บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 2

ความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต

ยังมีความสามารถพิเศษอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสัมพันธ์กับตาทิพย์โดยตรง เรียกว่าความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต ปัจจุบันในโลกนี้มีความสามารถพิเศษ 6 ชนิดเป็นที่ยอมรับกัน ในจำนวนนั้นรวมถึงตาทิพย์ ความสามารถมองระยะไกล และความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต อะไรคือความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต ก็คือสามารถหยั่งรู้ถึงอดีตและอนาคตของคน ผู้มีความสามารถสูงจะล่วงรู้ถึงความรุ่งเรืองและความเสื่อมถอยของสังคม สูงยิ่งขึ้นไปอีกจะสามารถหยั่งรู้กฎเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงของดวงดาวต่างๆ ทั้งหมด นี่คือความสามารถพิเศษหยั่งรู้อดีตและอนาคต เพราะว่าวัตถุธาตุจะเคลื่อนไหวไปตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ในมิติพิเศษ วัตถุธาตุใดๆ ล้วนมีรูปแบบการคงอยู่ในมิติอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อร่างกายคนเคลื่อนไหว เซลล์ภายในร่างกายของคนก็จะเคลื่อนไหวไปด้วย มองให้ละเอียดลึกลงไป โมเลกุล โปรตอน อิเล็กตรอน อนุภาคยิ่งเล็กยิ่งเล็กลงไป ส่วนประกอบทั้งหมดก็จะเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน แต่อนุภาคเหล่านี้มีรูปแบบการคงอยู่เป็นเอกเทศ รูปแบบของร่างกายที่อยู่ในมิติอื่นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงด้วย

เราพูดกันว่าวัตถุธาตุไม่มีวันดับสูญมิใช่หรือ ท่ามกลางมิติพิเศษที่กำหนด เมื่อเราทำงานเสร็จหนึ่งเรื่อง ก็คือคนลงมือกระทำอะไร วัตถุธาตุก็จะคงอยู่ ไม่ว่าเราทำอะไรก็จะมีภาพและข้อมูลหลงเหลือไว้ ในอีกมิติหนึ่ง มันไม่มีวันดับสลาย จะอยู่ที่นั่นตลอดไป ผู้ที่มีความสามารถพิเศษ พอเห็นภาพในอดีตที่คงอยู่ก็จะทราบทันที ต่อไปภายหน้าหากท่านมีความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต ท่านลองมองดูสภาพการถ่ายทอดธรรมะของเราในวันนี้ มันจะยังคงอยู่ จะยังคงอยู่ ณ ที่นั้นในเวลาเดียวกัน ในขณะที่มนุษย์เราถือกำเนิดมานั้น ภายใต้มิติพิเศษซึ่งปราศจากความนึกคิดของกาลเวลา ชั่วชีวิตของคนเราก็มีอยู่แล้วในเวลาเดียวกัน บางคนยังไม่ใช่มีเพียงชาติเดียว

อาจมีบางท่านคิด ถ้าเช่นนั้นเราไม่มีความจำเป็นต้องดิ้นรนต่อสู้และพัฒนาตัวเองอีกแล้ว เขายอมรับไม่ได้ ความจริงแล้วการต่อสู้ของคนสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของคน สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ผ่านการดิ้นรนต่อสู้ด้วยความพยายามของคน สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง แต่ความพยายามที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของท่านอาจทำให้ท่านได้รับกรรม มิฉะนั้นก็จะไม่มีปัญหาของการก่อกรรมทำชั่ว ไม่มีปัญหาของการทำดีทำเลว เวลาที่เขาฝืนทำเช่นนี้ เท่ากับเขาเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ทำเรื่องไม่ดี เพราะฉะนั้นในการฝึกบำเพ็ญปฏิบัติจึงเน้นเรื่องการเป็นไปตามธรรมชาติ ก็คือเหตุผลนี้ เพราะความพยายามของท่านจะเป็นการทำร้ายผู้อื่น แต่เดิมในชีวิตของท่านไม่มีสิ่งนี้ ในสังคมหากท่านได้สิ่งที่เป็นของผู้อื่นมา ท่านก็จะติดค้างผู้อื่น

เขาคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ เป็นสิ่งที่คนธรรมดาสามัญไม่อาจทำได้ มีวิธีหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือบุคคลผู้นี้ทำแต่ความชั่ว เขาก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้ แต่สิ่งที่เขาต้องเผชิญก็คือการดับสลายโดยสิ้นเชิง เมื่อพวกเรามองจากระดับสูง คนเราตายไป จิตหลัก(เหวียนเสิน)ไม่ดับสูญไปด้วย จิตหลัก(เหวียนเสิน)ทำไมจึงไม่ดับสูญ ความจริงที่พวกเราเห็นเมื่อคนตายไปแล้ว ซากศพที่วางไว้ในห้องดับจิตนั้น เป็นเพียงเซลล์ในร่างกายคนในมิตินี้เท่านั้น ส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ในอวัยวะภายในของร่างกาย และเรือนร่างทั้งร่างในมิตินี้ได้หลุดไป แต่ในมิติอื่นร่างกายของคนซึ่งประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กกว่าโมเลกุล อะตอม โปรตอน จริงๆ แล้วไม่ได้ตายไปด้วย มันยังคงอยู่ในมิติอื่น ยังคงอยู่ภายใต้มิติจุลภาค สำหรับผู้ที่กระทำแต่ความเลวเมื่อตายไป เซลล์ทั้งหมดจะแยกสลาย พุทธศาสนาเราเรียกว่าการดับสลายของกายและจิต

ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นก็คือบุคคลผู้นี้เดินสู่เส้นทางของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ทำไมการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจึงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้ สิ่งนี้ใครจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ เพราะเมื่อบุคคลผู้นี้เกิดความคิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ความคิดจุดประกายขึ้นในสมอง ส่องประกายแวววาวเหมือนดั่งทองคำ กระเทือนไปทั่วทศทิศ ในความคิดของสายพุทธ จักรวาลคือทศทิศ เพราะจากการมองของสิ่งมีชีวิตชั้นสูง มนุษย์มิใช่มีชีวิตเพื่อเป็นมนุษย์ แต่ชีวิตของมนุษย์เกิดขึ้นท่ามกลางมิติของจักรวาล เป็นธาตุเดียวกับจักรวาล ดีงามและบริสุทธิ์ ประกอบขึ้นด้วยสสารคือความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) แต่เมื่อมีความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะในสังคม บางคนทำตัวเลวลง จึงตกต่ำลงมา หากเขาไม่สามารถอยู่ในระดับชั้นนี้ได้อีก ทำตัวเลวลงอีก เขาก็จะตกลงมาอีกชั้นหนึ่ง ตกลงมา ตกลงมา ตกลงมา สุดท้ายจึงตกลงมาอยู่ในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญนี้

ในระดับชั้นนี้ บุคคลผู้นี้สมควรถูกทำลายให้ดับสูญไป แต่ว่าท่านผู้รู้แจ้งทั้งหลายซึ่งเปี่ยมด้วยเมตตาจิต จึงได้บรรจงสร้างมิติพิเศษนี้ขึ้นมา ซึ่งเหมือนกับมิติสังคมของมนุษย์เรานี้ ในมิตินี้ ให้ร่างที่เป็นเนื้อหนังมังสา ให้ดวงตาคู่ซึ่งถูกจำกัดให้เห็นเฉพาะวัตถุในมิตินี้ ให้ตกอยู่ท่ามกลางวังวน ให้เขามองไม่เห็นความจริงของจักรวาล แต่ในมิติอื่นๆ ล้วนสามารถมองเห็นได้ ท่ามกลางวังวนและสภาวะเช่นนี้ ให้โอกาสเขาอีกครั้ง เพราะอยู่ท่ามกลางวังวนจึงทุกข์ยากลำบากมาก ให้เรือนร่างได้รับความทุกข์ทรมาน หากว่าเขาสามารถหวนคืนกลับขึ้นไป จากมิตินี้สายเต๋าเรียกว่า การกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง เขาต้องมีความตั้งใจที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ก็คือจิตพุทธได้ส่องประกายออกมา เป็นจิตที่ล้ำค่ายิ่งนัก ผู้รู้แจ้งก็จะช่วยเหลือเขา เขายังไม่หลงทางท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันทุกข์ยากนี้ ยังอยากกลับไป ดังนั้นผู้รู้แจ้งก็จะช่วยเหลือเขา ช่วยเหลือเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข ช่วยเหลือเขาได้ทุกอย่าง ทำไมเราจึงสามารถช่วยเหลือผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม แต่ไม่ช่วยคนธรรมดาสามัญ นี่ก็คือเหตุผล

ถ้าเช่นนี้คนธรรมดาสามัญคิดจะรักษาโรค ใครก็ช่วยเหลือท่านไม่ได้ คนธรรมดาสามัญก็คือคนธรรมดาสามัญซึ่งจะต้องอยู่ในสภาพของสังคมทั่วไป มีคนกล่าวกันว่า พระพุทธช่วยสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น สายพุทธเน้นการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ข้าพเจ้าขอบอกกับท่าน ท่านไปเปิดดูคัมภีร์ทุกเล่มในพุทธศาสนา ไม่ได้บอกว่าการช่วยรักษาโรคคือการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น หลายปีมานี้อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมเหล่านั้นได้ทำเรื่องนี้จนวุ่นวายสับสนไปหมด อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงจะไม่สอนให้ท่านไปรักษาผู้เจ็บป่วย เขาจะสอนให้ท่านฝึกฝนตัวเอง เพื่อขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บและเสริมสุขภาพ ท่านเป็นคนธรรมดาสามัญ เรียนรู้ปฏิบัติธรรมได้เพียงสองวันท่านจะสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้อื่นได้อย่างไร มิเป็นการหลอกลวงคนหรือ มิเป็นการส่งเสริมให้มีจิตยึดติดหรือ แสวงหาชื่อเสียงเงินทอง แสวงหาสิ่งที่เกินความสามารถของมนุษย์เพื่อโอ้อวดให้คนเขาเห็น ซึ่งจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นบางคนยิ่งเสาะแสวงหายิ่งไม่ได้ และไม่อนุญาตให้ท่านทำเช่นนี้ ไม่อนุญาตให้ท่านทำลายสภาพสังคมมนุษย์ตามอำเภอใจ

จักรวาลก็มีกฎเช่นนี้อยู่ เมื่อท่านต้องการจะกลับสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง ผู้รู้แจ้งก็จะช่วยเหลือท่าน เพราะเขาเห็นว่าชีวิตมนุษย์ควรกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง มิใช่จมอยู่กับสังคมมนุษย์ หากมนุษย์ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย บอกให้ท่านไปเป็นเทพท่านก็จะไม่ไป ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีความทุกข์ คิดอะไรสมหวังทุกประการ ดีอะไรปานนั้น เหมือนอยู่บนแดนสวรรค์ แต่เพราะท่านทำสิ่งไม่ดีจึงตกลงมาถึงขั้นนี้ จึงต้องทนทุกข์ทรมาน คนที่ตกอยู่ท่ามกลางวังวนมักจะทำผิดได้ง่าย ในพุทธศาสนาเรียกว่าการหมุนเวียนชดใช้กรรม เพราะฉะนั้นเมื่อคนเราพบกับความทุกข์ยาก มีเรื่องไม่ดีไม่งาม ล้วนกำลังชดใช้กรรมของเขา พุทธศาสนายังกล่าวไว้ว่าพระพุทธมีอยู่ทุกแห่งหน เพียงพระพุทธขยับมือหนึ่งครั้ง ก็สามารถขจัดการเจ็บไข้ได้ป่วยของมวลมนุษย์ให้หายได้เป็นปลิดทิ้ง นี่เป็นสิ่งที่สามารถทำได้แน่นอน พระพุทธมีอยู่มากมายทำไมจึงไม่ทำ เพราะว่าคนผู้นี้เมื่อปางก่อนได้ก่อหนี้เอาไว้ เขาจึงต้องรับโทษ หากท่านไปรักษาให้เขาหายจากโรค เท่ากับเป็นการทำลายกฎของจักรวาล เท่ากับเป็นการยอมให้บุคคลผู้นี้ทำเรื่องไม่ดีไม่งาม ติดหนี้คนแล้วไม่ต้องชดใช้ ยอมให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้ ดังนั้นพระพุทธจึงช่วยกันรักษาสภาพสังคมมนุษย์เอาไว้ ก็ไม่ไปทำลาย ทางเดียวที่จะทำให้ท่านอยู่อย่างสุขสบายไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ได้อย่างแท้จริง ก็มีเพียงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเท่านั้น บอกให้คนบำเพ็ญหลักธรรมที่ถูกต้อง จึงจะเป็นการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นอย่างแท้จริง

อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)มากมาย ทำไมจึงช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ทำไมเขาจึงพูดถึงการรักษาโรค มีบางคนอาจคิดถึงปัญหานี้ อาจารย์ประเภทนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นพวกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงมีเมตตาจิต มีจิตสงสาร ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเห็นสรรพสัตว์ล้วนตกทุกข์ได้ยาก ก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่เขาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เขาเพียงแต่ระงับโรคภัยของท่านไว้ชั่วขณะหนึ่ง หรือเป็นการผลักดันออกไป ไม่เป็นเวลานี้แต่จะเป็นในภายหน้า เป็นการเคลื่อนย้ายโรคภัยออกไปข้างหน้า หรือแปรเปลี่ยนให้ท่านชั่วระยะหนึ่ง แปรเปลี่ยนเอาโรคภัยเหล่านี้ไปสลับกับญาติพี่น้องของท่าน แต่การขจัดกรรมให้หมดสิ้นไปอย่างแท้จริงนั้น เขาก็ไม่สามารถจะทำได้ ไม่อนุญาตให้ทำกับคนธรรมดาสามัญเช่นนี้ได้ตามอำเภอใจ แต่จะทำให้กับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเท่านั้น นี่ก็คือเหตุผล

ความหมายของการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นของสายพุทธ คือการนำพาท่านจากสภาพของคนธรรมดาสามัญที่ทุกข์ยากที่สุดขึ้นไปสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้น ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานตลอดไป หลุดพ้นไป นี่คือความหมายของสายพุทธ องค์ศากยมุนีมิใช่สั่งสอนให้คนเราบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่นิพพานหรือ นี่คือความหมายอันแท้จริงของการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ หากให้ท่านเสพสุขในสังคมมนุษย์ เงินทองมีใช้อย่างไม่ขาดมือ เตียงนอนในบ้านของท่านปูด้วยเงินทอง บาปกรรมโทษทัณฑ์อะไรก็ไม่มี บอกให้ท่านไปเป็นเทพท่านก็ไม่เอาด้วย การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของท่านได้ และมีเพียงแต่การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงได้

ความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคตของมนุษย์ รูปแบบของมันเหมือนกับจอโทรทัศน์ขนาดเล็กอยู่บนส่วนของหน้าผาก บางคนตั้งอยู่ ณ บริเวณหน้าผาก บางคนอยู่ใกล้หน้าผาก บางคนอยู่ข้างในของหน้าผาก บางคนหลับตาก็จะเห็น หากว่ามันมีอานุภาพแรงกล้า บางคนลืมตาอยู่ก็มองเห็น แต่ผู้อื่นมองไม่เห็น นี่เป็นสิ่งที่อยู่ภายในสนามมิติของเขา กล่าวคือเมื่อความสามารถพิเศษชนิดนี้เกิดขึ้นแล้ว ยังจะมีความสามารถพิเศษอีกชนิดหนึ่งที่จะเป็นสื่อนำ สะท้อนภาพที่เห็นในมิติอื่นมาปรากฏให้เห็น เราจึงสามารถมองเห็นได้จากตาทิพย์ มองเห็นอนาคตและอดีตของคนได้อย่างแม่นยำ เรื่องเล็กๆ หรือรายละเอียดซึ่งหมอดูไม่สามารถพยากรณ์ได้ แต่เขากลับสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน มองเห็นแม้กระทั่งวันเดือนปี รายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็มองเห็นชัดเจน เพราะว่าสิ่งที่เขามองเห็น ก็คือภาพสะท้อนอันแท้จริงของคนและวัตถุในต่างมิติ

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ข้าพเจ้าจะเปิดตาทิพย์ให้ทุกคน แต่ความสามารถพิเศษอื่นๆ ที่เราจะพูดถึงในภายหลัง ก็จะไม่เปิดให้ เมื่อยกระดับชั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสามารถพิเศษหยั่งรู้อดีตและอนาคตก็จะปรากฏออกมาเอง ในวันข้างหน้าของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของท่านจะประสบกับปรากฏการณ์เช่นนี้ เมื่อความสามารถพิเศษชนิดนี้ปรากฏออกมา ท่านก็จะทราบว่ามันคืออะไร ดังนั้นข้าพเจ้าจึงต้องพูดทั้งหลักธรรมและกฎให้ท่านทั้งหลายได้ฟังกัน

อ่านต่อ  หน้า1  หน้า2   หน้า3  หน้า4

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook