บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ปรัชญาเปรียบเทียบ

Philosophy คือ Science Principles (ความรู้เรื่องหลัก)  เช่น หลักจิตศาสตร์ หลักรัฐศาสตร์ หลักวิทยาศาสตร์ แต่ปรัชญาตะวันตกยังหาข้อยุติเรื่องหลักดังกล่าวไม่ได้ และด้วยเหตุนี้ Philosophy จึงเป็นเรื่องโลกียะ ไม่เกี่ยวกับโลกุตตระ จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาที่ว่า โลกนี้คืออะไร? โลกนี้เพราะอะไร? โลกนี้เป็นอย่างไร ปรัชญา (ของตะวันออก) หมายถึง ความรู้อันประเสริฐอันได้แก่ ความรู้อันสุดท้ายซึ่งเมื่อบรรลุถึงแล้วความอยากจะรู้จะหมดไป เพราะไม่มีอะไรเหลือให้อยากรู้อีกต่อไป เป็นความรู้ที่ตัดความสงสัยได้อย่างเด็ดขาด (อคถํกถี) ความรู้เกิดจากความอยากรู้ ความอยากรู้เกิดจากความไม่รู้ มีลักษณะทั่วไปต่างกันคือ ปรัชญาตะวันตก  เป็นการค้นคว้าหาทางที่จะพ้นไปจากความสงสัย ปรัชญาตะวันออก เป็นความรู้ภายหลังที่พ้นความสงสัยได้แล้ว

ปรัชญาตะวันตก  เป็นการประติดประต่อความคิดของนักคิดหลายคนเข้าด้วยกัน โดยที่ความจริงแล้วความคิดเหล่านั้นไม่น่าจะสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเลย เพราะเป็นความคิดคนละฐานกัน ส่วนปรัชญาตะวันออกนั้น อาศัยความตรัสรู้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นฐานอันแน่นอนแล้วค่อยขยายตัวออกไปตามสติปัญญาของปรัชญาเมธีนั้น ๆ ในกาลต่อ ๆ มา ในขั้นนี้เรียกว่า มีพฤติการณ์ต่างกัน

Philosophy คือความสงสัย เพราะเรายังสงสัยหาคำตอบไม่ได้ จึงพยายามค้นหาหลักฐานเพื่อให้คำตอบแก่สิ่งที่เราสงสัยนั้น Philosophy จึงเกิดจากความสงสัย มูลรากของปรัชญา คือความตรัสรู้ของพระฤๅษีนั้นคือปรัชญาตะวันออก เกิดจากกาตรัสรู้ของผู้เป็นต้นลัทธิ

การพยายามค้นหาคำตอบเพื่อแก้ความสงสัยนั่นเอง คือตัวปรัชญาของปรัชญาตะวันตก การอธิบายความตรัสรู้ของพระฤๅษีนั้น ตามหลักเหตุผลนั้นคือตัวปรัชญาของปรัชญาตะวันออก

ในทางตะวันออก ปรัชญาคือพฤติการณ์ตามหลักเหตุผลอันเกิดจากความตรัสรู้เป็นบรรทัดฐาน ในทางตะวันตก ปรัชญาคือพฤติการณ์ตามหลักเหตุผลอันเกิดจากความสงสัยหรือความแปลกใจ

ปรัชญาตะวันตก มุ่งสมัชชาภาพแล้วจึงกลับมาปัจเจกภาพ มีวิถีเป็นปฏิโลม ปรัชญาตะวันออก มุ่งปัจเจกภาพแล้วจึงขยายไปสู่สมัชชาภาพ มีวิถีเป็นอนุโลม

การศึกษาปรัชญาตะวันตก  ยังผลให้รู้พฤติการณ์ของธรรมชาติ ยังไม่รู้ถึงตัวธรรมชาติ การศึกษาปรัชญาตะวันออก เป็นการศึกษาถึงแดนเกิดของตัวบุคคล พฤติการณ์ของบุคคลที่ดำเนินอยู่ และอวสานอันบุคคลจะพึงบรรลุในวาระสุดท้าย เท่ากับเป็นการเรียนรู้ชีวิตของเราเองแต่เบื้องต้นจนอวสาน (สวามี)

ความแตกต่างระหว่างปรัชญาตะวันออก – ตะวันตก

ลักษณะปรัชญาอินเดีย

พระเวทเกิดขึ้นเมื่อราว  1,500  ปีก่อน ค.ศ. ประวัติความคิดของอินเดีย อาจแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ยุคของพระเวท ซึ่งนับแต่ระยะแรกเริ่มมาจนสิ้นยุคของพระเวทประมาณ 500 ปีก่อน ค.ศ. หลักฐานต่าง ๆ ในยุคนี้เรียกว่า ศรุติ คือเป็นความรู้ที่พระเจ้าเปิดเผยให้รู้ แต่หลักฐานเหล่านี้ได้รับการรวบรวมขั้นในยุคกลาง และมีความแน่นอนเชื่อถือได้เพราะรักษากันมาในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ยุคสันสกฤตหรือยุคคลาสสิก เป็นยุคที่มีการรวบรวมความคิดต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ราว 500 ปีก่อน ค.ศ. เป็นต้นมา ในยุคนี้มีวรรณคดีและผลงานต่าง ๆ เกิดขึ้นมาก แต่มีความแน่นอนน่าเชื่อถือน้อยกว่าผลงานยุคแรก ในยุคสันสกฤตนี้ เราอาจจะแบ่งได้เป็น 2 ระยะ ย่อยคือ ระยะก่อนระบบปรัชญา และระยะปรัชญา 6 ระบบ

ในปรัชญาอินเดียอุดมไปด้วยความคิดและมีความแตกตางกันในทางปฏิบัติมากมาย แต่อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะหรือ 2 กลุ่มคือ
อาสติกะ ได้แก่ กลุ่มความคิดที่มีบ่อเกิดจากพระเวทหรือยมรับความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวทเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพวกในจารีต ได้แก่ปรัชญา 6 ระบบของอินเดีย
นาสติกะ ได้แก่ พวกที่ไม่ได้มีบ่อเกิดจากพระเวท ไม่ยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท และเป็นความคิดที่ต่อต้านพระเวท ได้แก่ พุทธปรัชญา ปรัชญาเชน และลัทธิจารวาก  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พวกนอกรีต

ความคิดทั้ง 2 กลุ่มนี้ แม้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องบ่อเกิดและความหมายทั่ว ๆ ไป แต่ก็มีลักษณะบางอย่างร่วมกัน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นลักษณะพื้นฐานของปรัชญาอินเดีย ดังนี้

     ศาสนาและปรัชญาไม่แยกจากกันเพราะจุดหมายปลายทางของศาสนาและปรัชญานั้นเหมือนกัน นั่นคือ การแสวงหาอันเป็นแก่นหรือหัวใจของสภาวธรรม

     จุดหมายอันแท้จริงของปรัชญาคือ โมกษะ มิใช่เป็นเพียงการรู้แจ้งด้วยปัญหาเท่านั้น ฉะนั้น ปรัชญาอินเดีย จึงมิใช่เป็นการรู้เพื่อรู้แต่รู้เพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดเท่าที่มนุษย์จะพึงได้ในชีวิตนี้

     ดหมายของปรัชญาอินเดียอยู่เหนือจริยศาสตร์และตรรกศาสตร์ เพราะปรัชญาอินเดียมิได้เกิดจากความประหลาดใจใคร่จะรู้ แต่เกิดจากความบังคับหรือความจำเป็นของชีวิต อันเป็นผลจากความประจักษ์ความชั่วในแง่ศีลธรรมและความทุกข์ในชีวิต การขบคิดทางปรัชญาจึงเป็นการพยายามหาทางแก้ปัญหาชีวิตมากกว่าที่จะขบคิดปัญหาทางอภิปรัชญา ส่วนเรื่องทางอภิปรัชญาเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง

     ปรัชญาเป็นแนวทางชีวิตมิใช่เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเมื่อจุดหมายของปรัชญาคือโมกษะ ฉะนั้นปรัชญาจึงพยายามวางแนวทางในการปฏิบัติเพื่อดำเนินไปสู่โมกษะนั้น ดังปรัชญาเชนที่ว่า “อย่ามีชีวิตเพื่อรู้ แต่จงรู้เพื่อมีชีวิต”

     ความหมายของปรัชญาในอินเดียนั้น มิใช่เป็นเพียงเรื่องของพุทธิปัญญาหรือศีลธรรมจรรยาเท่านั้น แต่เป็นทั้งสองอย่างรวมกัน และเหนือขอบเขตของทั้งสองอย่างนั้นไปอีกด้วย กล่าวคือ ปรัชญาเป็นทั้งเรื่องของทฤษฎีและการปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดที่ตรรกศาสตร์และจริยศาสตร์มิอาจจะทำให้บรรลุถึงได้

คุณค่าของปรัชญา อยู่ที่การโน้มน้าวบุคคลให้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ  สอนให้รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ และทำให้เป็นในสิ่งที่ไม่เคยเป็น

จุดสุดยอดของความคิดทางปรัชญาของอินเดีย คือเวทานตะ  ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ เอกนิยมกับจักษุนิยม ความคิดของเวทานตะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความคิดที่มีชัยชนะเป็นขั้นสุดท้ายในอินเดียนั้น คือ อสัมพัทธนิยม (Absolutism) และเทวนิยม (theism)

ปรัชญาอินเดียกับปรัชญาตะวันตก

ศาสนาน่าจะมีมาก่อนปรัชญา เพราะมนุษย์เชื่อก่อนคิดด้วยเหตุผล แต่มูลฐานของปรัชญาก็คือศาสนานั้นเอง เช่นเรื่องจิตเป็นอมตะเป็นต้น ความคิดทางศาสนาเริ่มต้นด้วยการนับถือผีบรรพบุรุษก่อน แล้วพัฒนามาเป็นนับถือพระเจ้าองค์เดียวแล้วจึงเกิดมีศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า ความคิดทางปรัชญาก็คล้ายกับศาสนา คือเริ่มแรกก็เชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ มีวิญญาณ ปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นไปด้วยอำนาจของวิญญาณ

     ต่อมาจึงเชื่อว่า ธรรมชาติผู้-เมียเป็นตัวก่อให้เกิดโลก ต่อมาจึงมีความคิดเกี่ยวกับจิต (บุรุษ) ซึ่งเป็นตัวผู้ สสารหรือรูปธาตุ (ประกฤติ) ซึ่งถือว่าเป็นตัวเมีย ความคิดในลักษณะนี้เป็นปรากฏอยู่ในหลายชาติจึงน่าจะเป็นได้ว่า วิวัฒนาการทางปรัชญานั้นเองเกิดขึ้นในชาตินั้น ๆ โดยไม่ต้องอาศัยรับเอามาจากชาติอื่น

ข้อสังเกต อียิปต์กับเมโสโปเตเมีย (อิรัก) เป็นอารยชนมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏว่าให้ปรัชญาอะไรแก่โลกเลย ดินแดนของพวกกรีก ซึ่งเป็นคาบสมุทรกรีกและตุรกีในปัจจุบันเดิมเป็นที่อาศัยของพวกทราวิทมาก่อน แล้วพวกกรีกอพยพมาอยู่ที่หลังเมื่อราว 1,500 ปีก่อน ค.ศ. จึงน่าคิดว่าพวกกรีกพัฒนาปัญญาของตนเองโดยการรับเอาปัญญาของชาติอื่นมาอีกทีหนึ่ง โดยเฉพาะก็คือปัญญาของอินเดีย เพราะปรัชญากรีกเกิดร่วมยุคกับพุทธศาสนา และความคิดที่สำคัญ ๆ เกิดหลังพุทธกาลทั้งนั้น

ปรัชญาของอินเดียนั้นมีมาก่อนพุทธกาล คือปรัชญาพระเวทและอุปนิษัท มาถึงยุคพุทธกาลจึงเกิดปรัชญา 6 ระบบ ปรัชญาอินเดียจึงน่าจะถ่ายเทไปสู่พวกกรีกด้วยโดยผ่านทางเปอร์เชียไปสู่ตุรกีอันเป็นถิ่นของพวกกรีก เมื่อพวกกรีกเสื่อมอำนาจลง วิทยาการของพวกกรีกถ่ายทอดไปสู่พวกอาหรับ แล้วพวกยุโรปจึงได้รับเอาจากอาหรับไปพัฒนาเป็นวิทยาการสมัยใหม่อีกทีหนึ่ง ในศตวรรษที่  16  พวกยุโรปเริ่มศึกษาเรื่องของอินเดีย ถึงศตวรรษที่ 18 พวกยุโรปจึงได้เริ่มแปลงานของชาวอินเดียเป็นภาษายุโรปโดยเฉพาะก็คือชาวเยอรมัน

เปรียบเทียบ ปรัชญาอินเดียกับปรัชญากรีก

ปรัชญาของพวกไอโอนิก ธเลส  (624-547 BC)  เหมือนกับปรัชญาพระเวทและอุปนิษัท จึงน่าได้รับความคิดนี้ไปจากอินเดียหรือนักคิดพวกนี้อาจจะไม่ใช่ชาวกรีกด้วยซ้ำไป

     -  ความคิดเรื่องการดูดของแม่เหล็กเหมือนกับความคิดของสางขยะ

     -  ความคิดเรื่องน้ำเป็นปฐมธาตุของสิ่งทั้งปวงก็มีปรากฏอยู่ในพระเวท

     -  ความคิดของอแมกซิเมเพสเรื่องอากาศหรืออีเธอร์เป็นปฐมธาตุของโลกก็มีปรากฏอยู่ในอุปนิษัทและเวทานตะ

     -  นักคิดในสำนักนี้เชื่อว่ามีวิญญาณหรือเชื่อชีวิตอยู่ในธาตุต่าง ๆ ทั้งสิ้น ความคิดนี้ก็คล้ายกับเรื่องบุรุษมีอยู่ในสิ่งทั้งปวงนั่นเอง

ความคิดของพวกอีเลียติก (540 BC) ก็คล้ายกับพรามวิทยาหรือเวทานตะ คือพูดถึงมายา (ปรากฏการณ์ทางผัสสะ) และเน้นความสำคัญของเหตุผลมากกว่าความประจักษ์ทางอายตนะทั้ง 5

ความคิดของเฮราไคลตุส (544-484 ก่อน ค.ศ.) ก็คล้าย ๆ กับพุทธปรัชญาคือพูดถึงความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นความจริงของจักรวาล และถือว่าไฟเป็นธาตุดั้งเดิม  ในอรรถกถาของพระพุทธศาสนาก็มีกล่าวถึงโลกว่าเริ่มต้นด้วยไฟและสลายไปด้วยไฟเช่นกัน  เฮราไคลตุสพูดถึงโลกว่าประกอบด้วยสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน ซึ่งในพุทธศาสนาก็มีกล่าวถึงสิ่งตรงกันข้ามกันไว้มากมาย เช่น กุศล-อกุศล, อณหเตโช-สีตเตโช  เป็นต้น และความคิดเหล่านี้พุทธสาสนาได้สอนไว้ก่อนเฮราไคลตุสนมนานและเป็นคำสอนที่มีอยู่ในลัทธิเต๋าด้วย

อ-แนกซ์กอรัส (500-428 BC) ก็กล่าวถึงเรื่องเม็ดสสารหรือเม็ดธาตุเล็ก ๆ ไว้คล้ายกับความคิดเรื่องกลละของพระอภิธรรม และถือว่าสสารจะเกิดจากอสสารไม่ได้

เอมพิลโดเดลส (484-424 BC) มีคำสอนคล้ายลัทธิไวเศษิก แต่ไม่พิสดารเท่า

เดโมคริตุส (460-370 BC) ได้เสนอความคิดเรื่องปรมาณูไว้คล้ายกับความคิดของไวเศษิกและสางขยะ และความคิดเรื่องปรมาณูของพุทธศาสนาด้วย  แต่เขาไม่เชื่อเรื่องคุณสมบัติของปรมาณู   โดยเขาเชื่อว่าลักษณะต่าง ๆ ของวัตถุนั้นมนุษย์เห็นไปเอง  ส่วนในเรื่องวิญญาณเดโมคริตุสมีความคิดคล้ายกับเรื่องสุขุมสรีระของสางขยะ

นักคิดสำนักต่าง ๆ ของกรีกดังกล่าวมาข้างต้น ล้วนเกิดขึ้นภายหลังพุทธกาลทั้งนั้น สมัยของพุทธกาล คือ 623-543 ก่อน ค.ศ.

พวกโสฟิตส์นั้นคล้าย ๆ กับพวกปริทาชกในอินเดียและไม่ได้เสนอความคิดทางปรัชญาอย่างเป็นระบบใด ๆ เลย ความคิดทางตรรกของโสคราติส (469-399 ก่อน ค.ศ.) นั้นคล้ายกับความคิดของลัทธินยายะ  ส่วนความคิดเชิงปรัชญาของเขาคล้ายปรัชญาพราหมณ์ และความคิดเกี่ยวกับมนุษย์และโลกของเขาคล้ายกับความคิดของลัทธิโลกายตะ คือมุ่งความสุขเฉพาะหน้า แต่ดีกว่าโลกายตะตรงที่เขาเน้นเรื่องคุณธรรม

พลาโต (427-360 ก่อน ค.ศ.) มีความคิดเรื่องสัจจะหรือความจริงคล้าย ๆ กับพุทธปรัชญา คือถือว่าความจริงมี 2 ระดับ คือความจริงระดับผัสสะกับความจริงระดับเหตุผลคล้ายความจริงระดับสมมติกับระดับปรมัตถ์ของพุทธศาสนา แต่ความหมายต่างกันมาก ความจริงของพลาโตมีลักษณะเป็นสัสตะ ส่วนความคิดทางการเมืองของเขากว้างขวางกว่าความคิดของชาวอินเดีย

อริสโตเติล (384-322 BC) ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกว่าเป็นจริง คล้ายความคิดเรื่องอนิจจังของพุทธศาสนา มีความคิดเรื่องสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงของโลกว่าเป็นจริง คล้ายความคิดเรื่องอนิจจังของพุทธศาสนา แต่เขากลับเชื่อเรื่องพระเจ้าทำนองเดียวกับเรื่องบุรุษของสางขยะ อันเป็นเหตุให้สสารหรือประกฤติเปลี่ยนแปลง

ความคิดของเอนิตโลรัส (342-270 BC)  คล้ายกับลัทธิไวเศษิก  มีความเชื่อเรื่องเหตุผลคล้ายพุทธศาสนา แต่มีความคิดทางจริยศาสตร์คล้ายพวกจารวาก.  แต่เรื่องจุดหมายปลายทางของชีวิตกลับไปคล้ายกับโมกษะของฮินดู

พวกกรีกมีความคิดเรื่องวิวัฒนาการละเอียดกว่าพุทธปรัชญา แต่อธิบายขบวนการวิวัฒนาการสู้หลักปฏิจจสมุปบาทไม่ได้

ความคิดทางการแพทย์ของพวกกรีกก็คล้าย ๆ กับอายุรเวทของอินเดีย พวกกรีกจึงน่าจะได้ความคิดเหล่านี้ไปจากอินเดีย เพราะฮิปโปคราสติส (430 BC) ผู้วางรากฐานการแพทย์ของกรีกอยู่ที่เกาะ Cos ซึ่งติดกับฝั่งทะเลตุรกี

เปรียบเทียบ ปรัชญาอินเดียกับปรัชญาสมัยกลาง

แมกพุสมีแนวความเชื่อคล้ายมีมอส คือให้เชื่อความรู้ที่ได้มาจากการบันดาลใจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อะครีปัส (1225-1274) มีความเชื่อบางอย่างคล้ายพุทธศาสนา คือเรื่องภพภูมิต่าง ๆ ที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ มีความเชื่อเรื่องเทวบันดาลคล้ายกับเวทานตะ คือโลกเป็นไปตามเทวบันดาลของพระเจ้า พวกสกอลาสติก มี  2  พวก   คือพวกที่มีความคิดตามแนวของพลาโต กับพวกที่มีความคิดตามแนวของอริสโตเติล

     -  พวกที่เป็นตามแนวคิดของพลาโตเรียกตัวเองว่า Realism เพราะถือว่าเป็นผู้เข้าถึงสัจจะได้สูงกว่าพวกอื่น (ความหมายกลับกันกับที่ใช้ในปัจจุบัน)

     -  พวกที่เป็นตามแนวของอริสโตเติลนั้นเรียกว่า Nominalism คือพวกที่ถือว่าความจริงคือสิ่งที่ปรากฏต่อผัสสะ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือสิ่งที่มีชื่อคือสิ่งที่จริง

     ความคิดเรื่องนี้ของพวกสมัยกลางก็คล้ายกับความคิดของปรัชญาพราหมณ์ที่ว่า “สิ่งใดมีชื่อ สิ่งนั้นเป็นนาม สิ่งใดไม่มีชื่อ อันพึงรู้ได้ด้วยรูป สิ่งนั้นเป็นรูป”

เปรียบเทียบ ปรัชญาอินเดียกับปรัชญาสมัยใหม่

ความคิดของเบคอน (1561-1626) คล้ายกับลัทธินยายะ ไวเศษิก กล่าวคือความคิดทางวิทยาศาสตร์ของเขาคล้ายนยายะและสสารนิยมของเขาก็คลายกับไวเศษิก นอกจากนี้เบคอนยังเชื่อพระเจ้าด้วย (ศตวรรษที่ 17)

เดดาริต (1596-1650)  ก็เสนอความคิดแบบทวินิยมเหมือนลัทธิสางขยะ เพราะฉะนั้นความคิดของเดดาริตจึงมิใช่ของใหม่อย่างที่ชาวโลกเชื่อถือกัน ความคิดเรื่องจิตกับกายของเดดาริตก็เหมือนกับความคิดเรื่องบุรุษกับประกฤติ ส่วนความคิดเรื่องพระเจ้าของเขาก็เหมือนกับปรัชญาเวทานตะ แต่ความคิดทางกลไกลของเขาละเอียดกว่าของอินเดีย (ไวเศษิก)

สสารนิยมของฮอบส์ (1588-1679)  ก็คล้ายกับความคิดของจารวาก ถือว่าจิตเกิดจากสสาร ความคิดเน้นการเคลื่อนไหลของมันสมอง

จิตนิยมของสปิโนช (1632-1677) ก็เท่ากับเอาเวทานตะมาผสมกับสางขยะ ความคิดทางจริยศาสตร์ของเขาก็เหมือนกับของฮินดู

ความคิดของล้อด (1632-1704) บางอย่างก็คล้ายกับพุทธศาสนา เช่นเรื่องคุณภาพชั้นต้น อารมณ์หรือ ideal ส่วนจิตวิทยาของเขาก็คล้ายกับของฮินดู

ลัทธิโมนาดของไลม์นิช (1646-1716)   กลับถอยหลังไปหาปรัชญาพระเวท อย่างที่ฤคเวทกล่าว “บุรุษยิ่งใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง สถิตอยู่ในสิ่งทั่วไปทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต”  คำอธิบายเรื่องโมนาดย่อยโมนาดใหญ่ของเขาก็คือเรื่องชีวาตมันกับปรมาตมันนั้นเอง

ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงของนิวตัน (Newton) ก็มีอยู่ในลัทธิไวเศษิกแล้ว ความดึงดูดระหว่างสิ่งต่าง ๆ ก็มีกล่าวไว้ในอภิธรรมว่า คืออาโปชตุ  ความคิดเรื่องอากาศของนิวตันก็มีอยู่ในปรัชญาฮินดู ความคิดเกี่ยวกับการแบ่งส่วนใหญ่ออกเป็นส่วนย่อยอันไม่มีที่สิ้นสุด (infinitesimal) ก็มีปรากฏอยู่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของรูปนาม และเรื่องขณะจิตของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าจึงเป็นคนแรกที่แบ่งสันตติของรูปนามออกเป็นขณะ ๆ  นิวตันเชื่อว่ามีบางสิ่งที่อยู่กับที่  แต่พระพุทธเจ้าสอนว่าทุกสิ่งเคลื่อนไหว ส่วนเรื่องปฏิกิริยาเท่ากับกิริยานั้น ก็คล้ายกับคำสอนเรื่องกรรมและกรรมวิบากของพุทธศาสนานั้นเอง

จิตนิยมของเนิดเล่ย์ (1685-1753)  ก็คล้ายกับความคิดของพุทธศาสนามหายานซึ่งเป็นผลของการปรับพุทธศาสนาให้เข้ากับเวทานตะ แต่มหายานไม่ไกลกว่าเวทานตะเสียอีก คือปฏิเสธโลกภายนอกเอาเลยคือถือว่า รูปไม่มี มีแต่นามอย่างเดียว

ความคิดของฮิวม์ (1711-1776)  ก็เหมือนกับอเหตุกทิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ  และอุจเฉททิฏฐินั่นเอง เพราะฮิวม์บอกว่าไม่มีอะไรนอกจากความคิด (หรืออารมณ์) ล้วนไม่มีสสาร ไม่มีจิต มีแต่ความคิด ทุกอย่างสลายไปกับความตาย

คานต์ (1724-1804) ได้เสนอความคิดเรื่อง กาลและอวกาศเป็นคนแรกในยุโรป แต่ความคิดนี้ก็มีอยู่ในลัทธิไวเศษิกแล้ว และความคิดนี้ก็กลายเป็นคำสอนเรื่องบัญญัติของพุทธปรัชญาด้วย คำสอนเรื่องโลกและวิญญาณของคานต์ก็คล้ายกับเรื่องบุรุษและประกฤติของสางขยะ  ความคิดเรื่องของคานต์ก็คล้าย ๆ กับเรื่องปัฏฐาน 24 ของพุทธศาสนา

ความคิดของนักคิดเยอรมันคือ Fickte  Sohelling  Hegel (1775, 1770)  มีความคล้ายคลึงกับปรัชญาเวทานตะหรือพรามวิทยามาก

     ปรัชญาประวัติศาสตร์ของเฮเกล คล้ายกับลัทธิอวตารของฮินดู  ส่วนความคิดเรื่องไดอะเล็กติกของเขาก็เหมือนกับความคิดเรื่อง สินาสยะของนยายะ  ซึ่งถือว่า ความจริงได้จากการพิจารณาเรื่องที่ขัดแย้งกัน

ความคิดของนักคิดเรื่องสสารนิยมทางประวัติศาสตร์ของพวกมากซิสต์ก็คล้ายกับความคิดเรื่องยุคต่าง ๆ ในปรัชญาฮินดู ที่แบ่งยุคออกเป็น กฤตยุค  ทวาพรยุค  ไตรดายุค  กลียุค  แต่พวกมากซิสต์แบ่งกลียุคไว้ละเอียดกว่า  ส่วนความคิดเรื่องสังคมนิยมนั้น  พวกพราหมณ์และพวกพุทธก็ได้กล่าวไว้นมนานมาแล้ว  สสารนิยมไดอะเล็กติกจึงเท่ากับเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของลัทธิจารวาก

ความคิดเรื่อง วิวัฒนาการของดาร์วิน (1809-1882)  ก็คล้ายกับความคิดเรื่องพืชนิยมของพุทธศาสนา

ความคิดของพวกสัจนิยมในศตวรรษที่ 20  นี้ก็คล้ายกับความคิดของพุทธศาสนา คือยอมรับความมีอยู่ของสิ่งที่ปรากฏทั้งที่เป็นสสารและอสสาร โดยที่สิ่งทั้งสองมิได้สร้างซึ่งกันและกัน แต่ต่างก็มีอยู่ด้วยกัน

ปรัชญาเปรียบเทียบ

วิธีการในปรัชญาเปรียบเทียบ

     1.     ศึกษาเชิงภาษาเปรียบเทียบ (Philological approach) เป็นการหาความเข้าใจปรัชญาจากการศึกษาคำศัพท์ในระบบปรัชญาที่ต่างกัน แมกซ์ มีลเลอร์, บลูมฟิลด์ ใช้วิธีการนี้

     2.     ศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ (Historical approach) ศึกษาเกี่ยวข้องกันทางประวัติศาสตร์ อันจำทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความคิดต่างระบบและเห็นการเกิดขึ้นของความคิดใหม่ ๆ ในระบบนั้น ๆ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

     3.     ศึกษาเชิงเปรียบเทียบโดยตรง (Comparative approach) เป็นการเปรียบเทียบกันระหว่างระบบความต่างวัฒนธรรม หรือระหว่างระบบความคิดในวัฒนธรรมเดียวกัน จะทำให้เห็นความเหมือนระหว่างระบบความคิดตลอดไปจนถึงสาเหตุของความเหมือนความต่างเหล่านั้น

     4.     ศึกษาเชิงบูรณาการ (Integrative approach) พิจารณาโลกทัศน์หรือชีวทัศน์ทุกแห่งทุกมุมเพื่อที่จะได้รู้ว่าระบบชีวิตนั้น ๆ มีปรัชญาอะไรอยู่เบื้องหลังหรือว่ามีปรัชญาอะไรเป็นรากฐาน น๊อตชร๊อป เชลตัน  ใช้วธีนี้

     5.     ศึกษาเชิงประเมินค่าตามระบบ (Formal evaluative approach) เป็นการพิจารณาความสมเหตุสมผลของระบบ ตลอดถึงการแก้ปัญหาชีวิตและความสำเร็จในการแก้ปัญหาของปรัชญาแต่ละระบบว่ามีมากน้อยเพียงไร

     6.     ศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenological approach) เป็นการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างนักคิดกับสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม ระหว่างแนวคิดกับระบบระหว่างระบบกับลัทธิธรรมเนียม ซึ่งจะทำให้เห็นขบวนกากรของพัฒนาการของปรัชญาระบบนั้น ๆ

     7.     ศึกษาเชิงจิตวิทยา (Psychological approach)  เป็นการพิจารณาพฤติกรรมของปัจเจกชนที่มีต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักจะเน้นในแง่ความผิดปกติของคน เช่น กรณีของนิตเช่ เป็นต้น

     8.     ศึกษาเชิงสังคม-มานุษยวิทยา (Socio-Anthropological approach)  เป็นการพิจารณาในแง่ที่ว่า สภาพสังคมได้มีบทบาทต่อระบบความคิดของนักคิดอย่างไรบ้าง ความคิดได้เปลี่ยนแปลงคล้อยตามสังคมไปอย่างไร

ศิลปะในวิธีการศึกษา นอกจากจะใช้การเทียบเคียงหรือเปรียบเทียบแล้วก็จะต้องใช้เหตุผล วิพากษ์วิจารณ์ ตีความ เพราะปรัชญาเปรียบเทียบเป็นปรัชญา

มาตรฐานในการเปรียบเทียบ

     อาร์ดิ เจ บาม   เสนอมาตรฐานในการเปรียบเทียบไว้  9  แบบคือ

     1.     ใช้ปรัชญาของตนเองเป็นมาตรฐาน (ones own philosophy as standard) หลักที่ไม่ค่อยดีเพราะสุดท้ายก็จะกลายเป็นว่าความคิดของตนถูกต้อง ของคนอื่นผิดหมด เลยไม่ได้ความคิดอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาเลย

     2.     ไม่ค่อยมีมาตรฐานใด ๆ (no standard) หลักนี้กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือใช้หลักสัมพัทธนิยมนั่นเอง

     3.     ใช้ลักษณะสากลเป็นมาตรฐาน (universal traits as standard) คือถือว่าลักษณะที่ปรากฏอยู่ในความคิดทั้งหลาย ยืนยงมาแต่อดีตจนปัจจุบันเป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบ เพราะลักษณะเช่นนั้นกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะสากล แต่หลักนี้ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วก็ทำได้ยากเหมือนกัน

     4.     ใช้ลักษณะพิเศษเป็นมาตรฐาน (universal traits as standard) คือเอาลักษณะพิเศษที่มีอยู่ในระบบปรัชญาหรือวัฒนธรรมนั้น ๆ มาเป็นมาตรฐานหรือเป็นหลักในการเปรียบเทียบ หลักอันนี้ก็ไม่ค่อยดีนัก เพราะหากหาลักษณะพิเศษไม่ได้ก็หาที่เปรียบเทียบไม่ได้นั่นเอง

     5.     ใช้ลักษณะเลือกสรรเป็นมาตรฐาน (selected traits as standard) คือเลือกเอาบางเรื่องบางประเด็นมาเปรียบเทียบกัน อาจจะเป็นการเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ไปหาเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ทางใดทางหนึ่ง หรือเรื่องที่น่าสนใจเป็นต้น

     6.     การใช้อุดมคติเหนือวัฒนธรรมต่าง ๆ เป็นมาตรฐาน (an ideal standard) คือการใช้อุดมคติที่เป็นกลางไม่ลำเอียงไปทางวัฒนธรรมใด ๆ วัฒนธรรมหนึ่งเป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบ แต่ก็เป็นการยากที่จะหาอุดมคติเช่นนี้ได้ในทางปฏิบัติ

     7.     การใช้ลักษณะทั้งหมดเป็นมาตรฐาน (all traits as standard) คือศึกษาเปรียบเทียบกันทุกเรื่อง แต่หลักนี้ก็ออกจะเป็นการทำได้ยากและเกินความจำเป็น

     8.     การใช้ปรัชญาโลกเป็นมาตรฐาน (developed world philosophy as standard) คือใช้ปรัชญาสากล หรือปรัชญาอันยุติแน่นอนตายตัวแล้วเป็นมาตรฐาน แต่หลักอันนี้ก็คงจะเป็นเพียงความฝันมากกว่าความเป็นจริง

     9.     การใช้ลักษณะที่เปรียบเทียบกันมาแล้วในอดีตเป็นมาตรฐาน (previously compared traits as standards) คือการใช้ทรรศนะอันเป็นผลของการเปรียบเทียบที่ได้เคยมีผู้ทำไว้แล้วในอดีตมาเป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบ ข้อเสียของหลักอันนี้ก็คืออาจจะทำให้เรากลายเป็นผู้ติดในแบบแผนหรือความคิดเก่า ๆ มากเกินไปจนมองไม่เห็นความคิดใหม่ ๆ

กล่าวโดยสรุป   ทุกมาตรฐานแล้วมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น ความต้องการของปรัชญาเปรียบเทียบ คือต้องการความแจ่มแจ้งในความคิดและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลต่างวัฒนธรรมกัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook