บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 1

ระดับชั้นที่ต่างกัน มีหลักธรรมที่แตกต่างกัน

ที่ผ่านมาอาจารย์ที่สอนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหลาย มักแบ่งวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นชั้นต้น ชั้นกลางและชั้นสูง สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงลมปราณ(ชี่) ซึ่งอยู่ในระดับชั้นการฝึกลมปราณ(ชี่)เท่านั้น แล้วยังมาแบ่งเป็น ชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง สิ่งซึ่งเป็นวิชาในระดับชั้นสูงจริงๆ ในสมองของผู้ฝึกวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหลายก็คือความว่างเปล่า ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เราจะอธิบายต่อไปนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นหลักธรรมในระดับสูง นอกจากนี้ ข้าพเจ้าจะขอเปลี่ยนทัศนะ ความเข้าใจผิดๆ ของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ในการถ่ายทอดวิชาของข้าพเจ้า จะมีการกล่าวถึงสภาพการณ์ที่ไม่ดีบางอย่างในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมว่า เราจะปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งที่ปรากฏออกมาเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็จะอธิบายให้หมด นอกจากนี้ในการถ่ายทอดพลัง(กง)และหลักธรรมชั้นสูงนั้น สิ่งที่เกี่ยวโยงและปัญหาที่พบจะค่อนข้างกว้าง บางสิ่งค่อนข้างล่อแหลม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ข้าพเจ้าก็จะชี้ให้เห็น บางอย่างมาจากมิติอื่นซึ่งรบกวนต่อสังคมมนุษย์ของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รบกวนต่อวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าก็จะชี้ให้เห็นและช่วยผู้ฝึกแก้ไขให้ลุล่วงไป ปัญหาเหล่านี้ถ้าไม่แก้ไขให้ลุล่วงไป ท่านก็ไม่อาจที่จะฝึกพลัง(กง) ต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้จากมูลฐาน เราต้องถือว่าทุกท่านเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริง จึงจะทำเช่นนี้ได้ แน่นอนการเปลี่ยนแปลงความคิดของท่านอย่างฉับพลัน เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย จากการฟังการบรรยายธรรมต่อจากนี้ไป ท่านจะค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของท่าน หวังว่าทุกท่านจะสนใจฟัง ข้าพเจ้าถ่ายทอดพลัง(กง)ต่างจากผู้อื่น บางท่านถ่ายทอดพลัง(กง) เพียงอธิบายหลักสูตรของเขาอย่างย่อๆ จากนั้นก็มีการรับสื่อสัญญาณ(ซิ่นซี) สอนท่าฝึกหนึ่งชุดก็เป็นอันจบหลักสูตร พวกเราก็เคยชินกับการถ่ายทอดพลัง(กง)เช่นนี้

การถ่ายทอดพลัง(กง)จริงๆ ต้องมีการบรรยายหลักธรรมไปด้วย ในการบรรยายหลักธรรมสิบบทนี้ ข้าพเจ้าจะอธิบายหลักธรรมในระดับชั้นสูงให้กับพวกท่าน ท่านจึงจะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติได้ มิฉะนั้นก็ไม่มีทางที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม สิ่งที่อาจารย์ท่านอื่นๆ ถ่ายทอด ส่วนใหญ่เป็นวิชาระดับการขจัดโรคภัยไข้เจ็บเสริมสร้างสุขภาพ หากท่านต้องการที่จะบำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับชั้นสูง โดยที่ท่านไม่มีหลักธรรมในระดับชั้นสูงคอยชี้นำ ท่านก็ไม่อาจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้ เช่นเดียวกับการที่ท่านศึกษาเล่าเรียน ท่านนำแบบเรียนชั้นประถมไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ท่านก็ยังคงเป็นนักเรียนชั้นประถมอยู่ดีนั่นเอง บางท่านคิดว่าได้เรียนรู้วิชาพลัง(กง)ต่างๆ มาแล้ว ได้ฝึกพลัง(กง)แบบต่างๆ ได้รับประกาศนียบัตรมามากมายก่ายกอง แต่พลัง(กง)ของเขาก็ไม่อาจขึ้นสู่ระดับชั้นสูง เขาเข้าใจว่านี่คือสุดยอดและทั้งหมดของพลังลมปราณ(ชี่กง) แต่ไม่ใช่ นั่นเป็นเพียงสิ่งผิวเผินของวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง) และจัดเป็นของระดับขั้นพื้นฐาน พลังลมปราณ(ชี่กง)มิได้มีเพียงเท่านี้ มันคือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เป็นวิชาที่กว้างและลึก นอกจากนี้ในระดับต่างกัน ก็มีหลักธรรมที่แตกต่างกัน เพราะไม่เหมือนกับการฝึกลมปราณ(ชี่)ที่เรารู้จัก ต่อให้ท่านฝึกมามากมายอย่างไรก็ยังคงเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น ท่านเรียนแบบเรียนชั้นประถมของอังกฤษแล้ว แบบเรียนชั้นประถมของสหรัฐอเมริกาแล้ว แบบเรียนชั้นประถมของญี่ปุ่นแล้ว แบบเรียนชั้นประถมของจีนท่านก็เรียนแล้ว แต่ท่านก็ยังเป็นนักเรียนชั้นประถมอยู่ดี ท่านเรียนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ระดับเบื้องต้นยิ่งมาก กรอกเข้าไปจนเต็ม กลับเป็นผลเสียแก่ตัวท่าน ในตัวท่านจะยุ่งเหยิงไปหมด

ข้าพเจ้ายังจะขอย้ำในอีกปัญหาหนึ่ง เราบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ต้องมีการถ่ายทอดฝึกพลัง(กง)และบรรยายธรรมด้วย พระสงฆ์ในวัดบางแห่ง โดยเฉพาะนิกายฉันจง อาจมีความคิดอีกรูปแบบหนึ่ง คือเมื่อทราบว่าจะบรรยายธรรม เขาก็จะไม่รับฟัง เพราะเหตุใด นิกายฉันจงถือว่า หลักธรรมนี้จะมาอธิบายกันไม่ได้ เมื่ออธิบายแล้วก็ไม่ใช่หลักธรรม ไม่มีหลักธรรมที่จะอธิบายได้ ต้องรับรู้ด้วยจิตและความเข้าใจของตัวเอง เพราะฉะนั้นนิกายฉันจงจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่มีการพูดถึงหลักธรรม ตั๊กม้อแห่งนิกายฉันจง เผยแพร่หลักธรรมนี้โดยอาศัยคำพูดขององค์ศากยมุนีที่ตรัสไว้ว่า พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ท่านได้ยึดคำตรัสขององค์ศากยมุนีก่อตั้งนิกายฉันจงขึ้นมา เราขอบอกว่านิกายนี้ก็คือมุ่งเจาะสู่ทางตัน(มุดเขาวัว) ทำไมถึงเรียกว่ามุ่งเจาะสู่ทางตัน(มุดเขาวัว) ตั๊กม้อเจาะลึกในทางสายนี้ แรกเริ่มทีเดียวท่านยังคงรู้สึกว่าหนทางกว้างใหญ่มาก พอมาถึงประมุขรุ่นสอง หนทางมันก็เริ่มคับแคบลง ประมุขรุ่นที่สามยังพอไปได้ แต่พอมาถึงรุ่นที่สี่ก็ชักจะแคบมาก รุ่นห้าก็ไม่มีหนทางที่จะขยับเขยื้อนอีกเลย จนถึงประมุขรุ่นหกฮุ่ยเหนิง ก็ถึงจุดปลายสุดแล้ว ไม่สามารถเจาะต่อได้อีก ทุกวันนี้หากท่านไปศึกษานิกายฉันจง ท่านมีปัญหาอะไรที่อยากถาม ขออย่าได้ถาม เมื่อถามไปก็จะโดนไม้ตีหัวคือ “ไม้ตักเตือน” ความหมายก็คือท่านอย่าได้ถาม จะต้องไปศึกษารู้แจ้ง(อู้)เอาเอง ท่านอาจพูดว่า ผมไม่รู้อะไรจึงได้มาศึกษา จะรู้แจ้ง(อู้)ได้อย่างไร แล้วท่านกลับใช้ไม้ตีหัว นี่ก็คือได้มุ่งเจาะสู่ทางตัน(มุดเขาวัว)แล้ว ไม่มีอะไรจะอธิบายอีก ตั๊กม้อท่านเองก็พูดไว้ว่า ท่านถ่ายทอดวิชาได้เพียง 6 รุ่น หลังจากนั้นก็ไม่สามารถถ่ายทอดต่อไปได้อีก เวลาผ่านพ้นไปหลายร้อยปี จนบัดนี้ก็ยังคงมีผู้ที่ยึดหลักของนิกายฉันจงไว้อย่างเหนียวแน่น องค์ศากยมุนีพระองค์ตรัสว่า “พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน” ความหมายที่แท้จริงคืออะไร องค์ศากยมุนีอยู่ในระดับชั้นพระยูไล พระภิกษุรุ่นหลังๆ ล้วนมิได้รู้แจ้ง(อู้)ถึงระดับชั้นขององค์ศากยมุนี ระดับความนึกคิด สภาพจิตของพระองค์ และความหมายที่แท้จริงในหลักธรรมของพระองค์นั้นคืออะไร ตลอดจนสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอนว่ามีความหมายจริงๆ อย่างไร เพราะฉะนั้นคนในรุ่นหลังๆ จะมีคำอธิบาย แบบนั้น แบบนี้ อธิบายกันวุ่นวายไปหมด โดยมาลงความเห็นว่าพระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ก็คือท่านพูดไม่ได้ พูดออกมาก็ไม่ใช่พระธรรม ซึ่งความจริงแล้วมิได้มีความหมายเช่นนี้ หลังจากองค์ศากยมุนีทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์แล้ว มิใช่ว่าพระองค์จะบรรลุระดับชั้นของพระยูไลในทันที ตลอดเวลา 49 ปีที่พระองค์ทรงเผยแพร่หลักธรรม ก็ทรงยกระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่พระองค์ยกระดับขึ้นไปอีกระดับชั้นหนึ่ง หันกลับไปดูหลักธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ก็แตกต่างไป เมื่อพระองค์ได้ยกระดับสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง พระองค์ก็พบว่าหลักธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ก็แตกต่างไปอีก ตลอด 49 ปี พระองค์ทรงยกระดับสูงขึ้นตลอดเวลา ทุกครั้งที่พระองค์ทรงยกระดับชั้นสูงขึ้นหนึ่งชั้น ทรงพบว่าหลักธรรมที่ได้สั่งสอนไว้นั้นยังอยู่ในระดับพื้นฐาน พระองค์ทรงพบว่าหลักธรรมในแต่ละระดับชั้น ก็จะเป็นปรากฏการณ์ของหลักธรรมในชั้นนั้นๆ แต่ละระดับชั้นล้วนมีหลักธรรม แต่มิใช่สัจธรรมที่แท้จริงในจักรวาล และหลักธรรมในระดับยิ่งสูง ยิ่งใกล้เคียงกับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลมากกว่าหลักธรรมในระดับชั้นรองๆ ลงมา เพราะฉะนั้นพระองค์จึงได้ตรัสว่า พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน

สุดท้ายองค์ศากยมุนียังตรัสไว้ว่า ตลอดชีวิตของพระองค์ไม่ได้ทรงสอนหลักธรรมอะไรเลย นิกายฉันจงก็เข้าใจว่าหลักธรรมเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้ บั้นปลายชีวิตขององค์ศากยมุนี พระองค์ทรงบรรลุถึงระดับชั้นของพระยูไลแล้ว ทำไมพระองค์ตรัสว่า พระองค์ไม่ได้สั่งสอนหลักธรรมอะไรเลย แท้ที่จริง พระองค์ได้ตรัสถึงปัญหาอะไรหรือ พระองค์ตรัสว่า พระองค์ได้บรรลุถึงระดับชั้นของพระยูไลแล้ว พระองค์ก็ยังมองไม่เห็นสัจธรรมสูงสุด และหลักธรรมสูงสุดของจักรวาลว่าคืออะไร เพราะฉะนั้น พระองค์จึงขอให้ชนรุ่นหลัง อย่าได้ถือเอาคำสอนของพระองค์เป็นสัจธรรมที่แท้จริง เป็นสัจธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลง มิฉะนั้นจะเป็นการจำกัดให้ผู้แสวงธรรมอยู่แค่ชั้นของพระยูไลหรือต่ำกว่า ไม่สามารถบรรลุในชั้นที่สูงขึ้นไปอีก ผู้คนในภายหลังไม่เข้าใจต่อความหมายที่แท้จริงในคำสอนขององค์ศากยมุนี คิดว่าหลักธรรมพูดออกมาแล้วก็ไม่ใช่หลักธรรม เข้าใจกันเช่นนี้ ความจริงองค์ศากยมุนีท่านตรัสไว้ว่า หลักธรรมแตกต่างกันในแต่ละระดับชั้น หลักธรรมในแต่ละระดับชั้นไม่ใช่สัจธรรมของจักรวาล หลักธรรมในแต่ละระดับชั้นเป็นเครื่องชี้นำของแต่ละระดับชั้น แท้จริงแล้วพระองค์ตรัสถึงหลักธรรมเช่นนี้

ในอดีต มีผู้แสวงธรรมมากต่อมาก โดยเฉพาะในนิกายฉันจง จะเบี่ยงเบนและมีความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนมาตลอด ไม่มีการสอนชี้นำท่านแล้ว จะให้ท่านฝึกอย่างไร บำเพ็ญอย่างไร ในพุทธศาสนามีนิทานมากมาย บางคนอาจเคยอ่านมาแล้ว ในนิทานเล่าว่า เมื่อขึ้นไปอยู่บนสวรรค์แล้ว พบว่าแม้กระทั่งพระไตรปิฎก(จินกังจิง)บนสวรรค์ ยังแตกต่างจากพระไตรปิฎก(จินกังจิง)บนภพมนุษย์ ความหมายต่างกัน ตัวอักษรก็ต่างกัน ทำไมพระไตรปิฎก(จินกังจิง)บนสวรรค์กับข้างล่างจึงแตกต่างกัน บางคนก็พูดว่า คัมภีร์ในแดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)เป็นคนละเรื่องกับของข้างล่าง แท้จริงแล้วไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย ไม่เพียงตัวอักษรแตกต่างกัน ความหมายก็ไม่เหมือนกัน มีการเปลี่ยนแปลงไป ความจริงแล้วก็คือหลักธรรมอันเดียวกัน เพียงแต่ระดับชั้นต่างกัน จึงปรากฏรูปแบบให้เห็นในลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้นำให้เกิดผลที่แตกต่างกันสำหรับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมในแต่ละระดับชั้น

ทุกท่านคงทราบกันดีว่า ในพุทธศาสนามีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “ท่องแดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)ตะวันตก” กล่าวถึงพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งวิปัสสนากรรมฐาน จิตหลัก(เหวียนเสิน)ออกจากร่างไป เห็นแดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)เป็นเวลา 1 วัน เมื่อตื่นขึ้นมาเวลาบนโลกมนุษย์ได้ผ่านพ้นไป 6 ปี เขาได้เห็นอะไรหรือไม่ เขาได้เห็นแล้ว แต่สิ่งที่เขาพบเห็น มิใช่ความเป็นจริง เพราะเหตุใด เพราะระดับชั้นของเขายังไม่สูงพอ สิ่งที่เห็นเป็นเพียงปรากฏการณ์ของพุทธธรรมในระดับชั้นที่เขาควรจะเห็น เนื่องจากแดนสุขาวดีที่เขาได้เห็นนั้น ก็คือปรากฏการณ์ที่ประกอบขึ้นจากหลักธรรม เพราะฉะนั้นเขาจึงยังไม่สามารถเห็นความเป็นจริง พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนที่ข้าพเจ้าพูดถึงก็คือความหมายนี้

อ่านต่อ หน้า1  หน้า2  หน้า3  หน้า4  หน้า5  หน้า6  หน้า7

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook