บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 3

พลัง(กง)ของสายพุทธกับศาสนาพุทธ

พลัง(กง)ของสายพุทธไม่ใช่ศาสนาพุทธ สิ่งนี้ข้าพเจ้าต้องอธิบายให้พวกเราทราบอย่างชัดแจ้ง จริงๆ แล้วพลัง(กง)ของเต๋าก็ไม่ใช่ศาสนาเต๋า พวกเราบางท่านไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้ บางคนเป็นเพียงพระสงฆ์ในวัด และอุบาสก อุบาสิกา พวกเขาคิดว่าตัวเองมีความเข้าใจในศาสนาพุทธมากกว่าคนอื่น พวกเขาจึงนำสิ่งต่างๆ ในพุทธศาสนามาโฆษณาเผยแพร่ในหมู่ผู้ฝึกของเราโดยตามใจชอบ ข้าพเจ้าขอบอกท่าน อย่าได้ปฏิบัติเช่นนี้ เพราะไม่ใช่วิชาเดียวกัน ศาสนามีรูปแบบของศาสนา และเรา ณ ที่นี้จะถ่ายทอดเพียงส่วนหนึ่งในวิชาของพวกเรา ยกเว้นสานุศิษย์ที่บำเพ็ญหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)เป็นหลักเฉกเช่นนักบวช นอกนั้นจะไม่คำนึงถึงพิธีกรรมทางศาสนา ดังนั้นจึงไม่ใช่ศาสนาพุทธในยุคธรรมะปลาย

หลักธรรมในพุทธศาสนาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพุทธธรรม(ฝอฝ่า) ยังมีหลักธรรมใหญ่ที่ลึกล้ำอีกมากมาย ในแต่ละระดับชั้นจะมีหลักธรรมแตกต่างกันไป องค์ศากยมุนีตรัสไว้ว่า การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมีวิธีปฏิบัติ 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่นิกายในศาสนาพุทธมีเพียงไม่กี่นิกาย เช่น เทียนไถจง หัวเอี๋ยนจง ฉันจง จิ้งถู่ มี่จง เป็นต้น ซึ่งมีจำนวนน้อยไม่ถึง 10 นิกาย เพราะฉะนั้นไม่สามารถครอบคลุมพุทธธรรม(ฝอฝ่า)ได้ทั้งหมด เป็นเพียงส่วนน้อยในพุทธธรรม(ฝอฝ่า)เท่านั้น หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราเป็นวิชาหนึ่งใน 84,000 พระธรรมขันธ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธดั้งเดิมและศาสนาพุทธในยุคธรรมะปลายนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาอื่นใดในปัจจุบัน

องค์ศากยมุนีก่อตั้งศาสนาพุทธเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อนในอินเดียโบราณ หลังจากพระองค์ได้เปิดพลัง(กง) เกิดการรู้แจ้ง(อู้) พระองค์ได้ทรงหวนระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมาก่อน และทรงนำออกมาเผยแพร่เพื่อช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ คำสั่งสอนของพระองค์แม้จะเขียนเป็นคัมภีร์จำนวนมากมายเพียงใด แต่จุดเด่นในหลักธรรมของพระองค์มีเพียงอักษร 3 ตัว คือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” (เจี้ย ติ้ง ฮุ่ย) ศีลก็คือละเว้นกิเลสทั้งปวงของมนุษย์ บังคับให้ท่านละเว้นการแสวงหาผลประโยชน์ ตัดขาดสิ่งต่างๆ ในสังคม จิตใจของท่านก็จะว่างเปล่า อะไรก็ไม่คิด สมาธิก็จะเกิด มันจะเสริมซึ่งกันและกัน เมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว จะต้องนั่งสมาธิเพื่อบำเพ็ญธรรมอย่างจริงจัง อาศัยพลังสมาธิบำเพ็ญให้สูงขึ้นไป นี่คือส่วนที่เกี่ยวกับการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงของศาสนาพุทธ ซึ่งจะไม่คำนึงถึงกระบวนท่าฝึกต่างๆ ไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงร่างแท้(เปิ๋นถี่)ของตัวเอง เขาเพียงแต่บำเพ็ญพลัง(กง)ที่เป็นตัวกำหนดความสูงต่ำของระดับชั้นของเขา ดังนั้นจึงเน้นการบำเพ็ญที่จิต(ซินซิ่ง) ไม่บำเพ็ญชีวิตและไม่เน้นถึงการผันแปรของพลัง(กง) ในเวลาเดียวกันเขาจะเพิ่มพลังสมาธิของเขาให้แข็งแกร่งด้วยการนั่งสมาธิ ทนทุกข์ในระหว่างการนั่งสมาธิ ขจัดกรรมของเขา ปัญญาหมายถึงคนเกิดการรู้แจ้ง(อู้) ปัญญาแตกฉาน มองเห็นสัจธรรมของจักรวาล มองเห็นความจริงในมิติต่างๆ ของจักรวาล อิทธิฤทธิ์ปรากฏ ปัญญาเกิด เกิดการรู้แจ้ง(อู้) หรือเรียกว่าเกิดพลัง(กง)

ในสมัยที่องค์ศากยมุนีทรงก่อตั้งศาสนาพุทธนั้น ในประเทศอินเดียมีศาสนาอื่นๆ อีก 8 ศาสนาที่เผยแพร่อยู่ในเวลาเดียวกัน ศาสนาที่หยั่งรากลึกและมีพื้นฐานแข็งแกร่งคือศาสนาพราหมณ์ ตลอดชีวิตของพระองค์ ทรงต่อสู้กับศาสนาอื่นในด้านความคิดอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าองค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนเผยแพร่หลักธรรมอันแท้จริง เพราะฉะนั้นในขั้นตอนของการเผยแพร่หลักธรรมนั้น หลักธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนนับวันจะรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ในขณะที่ศาสนาอื่นๆ นับวันยิ่งเสื่อมถอย แม้กระทั่งศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาที่หยั่งรากลึกและมีพื้นฐานแข็งแกร่งก็ตกอยู่ในภาวะเกือบจะล่มสลาย หลังจากองค์ศากยมุนีเสด็จปรินิพพาน ศาสนาอื่นๆ ก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ได้รุ่งเรืองและแพร่หลายขึ้นมาอีกครั้ง ในศาสนาพุทธได้ปรากฏเหตุการณ์เช่นไรขึ้นมาหรือ พระภิกษุสงฆ์บางองค์ได้บรรลุพลัง(กง)และเกิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับชั้นที่แตกต่างกัน แต่รู้แจ้งในระดับที่ไม่สูงนัก องค์ศากยมุนีทรงตรัสรู้ในระดับชั้นของพระยูไล แต่ภิกษุสงฆ์ส่วนใหญ่ยังบรรลุไม่ถึงระดับชั้นนี้

พุทธธรรม(ฝอฝ่า)จะปรากฏออกมาแตกต่างกันตามระดับชั้นที่แตกต่างกัน ระดับชั้นยิ่งสูงยิ่งใกล้กับสัจธรรม ยิ่งต่ำยิ่งห่างไกลจากสัจธรรม เพราะฉะนั้นภิกษุสงฆ์ที่ได้พลัง(กง)เกิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับชั้นพื้นฐาน จึงนำเอาปรากฏการณ์ของจักรวาลในระดับที่ตัวเองมองเห็น ธรรมะที่ตัวเองเข้าใจและรับรู้(อู้)มาอธิบายคำสอนขององค์ศากยมุนีที่เคยตรัสไว้ กล่าวคือพระสงฆ์บางรูปอธิบายว่าพระธรรมที่องค์ศากยมุนีตรัสไว้มีความหมายเช่นนี้เช่นนั้น บางองค์นำสิ่งที่ตัวเองรับรู้เข้าใจมาสอนประหนึ่งเป็นคำสอนขององค์ศากยมุนี ไม่สอนตามคำสอนเดิมขององค์ศากยมุนี ทำให้พุทธธรรม(ฝอฝ่า)ผิดเพี้ยนไป ไม่ใช่หลักธรรมที่องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนไว้ สุดท้ายทำให้พุทธธรรม(ฝอฝ่า)ในศาสนาพุทธหายสาบสูญไปจากประเทศอินเดีย นี่เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นต่อมาภายหลังประเทศอินเดียกลับไม่มีศาสนาพุทธ ก่อนที่ศาสนาพุทธจะเสื่อมสลายไปในประเทศอินเดีย มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหลายครั้ง จนในที่สุดผนวกเอาบางสิ่งของศาสนาพราหมณ์เข้าไป กลายเป็นศาสนาที่ปัจจุบันเรียกว่า ศาสนาฮินดู ไม่บูชาพระพุทธแต่บูชาเทพองค์อื่นๆ ไม่เชื่อในคำสอนขององค์ศากยมุนี เหตุการณ์มันเป็นเช่นนี้

ในขั้นตอนการพัฒนาของศาสนาพุทธ มีการปรับปรุงแก้ไขขนานใหญ่หลายครั้ง ครั้งแรกหลังจากองค์ศากยมุนีเสด็จปรินิพพานไม่นาน มีคนยึดถือธรรมะระดับสูงที่องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนไว้ ก่อตั้งเป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน ส่วนผู้ที่มีความเข้าใจว่าหลักธรรมที่องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนคนทั่วไปนั้น เป็นแนวทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ของตนเอง บรรลุขั้นอรหันต์ ไม่เน้นเรื่องการช่วยเหลือสรรพสัตว์ เรียกว่าพุทธศาสนานิกายหินยาน พระสงฆ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงสืบทอดวิธีการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสมัยองค์ศากยมุนี พวกเราในแดนฮั่นเรียกนิกายนี้ว่าหินยาน แน่นอนพวกเขาไม่ยอมรับ เพราะว่าพวกเขาถือว่าได้เจริญรอยตามคำสอนขององค์ศากยมุนีแต่ดั้งเดิม ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนี้ จริงๆ แล้วพวกเขาได้สืบทอดวิธีการบำเพ็ญปฏิบัติตั้งแต่สมัยขององค์ศากยมุนี

พุทธศาสนานิกายมหายานหลังจากผ่านการปรับปรุงได้เผยแพร่เข้าสู่ประเทศจีน หยั่งรากมั่นคงอยู่ในประเทศจีน เป็นพุทธศาสนาที่ชาวจีนนับถือกันในทุกวันนี้ ความจริงแล้ว พุทธศาสนานิกายมหายานนั้นได้เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงจากพุทธศาสนาในสมัยที่องค์ศากยมุนียังทรงมีชีวิตอยู่ ทั้งการแต่งกาย ตลอดจนถึงสภาวะของการรู้แจ้ง(อู้)และขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไป ศาสนาพุทธดั้งเดิมจะนับถือบูชาองค์ศากยมุนีเพียงองค์เดียวเท่านั้น แต่พุทธศาสนาปัจจุบันมีการนับถือพระพุทธต่างๆ พระโพธิสัตว์ต่างๆ และนับถือพระพุทธหลายองค์ ปรากฏว่ามีการนับถือพระยูไลหลายองค์ กลายเป็นศาสนาพุทธที่มีพระพุทธหลายองค์ เช่น พระอาหนีถอฝอ เย่าซือฝอ ต้ายื่อยูไล เป็นต้น และยังมีการนับถือพระโพธิสัตว์ระดับสูงหลายองค์ พุทธศาสนาจึงแตกต่างไปจากสมัยที่องค์ศากยมุนีทรงก่อตั้งขึ้นมาโดยสิ้นเชิง

ในระหว่างนั้นพุทธศาสนา ยังได้ผ่านขั้นตอนการปรับปรุงอีกลักษณะหนึ่ง พระโพธิสัตว์หลงสู้ได้เผยแพร่วิธีบำเพ็ญลับออกมาแบบหนึ่ง จากอินเดียผ่านอัฟกานิสถานเข้าสู่แดนฮั่นของเราทางซินเจียง สมัยนั้นเป็นสมัยราชวงศ์ถัง เพราะฉะนั้นเรียกว่านิกายถังมี่ เนื่องจากประเทศจีนได้รับอิทธิพลจากลัทธิหยู(ขงจื้อ)ค่อนข้างมาก ทัศนคติด้านศีลธรรมมีความแตกต่างจากชนชาติอื่น หลักบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของนิกายมี่จงมีหลักบำเพ็ญธรรมของชายหญิงร่วมกัน จึงไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นในรัชสมัยฮุ่ยชางแห่งราชวงศ์ถัง นิกายถังมี่จึงถูกกวาดล้าง ต่อมานิกายถังมี่จึงหายสาบสูญไปจากดินแดนฮั่น ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่นมีนิกายที่เรียกว่าตงมี่ ซึ่งก็เผยแพร่ไปจากประเทศจีน แต่ตงมี่ของญี่ปุ่นนั้นไม่ได้ผ่านพิธีกว้านติ่ง ตามหลักของมี่จง ไม่ผ่านพิธีกว้านติ่งถือว่าเป็นการขโมยหลักธรรม ไม่เป็นที่ยอมรับว่าได้รับการสืบทอดมาจริง อีกสายหนึ่งได้เผยแพร่จากอินเดียผ่านเนปาลไปยังทิเบต เรียกว่าจ้างมี่ เป็นนิกายที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยพื้นฐานของศาสนาพุทธก็เป็นเช่นนี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดมาคือบทสรุปโดยย่อของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของศาสนาพุทธ ในระหว่างการพัฒนาการของศาสนาพุทธ ได้ปรากฏนิกายฉันจงซึ่งตั๊กม้อเป็นผู้ก่อตั้ง ยังมีนิกายจิ้งถู่ และนิกายหัวเอี๋ยนเป็นต้น ล้วนเป็นการรับรู้(อู้)ตามคำสอนขององค์ศากยมุนีในสมัยนั้น นิกายเหล่านี้ถือว่าเป็นศาสนาพุทธที่ผ่านการปฏิรูป ศาสนาพุทธมีนิกายสิบกว่านิกาย ล้วนปฏิบัติอยู่ในรูปแบบของศาสนา เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นศาสนาพุทธเหมือนกัน

ศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษนี้ ไม่เพียงแต่ในศตวรรษนี้เท่านั้น ในศตวรรษก่อนๆ ก็มีศาสนาใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในที่ต่างๆ ของโลกเรา ศาสนาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นศาสนาปลอม ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงที่ช่วยเหลือมนุษย์ ต่างก็มีโลกของตนเองทั้งนั้น องค์ศากยมุนี พระอาหนีถอฝอ พระต้ายื่อยูไลเป็นต้น พระยูไลเหล่านี้พระองค์ช่วยเหลือมนุษย์ ทุกพระองค์จะมีโลกของตนปกครองอยู่ ในระบบทางช้างเผือกของเรานี้มีโลกประเภทนี้อยู่ร้อยกว่าแห่ง หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราก็มีโลกของฝ่าหลุน

นิกายปลอมจะช่วยคนให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร เขาไม่สามารถช่วยคนให้พ้นทุกข์ได้ เพราะว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาไม่ใช่หลักธรรม แน่นอนบางคนถึงกับก่อตั้งขึ้นเป็นศาสนา ในระยะแรกเขาไม่คิดจะเป็นมารศาสนา เมื่อบำเพ็ญจนได้พลัง(กง) เกิดการรู้แจ้ง(อู้)ในระดับชั้นที่แตกต่างกัน ได้เห็นธรรมะเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งก็ยังห่างไกลจากผู้รู้แจ้งที่สามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ เนื่องจากระดับชั้นยังต่ำ เขาค้นพบธรรมะบางอย่าง พบว่าในสังคมมนุษย์มีบางเรื่องที่ผิดๆ เขาก็จะบอกให้คนทำดี และในระยะแรกเขาไม่คัดค้านศาสนาอื่น ภายหลังเมื่อเป็นที่ยอมรับศรัทธาของผู้คน เพราะคิดว่าเขาพูดมีเหตุผล ต่อมาก็ยิ่งให้ความเชื่อถือยกย่อง ในที่สุดกลายเป็นบูชาเทิดทูนในตัวเขา ไม่นับถือศาสนาอีกต่อไป เมื่อเขาเกิดความโลภในชื่อเสียงและผลประโยชน์ ให้ผู้คนแต่งตั้งเขาเป็นผู้นำ จากนั้นก็ได้ก่อตั้งศาสนาใหม่ขึ้นมา ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเราว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นศาสนานอกรีต ถึงแม้จะไม่ทำร้ายผู้คน ก็ยังคงเป็นศาสนานอกรีต เพราะว่าเขารบกวนการนับถือศาสนาที่แท้จริงของผู้คน ศาสนาที่แท้จริงสามารถช่วยให้คนหลุดพ้นจากทุกข์ แต่เขาไม่สามารถทำได้ นานๆ เข้าก็กระทำในสิ่งที่ชั่วร้ายอย่างลับๆ ในระยะหลังศาสนาประเภทนี้ก็ได้เผยแพร่เข้าสู่ประเทศจีน รวมทั้งลัทธิกวนอิมก็เป็นประเภทหนึ่งในนั้น ดังนั้นทุกคนควรระวัง กล่าวกันว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากกว่า 2,000 ลัทธิ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในตะวันตกก็มีผู้นับถือลัทธิต่างๆ นานา มีประเทศหนึ่งถึงกับนับถือไสยศาสตร์เป็นศาสนาของเขา นี่คือมารมาผจญในยุคธรรมะปลาย ยุคธรรมะปลายไม่เพียงหมายถึงศาสนาพุทธเท่านั้น แต่หมายถึงการเสื่อมถอยของมิติชั้นสูงมากๆ ไล่ลงมายังมิติที่ต่ำลงมา ยุคธรรมะปลายไม่เพียงหมายถึงยุคปลายของศาสนาพุทธเท่านั้น แต่เป็นการเสื่อมถอยของสังคมมนุษย์ที่ไม่สามารถผดุงศีลธรรมทางจิตใจได้อีกต่อไป

อ่านต่อหน้า  1  2  3  4  5   6  7  8   9

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook