บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์>>

กฎมาตรฐาน
ว่าด้วยการสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการ

1 . เงื่อนไขพื้นฐานในการมีส่วนร่วมที่เท่าเทียมกัน

กฎข้อที่ 1 การสร้างความสำนึก
รัฐต้องดำเนินงาน เพื่อสร้างความสำนึกของสังคมเกี่ยวกับคนพิการในเรื่องสิทธิ ความต้องการจำเป็น ศักยภาพ และการให้ประโยชน์แก่สังคมของบรรดาคนพิการ

1 . รัฐต้องประกันว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับโครงการและบริการต่างๆ ให้แก่คนพิการและครอบครัว รวมทั้งนักวิชาชีพในด้านนี้และสาธารณชน ทั้งนี้ ข้อมูลข่าวสารที่จะให้แก่คนพิการจะต้องอยู่ในรูปแบบที่คนพิการสามารถแสวงหาได้
2 . รัฐต้องริเริ่มและสนับสนุนการรณรงค์ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคนพิการและนโยบายด้านความพิการโดยสื่อให้เห็นว่า คนพิการเป็นพลเมืองซึ่งมีสิทธิและภาระหน้าที่เช่นเดียวกับพลเมืองอื่นในสังคม อันจะสร้างความถูกต้องให้กับมาตรการต่างๆ ที่จะขจัดอุปสรรคต่อคนพิการในการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
3 . รัฐต้องส่งเสริมให้สื่อมวลชนเสนอภาพของคนพิการไปในทางบวก โดยปรึกษาหารือกับองค์กรของคนพิการในเรื่องนี้
4 . รัฐต้องประกันว่า โครงการการศึกษาสำหรับสาธารณชนสะท้อนในทุกแง่มุมถึงหลักการของการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาค
5 . รัฐต้องเชิญคนพิการและครอบครัว รวมทั้งองค์กรของคนพิการให้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการการศึกษาสำหรับสาธารณชนที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องต่างๆ ในด้านความพิการ
6 . รัฐต้องส่งเสริมองค์กรธุรกิจภาคเอกชนให้รวมเรื่องของความพิการในทุกแง่มุมไว้ในกิจกรรมของภาคเอกชน
7 . รัฐต้องริเริ่ม และส่งเสริมโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสำนึกของคนพิการในด้านสิทธิและศักยภาพของตัวเอง ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าหากคนพิการมีการพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และมีการเสริมศักยภาพของตนเองให้มากขึ้นแล้วก็จะช่วยให้เขาสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ตนเองมีอยู่ให้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
8 . การสร้างความสำนึกเกี่ยวกับคนพิการ ควรเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการให้การศึกษาแก่เด็กพิการ และในการดำเนินโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านต่างๆ คนพิการสามารถช่วยเหลือกันและกันเพื่อสร้างความสำนึกดังกล่าวโดยผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ภายในองค์กรของตนเอง
9 . การสร้างความสำนึกของคนพิการควรเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาสำหรับเด็กทุกๆ คนและควรเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหลักสูตรฝึกอบรมครูและการฝึกอบรมแก่บุคคลทุกสาขาอาชีพด้วย

กฎข้อที่ 2 การรักษาพยาบาล
รัฐต้องประกันว่า มีการจัดบริการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิผลให้แก่คนพิการ
1 . รัฐต้องจัดให้มีโครงการที่ดำเนินงานโดยนักวิชาชีพจากสหสาขา เพื่อที่จะตรวจพบ ประเมิน และให้การบำบัดรักษาผู้ที่มีความบกพร่องเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันความพิการ ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากความพิการ หรือแม้แต่ขจัดความพิการให้หมดสิ้นไปได้ อีกทั้งต้องประกันว่าโครงการนี้นอกจากจะช่วยส่งเสริมให้คนพิการแต่ละคน และครอบครัวของเขาได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่แล้ว องค์กรของคนพิการอีกหลากหลายองค์กรควรมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ทั้งในระดับของการวางแผนและประเมินผลโครงการดังกล่าวด้วย
2 . ผู้ทำงานในชุมชนท้องถิ่นต้องได้รับการฝึกอบรมให้มีส่วนร่วม ในงานด้านต่างๆ เช่น การตรวจพบความบกพร่องเสียตั้งแต่เนิ่นๆ การจัดบริการช่วยเหลือขั้นต้น และการส่งต่อผู้ที่มีความบกพร่องหรือพิการไปรับบริการที่เหมาะสมต่อไป
3 . รัฐต้องประกันว่า คนพิการโดยเฉพาะเด็กจะได้รับการรักษาพยาบาลในระดับเดียวกันและภายในระบบเดียวกันกับสมาชิกอื่นๆ ในสังคม
4 . รัฐต้องประกันว่า บุคลากรด้านการแพทย์และสาขาใกล้เคียงทุกคนจะได้รับการฝึกอบรม และมีเครื่องมืออุปกรณ์เพียงพอที่จะให้บริการรักษาพยาบาลแก่คนพิการ รวมทั้งมีวิธีการและเทคโนโลยีในการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมสอดคล้องกับความพิการด้วย
5 . รัฐต้องประกันว่า บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรในสาขาใกล้เคียงการแพทย์และสาขาที่เกี่ยวข้องจะได้รับการฝึกอบรมอย่างเพียงพอ เพื่อที่บุคลากรเหล่านี้จะได้ไม่ให้คำแนะนำที่ไม่เหมาะสมแก่ผู้ปกครองของคนพิการ เพราะอาจไปจำกัดทางเลือกสำหรับลูกหลานพิการของเขา การฝึกอบรมนี้ควรเป็นกระบวนการที่ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของข้อมูลข่าวสารล่าสุดที่มีอยู่
6 . รัฐต้องประกันว่า คนพิการจะได้รับการบำบัดรักษาและได้รับยาที่จำเป็นสำหรับเขาอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทำหน้าที่ของตนเองได้หรือปรับปรุงสมรรถภาพของตนเองให้ดีขึ้นต่อไปได้

กฎข้อที่ 3 การฟื้นฟูสมรรถภาพ
รัฐต้องประกันว่า การจัดบริการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่คนพิการสามารถทำให้บุคคลเหล่านั้นก้าวไปสู่ระดับที่อยู่ได้ด้วยตนเองและ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสูงสุดอีกทั้งยังสามารถดำรงสถานะนี้ไว้ได้ต่อไป ( การฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นความคิดพื้นฐานพื้นฐานของนโยบายด้านความพิการ ซึ่งได้ให้คำนิยามไว้แล้วในบทนำ ข้อ 23)
1 . รัฐต้องจัดทำโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในระดับชาติ ให้แก่คนพิการทุกๆ กลุ่ม โดยโครงการที่ว่านี้ควรอยู่บนพื้นฐานของความต้องการจำเป็นที่แท้จริงของคนพิการแต่ละคน รวมทั้งตั้งอยู่บนหลักการของการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และความเสมอภาคกับบุคคลอื่นในสังคม
2 . โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในระดับชาติที่กล่าวถึงนี้ ควรประกอบด้วยกิจกรรมที่กว้างขวางหลากหลาย เป็นต้นว่า การฝึกอบรมทักษะพื้นฐานให้แก่คนพิการเพื่อปรับปรุงสมรรถภาพของเขาให้ดีขึ้นจากเดิม หรือชดเชยสมรรถภาพที่เสียไป การให้คำปรึกษาแก่คนพิการและครอบครัว การพัฒนาความสามารถในการพึ่งตนเอง และบริการที่จัดให้เป็นครั้งคราว เช่น การประเมินและการแนะแนว
3 . คนพิการทุกคน ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีความพิการรุนแรง หรือพิการซ้ำซ้อนที่ต้องการการฟื้นฟูสมรรถภาพ ควรได้เข้าถึงบริการที่ว่านี้
4 . คนพิการและครอบครัว ควรมีส่วนในการกำหนดรูปแบบและจัดการบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับตัวคนพิการและครอบครัวของเขา
5 . ควรจัดบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทุกประเภทขึ้นในชุมชนท้องถิ่นที่มีคนพิการอาศัยอยู่ แต่อย่างไรก็ดีในบางกรณีที่ต้องการให้บรรลุวัตถุประสงค์บางประการของการฝึกอบรมอาจจัดหลักสูตรพิเศษด้านฟื้นฟูสมรรถภาพที่มีระยะเวลาสั้นๆ ในรูปแบบของการพักอาศัยร่วมกัน ในสถานที่ที่เหมาะสม
6 . คนพิการและครอบครัวควรได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นต้นว่า เป็นครูผู้ได้รับการฝึกอบรม เป็นวิทยากรหรือผู้ให้คำปรึกษา
7 . รัฐต้องใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญขององค์กรของคนพิการเสมอเมื่อมีการจัดทำหรือประเมินผลโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

กฎข้อที่ 4 บริการสนับสนุนด้านต่างๆ

รัฐต้องประกันการพัฒนาและการจัดหาวัตถุสิ่งของเพื่อสนับสนุนคนพิการในด้านต่างๆ รวมทั้งจัดหาเครื่องช่วยให้แก่คนพิการ เพื่อช่วยให้คนพิการมีความเป็นตัวเองในการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น และสามารถใช้สิทธิของตนเองได้

1 . รัฐต้องประกันว่า การจัดหาอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการ และความช่วยเหลือส่วนบุคคลที่ให้แก่คนพิการ รวมทั้งบริการล่ามที่ตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นของบุคคลเหล่านี้เป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้การสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการบรรลุผลสำเร็จ

2 . รัฐต้องสนับสนุนการพัฒนา การผลิต การจำแนกแจกจ่าย และการให้บริการด้านอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการ รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้

3 . เพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น รัฐต้องใช้ประโยชน์จากความรู้ทางเทคนิควิชาการที่มีอยู่ทั่วไป แต่สำหรับรัฐซึ่งมีอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ว่านี้อย่างเต็มที่ เพื่อยกมาตรฐานและประสิทธิภาพของอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการ ทั้งนี้ ควรถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งเสริมให้มีการพัฒนาและผลิตอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการที่ง่ายและไม่แพง โดยใช้วัสดุท้องถิ่นหากเป็นไปได้ คนพิการควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการดังกล่าว

4 . รัฐต้องตระหนักว่า คนพิการทุกคนที่ต้องการอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการควรได้รับสิ่งเหล่านี้ตามความเหมาะสม รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินร่วมด้วย ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการดังกล่าวให้แก่คนพิการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือในราคาที่ต่ำพอที่คนพิการหรือครอบครัวของเขาจะสามารถซื้อหามาได้

5 . สำหรับโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพที่มีการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการให้แก่คนพิการ รัฐต้องคำนึงถึงความต้องการเฉพาะของเด็กชายและเด็กหญิงพิการเกี่ยวกับการออกแบบอุปกรณ์และเครื่องช่วยดังกล่าว และความคงทนของการใช้งาน รวมทั้งความเหมาะสมกับอายุของผู้ใช้มาพิจารณาประกอบด้วยเสมอ

6 . รัฐต้องสนับสนุนการจัดโครงการให้ความช่วยเหลือส่วนบุคคลและบริการล่ามภาษามือ โดยเฉพาะการจัดให้แก่คนพิการมากหรือพิการซ้ำซ้อน และสนับสนุนการพัฒนาโครงการนี้ต่อไปเพราะจะช่วยเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันให้แก่คนพิการ โดยอาจจะให้บริการที่บ้าน ที่ทำงาน ในโรงเรียน หรือระหว่างการทำกิจกรรมนันทนาการของเขา

7 . ในการจัดรูปแบบโครงการให้ความช่วยเหลือส่วนบุคคลแก่คนพิการนี้ ควรให้คนพิการซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ เป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการกำหนดแนวทางการให้บริการ

2 . เป้าหมายต่าง ๆ เพื่อการมีส่วนร่วมที่เท่าเทียมกัน
 
กฎข้อที่ 5 การเข้าถึงสิ่งต่างๆ
รัฐต้องตระหนักถึงการให้คนพิการได้เข้าถึงสิ่งต่างๆ นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการในทุกด้านของสังคมระหว่างคนพิการกับบุคคลอื่น รัฐต้องดำเนินงานดังต่อไปนี้ให้แก่คนพิการ คือ

(ก) แนะนำโครงการของกิจกรรมที่ให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพได้ และ

(ข) ดำเนินมาตรการต่างๆ ที่ให้คนพิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและติดต่อสื่อสารได้

(ก) การเข้าถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
1 . รัฐต้องริเริ่มมาตรการต่างๆ ที่จะขจัดอุปสรรคในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพให้แก่คนพิการ มาตรการเหล่านี้ได้แก่ การสร้างมาตรฐานและกำหนดแนวทางเพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงสิ่งต่างๆ รวมทั้งการพิจารณาออกกฎหมายเพื่อประกันว่า คนพิการจะสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ในสังคมได้ เป็นต้นว่า ที่อยู่อาศัย อาคารสถานที่ บริการขนส่งสาธารณะ และการคมนาคมขนส่งโดยวิธีการอื่น ตลอดจนถนนหนทางและสิ่งแวดล้อมกลางแจ้งทั้งหลายทั้งปวง

2 . รัฐต้องประกันว่า สถาปนิก วิศวกรก่อสร้าง และบุคคลอื่นในฐานะนักวิชาชีพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบและก่อสร้างสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ จะได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอเกี่ยวกับนโยบายด้านความพิการ และมาตรการที่จะทำให้คนพิการได้เข้าถึงสิ่งต่างๆ อย่างสัมฤทธิ์ผล

3 . ข้อกำหนดที่จะให้คนพิการได้เข้าถึงสิ่งต่างๆ ควรได้รับการบรรจุไว้ในการออกแบบและก่อสร้างสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ นับตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการออกแบบสิ่งแวดล้อมเหล่านี้

 

4 . ควรปรึกษาหารือองค์การของคนพิการเสมอเมื่อมีการกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ทั้งนี้ คนพิการควรมีส่วนร่วมในสถานที่ตั้งในช่วงของการวางแผนระยะแรกที่กำลังออกแบบโครงการก่อสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ เพื่อประกันว่า คนพิการจะมีโอกาสเข้าถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้มากที่สุด

(ข) การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการติดต่อสื่อสาร
5 . คนพิการและครอบครัว รวมทั้งผู้พิทักษ์สิทธิประโยชน์ให้แก่คนพิการ แล้วแต่กรณีควรได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารในทุกขั้นตอนเกี่ยวกับการวิเคราะห์วินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของโครงการและบริการด้านความพิการ และสิทธิของคนพิการที่มีต่อโครงการและบริการดังกล่าว โดยให้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารดังกล่าวในรูปแบบที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ด้วย

6 . รัฐต้องจัดทำกลยุทธ์เพื่อให้คนพิการหลากหลายกลุ่มเข้าถึงบริการข้อมูลข่าวสารและเอกสารต่างๆ อาทิ ควรนำอักษรเบรลล์ บริการเทปบันทึกเสียง อักษรขยายใหญ่และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เหมาะสมมาใช้เพื่อให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นตัวหนังสือและเอกสาร ขณะเดียวกันควรนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ เพื่อให้ผู้ที่มีบกพร่องทางการฟังได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นคำพูดด้วย

7 . ควรพิจารณานำภาษามือมาใช้ในการให้การศึกษาแก่เด็กหูหนวกทั้งในครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้ ควรให้บริการล่ามภาษามือด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างคนหูหนวกและคนอื่นๆ

8 . ควรพิจารณาความต้องการจำเป็นของคนพิการด้านการติดต่อสื่อสารในลักษณะอื่นด้วย

9 . รัฐต้องส่งเสริมให้สื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ให้บริการที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้

10 . รัฐต้องประกันว่า คนพิการสามารถเข้าถึงระบบบริการและระบบข้อมูลข่าวสารใหม่ที่ใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งให้บริการแก่สาธารณชนทั่วไปได้ตั้งแต่แรกเริ่ม หรือระบบดังกล่าวถูกประยุกต์ให้คนพิการสามารถเข้าถึงได้

11 . ควรมีการปรึกษาหารือองค์กรของคนพิการเมื่อมีการกำหนดมาตรการที่จะช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการข้อมูลข่าวสารได้

กฎข้อที่ 6 การศึกษา
รัฐต้องตระหนักถึงหลักการที่จะให้โอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาแก่เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ที่พิการในสถานศึกษาแบบเรียนร่วม รวมทั้งประกันว่า การศึกษาสำหรับคนพิการจะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา

1 . ให้หน่วยงานที่จัดการศึกษาแบบสามัญศึกษารับผิดชอบต่อเรื่องจัดการศึกษาให้แก่คนพิการในสถานศึกษาแบบเรียนร่วม โดยถือว่าการให้ศึกษาแก่คนพิการเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการวางแผนการศึกษาระดับชาติ รวมทั้งการพัฒนาหลักสูตรและการจัดระบบโรงเรียน

2 . การจัดการศึกษาในโรงเรียนแบบเรียนร่วม ต้องอยู่บนเงื่อนไขสำคัญที่ว่าทางโรงเรียนจะจัดให้มีล่ามและบริการสนับสนุนต่างๆ ที่เหมาะสมแก่นักเรียน และควรจัดให้นักเรียนได้เข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้และจัดบริการสนับสนุนให้แก่นักเรียนอย่างเพียงพอด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการจำเป็นของเด็กที่มีความพิการแตกต่างกัน

3 . กลุ่มผู้ปกครอง และองค์กรของคนพิการ ควรมีส่วนร่วมในกระบวนการให้การศึกษาในทุกระดับ

4 . ในรัฐที่ให้การศึกษาแบบบังคับ ควรจัดให้เด็กหญิงเด็กชายที่มีความพิการในทุกประเภทและทุกระดับ รวมทั้งผู้ที่มีความพิการขั้นรุนแรง ได้รับการศึกษาด้วย

5 . รัฐต้องได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่บุคคลกลุ่มต่อไปนี้ คือ
(ก) เด็กเล็กมากที่พิการ
(ข) เด็กวัยก่อนเรียนที่พิการ
(ค) ผู้ใหญ่พิการ โดยเฉพาะสตรี

6 . เพื่อที่จะบูรณาการการศึกษาสำหรับคนพิการในโรงเรียนแบบเรียนรวม รัฐต้อง
(ก) มีนโยบายที่ระบุไว้ชัดเจนเป็นที่เข้าใจและยอมรับของโรงเรียนและชุมชนในวงกว้าง
(ข) ให้หลักสูตรมีความยืดหยุ่น สามารถเพิ่มเติมและปรับได้
(ค) จัดหาวัสดุการศึกษาที่มีคุณภาพ มีการอบรมครูผู้สอนและให้ความสนับสนุนแก่ครูอย่างต่อเนื่อง

7 . การศึกษาแบบเรียนร่วมและโครงการการศึกษาที่ใช้ชุมชนเป็นฐานควรเป็นแนวทางที่สอดคล้องกันในการให้การศึกษาที่เน้นประสิทธิผล และจัดการฝึกอบรมให้แก่คนพิการ ทั้งนี้ โครงการระดับชาติที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ควรส่งเสริมให้ชุมชนใช้และพัฒนาทรัพยากรตนเอง เพื่อให้การศึกษาของชุมชนแก่คนพิการ

8 . ในกรณีที่ระบบโรงเรียนสามัญยังไม่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของคนพิการทุกคนได้อย่างเพียงพอ อาจพิจารณาจัดการศึกษาพิเศษให้แก่คนพิการโดยมุ่งเป้าหมายไปยังการตระเตรียมนักเรียนให้ได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียนสามัญ มีมาตรฐานและจุดหมายปลายทางเดียวกันกับการศึกษาสามัญ ตลอดจนมีความเชื่อมโยงกับการศึกษาสามัญอย่างใกล้ชิดด้วย โดยอย่างน้อยที่สุด ควรให้นักเรียนพิการได้รับทรัพยากรทางการศึกษาเท่าเทียมกับนักเรียนที่ไม่พิการ ทั้งนี้ รัฐต้องมีเป้าหมายที่จะบูรณาการบริการการศึกษาพิเศษให้เข้ากับการศึกษาแบบเรียนร่วมอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดีในบางกรณีเป็นที่ทราบกันว่า การศึกษาพิเศษเป็นรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักเรียนพิการบางคนในปัจจุบัน

9 . โดยที่คนหูหนวกและคนตาบอดต่างมีความต้องการจำเป็นพิเศษด้านการติดต่อสื่อสาร หากจัดการศึกษาให้แก่บุคคลเหล่านี้ในโรงเรียนเฉพาะ หรือจัดชั้นเรียนและห้องพิเศษในโรงเรียนแบบเรียนร่วมน่าจะเหมาะสมกว่ารูปแบบอื่น ทั้งนี้ ในระยะเริ่มต้นควรให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อความต้องการจำเป็นที่เน้นในการเรียนการสอนในด้านความรู้สึกทางวัฒนธรรม ซึ่งจะยังผลให้คนหูหนวกหรือทั้งหูหนวกและตาบอด มีทักษะในการสื่อสารที่มีประสิทธิผล และมีความเป็นอิสระมากที่สุดด้วย

กฎข้อที่ 7 การจ้างงาน
รัฐต้องตระหนักถึงหลักการที่ว่า ต้องเพิ่มศักยภาพแก่คนพิการในการใช้สิทธิทางด้านมนุษยชนของตนเอง โดยเฉพาะในสาขาการจ้างงาน ในเขตชนบทหรือเขตเมือง คนพิการจะต้องได้รับโอกาสอันเท่าเทียมกับบุคคลอื่นที่จะได้รับการจ้างงาน ซึ่งก่อให้เกิดรายได้ในตลาดแรงงาน

1 . กฎหมายและข้อบังคับในด้านการจ้างงาน จะต้องไม่เลือกปฏิบัติกับคนพิการและจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขา
2 . รัฐต้องสนับสนุนอย่างแข็งขันให้คนพิการเป็นส่วนหนึ่งของการจ้างงานที่เปิดกว้างเสรี โดยอาศัยมาตรการหลายๆ ประการ อาทิ การฝึกอาชีพ การกำหนดโควต้าการจ้างงานที่ใช้การจูงใจเป็นหลัก การจ้างงานที่มีการสงวนหรือกำหนดตำแหน่งไว้ให้ การให้เงินกู้ยืมหรือเงินให้เปล่าเพื่อทำธุรกิจขนาดเล็ก การทำสัญญาพิเศษหรือให้สิทธิในการผลิตสินค้าที่มีความสำคัญ การลดภาษีอากร การปฏิบัติตามสัญญาที่จัดทำขึ้นกับธุรกิจที่จ้างงานคนพิการ หรือการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคหรือการเงินแก่ธุรกิจที่ว่าจ้างคนพิการ ซึ่งรัฐต้องส่งเสริมนายจ้างให้ปรับสิ่งต่างๆ ตามความเหมาะสมเพื่อเอื้ออำนวยต่อคนพิการ

3 . โครงการดำเนินงานของรัฐต้องประกอบด้วย
(ก) มีมาตรการที่จะออกแบบและปรับสถานที่ทำงาน และบริเวณที่ทำงานในแนวทางที่จะทำให้บุคคลที่มีความพิการต่างๆ กัน สามารถเข้าถึงสถานที่ดังกล่าว
(ข) สนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งการพัฒนาและการผลิตเครื่องช่วยความพิการ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนมาตรการที่จะเอื้ออำนวยให้คนพิการได้เข้าถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ เพื่อช่วยให้เขามีงานทำและสามารถทำงานต่อไปได้
(ค) จัดการฝึกอบรมและสถานที่อย่างเหมาะสมให้แก่คนพิการ รวมทั้งให้ความสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เช่น ให้ความช่วยเหลือส่วนบุคคลและบริการล่าม

4 . รัฐต้องริเริ่มและสนับสนุนการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้แก่สาธารณชน เพื่อที่จะเอาชนะเจตคติในทางลบและอคติที่มีต่อคนงานพิการ

5 . ในฐานะที่เป็นนายจ้าง รัฐต้องสร้างสภาวะที่เอื้ออำนวยสำหรับการจ้างงานคนพิการในภาครัฐบาล

6 . รัฐ องค์กรของลูกจ้างและนายจ้าง ควรร่วมมือกันเพื่อประกันว่า นโยบายที่จะคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานที่ได้สัดส่วน และส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เงื่อนไขการจ้างงาน อัตราค่าจ้างแรงงาน รวมทั้งมาตรการที่จะปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เพื่อการป้องกันผู้ใช้แรงงานไม่ให้บาดเจ็บ หรือเกิดความบกพร่องใดๆ ขึ้นจากการทำงาน ตลอดจนมาตรการที่จะฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ใช้แรงงานที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน

7 . จุดมุ่งหมายของการจ้างงานต้องให้คนพิการได้รับการว่าจ้างงานในตลาดแรงงานที่เปิดกว้างเสรีเสมอ แต่สำหรับผู้ที่ไม่อาจได้รับการจ้างงานอย่างเปิดกว้างเสรีได้ ควรมีทางเลือกให้แก่บุคคลเหล่านี้ โดยอาจจัดให้เข้าทำงานในโรงงานในอารักษ์ที่จัดเป็นหน่วยเล็กๆ หรือการจ้างงานภายใต้การสนับสนุนช่วยเหลือ แต่ควรให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพของโครงการจ้างงานคนพิการดังกล่าว โดยประเมินในประเด็นที่ว่าโครงการมีความเหมาะสมหรือไม่ และเพียงพอหรือไม่ที่จะให้โอกาสแก่คนพิการได้มีงานทำในตลาดแรงงาน

8 . ควรดำเนินมาตรการที่จะรวมคนพิการไว้ในกลุ่มเป้าหมาย ของโครงการฝึกอบรมและโครงการจ้างงานต่างๆ ทั้งในภาคเอกชนและกลุ่มที่รวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ 9 . รัฐ องค์กรของผู้ใช้แรงงานและนายจ้าง ต้องร่วมมือกับองค์กรของคนพิการ เพื่อดำเนินมาตรการที่จะให้โอกาสแก่คนพิการได้รับการฝึกอบรมและได้รับการว่าจ้างงาน ซึ่งจะครอบคลุมถึงเรื่องชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่น งานเสริมนอกเวลา การแบ่งสรรงานกับผู้อื่น การประกอบอาชีพอิสระ และการดูแลคนพิการ

กฎข้อที่ 8 การประกันรายได้และการประกันสังคม
รัฐมีความรับผิดชอบที่จะจัดให้คนพิการได้รับการประกันสังคมและการประกันรายได้

1 . รัฐต้องประกันการสนับสนุนรายได้แก่คนพิการอย่างเพียงพอ และด้วยเหตุจากความพิการหรือเพราะปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับความพิการซึ่งยังผลให้บุคคลเหล่านี้ต้องสูญเสียรายได้ไปชั่วคราว หรือมีรายได้ลดลงจากเดิม หรืออาจจะถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับโอกาสในการทำงาน รัฐควรประกันว่า ในการสนับสนุนรายได้ให้แก่คนพิการนี้ ได้พิจารณาค่าใช้จ่ายประจำที่คนพิการหรือครอบครัวต้องสูญเสียไปอันเนื่องมาจากความพิการด้วย
2 . สำหรับประเทศที่มีระบบการประกันสังคม โครงการประกันสังคม หรือโครงกาสวัสดิการทางสังคมอยู่แล้ว หรือที่กำลังจัดให้มีขึ้นเพื่อประชาชนทั่วไป รัฐนั้นต้องประกันว่า คนพิการไม่ถูกกีดกันหรือเลือกปฏิบัติจากระบบและโครงการดังกล่าว
3 . รัฐต้องประกันว่า ผู้ที่ให้การดูแลคนพิการจะได้รับการสนับสนุนด้านรายได้ และได้รับความคุ้มครองโดยระบบการประกันสังคม
4 . ระบบการประกันสังคมควรประกอบด้วยการสร้างสิ่งจูงใจเพื่อให้คนพิการได้ฟื้นฟูความสามารถในการหารายได้ของตนเองขึ้นมาใหม่ ระบบดังกล่าวควรเป็นการจัดฝึกอาชีพ การส่งเสริมให้มีการจัด พัฒนาและสนับสนุนทางการเงินเพื่อการฝึกอาชีพ ตลอดจนการช่วยเหลือด้านบริการจัดหางานให้คนพิการทำภายหลังการฝึกอาชีพแล้วด้วย
5 . โครงการการประกันสังคมควรจัดหาสิ่งจูงใจให้คนพิการได้หางานทำเพื่อให้สามารถหารายได้ หรือหารายได้ใหม่อีกครั้ง
6 . ควรสนับสนุนด้านรายได้แก่คนพิการตราบเท่าที่สภาพความพิการไม่เป็นอุปสรรคในการหางานทำ และควรลดความช่วยเหลือหรือยุติการช่วยเหลือเมื่อคนพิการเหล่านี้มีรายได้เพียงพอและมั่นคงแล้วเท่านั้น
7 . ในประเทศที่ส่วนใหญ่ภาคเอกชนเป็นผู้จัดหาระบบการประกันสังคม รัฐต้องส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่น องค์กรสวัสดิการสังคมและครอบครัว ได้กำหนดมาตรการเพื่อให้ช่วยเหลือตนเองขึ้น และสร้างสิ่งจูงใจให้คนพิการทำงาน หรือกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงาน

กฎข้อที่ 9 ชีวิตครอบครัวและเกียรติภูมิของบุคคล
รัฐต้องส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในชีวิตครอบครัว ส่งเสริมสิทธิของคนพิการที่จะมีเกียรติภูมิ และประกันว่า กฎหมายของประเทศจะไม่เลือกประติบัติกับคนพิการในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศ การแต่งงาน และการเป็นผู้ปกครองเด็ก

1 . คนพิการควรได้อยู่ร่วมกับครอบครัวของตนเอง รัฐต้องสนับสนุนให้รวมเรื่องการให้คำปรึกษาครอบครัวเกี่ยวกับความพิการและ ผลของความพิการที่ส่งผลต่อชีวิตครอบครัวไว้ในบริการให้การปรึกษาแก่ครอบครัวตามที่เห็นเหมาะสม อีกทั้งยังต้องจัดบริการดูแลครอบครัวที่มีคนพิการ รัฐต้องขจัดอุปสรรคทั้งมวลให้แก่ผู้ที่ต้องการจะรับเด็กหรือผู้ใหญ่พิการไปอุปการะหรือไปเป็นบุตรบุญธรรมด้วยเช่นกัน
2 . คนพิการต้องไม่ถูกปฏิเสธโอกาสในเรื่องที่เกี่ยวกับเพศ มีความสัมพันธ์ระหว่างเพศ รวมทั้งการเป็นผู้ปกครอง และโดยพิจารณาถึงอุปสรรคของคนพิการในการแต่งงานและมีครอบครัว รัฐต้องสนับสนุนให้มีการให้คำปรึกษาที่เหมาะสม โดยคนพิการจะต้องเข้าถึงวิธีการวางแผนครอบครัวได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น รวมทั้งได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสมรรถภาพของร่างกายในเรื่องทางเพศ
3 . รัฐต้องส่งเสริมให้มีมาตรการที่จะเปลี่ยนแปลงเจตคติในทางลบที่ยังมีในสังคมต่อคนพิการ โดยเฉพาะในหมู่เด็กสาวพิการและสตรีพิการ เกี่ยวกับการแต่งงาน เพศสัมพันธ์และการเป็นผู้ปกครอง อีกทั้งยังต้องสนับสนุนให้สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการขจัดเจตคติทางลบดังกล่าวนี้ด้วย
4 . คนพิการและครอบครัวจำเป็นต้องได้รับทราบวิธีการป้องกันและระมัดระวังตัวให้พ้นจากการถูกทารุณกรรมทางเพศและถูกทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะคนพิการซึ่งค่อนข้างเสี่ยงต่อการถูกทารุณกรรมในครอบครัวของตัวเอง ในชุมชน หรือในสถาบันต่างๆ และจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการหลีกเลี่ยงเมื่อเกิดการทารุณกรรม และการรายงานพฤติกรรมของการถูกทารุณกรรม

กฎข้อที่ 10 วัฒนธรรม
รัฐจะต้องประกันว่า คนพิการจะได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งทางสังคมและสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป

1 . รัฐต้องประกันว่า คนพิการมีโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากศักยภาพของตนเองที่สร้างสรรค์ มีศิลปะและทางสติปัญญา ซึ่งไม่เพียงแต่เพื่อประโยชน์ของคนพิการเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการพัฒนาชุมชนทั้งในเขตเมืองและชนบท ตัวอย่างกิจกรรมเหล่านี้ ได้แก่ ลีลาศ ดนตรี วรรณกรรม ละคร ศิลปะปูนปั้น วาดภาพ ประติมากรรม และสำหรับในประเทศที่กำลังพัฒนา ต้องเน้นทั้งรูปแบบศิลปแบบพื้นบ้านและศิลปสมัยใหม่ เช่น การเชิดหุ่น การอ่านบทกวี และเรื่องเล่าต่างๆ
2 . รัฐต้องส่งเสริมให้มีการจัดสถานที่สำหรับการแสดงทางวัฒนธรรม และการให้บริการต่างๆ ทางวัฒนธรรม สำหรับคนพิการ อาทิ โรงมหรสพ พิพิธภัณฑ์ โรงภาพยนตร์ และห้องสมุด
3 . รัฐต้องริเริ่มให้มีการใช้ประโยชน์จากเทคนิคพิเศษสำหรับคนพิการในด้านวรรณกรรม ภาพยนตร์และละคร

กฎข้อที่ 11 นันทนาการและการกีฬา
รัฐจะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อประกันว่า คนพิการจะมีโอกาสเท่าเทียมกับบุคคลอื่น ในการร่วมกิจกรรมนันทนาการและเล่นกีฬา

1 . รัฐต้องริเริ่มจัดให้มีมาตรการที่จะช่วยคนพิการให้เข้าถึงสถานที่จัดนันทนาการและเล่นกีฬา อาทิ โรงแรม ชายหาด สนามกีฬา โรงยิม ฯลฯ โดยมาตรการที่ว่านี้ควรประกอบด้วย การให้ความสนับสนุนแก่บุคลากรในการจัดโครงการนันทนาการและการกีฬา รวมทั้งโครงการที่จะกำหนดวิธีการที่จะเข้าถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ และการมีส่วนร่วม และโครงการข้อมูลข่าวสารและการฝึกอบรม
2 . หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว โรงแรม องค์กรอาสาสมัคร และองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมนันทนาการหรือการท่องเที่ยว ควรให้บริการแก่ประชาชนทุกคน และควรคำนึงถึงความต้องการเฉพาะของคนพิการด้วย รวมทั้งจัดการฝึกอบรมที่ยั่งยืนเพื่อช่วยเสริมกระบวนการที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด
3 . องค์กรด้านการกีฬาควรได้รับการสนับสนุนให้สร้างโอกาสแก่คนพิการที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมกีฬา ซึ่งในบางกรณีมาตรการที่เพียงแต่ให้คนพิการได้เข้าถึงการกีฬาก็เพียงพอแล้วที่จะเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้าไปมีส่วนร่วม แต่ในบางกรณี อาจต้องมีการจัดสถานที่หรือประเภทกีฬาพิเศษให้แก่คนพิการ รัฐต้องสนับสนุนให้คนพิการได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ
4 . คนพิการที่เข้าร่วมในกิจกรรมกีฬาควรได้รับคำแนะนำและการฝึกอบรมเช่นเดียวกับบุคคลอื่น
5 . ผู้จัดการแข่งขันกีฬาและนันทนาการควรปรึกษาหารือองค์กรของคนพิการเมื่อจะกำหนดให้บริการด้านนี้แก่คนพิการ

กฎข้อที่ 12 ศาสนา
รัฐจะส่งเสริมให้มีมาตรการให้คนพิการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาในชุมชนของตน

1 . รัฐต้องสนับสนุนให้มีมาตรการที่จะขจัดการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการและให้คนพิการสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งนี้ โดยการปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ด้านการศาสนา
2 . รัฐต้องสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในเรื่องความพิการแก่สถาบันและองค์กรต่างๆ ด้านศาสนา โดยสนับสนุนให้หน่วยงานด้านการศาสนาได้รวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายด้านความพิการไว้ในหลักสูตรฝึกอบรมนักวิชาชีพด้านศาสนา และในโครงการการศึกษาด้านศาสนาด้วย
3 . รัฐต้องส่งเสริมให้คนพิการทางประสาทสัมผัสสามารถเข้าถึงวรรณกรรมทางศาสนา
4 . รัฐและ/หรือองค์กรด้านศาสนา ควรปรึกษาหารือกับองค์กรของคนพิการเมื่อจะกำหนดมีมาตรการเพื่อให้คนพิการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาอย่างเท่าเทียมกับบุคคลอื่น

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook