บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 4

เสวียนกวานเซ่อเว่ย( เสวียนกวานตั้งจุด )

เสวียนกวานเซ่อเว่ย(เสวียนกวานตั้งจุด) ก็เรียกว่า เสวียนกวานอี้เชี่ยว ในตำรา “ตานจิง” “เต้าจ้าง” “ซิ่งมิ่งกุยจื่อ” อาจจะตรวจพบคำนี้ ถ้าเช่นนั้นมันคืออะไร อาจารย์ชี่กงมากมายก็อธิบายไม่ถูก เพราะว่าส่วนใหญ่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)อยู่ในระดับชั้นที่มองไม่เห็น และไม่อนุญาตให้เขามองเห็น ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมคิดจะเห็นมัน จะต้องอยู่ในระดับชั้นที่สูงกว่าปัญญาจักษุ(ฮุ่ยเอี่ยนทง) จึงจะสามารถมองเห็น อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ทั่วไปยังไม่บรรลุถึงระดับชั้นนี้ จึงมองไม่เห็น ตั้งแต่โบราณมาในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ได้มีการค้นคว้าศึกษาว่าอะไรคือเสวียนกวานอี้เชี่ยว อยู่ตรงไหน ตั้งจุดอย่างไร ท่านไปดูจากตำรา “ตานจิง” “เต้าจ้าง” “ซิ่งมิ่งกุยจื่อ” เขาก็พูดวกวนไปมาแค่ทฤษฎี ไม่ได้พูดความจริงกับท่าน พูดไปพูดมา ให้ท่านฟังจนสับสน พูดไม่กระจ่าง เพราะว่าสิ่งที่เป็นจริงจะให้คนธรรมดาสามัญรู้ไม่ได้

นอกจากนี้ข้าพเจ้าขอบอกกับทุกท่าน เพราะท่านคือสานุศิษย์ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ข้าพเจ้าจึงพูดกับพวกท่านเช่นนี้ อย่าได้ไปอ่านหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ที่สับสนเหล่านั้นเป็นอันขาด ไม่ใช่หนังสือตำราโบราณที่กล่าวไว้ข้างต้น ข้าพเจ้าหมายถึงหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมที่คนสมัยนี้เขียนกันขึ้นมา ท่านอย่าไปเปิดดูเลย ในสมองของท่านหากมีความคิดออกมาเพียงว่า โอ้โฮ คำพูดนี้มีเหตุผล ความคิดเพียงแวบเดียวนี้ วิญญาณแปลกปลอมที่อยู่ในหนังสือก็จะเข้าสิง ส่วนใหญ่ถูกวิญญาณแปลกปลอมบงการ ควบคุมจิตของคนที่ฝักใฝ่ในชื่อเสียงและผลประโยชน์ให้เขียนออกมา หนังสือชี่กงปลอมมีอยู่มากมายทีเดียว คนส่วนใหญ่ไม่รับผิดชอบ วิญญาณแปลกปลอมบางตัว เรื่องเลอะเทอะอะไรเขาก็เขียน แม้แต่หนังสือโบราณไม่กี่เล่มที่กล่าวข้างต้น หรือหนังสือโบราณอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั่วไป ทางที่ดีอย่าได้ไปอ่าน ตรงนี้คือหลักการของความแน่วแน่หนึ่งเดียว

ผู้นำสถาบันพลังลมปราณ(ชี่กง)จีนท่านหนึ่งได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังเรื่องหนึ่ง ยังความขบขันให้ข้าพเจ้าอย่างมาก เล่าว่าที่ปักกิ่งมีชายผู้หนึ่ง ชอบไปฟังการบรรยายพลังลมปราณ(ชี่กง)อยู่เสมอ ฟังไปฟังมา เวลานานเข้า เขารู้สึกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)ก็คือของเล่น เพราะว่าล้วนอยู่ในระดับเดียวกันทั้งหมด ล้วนพูดแต่เรื่องเหล่านี้ เขาเหมือนกับอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมทั้งหลาย คิดว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)มีความหมายเพียงเท่านั้น ถ้าเช่นนั้น เขาก็คิดจะเขียนหนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง) ทุกท่านลองคิดดู ผู้ที่ไม่เคยฝึกพลัง(กง)เขียนตำราพลังลมปราณ(ชี่กง) ปัจจุบันนี้หนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ก็คือท่านลอกเขา เขาลอกท่าน เขาเขียนไปเขียนมา เขียนถึงเรื่องของเสวียนกวานก็เขียนต่อไปไม่ได้ จะมีใครเข้าใจเรื่องของเสวียนกวาน อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)จริงมีไม่กี่คนที่เข้าใจ เขาจึงไปถามอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมท่านหนึ่ง เขาเองก็ไม่ทราบว่าเป็นอาจารย์ปลอม เพราะเขาไม่รู้เรื่องพลังลมปราณ(ชี่กง)อยู่แล้ว แต่ว่าอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมคิดว่าหากถูกคนเขาถามจนตอบไม่ได้ คนมิรู้ว่าเขาเป็นอาจารย์ปลอมหรอกหรือ ดังนั้นเขาจึงกล้าพูดพล่อยๆ ว่า เสวียนกวานอี้เชี่ยวอยู่ที่ปลายท่อปัสสาวะ ฟังแล้วน่าขันมาก ท่านอย่าเพิ่งหัวเราะ หนังสือเล่มนี้ได้ออกมาวางตลาดแล้ว ก็หมายถึงว่า หนังสือพลังลมปราณ(ชี่กง)ของพวกเราในปัจจุบันล้วนน่าขบขันถึงระดับนี้แล้ว ท่านว่าท่านอ่านสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์อะไร ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทำลายคน

อะไรเรียกว่าเสวียนกวานเซ่อเว่ย(เสวียนกวานตั้งจุด) ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพของมนุษย์ เมื่อเวลาบำเพ็ญปฏิบัติจนบรรลุระดับชั้นกลางขึ้นไป ก็คือเมื่อบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ในระดับสูงของหลักธรรมในภพ คนก็จะเริ่มกำเนิดกายทิพย์(เหวียนอิง) กายทิพย์(เหวียนอิง) กับกุมาร(อิงฮ๋าย) ที่เราพูดถึงเป็นคนละเรื่องกัน กุมาร(อิงฮ๋าย)เล็กมาก ชอบกระโดดโลดเต้น ซุกซนมาก กายทิพย์(เหวียนอิง)ไม่เคลื่อนไหว จิตหลัก(เหวียนเสิน)จะไม่ไปควบคุมเขา เขานั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน สองมือประสานนั่งขัดสมาธิบนฐานดอกบัว กายทิพย์(เหวียนอิง)กำเนิดขึ้นมาจากตรงบริเวณท้องน้อย(ตานเถียน) ภายใต้จุลทรรศน์ขนาดที่เล็กยิ่งกว่าปลายเข็มก็สามารถมองเห็นเขาได้

อีกปัญหาหนึ่งที่จะอธิบายก็คือ ท้องน้อย(ตานเถียน)ที่แท้จริงมีอยู่เพียงจุดเดียว ซึ่งอยู่บริเวณท้องน้อย สูงจากฮุ่ยอินเซี่ยภายในร่างกายของคน ต่ำจากท้องน้อยลงมา ณ บริเวณนี้ เรียกว่าตานเถียน พลัง(กง)ต่างๆ ความสามารถพิเศษมากมาย ศาสตร์ต่างๆ ธรรมกาย(ฝ่าเซิน) กายทิพย์(เหวียนอิง) กุมาร(อิงฮ๋าย) และสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย ต่างกำเนิดจากบริเวณนี้ทั้งนั้น

ที่ผ่านมาผู้บำเพ็ญเต๋าบางคนพูดถึงตานเถียนบน ตานเถียนกลาง ตานเถียนล่าง ข้าพเจ้าว่าไม่ถูกต้อง บางคนกล่าวว่าอาจารย์ของเขาได้ถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน และในตำราก็เขียนไว้อย่างนี้ ข้าพเจ้าขอบอกกับท่าน สิ่งเลอะเทอะเหล่านี้ก็มีเขียนไว้ในตำราโบราณ อย่าเห็นว่าสืบทอดกันมาหลายปี ไม่แน่ว่าจะถูกต้องเสมอไป วิชาสายย่อยในภพมีการถ่ายทอดอยู่ในคนธรรมดาสามัญตลอดมา แต่ว่าเขาบำเพ็ญไม่สำเร็จ อะไรก็ไม่ใช่ เขาเรียกมันว่าตานเถียนบน ตานเถียนกลาง ตานเถียนล่าง ความหมายของเขาก็คือจุดที่สามารถกำเนิดตาน ก็คือตานเถียน นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขบขันหรอกหรือ เมื่อคนรวบรวมความนึกคิดไปที่จุดๆ หนึ่ง เวลานานเข้า ก็สามารถก่อเกิดเป็นกลุ่มพลังงาน รวมตัวเป็นตาน หากไม่เชื่อ ท่านลองรวบรวมความนึกคิดไปอยู่ที่ต้นแขนนานๆ เวลานานเข้าก็จะรวมตัวเป็นตาน ดังนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์เช่นนี้จึงพูดว่า ตานเถียนมีอยู่ทุกแห่งหน ฟังแล้วยิ่งน่าขัน ที่เขาเข้าใจการผนึกตานก็คือตานเถียน ความจริงแล้วมันคือ ตาน แต่ไม่ใช่ เถียน ท่านพูดว่าไม่มีที่ใดไม่มี “ตาน” หรือว่า ตานบน ตานกลาง ตานล่าง จะพูดเช่นนี้ก็ได้ แต่จุดที่สามารถกำเนิดหลักธรรมมากมายมีเพียงจุดเดียว ก็คือจุดตรงท้องน้อย ดังนั้นคำพูดที่ว่าตานเถียนบน ตานเถียนกลาง ตานเถียนล่าง เป็นการพูดที่ผิด ความนึกคิดของเรารวมอยู่ที่จุดใด เวลานานเข้าก็จะรวมตัวเป็นตาน

กายทิพย์(เหวียนอิง) กำเนิดจากจุดตานเถียน ณ บริเวณท้องน้อย ค่อยๆ เติบโตขึ้น เมื่อโตจนได้ขนาดเท่าลูกปิงปอง ลักษณะทุกส่วนของร่างกายจะมองเห็นได้ชัดเจน จมูก ดวงตาก็เป็นรูปร่างขึ้นมาแล้ว ในเวลาเดียวกับที่มีขนาดโตเท่าลูกปิงปอง ข้างกายของเขาจะมีฟองอากาศกลมๆ งอกออกมา และจะเติบโตพร้อมไปกับกายทิพย์(เหวียนอิง) เมื่อกายทิพย์(เหวียนอิง)โตได้ขนาด 4 นิ้ว ก็จะมีกลีบดอกบัวปรากฏออกมาหนึ่งกลีบ เมื่อได้ขนาดสูง 5 – 6 นิ้ว กลีบดอกบัวก็เจริญงอกงามเต็มที่ ดอกบัวหนึ่งชั้นจะปรากฏออกมา กายทิพย์ทอแสงสีทองเจิดจ้านั่งอยู่กลางดอกบัวสีทอง สวยงามมาก นั่นก็คือร่างวชิระ(จินกัง)ที่ไม่เสื่อมสลาย สายพุทธเรียกว่าร่างพระพุทธ สายเต๋าเรียกว่ากายทิพย์(เหวียนอิง)

วิชาของเราต้องบำเพ็ญปฏิบัติทั้งร่างแท้และร่างพุทธ ร่างแท้(เปิ๋นถี่)ก็ต้องแปรเปลี่ยน ทุกท่านคงทราบ ร่างพระพุทธนั้นจะปรากฏอยู่ในคนธรรมดาสามัญไม่ได้ ถ้าเพ่งก็อาจจะเห็นรูปลักษณ์ลางๆ ถ้ามองด้วยสายตาของคนธรรมดาสามัญก็จะเห็นเป็นเงาแสง และร่างกายนี้หลังจากผ่านการเปลี่ยนแปลง อยู่ในสังคมมนุษย์ก็จะเหมือนกับคนธรรมดาสามัญ คนธรรมดาสามัญจะดูไม่ออก แต่เขาสามารถทะลวงมิติได้ เมื่อกายทิพย์(เหวียนอิง)โตได้ขนาด 4 – 5 นิ้ว ฟองอากาศก็จะโตขนาดเท่ากัน มันเหมือนลูกโป่ง มีลักษณะโปร่งใส กายทิพย์(เหวียนอิง)จะนั่งขัดสมาธิโดยไม่เคลื่อนไหว เมื่อโตถึงขนาดนี้ ฟองอากาศนี้ก็จะออกจากจุดตานเถียน มันเติบโตเต็มที่ เหมือนแตงที่สุกงอมหลุดจากขั้ว ดังนั้นก็จะเคลื่อนสูงขึ้น ขั้นตอนการเคลื่อนสู่เบื้องบนจะเชื่องช้ามาก แต่ว่าแต่ละวันจะสามารถมองเห็นมันเคลื่อนไหว ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นสู่เบื้องบน ถ้าพวกเราสังเกตดีๆ ก็จะรู้สึกถึงการคงอยู่ของมัน

เมื่อเคลื่อนขึ้นมาถึงตำแหน่งจุดส่านจง มันก็จะพักอยู่ตรงจุดนี้ระยะหนึ่ง เพราะว่าสิ่งสุดยอดในร่างกายคน หลายสิ่งหลายอย่าง(หัวใจก็อยู่ตรงนี้)จะก่อเกิดเป็นระบบหนึ่งอยู่ภายในฟองอากาศนี้ สิ่งสุดยอดเข้าไปหล่อเลี้ยงภายในฟองอากาศ ผ่านไประยะหนึ่ง มันก็จะเริ่มเคลื่อนขึ้นไปอีก เมื่อขึ้นมาถึงบริเวณลำคอ จะรู้สึกหายใจอึดอัด ราวกับว่าเส้นเลือดตีบตัน บวมเป่งอย่างทรมาน แต่เพียงวันสองวันก็จะผ่านพ้นไป มันก็จะขึ้นถึงศีรษะแล้ว เราเรียกว่าขึ้นสู่หนีหวาน พูดถึงการขึ้นสู่หนีหวาน ที่จริงมันใหญ่เท่ากับสมองของท่าน ท่านจะรู้สึกว่าสมองเป่งบวม เพราะว่าจุดหนีหวานเป็นจุดสำคัญของชีวิตคน มันก็จะก่อเกิดสิ่งสุดยอดอยู่ภายใน ต่อจากนั้นมันก็จะเบียดออกมาสู่ภายนอกจากช่องทางตาทิพย์ เป็นความรู้สึกที่ทรมานมาก เป่งบวมจนตาทิพย์ปวดมาก จุดไท่หยางเซี่ยก็จะบวม ตาก็โหลเข้าไปข้างใน จนกระทั่งมันเบียดออกมา และแขวนอยู่ตรงบริเวณหน้าผาก นี่จึงเรียกว่าเสวียนกวานเซ่อเว่ย(เสวียนกวานตั้งจุด) และจะแขวนอยู่บริเวณนี้

ผู้ที่ตาทิพย์เปิดแล้ว เมื่อถึงเวลานี้จะมองไม่เห็น เพราะว่าการบำเพ็ญปฏิบัติของสายพุทธและเต๋า เพื่อให้สิ่งที่อยู่ภายในของเสวียนกวานก่อเกิดเร็วไว ประตูนั้นจะไม่เปิด ด้านหน้ามีประตูใหญ่ 2 บาน ด้านหลังมี 2 บาน จะปิดหมด เหมือนช่องประตูของจัตุรัสเทียนอันเหมินที่ปักกิ่ง มีประตูใหญ่ 2 บานทั้งสองด้าน เพื่อให้เสวียนกวานก่อเกิดได้เร็วขึ้นและสมบรูณ์ ดังนั้นถ้าไม่มีเหตุการณ์พิเศษประตูจะไม่เปิด สิ่งที่ตาทิพย์มองเห็น เมื่อถึงจุดนี้ก็จะมองไม่เห็น ไม่ให้เห็น การที่เสวียนกวานแขวนอยู่ตรงนี้มีจุดมุ่งหมายอะไร เพราะว่าชีพจรนับร้อยในร่างกายเราจะมาบรรจบ ณ จุดนี้ ฉะนั้นในเวลานี้ชีพจรนับร้อยต้องวนผ่านเข้าไปในเสวียนกวานหนึ่งรอบ ต้องผ่านเสวียนกวานทั้งหมด จุดมุ่งหมายก็เพื่อเสริมสร้างพื้นฐาน และก่อให้เกิดเป็นสิ่งที่เป็นระบบหนึ่งภายในเสวียนกวาน เพราะว่าร่างกายมนุษย์ก็คือจักรวาลเล็ก มันจะก่อเกิดเป็นโลกเล็กๆ ใบหนึ่ง สิ่งสุดยอดทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ล้วนก่อเกิดจากภายในนั้น แต่มันเป็นเพียงสิ่งประกอบชุดหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถที่จะใช้งานได้อย่างครบถ้วน

ส่วนการบำเพ็ญปฏิบัติของพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน) เสวียนกวานจะเปิดอยู่ เวลาเสวียนกวานพุ่งออกมา จะเป็นท่อตรง แล้วจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลม ดังนั้นประตูทั้งสองด้านจะเปิด เพราะว่าพลัง(กง)สายพิสดาร (ฉีเหมิน)ไม่บำเพ็ญพุทธและไม่บำเพ็ญเต๋า จะต้องคอยปกป้องตนเอง สายพุทธและสายเต๋ามีอาจารย์อยู่มากมาย ล้วนสามารถคุ้มครองท่าน ไม่จําเป็นให้ท่านเห็น และจะไม่เกิดปัญหา แต่สำหรับพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน)นั้นทำไม่ได้ เขาจะต้องปกป้องตัวเอง ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรักษาความสามารถมองเห็น แต่ในเวลานั้นตาทิพย์มองสิ่งของ ก็จะเหมือนมองผ่านกล้องส่องทางไกล หลังจากก่อเกิดสิ่งที่เป็นระบบแล้ว ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนมันก็จะเริ่มกลับไป หลังจากกลับเข้าไปในศีรษะแล้ว เราเรียกว่าเสวียนกวานเปลี่ยนที่

เวลากลับเข้าไปก็จะเป่งบวมอย่างทรมาน จากนั้นก็เบียดตัวออกมาจากจุดหวี้เจิ่นเซี่ยของคน ความรู้สึกที่เบียดออกมาก็ทรมานมาก เสมือนว่าศีรษะจะแตกแยกออกจากกัน ครู่เดียวก็ออกมาแล้ว เมื่อมันออกมาก็จะรู้สึกโล่งสบายทันที หลังจากออกมาแล้ว มันจะแขวนอยู่ในมิติที่ลึกมากๆ อยู่ในรูปลักษณ์ของร่างกายในมิติที่ลึกมากๆ นั้น ดังนั้นเวลานอนก็ไม่กดทับถูกมัน แต่มีอยู่จุดหนึ่ง ในขณะที่เสวียนกวานตั้งจุดครั้งแรกนัยน์ตาจะมีความรู้สึก แม้ว่ามันจะอยู่ในอีกมิติหนึ่ง มักจะรู้สึกว่าข้างหน้าดวงตาจะมัวไม่ชัดเจน เหมือนกับมีอะไรมาบดบัง ไม่ค่อยสบายนัก เพราะว่าจุดหวี้เจิ่นเซี่ยเป็นด่านสำคัญด่านหนึ่ง ที่ด้านหลังก็ต้องก่อเกิดสิ่งที่เป็นระบบหนึ่ง แล้วมันก็จะเริ่มกลับไปอีก เสวียนกวานอี้เชี่ยว(การเคลื่อนของเสวียนกวานหนึ่งจุดทวาร) ที่จริงไม่ใช่เพียงจุดทวารหนึ่งจุด มันจะเปลี่ยนตำแหน่งหลายครั้ง เมื่อเคลื่อนกลับไปถึงจุดหนีหวานแล้วก็จะเริ่มเคลื่อนลงข้างล่าง เคลื่อนต่ำลงจากภายในร่างกาย จนถึงจุดมิ่งเหมินเซี่ย จากจุดมิ่งเหมินเซี่ยก็จะพุ่งออกมาอีก

จุดมิ่งเหมินเซี่ย(จุดประตูชีวิต)ของคน เป็นจุดทวารที่สำคัญมากจุดหนึ่ง สายเต๋าเรียกว่าทวาร(เชี่ยว) เราเรียกว่าด่าน(กวาน) เป็นด่านใหญ่ที่สำคัญมาก เป็นประตูเหล็กจริงๆ ประตูเหล็กที่นับชั้นไม่ถ้วน พวกเราคงทราบกันดีว่าร่างกายเป็นชั้นๆ เซลล์ในร่างกายของเราจัดเป็นหนึ่งชั้น โมเลกุลข้างในเป็นหนึ่งชั้น อะตอม โปรตอน อิเล็กตรอน เล็กมากๆ เล็กมากๆ เล็กจนถึงอนุภาคที่เล็กที่สุด แต่ละด้านจะมีประตูอยู่ชั้นหนึ่ง ดังนั้นจะมีความสามารถพิเศษต่างๆ ศาสตร์มากมาย ล้วนถูกปิดไว้อยู่ภายในประตูแต่ละชั้น หลักพลัง(กง)อื่นๆ เวลาฝึกตาน ขณะที่ตานจะระเบิดออกมานั้น ก่อนอื่นจะต้องระเบิดจุดมิ่งเหมินให้เปิดออก หากไม่เปิดออก ความสามารถพิเศษก็ปล่อยออกมาไม่ได้ เสวียนกวานเมื่อก่อเกิดสิ่งที่เป็นระบบ ณ จุดมิ่งเหมินแล้ว มันก็จะกลับเข้าไปอีก หลังจากกลับเข้าไปแล้วก็เริ่มเคลื่อนกลับเข้าที่บริเวณท้องน้อย เรียกว่าเสวียนกวานกลับที่

หลังจากกลับเข้าที่แล้ว ไม่ใช่กลับไปยังจุดเดิม ในเวลานั้นกายทิพย์(เหวียนอิง)โตขึ้นมากแล้ว ฟองอากาศก็จะคลุมอยู่บนกายทิพย์(เหวียนอิง) ห่อหุ้มกายทิพย์(เหวียนอิง)เอาไว้ และเติบโตพร้อมๆ กันไป กายทิพย์(เหวียนอิง)ในสายเต๋า โดยทั่วไปเมื่อเติบโตเท่าเด็กอายุ 6 – 7 ขวบ ก็จะให้เขาออกจากร่างได้ เรียกว่ากายทิพย์(เหวียนอิง)จุติ โดยให้จิตหลัก(เหวียนเสิน)ของคนเป็นผู้ควบคุมเขา เขาก็สามารถออกมาเคลื่อนไหวได้ ร่างกายของคนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่เคลื่อนไหว แต่จิตหลัก(เหวียนเสิน)จะออกมา โดยทั่วไปสายพุทธเมื่อกายทิพย์(เหวียนอิง)บำเพ็ญปฏิบัติจนมีขนาดโตเท่ากับตัวเขาเองก็จะไม่มีอันตรายแล้ว โดยปกติแล้วเมื่อถึงเวลานี้ก็จะอนุญาตให้ออกจากร่างได้ ออกจากร่างกายได้ ออกมาได้ เมื่อถึงเวลานั้น กายทิพย์(เหวียนอิง)ก็เติบโตเท่ากับตัวเขาเองแล้ว ครอบ(เจ้า)ก็ใหญ่ตามด้วย ครอบ(เจ้า)นั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้นจนล้นออกมานอกร่างกาย ซึ่งก็คือเสวียนกวานนั่นเอง เพราะกายทิพย์(เหวียนอิง)เติบโตขนาดนี้แล้ว แน่นอนมันก็ต้องขยายออกมานอกร่างกาย

ทุกท่านอาจเคยเห็นพระพุทธรูปในวัด เห็นพระพุทธมักจะอยู่ภายในวงกลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปวาดของพระพุทธ มักจะมีวงหนึ่งวง ข้างในมีพระพุทธนั่งอยู่ รูปพระพุทธส่วนใหญ่ล้วนเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะรูปวาดพระพุทธในวัดเก่าแก่เป็นอย่างนี้ทั้งหมด ทำไมถึงนั่งอยู่ภายในวง ไม่มีใครอธิบายได้ถ่องแท้ ข้าพเจ้าขอบอกกับทุกท่าน นั่นก็คือเสวียนกวาน แต่เวลานี้เราไม่เรียกว่าเสวียนกวาน เรียกว่าโลก แต่ยังไม่สามารถเรียกว่าโลกอย่างแท้จริง เพราะมันเป็นเพียงสิ่งประกอบระบบหนึ่ง เช่นเดียวกับโรงงานของเรามีสิ่งประกอบอุปกรณ์ ยังไม่สามารถทำการผลิตได้ จะต้องมีพลังงาน มีวัตถุดิบแล้วจึงจะสามารถผลิตได้ หลายปีมานี้มีผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมมากมายกล่าวว่า ฉันมีพลัง(กง)สูงกว่าพระโพธิสัตว์ ฉันมีพลัง(กง)สูงกว่าพระพุทธ คนอื่นฟังแล้วรู้สึกพิศวงมาก ที่จริงไม่พิศวงแม้แต่น้อย อันที่จริงพลัง(กง)จำต้องฝึกให้สูงมากในภพเสียก่อน

แล้วเพราะเหตุใดจึงมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น บำเพ็ญสำเร็จแล้วจะมีพลัง(กง)สูงมากกว่าพระพุทธอีกหรือ จะเข้าใจกันอย่างผิวเผินเช่นนี้ไม่ได้ พลัง(กง)ของเขาสูงจริงๆ เพราะว่าหลังจากเขาได้บำเพ็ญปฏิบัติจนถึงระดับสูงมากๆ เมื่อถึงเวลาที่พลัง(กง)เขาเปิด เกิดการรู้แจ้ง(อู้) พลัง(กง)นั้นสูงมากจริงๆ ในชั่วพริบตาก่อนวันที่พลัง(กง)และการรู้แจ้ง(อู้)ของเขาจะเปิด เขาต้องตัดทอนพลัง(กง)ของตัวเองลง 8 ใน 10 ส่วน แม้กระทั่งมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง)ของเขาก็ต้องตัดลงมาด้วย เพื่อใช้พลังงานส่วนนี้ไปเสริมสร้างโลกของเขาให้สมบูรณ์ โลกของตัวเขาเอง ทุกท่านคงทราบพลัง(กง)ของผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรวมเข้ากับมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง) เป็นการทนทุกข์ทรมานต่างๆ นานา มาตลอดชีวิตของคน ฝึกฝนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก บำเพ็ญปฏิบัติจนได้มา ดังนั้นมันจึงมีค่ายิ่งนัก นำเอาสิ่งที่มีค่าสูงส่ง 8 ใน 10 ส่วนออกมาเสริมสร้างโลกของเขาให้สมบูรณ์ ฉะนั้นในอนาคตเมื่อเขาบำเพ็ญปฏิบัติสำเร็จ คิดอยากได้สิ่งใดยื่นมือออกไปก็จะได้สิ่งนั้นมาทันที ต้องการอะไรก็จะได้อย่างนั้น คิดจะทำอะไรก็ทำได้ ภายในโลกของเขามีทุกอย่าง นี่คืออานุภาพของเขา ที่บำเพ็ญออกมาผ่านการทนทุกข์

พลังงานของเขานี้สามารถจะแปรเปลี่ยนสิ่งใดก็ได้ตามความพอใจ ดังนั้นพระพุทธคิดอยากได้อะไร อยากกินอะไร อยากทำอะไร มีพร้อมทุกสิ่ง นี่คือสิ่งที่เขาได้มาจากการบำเพ็ญด้วยตนเอง ก็คือตำแหน่งพระพุทธ ไม่มีสิ่งนี้เขาก็บำเพ็ญไม่สำเร็จ ในเวลานี้ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นโลกของตัวเอง และเขาเหลือพลัง(กง)เพียง 2 ใน 10 ส่วนที่จะบรรลุมรรคผลและได้หลักธรรม แม้ว่าจะเหลือเพียง 2 ใน 10 ส่วน แต่ร่างกายของเขาไม่ถูกปิดกั้น จะนำร่างกายหรือไม่นำร่างกายไปก็ได้ แต่ร่างกายของเขาได้ถูกแปรเปลี่ยนด้วยสสารพลังงานสูงแล้ว ถึงเวลานั้นเขามีอิทธิฤทธิ์มากมาย อานุภาพมหาศาล ในขณะที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมท่ามกลางคนธรรมดาสามัญมักจะถูกปิดกั้นเอาไว้ ไม่มีความสามารถมากมายเช่นนั้น มีพลัง(กง)สูงส่งเพียงใดก็ต้องถูกควบคุม เวลานี้ไม่เหมือนกันแล้ว

อ่านต่อหน้า 1  2  3  4  5

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook