วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ (Learning Culture)
เราคงจะคุ้นเคยกับคำว่า วัวหายล้อมคอก หรือ ไฟไหม้ฟาง หรือ เกิดซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ในหลายๆ เรื่องของสังคมบ้านเรา หลายปีมาแล้วที่เราเคยได้ยินเรื่องการปรับรื้อระบบ (Reengineering) เป็นคำติดปากที่ผู้บริหารทั้งหลายพูดถึง เป็นเทคนิควิธีการบริหารหรือการพัฒนาองค์กรรูปแบบหนึ่งที่นำเข้าจากต่างประเทศ ใหม่ๆ ก็หวือหวา เห่อดังกันเป็นพลุแตกสุดท้าย เลือนหายไปจนแทบไม่ได้ยินอีกเลย หรือการแก้ปัญหาแบบ คิว ซี ซี ที่ในอดีตพวกเราเคยทำกัน แล้วก็ทราบว่า เทคนิคนี้เกิดที่อเมริกา โตที่ญี่ปุ่น และมาตายที่เมืองไทย สิ่งต่างๆ เหล่านี้บอกอะไรกับเรา อาจกล่าวได้ว่าเราชอบที่จะทำอะไรแบบไฟไหม้ฟางเสมอๆ ชอบทำอะไรตามๆ กันไปโดยที่บางครั้งไม่ได้มีการศึกษา และดำเนินการอย่างยืนหยัดต่อเนื่องจริงจัง ดังนั้น ปัญหาต่างๆ จึงแก้ไขกันไม่จบสิ้นและเป็นปัญหาเดิมๆ จึงมีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวว่าเหตุที่เราแก้ปัญหาไม่ค่อยได้ผลเพราะเราขาด วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ (Learning Culture)
การเรียนรู้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทุกคน ตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้น วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ จึงมีความสำคัญยิ่งต่อทุกองค์กร และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การพัฒนาบุคลากร โดยตรง คำถามคือ ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถพัฒนาบุคลากรที่เป็นทรัพยากรสำคัญขององค์กรให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะ ความชำนาญเพียงพอที่จะทำงานที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ตลอดจนสามารถสร้างให้บุคลากรมี นิสัยใฝ่รู้ หรือ รักการเรียนรู้ อย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาตนเองให้รู้จักการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) หากบุคลากรมี การเรียนรู้มากขึ้น ประสบการณ์ของแต่ละคนจะมีมากขึ้นด้วย ถ้าองค์กรสามารถหลอมรวมความรู้ของแต่ละคน ให้กลายเป็นความรู้และประสบการณ์รวมขององค์กรได้ องค์กรนั้นจะมีลักษณะเป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) และสามารถสร้าง สมบัติล้ำค่า ขององค์กร ไว้ได้ยาวนาน
หากเราจะมองย้อนมาดูกรมราชทัณฑ์ องค์กรที่เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีปัญหาในองค์กรที่เกิดขึ้นซ้ำซาก และยังไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ถ้าเราจะร่วมมือร่วมใจกัน นำประสบการณ์ที่แต่ละคนมีอยู่มาศึกษา วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน รวมทั้งแพร่กระจาย ออกไปภายนอก ให้คนภายนอกได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ สิ่งที่กล่าวมานี้ กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการอยู่แล้วในขณะนี้ ปัญหาคือ จะทำอย่างไรให้มีการดำเนินการ ให้มากขึ้น อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทำอย่างไรกรมราชทัณฑ์จึงจะสร้างคนให้มีนิสัย ใฝ่เรียนรู้ มีการพัฒนาความคิด นำประสบการณ์มาแก้ปัญหาร่วมกัน มิฉะนั้น ความรู้จากประสบการณ์ที่มีมาจะล้มหายตายจากไปจากกรมราชทัณฑ์
ปัญหาอย่างหนึ่งที่มองเห็นอยู่ในปัจจุบัน คือ เรามีความรู้มากมาย จากผู้มีประสบการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของเรือนจำ /ทัณฑสถาน แต่ยังขาดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดเก็บ รวบรวมอย่างเป็นระบบ การพัฒนาเป็นองค์ความรู้ใหม่ รวมทั้งการกระจายเผยแพร่ไปทั่วองค์กร ซึ่งกรมราชทัณฑ์มีแผนงานที่จะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว โดยพยายามที่จะสร้าง บรรยากาศ แห่งการเรียนรู้ ให้เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่ากรมราชทัณฑ์สนับสนุนให้บุคลากรของกรมราชทัณฑ์ มีโอกาสได้สามารถเรียนรู้ได้ ทั้งในหน้าที่การงานที่ทำ และนอกเหนือจากหน้าที่การงาน เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม กระตุ้นให้เกิดการคิดสร้าง ปรับปรุงและพัฒนางานและพัฒนาตนเองทุกวิถีทาง ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังให้องค์กรของเราได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ท่านที่เป็นข้าราชการของกรมราชทัณฑ์ทุกท่าน ท่านพร้อมที่จะร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ของกรมราชทัณฑ์หรือยัง ? ท่านสามารถตอบตัวเองได้หรือไม่ว่า เราเรียนรู้อะไรได้บ้าง จากประสบการณ์ของเราที่ผ่านมา และเราจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อกรมราชทัณฑ์ได้อย่างไร
ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในองค์กรและประเทศชาติ มิใช่เครื่องจักรกล หรือ infrastructure หรือเงิน แต่คือคน เพราะการมีคนที่ทั้งดีและเก่ง จะทำให้ทรัพยากรอื่นๆ เกิดการพัฒนา เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดขึ้นมาได้ หน้าที่ของผู้นำก็คือ ต้องสามารถที่จะขับพลังและอัจฉริยะภาพของเขาเหล่านั้นให้ออกมาใช้อย่างมีคุณค่า และมีความหมาย
( พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา )
-----------------------------------------------------------
|