บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์>>

กฎมาตรฐาน
ว่าด้วยการสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการ

กฎมาตรฐาน
ว่าด้วยการสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการ
องค์การสหประชาชาติ พ.ศ. 2537

บทนำ

ความเป็นมาและความต้องการจำเป็น ในปัจจุบันของคนพิการ

1 . คนพิการมีอยู่ในทุกภูมิภาคของโลก และในทุกระดับของสังคมทั้งหลาย อีกทั้งยังมีจำนวนมากและเพิ่มขึ้นเรื่อย

2 . สาเหตุของความพิการหรือผลของความพิการจะมีความแตกต่างกันไปทั่วโลก ความแตกต่างกันนี้เป็นผลมาจากการที่สภาพทาง เศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน และนโยบายหรือมาตรการที่ประเทศต่าง ๆ กำหนดขึ้น เพื่อความผาสุขของพลเมืองภายในประเทศซึ่งแตกต่างกัน

3 . นโยบายด้านความพิการในปัจจุบันเป็นผลพวงของการพัฒนาที่เกิดขึ้นมา ตลอดระยะเวลา 200 ปี ซึ่งในหลายกรณีนโยบายนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน และนโยบายทางสังคม เศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัยที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามมีสถานการณ์เฉพาะด้านหลายประการเช่นกันที่มีอิทธิพลต่อเงื่อนไขความเป็นอยู่ของคนพิการ ความไม่รู้ การละเลยเพิกเฉย ความเชื่อทางโชคลางและความหวาดกลัว ต่างก็ประกอบกันขึ้นเป็นปัจจัยทางสังคม ซึ่งตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ของความพิการได้โดดเดี่ยวคนพิการ และทำให้พัฒนาการของคนพิการล่าช้าออกไป

4 . ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นโยบายด้านความพิการเริ่มพัฒนาขึ้นมาจากการดูแลช่วยเหลือเบื้องต้นที่ให้แก่คนพิการในสถาบันต่าง ๆ ก่อนจะก้าวไปสู่การให้การศึกษาแก่เด็กพิการ และการฟื้นฟูสมรรถภาพให้แก่ผู้ใหญ่ที่ประสบความพิการในภายหลัง และจากการให้การศึกษา รวมทั้งการฟื้นฟูสมรรถภาพนี้เอง ก็ทำให้คนพิการมีความกระตือรือร้นมากขึ้นจนกลายมาเป็นพลังผลักดันให้เกิดการพัฒนานโยบายด้านความพิการในเวลาต่อมา องค์กรของคนพิการ , ครอบครัว และผู้พิทักษ์สิทธิประโยชน์ให้แก่คนพิการ ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เรียกร้องสภาพการณ์ที่ดีกว่าเดิมให้แก่คนพิการ ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองการเผยแพร่ความคิดพื้นฐานที่จะรวมคนพิการให้เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเนื้อเดียวกันของสังคม และให้บุคคลเหล่านี้มีชีวิตที่ปกติสุขอยู่ในสังคมก็ได้สะท้อนให้เห็นว่า ความตระหนักในศักยภาพของคนพิการได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้

5 . ในช่วงปลายคริสตทศวรรษ 1960 องค์กรของคนพิการในบางประเทศได้เริ่มจุดประกายความคิดพื้นฐานใหม่เกี่ยวกับความพิการขึ้นมา ความคิดพื้นฐานนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ข้อจำกัดที่คนพิการประสบอยู่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการออกแบบและโครงสร้างของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวคนพิการเองและเจตคติของคนทั่วไปมีต่อคนพิการ ในขณะเดียวกันปัญหาความพิการในประเทศที่กำลังพัฒนาก็กำลังเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นทุกที โดยในบางประเทศอัตราส่วนของคนพิการต่อประชากร 100 คน จะค่อนข้างสูงมาก และส่วนใหญ่แล้วคนพิการเหล่านี้ก็ยากจนเป็นอย่างยิ่ง

 

การดำเนินงานที่ผ่านมาในระดับระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่กฎมาตรฐาน

6 . สิทธิของคนพิการเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากองค์การสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ มาเป็นเวลาช้านานแล้ว ดังจะเห็นได้ว่า ผลงานที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นจากปีคนพิการสากล เมื่อ พ.ศ. 2524 ก็คือ การจัดทำ แผนปฏิบัติการระดับโลกว่าด้วยเรื่องคนพิการ ขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ ซึ่งสมัชชาสหประชาชาติก็ได้ให้การรับรองแผนนี้ตามมติที่ 37/52 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2525 แล้ว ซึ่งทั้งปีคนพิการสากลและแผนปฏิบัติการระดับโลกว่าด้วยเรื่องคนพิการ ได้เป็นเสมือนพลังอันแข็งแกร่งที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าด้านนี้ขึ้น เพราะนอกจากจะได้เน้นถึงสิทธิของคนพิการที่จะมีโอกาสทัดเทียมกับพลเมืองอื่น ๆ ในสังคม และได้รับส่วนแบ่งที่เท่าเทียมจากสังคมในการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น อันเป็นผลพวงของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แล้ว ก็ยังมีการให้คำจำกัดความของคำว่า "Handicap" (ความเสียเปรียบ, อุปสรรค) ขึ้นเป็นครั้งแรก ว่าหมายถึง ผลรวมของความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างคนพิการกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวคนพิการอีกด้วย

7 . ในการประชุมระดับโลกของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทบทวนการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการระดับโลกว่าด้วยเรื่องคนพิการ ในวาระกึ่งทศวรรษคนพิการขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อ พ.ศ. 2530 ได้มีข้อเสนอแนะจากที่ประชุมว่า ควรจะค้นคิดปรัชญาที่จะใช้เป็นแนวทางสำหรับการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะดำเนินการในอนาคตข้างหน้า โดยที่ปรัชญาดังกล่าวควรตั้งอยู่บนรากฐานของความตระหนักในสิทธิของคนพิการ

8 . ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ที่ประชุมข้างต้นจึงมีข้อเสนอแนะว่าสมัชชาสหประชาชาติควรจะจัดการประชุมพิเศษขึ้น เพื่อทำหน้าที่ร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติต่อคนพิการในทุกรูปแบบขึ้น เพื่อที่รัฐสมาชิกองค์การสหประชาชาติจะได้ให้สัตยาบันเมื่อสิ้นสุดทศวรรษคนพิการขององค์การสหประชาชาติแล้ว

9 . ร่างอนุสัญญาฉบับที่ว่านี้จัดทำขึ้นโดยประเทศอิตาลี และได้นำเสนอต่อสมัชชาสหประชาชาติในระหว่างการประชุมสมัยที่ 42 แล้ว ต่อมาประเทศสวีเดนก็ได้นำเสนอร่างอนุสัญญาฉบับดังกล่าวเพิ่มเติมจากเดิม ในการประชุมสมัยที่ 44 ของสมัชชาสหประชาชาติ อย่างไรก็ตามในการนำเสนอทั้ง 2 ครั้งยังไม่ปรากฎว่ามีความเห็นเป็นฉันทามติในเรื่องความเหมาะสมของอนุสัญญาดังกล่าว อีกประการหนึ่งผู้แทนหลายท่านที่เข้าประชุมก็ให้ข้อคิดเห็นว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ดูเหมือนว่าจะได้ให้หลักประกันด้านสิทธิแก่คนพิการเท่าเทียมกับบุคคลอื่นอยู่แล้วด้วย

ขั้นตอนไปสู่กฎมาตรฐาน

10 . ในการประชุมครั้งแรกช่วงสมัยประชุมสามัญ เมื่อ พ.ศ. 2533 คณะมนตรีเศรษฐกิจ และสังคม (ECOSOC) ขององค์การสหประชาชาติ ได้อาศัยแนวทางจากการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ จึงเห็นชอบให้มีการจัดทำรายละเอียดของ "ตราสารระหว่างประเทศ" ที่แตกต่างจากเดิมขึ้นมาใหม่ ดังนั้น โดยข้อมติที่ 1990/26 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2533 ในการประชุมสมัยที่ 32 คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมได้อนุมัติให้กรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาสังคม พิจารณาจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยคณะทำงานที่เปิดกว้างให้แก่ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐบาลมาเป็นผู้ทำงานโดยไม่จำกัดจำนวน เพื่อจัดทำรายละเอียดของกฎมาตรฐานว่าด้วยการสร้างความเสมอภาคทางโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ที่พิการ โดยใช้งบประมาณจากการบริจาคโดยสมัครใจและร่วมมือประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกับทบวงชำนัญพิเศษสหประชาชาติต่าง ๆ และองค์กรพัฒนาเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรของคนพิการ คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมยังได้ขอให้กรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาสังคม รับผิดชอบจัดทำกฎมาตรฐานดังกล่าวให้แล้วเสร็จ เพื่อให้คณะมนตรีฯพิจารณาภายในปี พ.ศ. 2536 ก่อนนำเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติพิจารณาในการประชุมสมัยที่ 48 ต่อไป

11 . จากการหารือต่อมาในคณะกรรมการสามของสมัชชาสหประชาชาติในการประชุมสมัยที่ 45 ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบอย่างกว้างขวางต่อความริเริ่มครั้งใหม่ที่จะให้มีการจัดทำรายละเอียดของกฎมาตรฐาน ว่าด้วยความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการฉบับนี้ขึ้น

12 . ในการประชุมสมัยที่ 32 ของคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาสังคม ผู้แทนจำนวนมากได้ให้ความสนับสนุนต่อความริเริ่มที่จะให้จัดทำกฎมาตรฐานฉบับนี้ขึ้น จากการหารือในที่ประชุมก็ได้นำไปสู่การรับรองมติที่ 32/2 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2534 โดยคณะกรรมาธิการฯตกลงที่จะจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่เปิดกว้างให้มีผู้ทำงานไม่จำกัดจำนวนขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อให้เป็นไปตามมติของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมที่ 1990/26 ดังได้กล่าวมาแล้ว

จุดประสงค์และสาระสำคัญของกฎมาตรฐาน
ว่าด้วยการสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการ

13 . กฎมาตรฐานว่าด้วยความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยอาศัยพื้นฐานประสบการณ์ที่ได้รับในช่วงทศวรรษคนพิการขององค์การสหประชาชาติ (พ.ศ.2526 - 2535) ร่วมกับบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศที่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ รวมทั้งแผนปฏิบัติการระดับโลกว่าด้วยเรื่องคนพิการ ซึ่งบทบัญญัติทั้งหลายที่ได้กล่าวมานี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นฐานรากทางการเมืองและศีลธรรมของกฎมาตรฐานฉบับนี้ทั้งสิ้น

14 . แม้ว่าจะไม่มีการนำกฎมาตรฐานฉบับนี้บังคับใช้ แต่กฎมาตรฐานก็สามารถจะใช้เป็นกฎที่ถือเป็นประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศได้ ถ้าหากมีการนำไปใช้ในรัฐสมาชิกหลาย ๆ รัฐ ด้วยเจตจำนงที่ให้ความเคารพต่อกฎที่ระบุอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ อันมีนัยที่แสดงให้เห็นถึงพันธกรณีทางศีลธรรมและการเมือง อันเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวในนามของรัฐสมาชิกองค์การสหประชาชาติที่จะร่วมกันดำเนินงานเพื่อสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการ โดยมีหลักการสำคัญที่เน้นความรับผิดชอบ การปฏิบัติการ และความร่วมมือซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ เรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนพิการ การช่วยคนพิการให้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และความเสมอภาคให้แก่คนพิการ ก็ได้ระบุไว้ในข้อ 5 - 12 ของกฎมาตรฐานฉบับนี้ด้วยแล้ว กฎมาตรฐานจึงเป็นเสมือนเครื่องมือที่จะกำหนดนโยบายและการดำเนินงานให้แก่ทั้งคนพิการและองค์กรของคนพิการ และยังสามารถจะใช้กฎมาตรฐานฉบับนี้เป็นฐานของความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจในระหว่างรัฐสมาชิก องค์การสหประชาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้อีกด้วย

15 . กฎมาตรฐานฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อความมั่นใจว่า เด็กหญิง เด็กชาย ผู้หญิง และผู้ชายที่พิการในฐานะที่ต่างก็เป็นสมาชิกของสังคมก็สามารถที่จะใช้สิทธิของตนเอง และมีภาระหน้าที่เช่นเดียวกับสมาชิกอื่นของสังคมได้ อีกประการหนึ่งในทุกสังคมของโลกก็ยังคงมีอุปสรรคที่ขวางกั้นคนพิการ ไม่ให้ใช้สิทธิเสรีภาพที่ตนเองมีอยู่ จึงเป็นการยากยิ่งที่คนพิการจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของสังคมได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐสมาชิกที่จะดำเนินงานอย่างเหมาะสม เพื่อขจัดอุปสรรคดังกล่าวออกไป โดยที่คนพิการและองค์กรของคนพิการเองก็ควรจะมีบทบาทอย่างแข็งขันในฐานะของหุ้นส่วนร่วมกระบวนการที่จะขจัดอุปสรรคดังกล่าว อันจะทำให้การสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการ มีคุณูปการอย่างสำคัญต่อความพยายามอย่างอย่างกว้างขวางทั่วโลกที่จะระดมพลังทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจากเหตุผลทั้งหมดที่ได้กล่าวมา จึงควรจะได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อบุคคลกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้นว่า ผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ยากจน แรงงานอพยพ ผู้ที่มีความพิการซ้ำซ้อน คนพื้นเมืองและชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ รวมตลอดถึงผู้อพยพพิการอีกเป็นจำนวนมากที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งจำต้องให้ความสนใจด้วยเช่นกัน

แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับนโยบายด้านความพิการ
16 . แนวคิดพื้นฐานที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะปรากฏอยู่ทั่วไปตลอดเนื้อหาของกฎมาตรฐานฉบับนี้ โดยแนวคิดพื้นฐานดังกล่าวเกิดจากแผนปฏิบัติระดับโลกว่าด้วยเรื่องความพิการ และในบางกรณีแนวคิดเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาที่เกิดขึ้นในระหว่างทศวรรษคนพิการขององค์การสหประชาชาติ
 

ความพิการและทุพพลภาพ ( Disability and Handicap)
17 . ศัพท์คำว่า "ความพิการ" หมายถึงข้อจำกัดทั้งหลายที่ทำให้ประชากรประเทศใดประเทศหนึ่งไม่อาจทำหน้าที่ของตนเองได้ อันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า คนเราอาจจะพิการได้จากสาเหตุความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา หรือประสาทสัมผัส หรือจากสภาพการณ์ด้านการแพทย์ หรืออาการเจ็บป่วยทางจิตที่กล่าวมานี้ก็อาจมีลักษณะถาวรก็ได้ หรือเกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นก็ได้

18 . ศัพท์คำว่า "ทุพพลภาพ" (Handicap) หมายความถึง การสูญเสียโอกาสหรือการถูกจำกัดโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในวิถีทางของชุมชน ในระดับที่เท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ซึ่งสื่อให้เห็นถึงการเผชิญหน้าของคนพิการกับสิ่งแวดล้อม โดยที่จุดประสงค์ของการใช้คำ ๆ นี้ก็เพื่อจะเน้นให้ชัดว่ายังมีข้อพกพร่องต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม และในกิจกรรมหลายประเภทที่สังคมจัดขึ้น ตัวอย่างเช่น ข้อมูลข่าวสาร การติดต่อสื่อสาร และการศึกษา ซึ่งกีดขวางคนพิการไม่ให้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป

19 . การใช้คำศัพท์ 2 คำนี้ คือ "ความพิการ" และ "ทุพพลภาพ" (Disability and Handicap) ดังที่ได้ให้คำนิยามไว้ในข้อ 17 และ 18 ข้างต้นควรจะได้รับการพิจารณาจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ด้านความพิการสมัยปัจจุบัน เนื่องจากในช่วงทศวรรษที่ 1970 (พ.ศ.2513-2522) ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากทั้งผู้แทนองค์กรของคนพิการเองและนักวิชาชีพในด้านความพิการ เพื่อที่จะต่อต้านการใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวกับความพิการในยุคนั้น เนื่องจากทั้ง "ความพิการ" และ ทุพพลภาพ" (Handicap) ต่างก็เป็นคำศัพท์ที่ใช้กันมาอย่างคลุมเครือและสับสน ซึ่งยังผลให้การวางแนวทางกำหนดนโยบายและดำเนินงานทางการเมืองในด้านความพิการย่ำแย่ตามไปด้วย และด้วยเหตุที่คำศัพท์ทั้งสองคำนี้สะท้อนให้เห็นว่ามาจากกรอบคิดทางการแพทย์และ การตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของบุคคลซึ่งได้ละเลยความไม่สมบูรณ์หรือข้อบกพร่องต่างๆ ที่มาจากสังคมหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวคนเรา

20 . ในปี พ.ศ. 2533 องค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรอง "เกณฑ์ระหว่างประเทศเพื่อจำแนกความหมายของความบกพร่อง (Impairments) ความพิการ (disability) และทุพพลภาพ" (Handicaps) 7 ซึ่งนอกจากจะแยกแยะความหมายของคำศัพท์ทั้ง 3 คำนี้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากกว่าเดิมแล้ว ก็ยังได้แสดงลักษณะสัมพัทธ์ของคำศัพท์ทั้ง 3 คำนี้ ให้ปรากฏอีกด้วย โดยเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของคำศัพท์แต่ละคำ และนับแต่นั้นมาก็ได้มีการใช้คำศัพท์ทั้ง 3 คำดังกล่าวอย่างแพร่หลายในงานสาขาต่าง ๆ เป็นต้นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพ การศึกษา สถิติ นโยบาย กฎหมาย ประชากร สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ และมนุษยวิทยา อย่างไรก็ดี มีการแสดงความกังวลว่า การให้ความหมายของคำว่า "ทุพพลภาพ" (Handicap) ตามเกณฑ์การจำแนกชุดนี้ได้ให้น้ำหนักแก่ด้านการแพทย์มากเกินไป ทั้งยังมีจุดเน้นอยู่ที่ตัวบุคคลแต่ละคน จึงยังไม่อาจจะชี้ชัดลงไปได้ว่าสภาพการณ์ทางสังคมหรือความคาดหวังของสังคม กับความสามารถของบุคคลแต่ละคนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไรบ้างกับคำว่า "ทุพพลภาพ" (Handicap) ซึ่งก็จะมีการนำข้อท้วงติงนี้และข้อคิดเห็นอื่น ๆ ของผู้ใช้ประโยชน์จากเกณฑ์จำแนกความหมายของคำศัพท์ทั้ง 3 คำ ชุดนี้ ไปพิจารณาปรับปรุงเกณฑ์จำแนกความหมายชุดใหม่ที่จะจัดทำขึ้นในโอกาสต่อไป หลังจากที่เอกสารขององค์การอนามัยโลกชุดที่ว่านี้ได้พิมพ์เผยแพร่มาเป็นเวลา 12 ปีแล้ว

21 . ประสบการณ์ที่ได้รับจากการดำเนินงาน ให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการระดับโลกว่าด้วยเรื่องคนพิการ และการสนทนาแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นตลอดช่วงทศวรรษคนพิการขององค์การสหประชาชาติ ทำให้ความรู้ในด้านความพิการมีความลึกซึ้งมากขึ้น และความเข้าใจในเรื่องของความพิการกับคำศัพท์ที่ใช้กันอยู่ก็แพร่หลายมากขึ้นไปจากเดิม นอกจากนี้ ก็ยังมีการตระหนักกันว่า ในการใช้คำศัพท์ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับความพิการก็จะต้องให้ความสำคัญไม่เพียงแต่ในเรื่องปัญหาความต้องการจำเป็นของคนพิการแต่ละคน (เช่น ความต้องการได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพและความช่วยเหลือพิเศษเฉพาะด้าน) เท่านั้น แต่ควรจะรวมไปถึงข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่เกิดจากสังคมด้วย (อันได้แก่ อุปสรรคที่จะมีส่วนร่วมในสังคม)

การป้องกัน
22 . คำว่า "การป้องกัน" หมายถึง กระบวนการใด ๆ ก็ตามที่มุ่งป้องกันไม่ให้เกิดความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ หรือประสาทสัมผัส (เรียกได้ว่า เป็นการป้องกันแบบปฐมภูมิหรือชั้นต้น) หรือป้องกันไม่ให้ความบกพร่องนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดข้อจำกัดในสมรรถภาพด้านต่าง ๆ อย่างถาวร หรือเกิดความพิการขึ้นต่อไป (เรียกว่า การป้องกันแบบทุติยภูมิ) ซึ่งการป้องกันในที่นี้จะหมายความรวมถึงการดำเนินงานต่าง ๆ กันในหลายรูปแบบ เป็นต้นว่า สาธารณสุขมูลฐาน การดูแลก่อนและหลังคลอด การให้การศึกษาด้านโภชนาการ การรณรงค์สร้างภูมิคุ้มกันโรคติดต่อ มาตรการควบคุมโรคเรื้อรังประจำท้องถิ่น กฎข้อบังคับเพื่อความปลอดภัย โครงการป้องกันอุบัติเหตุในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ กัน รวมทั้งการดัดแปลงสถานที่ทำงานเพื่อป้องกันความพิการและโรคที่เกิดจากการทำงาน ตลอดจนการป้องกันความพิการที่เกิดจากมลภาวะของสิ่งแวดล้อม หรือความขัดแย้งด้านกำลังอาวุธ

การฟื้นฟูสมรรถภาพ
23 . คำว่า "การฟื้นฟูสมรรถภาพ" หมายความถึง กระบวนการที่เอื้ออำนวยให้คนพิการได้ก้าวถึงระดับสูงสุดของสมรรถภาพทางด้านร่างกาย ประสาทสัมผัส สติปัญญา จิตใจ และหรือสังคม และสามารถดำรงสมรรถภาพในระดับสูงสุดนั้นไว้ได้ต่อไป จึงเป็นการให้เครื่องมือแก่คนพิการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองให้มีความเป็นอิสระมากขึ้น โดยที่การฟื้นฟูสมรรถภาพนี้จะครอบคลุมถึงมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยให้สมรรถภาพนั้นๆ ของคนพิการเกิดขึ้นมากได้ และหรือฟื้นฟูสมรรถภาพเดิมของเขาขึ้นมาใหม่ หรืออาจจะชดเชยการสูญเสียสมรรถภาพนั้นๆ ไป ซึ่งกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ว่านี้ไม่เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับการรักษาพยาบาลในชั้นต้น แต่หมายความถึงมาตรการและกิจกรรมที่ครอบคลุมกว้างขวาง ตั้งแต่การฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นพื้นฐานหรือทั่ว ๆ ไปจนถึงกิจกรรมที่เน้นการบรรลุถึงเป้าหมายอย่างแท้จริง อาทิเช่น การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพให้แก่คนพิการ

การสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการ

24 . คำว่า "การสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการ" หมายความถึง กระบวนการที่ทำให้ระบบต่าง ๆ ของสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่า บริการ กิจกรรม ข้อมูลข่าวสารและเอกสารต่าง ๆ ได้รับการจัดทำขึ้นสำหรับประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการ

25 . หลักการความเสมอภาคทางสิทธิมีความหมายว่า ความต้องการจำเป็นของบุคคลแต่ละคนมีความสำคัญโดยเท่าเทียมกัน ฉะนั้น ความต้องการจำเป็นดังกล่าวจึงต้องนำมาใช้เป็นฐานสำหรับการวางแผนในแต่ละสังคม นอกจากนี้ ทรัพยากรทั้งหมดในสังคมก็จะต้องถูกใช้ไปเพื่อประกันว่า บุคคลทุกคนจะต้องมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะมีส่วนร่วมในสังคม

26 . คนพิการเป็นสมาชิกของสังคมเช่นเดียวกับบุคคลอื่น และมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในชุมชนหรือท้องถิ่นของตนเอง และควรจะได้รับความสนับสนุนตามความต้องการจำเป็นที่มีอยู่ ภายใต้โครงสร้างปกติของสังคมในด้านการศึกษา สาธารณสุข การจ้างงาน และบริการสังคม

27 . เมื่อคนพิการได้รับสิทธิอันเท่าเทียมกับบุคคลอื่นในสังคมแล้ว เขาก็ควรจะมีบทบาทหน้าที่ที่เท่าเทียมด้วย เพราะเมื่อคนพิการได้รับสิทธิต่าง ๆ ที่ตนเองสมควรจะได้รับ สังคมก็ควรที่จะเพิ่มความคาดหวังที่มีต่อคนพิการให้สูงขึ้นจากเดิม ดังนั้น จึงควรจะมีการดำเนินงานที่จะช่วยคนพิการให้ก้าวเข้ามารับผิดชอบสังคมอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม ซึ่งก็จะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความเสมอภาคทางโอกาสให้แก่คนพิการในสังคมอีกด้วย

หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook