นเหนือกว่าผู้อื่น
(Marjanni = นักรบ ; ภาษาอินเดียว่า มารจา =
อัศวินหนุ่ม) เป็นเจ้าที่ดิน
และที่ดินถือเป็นมรดกสืบสกุล
แต่เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์ยกให้ใครก็ได้ตามใจชอบ
พวกนักรบฮูไรท์ใช้รถเทียมม้าอันเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง
ด้านศาสนา
เทพเจ้าที่สำคัญ คือ เตชุม
(เทพเจ้าแห่งดินฟ้าอากาศ) เซปาท
(เทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์)
และคูมาร์บิ
(บิดาแห่งเทพทั้งหลาย)
แต่ชนอารยันชั้นสูงบูชาเทพเจ้าอินเดีย
คือ พระอินทร์ มิตรา และวรุณ
ด้านศิลปะ
แผ่นหินสลักภาพนูนต่ำเรียงเป็นแถว
และการสร้างบ้านตามยาวแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า
จักรวรรดิอัสซีเรียตอนกลาง
(1375-1047 ปีก่อนคริสตศักราช)
1390-1364 กษัตริย์อัสซีเรีย
เอริบา-อาดาด สมทบกับพวกฮิตไทท์
รุกรานอาณาจักรมิตานนี
ภายหลังเกิดสงครามครั้งใหญ่เป็นโอกาสให้พวกอาร์เมเนียเข้ามาโจมตี
อาณาจักรฮิตไทท์ล่มสลายลง
อำนาจของอัสซีเรียเสื่อม
1112-1074 พระเจ้าเตกลาธฟาลาซาร์ที่ 1
เป็นผู้นำอำนาจอัสซีเรียกลับมาเหมือนเดิม
จากนั้นทำสงครามขยายดินแดนขึ้นไปทางเหนือ
ซีเรียต้องส่งส่วยให้อัสซีเรีย
กษัตริย์องค์ต่อมาทำสงครามกับพวกอาร์เมเนีย
เทคนิคการทำสงคราม
รถรบอยู่ตรงกลาง
พลเดินเท้าและกองเสบียงสวมเกราะ
ถือโล่ห์อยู่ตรงปีกซ้ายขวา
มีการใช้เหล็กเมื่อประมาณ 1200
ปีก่อนค.ศ.
ช่างตีเหล็กทำอาวุธของพวกฮิตไทท์เดินทางไปในกองทัพด้วย
พวกฮิตไทท์เป็นเจ้าของดินแดนที่มีแร่เหล็กมาก
กฎหมายและการลงโทษ
ตัดหรือเจาะหู
ตัดริมฝีปากและนิ้ว
ตัดอวัยวะเพศชาย
ยางมะตอยราดหน้าให้เสียโฉม
ด้านเศรษฐกิจ
การค้าแบ่งระหว่างวัด กษัตริย์
และขุนนาง
การเกษตรกรรมรุ่งเรืองมาก
มีการพัฒนาเทคนิคการไถนา
ประวัติอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
เมื่อ 1000 ปีก่อนคริสตศักราช
จักรวรรดิอัสซีเรียตอนปลาย
(883-612 ปีก่อนคริสตศักราช)
พระเจ้าอัสสูร์นาซิปาลที่ 2
ขึ้นครองราชบัลลังก์ (883-859
ปีกอ่นค.ศ.) พระองค์ได้ชื่อว่า
เป็นกษัตริย์ที่เหี้ยมโหดที่สุดของอัสซีเรีย
ทรงขยายอาณาเขตไปกว้างไกลด้วยการทำสงครามกับเพื่อนบ้าน
ทรงนำวิธีการทำสงครามแบบใช้กองทัพม้า
เป็นครั้งแรก
ทรงมีวิธีที่เหี้ยมโหดในการทำให้คนยอมรับพระองค์
คือ
การทรมานร่างกายด้วยวิธีต่างๆ
หรือไม่ก็ฆ่าเสียให้หมดสิ้น
เมืองหลวงย้ายจากอัสซีเรียมาที่กาลาห์(เหนือเมืองอัสสู)
ซึ่งพระองค์ก็ทรงสร้างพระราชวัง
และนำเชลยสงครามมาไว้ที่นี่
โอรสของพระองค์ คือ
พระเจ้าซาลมานาสาร์ที่ 3 (858-824
ปีก่อนค.ศ.)
ทรงสนพระทัยซีเรียและปาเลสไตน์เพราะต้องการควบคุมเส้นทางการค้าจากแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสมายังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทรงโจมตีเมืองดามัส
(เมืองหลวงของซีเรียปัจจุบัน)
แต่ไม่สำเร็จ
ขณะนั้นที่เมืองนี้มีชาวอาร์เมเนียอยู่มาก
ตอนนี้เองที่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงพวกมีดส์และพวกเปอร์เซีย
(835 ปีก่อนค.ศ.) ปลายสมัยของพระองค์
ซามสิ-อาดัด ผู้เป็นโอรสก่อกบฎ
แต่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากบาบิโลเนียจึงทำการสำเร็จ
และขึ้นเป็นกษัตริย์ซามสิ-อาดัด
ที่ 5
และจากการช่วยเหลือนี้เองที่ทำให้อัสซีเรียต่อต้านพวกมีดส์ที่เข้ามารุกรานไว้ได้
ตอนนั้นพวกมีดส์ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แถวทะเลสาบอูร์เมีย
(ปัจจุบันอยู่ในอิหร่านตอนเหนือใกล้ทะเลสาบวาน)
810-806 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าเซริรามิส
(ซามมูรามาท)
ครองราชย์ทรงมีชื่อเสียงทั้งในและนอกประเทศ
กษัตริย์ต่อจากพระองค์ทำสงครามกับพวกบาบิโลเนีย
พวกมีดส์และโดยเฉพาะกับพวกอาณาจักรอูราตู
(ที่ทะเลสาบวาน
ปัจจุบันอยู่ในตุรกีตะวันตก)
745-724 ปีก่อนค.ศ.
พระเจ้าเตกลาธฟาลาซาร์ที่ 3
ทรงตั้งอาณาจักรอัสซีเรียอันยิ่งใหญ่
ปราบเจ้าครองนครรัฐต่างๆ
และทรงทำอาณาจักรให้เข้มแข็ง
ทรงได้ชัยชนะเหนือพระเจ้าซาร์ดูร์ที่
2 แห่งอูราตู
และรุกรานซีเรียตอนเหนือ ดามัส
และกาซา
พระองค์กลายเป็นกษัตริย์ของบาบิโลนภายใต้พระนามว่า
พระเจ้าปูลู
กษัตริย์ต่อจากพระองค์ คือ
พระเจ้าซาลมานาสาร์ที่ 5
ทรงไม่ลงรอยกับพวกพระ
จึงถูกลอบปลงพระชนม์ที่ซามารี
(เหนือเยรูซาเล็ม)
772-705 ปีก่อนค.ศ.
พระเจ้าซาร์กอนที่ 2 (Sharroukin =
กษัตริย์ผู้ทรงธรรม)
ทรงฟื้นฟูด้านศาสนาและให้พวกพระมีอภิสิทธิ์เหมือนเดิมเช่นเดียวกับเชื้อพระวงศ์
ทรงชนะพวกนครรัฐของฮิตไทท์
ได้ครองอูราตู
ทำสงครามกับพวกมีดส์
ขยายอำนาจเหนือบาบิโลน
ชนะต่ออียิปต์ที่เมืองราเฟีย
(เมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ตั้งอยู่บนคาบสมุทรซีนาย)
ทรงสร้างเมืองหลวงที่ดูร์-ซาร์รูคิน
(หรือ โฆร์สาบัด
เหนือเมืองกาลาห์)
โอรสของพระองค์ คือ
พระเจ้าเซนนาเซริม (704-618 ปีก่อนค.ศ.)
เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเด็ดขาด
เมื่อ 701 ปีก่อนค.ศ.
ทรงทำให้แคว้นยูดา (เมืองหลวง คือ
เยรูซาเล็ม) เข้ามาอยู่ในอำนาจ
ทรงทำลายบาบิโลน
ทรงขยายเมืองนินิฟ
ซึ่งเป็นเมืองแรกของนครรัฐของพระองค์ด้วยการเกณฑ์ทหารในกองทัพมาเป็นจำนวนมาก
(สร้างกำแพง 2 ชั้น สูง 25 เมตร
มีหอสังเกตการณ์ 15 หอ)
มีการขุดคลองยาวถึง 50 กิโลเมตร
เพื่อให้คนมีน้ำใช้ทั่วถึง
มีสะพานส่งน้ำยาว 280 เมตร และกว้าง
22 เมตร
ความที่ทรงเป็นกษัตริย์ที่เข้มงวด
จึงมีคนลอบปลงพระชนม์
โอรสองค์สุดท้อง คือ
พระเจ้าอัสสาร์ฮาดดอน (680-669
ปีก่อนค.ศ.)
ขึ้นครองราชย์และทรงสร้างบาบิโลนใหม่
ทรงทำสัมพันธไมตรีกับพวกซิธ
(เชื้อสายเดียวกับพวกอิหร่าน)
ขับไล่ซิมเมเรียน
(จากรัสเซียตอนใต้)
ออกไปและรบชนะอียิปต์ได้ดินแดนจนถึงนูเบีย
นับเป็นสมัยที่อาณาจักรอัสซีเรียกว้างขวางที่สุด
668-626 ปีก่อนค.ศ.
พระเจ้าอัสสูร์บานิปาล
ทำลายเมืองธีบส์ของอียิปต์
แต่เป็นเพราะอียิปต์อยู่ไกลมากจึงไม่อาจปกครองได้
ประกอบกับพระเชษฐาที่ครองบาบิโลนก่อกบฎ
โดยได้รับความร่วมมือจากศัตรูของอัสสูร์
648 ปีก่อนค.ศ.
ทรงยึดบาบิโลนไว้ในอำนาจ 639
ปีก่อนค.ศ. ทำลายซูส (อีลาม)
ทรงสร้างหอสมุดใหญ่ที่นินิฟ
(มีแผ่นดินเหนียวบันทึกถึง 22,000
แผ่น เป็นบทกวี วรรณคดี
ประวัติศาสตร์ ปรัชญา การแพทย์
ดาราศาสตร์
รายการสินค้าและบัญชี)
ต่อมามีเรื่องไม่สงบในประเทศและพวกซีธเข้ามาบุกรุก
ทำให้บ้านเมืองเสื่อม
พระเจ้าซียาซาร์แห่งมีเดีย
(มีดส์)
และพระเจ้านาโบโปลาสซาร์แห่งบาบิโลนยึดอำนาจและทำลายเมืองทุกเมืองของพวกอัสซีเรีย
ประชากรถูกฆ่าตายหมด
งานศิลปกรรม
พระราชวังขนาดมหึมาพร้อมงานประติมากรรมตกแต่งที่ได้สัดส่วนกับขนาดของสถาปัตยกรรม
มีที่เมืองนินิฟ กาลาห์
ดูร์-ซาร์รูคิน และอัสสูร์
(ภาพการล่าสัตว์ สงคราม
และเทพเจ้า)
ภาพเล่าเรื่องราวเป็นภาพประติมากรรมแบบนูนต่ำ
จักรวรรดิบาบิโลเนียตอนปลาย
(625-539 ปีก่อนค.ศ.)
พวกคาลเดี้ยนพยายามชนะบาบิโลเนียจนสำเร็จหลังรัชกาลพระเจ้าอัสสูร์บานิปาล
625-605 ปีก่อนค.ศ.
พระเจ้านาโบโปลาสซาร์ทรงเป็นกษัตริย์ครองบาบิโลน
อีลาม เมโสโปเตเมียตะวันตก
ซีเรีย และปาเลสไตน์ 604-562 ปีก่อนค.ศ.
พระเจ้านาบุโคโดโนซอร์ที่ 2
ทรงเป็นนักการทูตที่ชาญฉลาด
อาณาจักรของพระองค์รุ่งเรืองที่สุด
ทรงขยายเมืองบาบิโลน
สร้างถนนยาวหลายสาย
สร้างประตูอิชทาร์
สร้างวัดอีสากิล
สร้างพระราชวังที่งามที่สุด
มีหอคอยเป็นชั้นๆ เรียกว่า
อีเทเมนานกิ (หรือ
ที่เรารู้จักกันในชื่อว่าหอบาเบล
สูงถึง 90 เมตร)
สมัยนี้ผู้มีอิทธิพลมีอำนาจเท่าเทียมกัน
598 ปีก่อนค.ศ.
ทรงครองเยรูซาเล็มตามข้อตกลงระหว่างแคว้นยูดาและอียิปต์
(ยิวอพยพออกจากประเทศเป็นครั้งแรก)
587 ปีก่อนค.ศ. ทำลายเยรูซาเล็ม
ต่อจากนั้นบ้านเมืองเสื่อมเพราะกษัตริย์ขัดแย้งกับสาวกของพวกเทพเจ้ามาร์ดุก
ฝ่ายหลังเลือกพระเจ้านาโบนิดให้เป็นกษัตริย์
(553-539 ปีก่อนค.ศ.) ทรงได้ชื่อว่าเป็น
" นักโบราณคดีบนบัลลังก์ "
แต่ต่อมาไม่ลงรอยกับพวกพระทรงจำต้องออกจากบาบิโลนไป
บาลธาซาร์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทำหน้าที่แทนเป็นเวลา
10 ปี 539 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าซิรุสที่ 2
แห่งเปอร์เซียยึดบาบิโลน
บาบิโลนกลายเป็นเมืองหนึ่งของเปอร์เซีย
331 ปีก่อนค.ศ.
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีกยึดบาบิโลน
บาบิโลนรับอารยธรรมกรีกเฮเลนิสติก |