บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 2

เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์

มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)หลายท่าน ได้พูดถึงเรื่องตาทิพย์ แต่หลักธรรมจะปรากฏรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละระดับชั้น คนเมื่อบำเพ็ญปฏิบัติธรรมถึงชั้นไหน เขาก็จะสามารถมองเห็นภาพในระดับชั้นนั้นเท่านั้น เกินกว่าระดับชั้นนั้นเขาก็จะมองไม่เห็นภาพที่แท้จริง และก็ไม่เชื่อด้วย เพราะฉะนั้น เขาคิดว่าสิ่งที่เขามองเห็นในระดับชั้นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ขณะที่เขายังบำเพ็ญปฏิบัติไม่ถึงระดับสูง เขาคิดว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีตัวตน ไม่น่าเชื่อ นี่ถูกกำหนดโดยระดับชั้น ความนึกคิดของเขาก็ไม่สามารถยกระดับให้สูงขึ้นได้ กล่าวคือในปัญหาเกี่ยวกับตาทิพย์ บางคนบอกว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ พูดกันจนสับสน ก็ไม่มีใครสักคนที่พูดได้ชัดเจน ความจริงแล้วเรื่องตาทิพย์ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนในระดับชั้นที่ต่ำ ที่ผ่านมาเพราะว่าโครงสร้างของตาทิพย์ถือว่าเป็นความลับแห่งความลับ จะไม่ให้คนธรรมดาสามัญรู้ เพราะฉะนั้นในประวัติศาสตร์แต่ไหนแต่ไรมา ไม่มีใครพูดถึง ส่วนของเราจะไม่พูดวกไปวนมาเกี่ยวกับทฤษฎีที่ผ่านมาในอดีต เราจะอาศัยวิทยาศาสตร์และภาษาปัจจุบันที่เข้าใจง่ายมาอธิบาย และพูดถึงปัญหาแก่นแท้ของมัน

ตาทิพย์ที่เราพูดถึง ความจริงแล้วอยู่บริเวณจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว 2 ข้างเหนือขึ้นไปเล็กน้อย ณ ตำแหน่งที่เชื่อมต่อกับต่อมไพเนียล นี่คือช่องทางหลัก ร่างกายมนุษย์เรายังมีดวงตามากมาย สายเต๋าถือว่าจุดทวารทุกจุดเป็นดวงตา สายเต๋าเรียกจุดลมปราณของร่างกายว่าจุดทวาร การแพทย์จีนเรียกว่าจุดลมปราณ สายพุทธถือว่าทุกรูขุมขนคือดวงตา เพราะฉะนั้นบางคนใช้หูอ่านหนังสือ บ้างก็ใช้มือ ใช้สมองส่วนหลังดู ยังมีที่ใช้เท้า ใช้ท้องดู ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น

พูดถึงเรื่องตาทิพย์ ก่อนอื่นขอพูดถึงดวงตาทั้ง 2 ข้างของเรา ปัจจุบันบางคนคิดว่า ดวงตาคู่นี้ของเราสามารถมองเห็นสสารและสิ่งของทุกอย่างในโลกนี้ บางคนจึงมีความคิดที่ยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลง เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาสามารถมองเห็นได้ด้วยดวงตาจึงจะมีตัวตน สิ่งที่เขามองไม่เห็นก็จะไม่เชื่อ ในอดีตเราคิดว่า คนประเภทนี้มีการรับรู้(อู้)ไม่ดี บางคนก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมการรับรู้(อู้)ไม่ดี สิ่งที่มองไม่เห็นก็จะไม่เชื่อ ฟังดูมีเหตุผล แต่เมื่อมองในระดับสูงขึ้นไปอีก ก็จะไม่มีเหตุผล ในมิติกาลเวลาต่างๆ ล้วนประกอบขึ้นจากสสาร แน่นอน มิติกาลเวลาที่ต่างกันย่อมประกอบมาจากสสารที่ต่างกัน และมีชีวิตปรากฏออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่าง ในพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ปรากฏการณ์ทุกอย่างในสังคมมนุษย์นั้นเป็นเพียงภาพหลอน ไม่เป็นความจริง ทำไมจึงเป็นภาพหลอน เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามีวัตถุวางไว้อยู่ตรงหน้า ทำไมถึงกล่าวว่าเป็นเพียงภาพหลอน รูปแบบการคงอยู่ของวัตถุก็เป็นอย่างนี้ แต่รูปแบบที่ปรากฏของมันไม่ใช่เช่นนี้ ส่วนดวงตาของเรากลับมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง สามารถทำให้วัตถุในมิติวัตถุของเราคงที่อยู่ในสภาพที่เราเห็นในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่อยู่ในสภาพเช่นนี้ ในมิติของเรานี้มันก็ไม่ใช่อยู่ในสภาพเช่นนี้ เช่นเมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ดูคนเราจะมีสภาพเป็นอย่างไร ร่างกายทั้งหมดอยู่ในสภาพกระจัดกระจาย ประกอบขึ้นจากโมเลกุลเล็กๆ ราวกับทรายเม็ดเล็กๆ มีการเคลื่อนไหว อิเล็กตรอนวิ่งรอบนิวเคลียส ร่างกายของเราทุกส่วนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ผิวนอกของร่างกายไม่เกลี้ยงเกลาและไม่เป็นระเบียบ ในจักรวาลไม่ว่าจะเป็นวัตถุ เหล็กกล้า เหล็ก ก้อนหิน ล้วนไม่แตกต่างกัน โมเลกุลภายในของมันก็เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา รูปแบบทั้งหมดท่านมองไม่เห็น ความจริงแล้วมันไม่อยู่นิ่ง อย่างเช่นโต๊ะตัวนี้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่ดวงตากลับมองไม่เห็นสภาพความเป็นจริง ดวงตาคู่นี้สามารถสร้างภาพที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

ไม่ใช่ว่าเรามองไม่เห็นสิ่งที่เป็นจุลภาค มิใช่เพราะมนุษย์เราไร้ความสามารถทางด้านนี้ แต่มนุษย์เรามีความสามารถเช่นนี้มาโดยกำเนิด สามารถมองเห็นสิ่งที่เป็นจุลภาคในระดับหนึ่ง แต่เหตุเพราะหลังจากที่มนุษย์เรามีดวงตาคู่นี้ในมิติวัตถุนี้ จึงสามารถสร้างภาพหลอนให้แก่คน ให้คนมองไม่เห็น เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเรามักจะพูดกันว่า สิ่งที่มนุษย์เรามองไม่เห็นก็จะไม่ยอมรับ ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะถือว่าบุคคลผู้นี้มีการรับรู้(อู้)ไม่ดี ตกอยู่ในภาพหลอนของคนธรรมดาสามัญ ตกอยู่ในวังวนของคนธรรมดาสามัญ ทางศาสนามักมีคำกล่าวเช่นนี้เสมอ ความจริงเราก็ว่ามีเหตุผล

ดวงตาคู่นี้สามารถทำให้สิ่งของในมิติวัตถุปัจจุบันของเราคงที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ นอกจากนี้แล้วมันไม่มีความสามารถอื่นๆ อีกเลย คนมองสิ่งของ ก็มิใช่เกิดภาพโดยตรงที่ดวงตา ดวงตาก็เหมือนกับเลนส์ของกล้องถ่ายรูป เป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่ง มองระยะไกลก็จะต้องขยายระยะเลนส์ให้ยาวออกไป ดวงตาของเราก็ทำงานในลักษณะนี้ เวลาดูในที่มืด ตาดำก็จะเปิดกว้าง กล้องถ่ายรูปเวลาเราจะถ่ายในที่มืด ก็ต้องเปิดหน้าเลนส์ให้กว้าง มิฉะนั้นแสงจะไม่พอ รูปก็จะดำ เมื่อเราเดินไปในที่สว่างมาก ตาดำก็จะหดเล็กลงทันที มิฉะนั้นตาก็จะพร่า เห็นไม่ชัด กล้องถ่ายรูปก็ใช้ทฤษฎีนี้ เลนส์กล้องก็ต้องให้หดเล็กลง มันเพียงสามารถเก็บภาพวัตถุ มันเป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่ง เวลาเราดูสิ่งของ ดูคน ดูรูปแบบที่คงอยู่ของวัตถุ จะเกิดเป็นภาพขึ้นในสมองใหญ่ของคน กล่าวคือดูผ่านดวงตาของคน แล้วค่อยส่งสัญญาณภาพผ่านประสาทตาส่งไปยังต่อมไพเนียลซึ่งอยู่ในส่วนครึ่งหลังของสมองใหญ่ และให้มันสะท้อนเป็นภาพ ณ บริเวณนี้ ซึ่งก็คือส่วนที่สะท้อนเป็นภาพและมองเห็นสิ่งของที่แท้จริง คือต่อมไพเนียลในสมองใหญ่ของเรา การแพทย์ปัจจุบันก็ยอมรับในจุดนี้

เราพูดถึงการเปิดตาทิพย์ก็คือการหลีกเลี่ยงประสาทตาของคน โดยเปิดช่องทางระหว่างคิ้วของคนขึ้นมาหนึ่งช่องทาง ให้ต่อมไพเนียลมองออกไปภายนอกโดยตรง นี่ก็คือการเปิดตาทิพย์ บางท่านอาจจะคิดว่า นี่ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่างน้อยดวงตาคู่นี้ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือได้ มันสามารถจับภาพวัตถุ ไม่มีดวงตาก็จะทำไม่ได้ การแพทย์ปัจจุบันค้นพบว่า ส่วนครึ่งหน้าของต่อมไพเนียล มีองค์ประกอบทุกอย่างเช่นเดียวกับดวงตา เพราะว่ามันอยู่ภายในสมองของคน เขาจึงพูดว่าเป็นดวงตาที่เสื่อมประสิทธิภาพแล้ว แต่จะเป็นดวงตาที่ประสิทธิภาพเสื่อมหรือไม่ วงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเรายังไม่ขอออกความเห็น อย่างน้อยในการแพทย์ปัจจุบันก็ได้ยอมรับแล้วว่า ในสมองส่วนกลางของคนมีดวงตาอยู่ดวงหนึ่ง ช่องทางที่เราเปิดก็พอดีตรงกับจุดนี้ ซึ่งตรงกับที่การแพทย์ปัจจุบันเข้าใจ ดวงตาดวงนี้ไม่เหมือนกับดวงตาที่สร้างภาพหลอนให้เราคู่นี้ มันสามารถมองเห็นธาตุแท้ของสิ่งของ มองเห็นธาตุแท้ของวัตถุ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีตาทิพย์ระดับสูงๆ เขาสามารถมองทะลุจากมิติของเราไปยังมิติอื่น สามารถมองเห็นภาพที่คนธรรมดาสามัญมองไม่เห็น คนที่ระดับชั้นไม่สูงนักก็สามารถมีพลังทะลุทะลวง มองเห็นของทะลุกำแพง มองทะลุร่างกายคน มันก็เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติพิเศษเช่นนี้

สายพุทธกล่าวถึงเบญจจักษุ ประกอบด้วย มังสจักษุ(โย่วเอี่ยนทง) ทิพยจักษุ(เทียนเอี่ยนทง) ปัญญาจักษุ(ฮุ่ยเอี่ยนทง) ธรรมจักษุ(ฝาเอี่ยนทง) และพุทธจักษุ(ฝอเอี่ยนทง) นี่คือห้าระดับชั้นใหญ่ของตาทิพย์ แต่ละระดับยังแบ่งเป็น สูง กลาง ต่ำ สายเต๋าแบ่งธรรมจักษุเป็น 81 ชั้น ข้าพเจ้าจะเปิดตาทิพย์ให้กับพวกเราทุกคน แต่จะไม่เปิดให้ที่ระดับทิพยจักษุหรือต่ำกว่า เพราะอะไร แม้ว่าท่านจะนั่งอยู่ ณ ที่นี้ เริ่มบำเพ็ญปฏิบัติแล้ว แต่ท่านก็เพิ่งจะเริ่มต้นจากคนธรรมดาสามัญ จิตยึดติดหลายๆ อย่างของคนธรรมดาสามัญยังไม่ได้ละวาง แต่หากเปิดให้ที่ระดับทิพยจักษุหรือต่ำกว่าให้แล้ว ท่านก็จะมีสิ่งที่คนทั่วไปเห็นว่าเป็นความสามารถพิเศษ ท่านจะสามารถมองทะลุผนัง ทะลุร่างกายคน หากเราถ่ายทอดพลังความสามารถพิเศษนี้ให้คนในวงกว้าง เปิดให้ทุกคนถึงระดับนี้ ก็จะรบกวนสังคมมนุษย์อย่างรุนแรง ทำลายการดำเนินชีวิตตามปกติในสังคมมนุษย์ ไม่สามารถรักษาความลับของชาติ คนเราจะสวมเสื้อผ้าหรือไม่ก็ไม่แตกต่างกัน คนนั่งอยู่ในห้อง ท่านสามารถมองเห็นจากภายนอก เดินไปบนถนนเห็นล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ท่านก็สามารถคว้าเอามาเป็นของท่าน จะให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้ พวกเราลองคิดดู ทุกคนเปิดทิพยจักษุกันหมด นั่นยังจะเป็นสังคมมนุษย์อีกหรือ การรบกวนความเป็นอยู่ในสังคมมนุษย์อย่างรุนแรงเช่นนี้ จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้โดยเด็ดขาด หากข้าพเจ้าสามารถเปิดให้กับท่านถึงระดับนี้ ท่านอาจจะตั้งตัวเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ขึ้นมาทันที คนที่คิดอยากเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) เมื่อทิพยจักษุเปิดแล้ว ก็จะนำไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้อื่น มิเท่ากับข้าพเจ้านำท่านไปสู่ทางที่ผิดหรือ

ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะเปิดให้แก่ท่านในระดับไหน จะเปิดให้ในระดับ ปัญญาจักษุ หากเปิดในระดับชั้นสูงกว่านี้จิต(ซินซิ่ง)ของท่านยังไม่มั่นคงพอ เปิดในระดับต่ำกว่าจะเป็นการทำลายสภาพสังคมมนุษย์อย่างรุนแรง เปิดในระดับปัญญาจักษุ ท่านไม่มีความสามารถมองทะลุผนังหรือมองทะลุร่างกายคน แต่ท่านก็สามารถมองเห็นภาพในมิติอื่นได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไร มันจะสามารถเพิ่มความมั่นใจในการฝึกพลัง(กง)ให้แก่ท่าน ท่านจะสามารถมองเห็นสิ่งที่คนธรรมดาสามัญมองไม่เห็นอย่างชัดเจน จะรู้สึกว่ามันมีตัวตนอยู่จริง เวลานี้ไม่ว่าท่านจะเห็นชัดหรือไม่ ก็จะเปิดให้ท่านในระดับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกพลัง(กง)ของท่าน ผู้บำเพ็ญหลักธรรมใหญ่นี้ จะต้องเข้มงวดต่อการพัฒนาจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็จะได้รับผลเช่นเดียวกัน

อะไรเป็นตัวกำหนดระดับชั้นของตาทิพย์ของคน มิได้หมายความว่าเปิดตาทิพย์ให้ท่านแล้วท่านก็จะสามารถมองเห็นได้ทุกอย่าง มิใช่เช่นนั้น ยังมีการแบ่งระดับชั้น และการแบ่งระดับชั้นนี้ กำหนดโดยอะไร มีด้วยกัน 3 มูลเหตุ มูลเหตุประการแรกก็คือตาทิพย์ของคนจากภายในสู่ภายนอกจะต้องมีพลังสนาม เราเรียกว่าสิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่) มันบังเกิดผลอย่างไร เช่นเดียวกับจอโทรทัศน์ หากไม่มีสารเรืองแสง เมื่อเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ ก็เหมือนกับหลอดไฟดวงหนึ่ง มีแต่แสงสว่างไม่มีภาพ เนื่องจากบนจอภาพมีการฉาบปรอทเรืองแสง มันจึงสามารถปรากฏเป็นภาพต่างๆ ออกมา แน่นอนตัวอย่างที่ยกมากล่าวนี้ยังไม่ค่อยเหมาะสมนัก เพราะว่าเรามองดูโดยตรง แต่ภาพปรากฏขึ้นบนจอได้ต้องอาศัยสารเรืองแสง นี่คือความหมายคร่าวๆ สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)นี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งนัก คือประกอบด้วยสิ่งสุดยอดซึ่งได้มาจากการผันแปรของกุศล โดยมากสิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ในหมื่นคนอาจมีเพียง 2 คนที่จะอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน

ระดับชั้นของตาทิพย์ก็คือ ปรากฏการณ์ของหลักธรรมในจักรวาลของเรานี้ เป็นสิ่งที่เหนือธรรมดา สัมพันธ์กับจิต(ซินซิ่ง)ของคนเราอย่างแน่นแฟ้น หากจิตของเราต่ำ ระดับชั้นของเราก็จะต่ำด้วย เพราะเมื่อจิต(ซินซิ่ง)ต่ำ สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)ของเขาก็กระจายหายไปมาก หากว่าบุคคลผู้นี้มีจิต(ซินซิ่ง)สูง ในสังคมมนุษย์ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่เขาจะไม่ถือลาภยศชื่อเสียง ความขัดแย้งระหว่างคน ผลประโยชน์ส่วนตัว และกิเลสตัณหาเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)ของเขาอาจจะรักษาไว้ได้ดี เพราะฉะนั้นหลังจากตาทิพย์เปิดแล้ว ก็จะมองเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน เด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ตาทิพย์เปิดแล้วจะเห็นได้ชัดเจนและเปิดได้ง่าย เพียงคำพูดคำเดียวก็สามารถเปิดได้

กระแสที่เชี่ยวกรากและความแปดเปื้อนในสังคมมนุษย์ สิ่งที่มนุษย์เราคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้อง ความจริงแล้วมีหลายเรื่องมักจะเป็นเรื่องที่ผิด ทุกคนล้วนต้องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีใช่หรือไม่ เมื่อคิดจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดี ก็อาจจะต้องเบียดเบียนผลประโยชน์ของผู้อื่น อาจมีความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น อาจคิดเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น รังแกผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่น เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นอยู่ตลอดเวลา พฤติกรรมเช่นนี้สวนทางกับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลมิใช่หรือ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์คิดว่าถูก มันไม่แน่นอนเสมอไปว่าถูก อย่างเช่นการสอนเด็ก ผู้ใหญ่มักจะต้องการให้เขาสามารถตั้งตัวได้ในสังคม จึงสอนเขาตั้งแต่เด็กว่า “เจ้าต้องเป็นคนฉลาดเจ้าเล่ห์” “ความฉลาดเจ้าเล่ห์” ในจักรวาลของเรานี้มองเป็นสิ่งผิด เพราะว่าเราเน้นให้เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในด้านผลประโยชน์ส่วนตัว เขาฉลาดเจ้าเล่ห์ ก็เพื่อที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว “หากถูกใครรังแก เจ้าก็ไปฟ้องครู ไปฟ้องผู้ปกครองของเขา” “เมื่อเห็นเงินเจ้าต้องเก็บ” สั่งสอนเขาเช่นนี้ ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ เด็กคนนี้รับเอาสิ่งต่างๆ ไว้มาก ความเห็นแก่ตัวของเขาในสังคมนับวันก็จะเพิ่มมากขึ้น เขาก็คิดจะเอารัดเอาเปรียบ เขาก็จะสูญเสียกุศล

กุศล สสารชนิดนี้เมื่อสูญเสียไป ไม่ได้กระจายหายไปไหน แต่ไปผันแปรให้กับผู้อื่น แต่สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)ของเขาจะกระจายหายไป หากบุคคลผู้นี้เจ้าเล่ห์ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ เห็นผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ คนประเภทนี้ต่อให้ตาทิพย์เปิดแล้ว ก็จะมองเห็นได้ไม่ชัด แต่มิใช่ว่าจากนี้ไปจะใช้ไม่ได้ตลอดไป เพราะอะไร เพราะว่าในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของพวกเรานั้น ก็คือการกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ก็จะเสริมสร้างชดเชยอย่างต่อเนื่อง ชดเชยให้ใหม่ เพราะฉะนั้นจึงต้องเน้นจิต(ซินซิ่ง) เราเน้นการยกระดับทุกส่วนให้สูงขึ้น เมื่อจิต(ซินซิ่ง)ยกระดับสูงขึ้น สิ่งอื่นๆ ก็พลอยสูงตามขึ้นไปด้วย จิต(ซินซิ่ง)ไม่สูงขึ้นมา สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)ของตาทิพย์นั้นก็จะไม่ชดเชยกลับคืนมา นี่ก็คือเหตุผล

มูลเหตุประการที่ 2 คือ ขณะที่เราฝึกพลัง(กง)นั้น คนที่รากฐาน(เกินจี)ดีก็จะสามารถฝึกจนตาทิพย์เปิดได้ บางคนเมื่อตาทิพย์แรกเปิด เขาจะตกใจ เพราะเหตุใดจึงตกใจ เพราะโดยทั่วไปการฝึกพลัง(กง)จะเลือกฝึกในตอนกลางดึก ท่ามกลางความเงียบสงัด เขาฝึกไปฝึกไป ทันใดนั้นจะเห็นดวงตาดวงใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้า จึงทำให้เขาตกใจ บางคนถึงกับตะลึงจนไม่กล้าที่จะฝึกพลัง(กง)ต่อไป ก็น่าตกใจ เพราะอยู่ๆ ก็มีดวงตาดวงใหญ่มองดูเขา กระพริบอยู่ตรงหน้า เป็นภาพที่ชัดเจนยิ่งนัก ดังนั้นบางคนเรียกดวงตานี้ว่าดวงตามาร บางคนก็เรียกว่าพุทธจักษุ ความจริงแล้วก็คือดวงตาของท่านเอง แน่นอนการบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ที่ตัวเอง พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์ การแปรเปลี่ยนพลัง(กง)ของผู้ที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรม เป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างจะสลับซับซ้อนในมิติอื่น ไม่เฉพาะแต่ในอีกมิติหนึ่งเท่านั้น ในทุกๆ มิติ ร่างกายในแต่ละมิติจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ท่านจะทำเองได้หรือ ทำไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยอาจารย์ช่วยจัดการให้ อาจารย์เป็นผู้ทำให้ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวกันว่าการบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ที่ตัวเอง พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์ ท่านเพียงแต่มีความปรารถนาแบบนี้ มีความคิดเช่นนี้ แท้จริงแล้วเรื่องนี้อาจารย์จะเป็นผู้กระทำให้

บางคนฝึกเองจนตาทิพย์เปิด เราพูดว่าเป็นดวงตาของท่าน แต่ตัวท่านเองไม่สามารถผันแปรมันได้ บางท่านมีอาจารย์ อาจารย์เห็นว่าตาทิพย์ของท่านเปิดแล้ว ก็จะผันแปรดวงตาให้ท่าน 1 ดวง เรียกว่าดวงตาแท้ แน่นอนบางท่านไม่มีอาจารย์ แต่อาจมีอาจารย์สักท่านผ่านมาเห็นเข้า สายพุทธกล่าวไว้ว่า พระพุทธมีอยู่ทั่วทุกแห่งหน มีมากถึงระดับนี้ บ้างก็พูดว่าสูงจากศีรษะขึ้นไป 3 ฟุตก็มีเทพอยู่ ก็คือมีมากเหลือเกิน อาจารย์ที่ผ่านมาเห็นท่านฝึกได้ดี ตาทิพย์ก็เปิดแล้ว ขาดแต่ดวงตา ก็จะผันแปรดวงตาให้ท่าน ก็ถือว่าท่านฝึกออกมาเอง เพราะการช่วยเหลือให้หลุดพ้น(ตู้) จะไม่คำนึงถึงเงื่อนไข ไม่พูดถึงสิ่งตอบแทน ไม่คิดค่าจ้าง และไม่คำนึงถึงชื่อเสียง สูงส่งกว่าบุคคลที่เรายกย่องว่าเป็นบุคคลตัวอย่างในสังคมเสียอีก ทั้งหมดนี้เกิดจากเมตตาจิต

ตาทิพย์ของคนเมื่อเปิดแล้ว จะปรากฏสภาพอย่างหนึ่ง แสงเจิดจ้าจนรู้สึกแสบตาอย่างมาก ความจริงแล้วไม่ใช่จะกระตุ้นดวงตาของท่าน แต่เป็นการกระตุ้นต่อมไพเนียลของท่าน ท่านรู้สึกแสบตา เพราะท่านยังไม่มีดวงตาแท้ดวงนี้ เมื่อให้ดวงตานี้แก่ท่านแล้ว ท่านจะไม่รู้สึกแสบตาอีกต่อไป พวกเราส่วนหนึ่งจะรู้สึกได้ จะมองเห็นดวงตาดวงนี้ได้ เพราะว่ามันมีธาตุแท้เช่นเดียวกับจักรวาล ไร้เดียงสาอยากรู้อยากเห็น และจะมองเข้าไปข้างใน ดูว่าตาทิพย์ของท่านเปิดหรือยัง มองเห็นได้หรือไม่ มันจะมองเข้าไปข้างในเพื่อดูท่าน ในเวลานี้ตาทิพย์ของท่านก็เปิดแล้ว ขณะที่มันเพ่งมองท่านอยู่ ทันใดนั้นท่านก็เห็นมัน ก็จะสะดุ้งตกใจ จริงๆ แล้วมันเป็นดวงตาของท่าน ต่อจากนี้ไปท่านจะมองดูอะไรก็มองผ่านดวงตานี้ ท่านไม่มีดวงตานี้ก็จะมองไม่เห็น ต่อให้ตาทิพย์เปิดแล้วก็มองไม่เห็น

มูลเหตุประการที่ 3 ก็คือ การทะลุของระดับชั้นจะปรากฏความแตกต่างของแต่ละมิติ นี่ก็คือเรื่องของการกำหนดระดับชั้นอย่างแท้จริง การมองสิ่งของนอกจากช่องทางหลักของเราแล้ว ยังมีช่องทางรองอีกมากมาย สายพุทธกล่าวว่ามีดวงตาหนึ่งดวงในแต่ละรูขุมขน สายเต๋าก็กล่าวว่าทวารทุกจุดในร่างกายล้วนเป็นดวงตา ก็คือจุดลมปราณทุกจุดคือดวงตา แน่นอนสิ่งที่เขาพูดถึงคือรูปแบบหนึ่งที่หลักธรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ทุกๆ จุดมีความสามารถที่จะมองเห็นได้

ระดับชั้นที่พวกเราพูดถึงแตกต่างจากสิ่งนี้ นอกจากช่องทางหลักแล้ว ในระหว่างคิ้ว หนังตาด้านบน หนังตาด้านล่างและระหว่างกลางของตาทั้งสอง ยังมีช่องทางรองที่สำคัญๆ อีกหลายทาง สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดเรื่องของการทะลุระดับชั้น แน่นอนผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมทั่วไป หากจุดต่างๆ ที่พูดถึงนี้สามารถมองเห็น แสดงว่าบุคคลผู้นี้ได้บรรลุถึงระดับสูงมากแล้ว บางคนมองเห็นด้วยดวงตา เนื่องจากเขาบำเพ็ญปฏิบัติจนสำเร็จเป็นตาทิพย์ และมีรูปแบบความสามารถพิเศษต่างๆ แต่หากไม่ควบคุมดวงตาให้ดี เวลาเขามองสิ่งนี้ ก็จะมองไม่เห็นสิ่งนั้น ก็ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นมีบางคนมักจะใช้ดวงตาข้างหนึ่งมองฝั่งนั้น อีกข้างหนึ่งมองฝั่งนี้ แต่ส่วนใต้ตาข้างนี้(ตาขวา)ไม่มีช่องทางรอง เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักธรรม คนเราเวลาทำในเรื่องไม่ดีไม่งามมักชอบใช้ตาขวา ดังนั้นใต้ตาขวาจึงไม่มีช่องทางรอง นี่คือช่องทางรองหลักๆ ที่จะปรากฏออกมาในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพ

เมื่อขึ้นไปจนถึงระดับชั้นสูงมากๆ หลุดพ้นจากการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพแล้ว ยังจะปรากฏดวงตาที่คล้ายกับดวงตาซ้อน นั่นคือบริเวณใบหน้าส่วนบนจะบังเกิดดวงตาใหญ่หนึ่งดวง ภายในมีตาเล็กๆ มากมาย ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงๆ บางท่าน บำเพ็ญปฏิบัติจนกระทั่งมีดวงตามากมายเต็มใบหน้า ดวงตาทั้งหมดจะมองผ่านดวงตาใหญ่ คิดจะดูอะไรก็มองเห็นสิ่งนั้น มองทะลุทุกระดับชั้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ที่วิจัยสัตว์และแมลงทำการค้นคว้าแมลงวัน ตาของแมลงวันใหญ่มาก เมื่อนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ จะมองเห็นภายในประกอบด้วยตาเล็กๆ นับไม่ถ้วน เรียกว่าดวงตาซ้อน เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติในระดับชั้นสูงมากๆ ก็อาจมีสภาพเช่นนี้ปรากฏออกมา จะต้องสูงกว่าระดับชั้นของพระยูไลมากมายจึงจะปรากฏสภาพเช่นนี้ได้ แต่คนธรรมดาสามัญกลับมองไม่เห็น ระดับทั่วๆ ไปก็มองไม่เห็นว่ามันมีอยู่ เพียงมองเห็นว่าเหมือนกับคนธรรมดาสามัญ เพราะว่ามันอยู่ในมิติอื่น นี่เป็นการพูดถึงการทะลุระดับชั้น ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการสามารถทะลุมิติต่างๆ

โดยหลักข้าพเจ้าได้อธิบายโครงสร้างของตาทิพย์ให้พวกเราได้ทราบแล้ว เราใช้กำลังจากภายนอกเปิดตาทิพย์ให้แก่ท่าน ซึ่งจะรวดเร็วและง่ายกว่า ขณะที่ข้าพเจ้าอธิบายเกี่ยวกับตาทิพย์นั้น พวกเราทุกคนจะรู้สึกว่าบริเวณหน้าผากตึงและแน่น กล้ามเนื้อขมวดและเจาะเข้าข้างใน เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ เป็นเช่นนี้จริงๆ คนที่ตั้งใจมาบำเพ็ญหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ทุกคนจะรู้สึกเช่นนี้ มีกำลังค่อนข้างแรง หมุนเข้าข้างใน เราส่งพลัง(กง)ที่ใช้เฉพาะสำหรับเปิดตาทิพย์เพื่อเปิดให้ท่าน ขณะเดียวกันก็ส่งธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ออกไปช่วยเสริมสร้างให้แก่ท่าน ขณะที่เราพูดถึงเรื่องตาทิพย์นั้น ขอเพียงเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ข้าพเจ้าจะเปิดให้ทุกคน แต่มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถมองเห็นได้ชัด และไม่แน่เสมอไปว่าทุกคนจะสามารถมองเห็นได้ นี่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวของท่าน แต่ไม่เป็นไร ท่านมองไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ บำเพ็ญปฏิบัติ เมื่อท่านยกระดับสูงขึ้น ท่านจะค่อยๆ มองเห็นได้ จากเห็นไม่ชัดเจนจนกระทั่งชัดเจน ขอเพียงท่านบำเพ็ญปฏิบัติอย่างตั้งใจและแน่วแน่ สิ่งที่ท่านสูญหายไปก็จะกลับคืนมา

การเปิดตาทิพย์ด้วยตัวเองค่อนข้างลำบาก ข้าพเจ้าขอพูดถึงบางรูปแบบของการเปิดตาทิพย์ด้วยตนเอง อาทิเช่นบางคนเวลานั่งสมาธิ และมองดูบริเวณหน้าผาก มองดูตาทิพย์ จะรู้สึกว่าบริเวณหน้าผากดำสนิท อะไรก็ไม่มี นานเข้าเขาจะรู้สึกว่าบริเวณหน้าผากจะเริ่มเปลี่ยนเป็นขาว บำเพ็ญปฏิบัติต่อไปอีกระยะหนึ่ง เขาจะพบว่าหน้าผากจะเริ่มสว่าง หลังจากนั้นจะแดง ถึงจุดนี้มันจะเปิดออก เหมือนกับดอกไม้ที่บานออกเหมือนที่เห็นในภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ ดอกตูมบานในชั่วพริบตา จะมีภาพเช่นนี้ปรากฏ สีแดงเดิมที่ราบเรียบ อยู่ดีๆ ก็จะนูนขึ้นมา ดันออกมาจากภายในอย่างต่อเนื่อง ท่านคิดจะให้มันดันออกมาให้หมด 8 ปี 10 ปี ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะว่าตาทิพย์ถูกปิดตาย

บางคนตาทิพย์ไม่ได้ถูกปิดตาย มันมีช่องทาง แต่เพราะว่าเขาไม่ได้ฝึกพลัง(กง) ไม่มีพลังงาน เพราะฉะนั้นขณะที่เขาฝึกพลัง(กง) ทันใดนั้นก็จะปรากฏสิ่งกลมๆ สีดำอยู่ตรงหน้า เมื่อฝึกพลัง(กง)นานเข้า มันจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นขาว จากขาวค่อยๆ สว่างขึ้นสว่างขึ้น จนรู้สึกแสบตา บางคนถึงกับพูดว่า ฉันมองเห็นดวงอาทิตย์แล้ว ฉันมองเห็นดวงจันทร์แล้ว ความจริงท่านไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์หรอก สิ่งที่ท่านเห็นนั้นคืออะไร ก็คือช่องทางเส้นนี้ บางคนสามารถทะลุระดับชั้นได้ค่อนข้างเร็ว เมื่อใส่ดวงตาให้แล้ว ก็สามารถมองเห็นได้โดยตรง แต่บางคนก็ยาก เขาวิ่งไปตามช่องทางนี้ บ้างก็เหมือนอุโมงค์ บ้างก็เหมือนบ่อน้ำ เมื่อฝึกพลัง(กง)ก็จะพุ่งออกไปภายนอก แม้กระทั่งเวลานอนหลับก็ยังรู้สึกว่าตัวเองวิ่งไปสู่ภายนอก บางคนรู้สึกเหมือนกับขี่ม้า บางคนรู้สึกว่าตัวเองกำลังบินอยู่กำลังวิ่งอยู่ บ้างก็รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในรถพุ่งออกไปข้างหน้า แต่ก็รู้สึกว่าพุ่งออกไปอย่างไรก็ไม่ถึงสุดทางสักที เพราะว่าการเปิดตาทิพย์ด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ยากมาก สายเต๋าเปรียบร่างกายมนุษย์เป็นจักรวาลเล็ก ถ้าเป็นจักรวาลเล็ก พวกเราลองคิดดู จากบริเวณหน้าผากไปถึงต่อมไพเนียลในสมองยาวมากกว่าสิบหมื่นแปดพันลี้ ดังนั้นเขาจึงมีความรู้สึกว่าพุ่งออกไป แต่ไปไม่ถึงปลายทางสักที

สายเต๋าเปรียบร่างกายของเราเหมือนกับจักรวาลเล็ก มีเหตุผลมาก ไม่ได้หมายความว่าส่วนประกอบและโครงสร้างของร่างกายจะเหมือนกับจักรวาล ไม่ได้พูดถึงรูปแบบที่คงอยู่ของร่างกายที่อยู่ในมิติวัตถุนี้ เราพูดถึง ปัจจุบันสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเกี่ยวกับสสารที่เล็กกว่าเซลล์ของร่างกายมีสภาพเป็นอย่างไร องค์ประกอบของแต่ละโมเลกุล เล็กกว่าโมเลกุลคืออะตอม โปรตอน นิวเคลียสอะตอม อิเล็กตรอน ควาร์ก สสารที่เล็กที่สุดที่วิจัยพบในปัจจุบันคือนิวทริโน ถ้าเช่นนั้นอนุภาคที่เล็กที่สุดคืออะไร เป็นเรื่องลำบากที่จะทำการวิจัยค้นคว้า องค์ศากยมุนีในบั้นปลายของชีวิตได้ตรัสไว้ว่า “ใหญ่จนไม่มีขอบเขต เล็กจนไม่มีที่สุดของภายใน” ความหมายคืออะไร ในระดับของพระยูไลนั้น ใหญ่จนมองไม่เห็นขอบเขตของจักรวาล เล็กจนมองไม่เห็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสาร เพราะฉะนั้นพระองค์ตรัสไว้ว่า “ใหญ่จนไม่มีขอบเขต เล็กจนไม่มีที่สุดของภายใน”

องค์ศากยมุนียังตรัสถึงทฤษฎีโลกใหญ่สามพันใบว่า ในจักรวาลของเรานี้ ในระบบทางช้างเผือกของเรานี้ ยังมีดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตซึ่งมีร่างกายคล้ายมนุษย์อยู่สามพันดวง ท่านยังตรัสอีกว่า ภายในทรายเม็ดหนึ่งยังมีโลกใหญ่เช่นนี้อยู่อีก 3 พันใบ ทรายเม็ดหนึ่งก็เหมือนหนึ่งจักรวาล ภายในมีมนุษย์ที่มีสติปัญญาเช่นเดียวกับพวกเรา มีดาวเคราะห์เช่นนี้ มีภูเขามีแม่น้ำ ฟังดูแล้วช่างเหลือเชื่อ หากเป็นเช่นนี้ พวกเราลองคิดดู ภายในโลกที่ว่านั้นยังมีเม็ดทรายอีกมิใช่หรือ ในเม็ดทรายเม็ดนั้นยังมีโลกใหญ่อีก 3 พันใบใช่หรือไม่ และในโลกใหญ่ 3 พันใบนั้นก็ยังมีเม็ดทราย แล้วภายในเม็ดทรายก็ยังมีโลกใหญ่อีก 3 พันใบใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นในระดับชั้นของพระยูไลยังมองไม่เห็นถึงก้นบึ้งของมัน

โมเลกุลในเซลล์ของมนุษย์เราก็เช่นกัน ผู้คนถามว่าจักรวาลใหญ่แค่ไหน ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา จักรวาลของเรามีขอบเขต แต่ในระดับชั้นของพระยูไล ก็มองจักรวาลเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด ใหญ่เสียจนไม่มีขีดจำกัด แต่ภายในร่างกายมนุษย์ ตั้งแต่โมเลกุลไปจนถึงอนุภาคภายใต้จุลภาคจะใหญ่โตเท่าจักรวาล ฟังดูช่างเหลือเชื่อ การสร้างคนหนึ่งคน ชีวิตหนึ่งชีวิต ภายใต้จุลภาคส่วนประกอบของชีวิตของเขา ธาตุแท้ของเขาได้กำหนดโครงสร้างไว้แน่นอนแล้ว เพราะฉะนั้นการค้นคว้าวิจัยสิ่งนี้ วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังคงห่างไกลอีกมากนัก เปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงบนดาวดวงอื่นในจักรวาล มาตรฐานเทคโนโลยีของมนุษย์เรายังต่ำมาก เพราะว่าในมิติอื่นที่คงอยู่ในเวลาเดียวกัน ที่เดียวกัน เรายังไม่สามารถจะทะลุไปได้ ในขณะที่จานบินจากต่างดาวกลับสามารถไปมาระหว่างมิติต่างๆ ความนึกคิดเกี่ยวกับมิติกาลเวลาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ดังนั้นคิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป รวดเร็วมากเสียจนความคิดของมนุษย์เช่นเรายอมรับไม่ได้

เมื่อเราพูดถึงเรื่องของตาทิพย์ก็มีพูดถึงปัญหานี้ เพราะว่าขณะที่ท่านวิ่งออกจากช่องทางไปสู่ภายนอก ท่านจะรู้สึกว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด บางคนอาจมองเห็นสภาพการณ์หนึ่ง เขารู้สึกว่าไม่ได้วิ่งไปตามอุโมงค์ แต่กำลังวิ่งไปตามทางใหญ่ที่ไร้ขอบเขตจำกัด ตามสองข้างทางมีภูเขา มีแม่น้ำ มีเมือง วิ่งตรงไปข้างนอก ฟังแล้วยิ่งเหลือเชื่อ ข้าพเจ้าจำได้ว่ามีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ท่านหนึ่งเคยพูดไว้เช่นนี้ ภายในหนึ่งรูขุมขนของคนก็มีหนึ่งเมือง ภายในมีรถไฟและรถยนต์วิ่งกันขวักไขว่ คนฟังแล้วรู้สึกตกใจ เหลือเชื่อ พวกเราคงทราบ อนุภาคของสสารมีโมเลกุล อะตอม โปรตอน ค้นคว้าลึกลงไปถึงแต่ละชั้น หากท่านสามารถมองเห็นผิวของแต่ละชั้น แต่ไม่ใช่มองเพียงจุดเดียว แต่มองถึงชั้นผิวของโมเลกุล ชั้นผิวของอะตอม ชั้นผิวของโปรตอน ชั้นผิวของนิวเคลียส ท่านก็จะมองเห็นรูปแบบการคงอยู่ในมิติที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสสารใดๆ รวมถึงร่างกายของคนกับระดับชั้นมิติของมิติจักรวาล จะอยู่พร้อมกันในเวลาเดียวกัน เชื่อมต่อกัน การค้นคว้าวิจัยอนุภาคของสสารในวิชาฟิสิกส์ปัจจุบัน ค้นคว้าวิจัยเพียงอนุภาคเดียว โดยการวิเคราะห์และทำให้มันแยกออก และค้นคว้าองค์ประกอบของนิวเคลียสหลังจากนิวเคลียสแตกออก ถ้ามีเครื่องมือซึ่งสามารถขยาย และดูปรากฏการณ์ทั้งหมดขององค์ประกอบของอะตอมหรือโมเลกุลในระดับชั้นนี้ได้ หากสามารถมองเห็นภาพนี้ ท่านก็ก้าวข้ามมิตินี้ได้ มองเห็นภาพจริงที่คงอยู่ในมิติอื่น ร่างกายของมนุษย์ก็สอดคล้องกับมิติภายนอก มันล้วนคงอยู่ในรูปแบบเช่นนี้

การเปิดตาทิพย์ด้วยตัวเองยังมีสภาพแตกต่างกันบางอย่าง เราได้เน้นถึงปรากฏการณ์โดยทั่วไป มีบางคนยังมองเห็นตาทิพย์หมุน ผู้ฝึกพลัง(กง)สายเต๋ามักจะเห็นตาทิพย์หมุนอยู่ภายใน เมื่อจานไท่จี๋(ไท้เก็ก)นั้นแตกออก ต่อจากนั้นเขาจึงจะมองเห็นภาพ แต่มิใช่ว่าในสมองของท่านจะมีไท่จี๋อยู่ อาจารย์ได้ใส่ของชุดหนึ่งให้แก่ท่านไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ในนั้นมีไท่จี๋อยู่ด้วย อาจารย์จะปิดตาทิพย์ของท่านเอาไว้ เมื่อถึงเวลาท่านเปิดตาทิพย์ ไท่จี๋จึงแตกออก อาจารย์ได้วางขั้นตอนไว้ให้โดยเฉพาะ ไม่ใช่ในสมองของท่านมีอยู่เดิม

ยังมีคนจำนวนหนึ่งแสวงหาการเปิดตาทิพย์ ยิ่งฝึกก็ยิ่งไม่เปิด มีสาเหตุเป็นอย่างไร ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ สาเหตุสำคัญคือจะมุ่งไปแสวงหาตาทิพย์ไม่ได้ ยิ่งแสวงหายิ่งไม่ได้ เรายิ่งแสวงหาตาทิพย์จะยิ่งไม่เปิด กลับจะมีสิ่งหนึ่งดำก็ไม่ดำ ขาวก็ไม่ขาว ทะลักออกมาปิดตาทิพย์ของท่านไว้ เวลานานเข้า สิ่งนี้ก็จะก่อเกิดเป็นสนามใหญ่ ยิ่งทะลักออกมามากขึ้นมากขึ้น พอตาทิพย์ยิ่งไม่เปิดก็ยิ่งแสวงหามัน สิ่งนี้ก็จะยิ่งทะลักออกมา สุดท้ายก็จะห้อมล้อมร่างกายของเขาทั้งหมดไว้ จนกระทั่งหนามากๆ ก่อเกิดเป็นสนามใหญ่ หากว่าตาทิพย์ของคนผู้นี้เปิด เขาก็จะมองไม่เห็น เพราะว่าเขาถูกจิตยึดติดของตัวเองปิดกั้นเอาไว้ เว้นแต่ว่าเขาจะไม่ไปเคี่ยวเข็ญที่จะแสวงหามันอีก ละทิ้งจิตยึดติดนี้ทั้งหมด มันก็จะค่อยๆ สลายตัวไป แต่ก็จะต้องผ่านขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างยากลำบากเป็นเวลานานจึงจะขจัดทิ้งไปได้ นี่เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลย บางคนไม่เข้าใจ อาจารย์บอกเขาว่าอย่าเสาะแสวงหาเลย แสวงหาไม่ได้ เขาก็ไม่เชื่อ ดึงดันจะเอาให้ได้ สุดท้ายได้ในสิ่งตรงกันข้าม

อ่านต่อ   หน้า1  หน้า2  หน้า3   หน้า4

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook