บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 5

วิชาพลัง(กง) สายพิสดาร(ฉีเหมิน)

นอกจากวิชาพลัง(กง)ของสายพุทธกับสายเต๋าสองสายแล้ว ยังมีวิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน) เขาเรียกตัวเองว่าการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมสายพิสดาร(ฉีเหมิน) โดยทั่วไปเรามีความเข้าใจต่อหลักการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเช่นนี้คือ ประเทศจีนตั้งแต่โบราณมาจนถึงทุกวันนี้ คนถือว่าวิชาพลัง(กง)ของสายพุทธและสายเต๋าทั้ง 2 สายนี้ เป็นวิชาการถ่ายทอดที่ถูกต้องในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม และก็เรียกว่าการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมสายหลัก สำหรับวิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน)นั้น แต่ไหนแต่ไรไม่เปิดเผยต่อโลก มีคนรู้จักน้อยมาก เพียงแต่จะได้ยินได้ฟังจากงานด้านวรรณกรรม

วิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน)มีจริงหรือไม่ มีจริง ในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า โดยเฉพาะในปีหลังๆ ได้พบกับผู้มีวิชาสูงส่งจากสำนักวิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน) 3 ท่าน ท่านได้ถ่ายทอดวิชาสุดยอดให้กับข้าพเจ้า เป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์พิเศษ และดีมากๆ เพราะว่าวิชาของท่านมีเอกลักษณ์พิเศษ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฝึกออกมาจึงแปลกประหลาดมากๆ ไม่อาจเป็นที่เข้าใจของคนทั่วๆ ไป และยังพูดอีกประโยคหนึ่งว่า ไม่ใช่พุทธและไม่ใช่เต๋า ไม่บำเพ็ญพุทธและไม่บำเพ็ญเต๋า พอคนได้ยินว่าไม่บำเพ็ญพุทธและไม่บำเพ็ญเต๋า ก็เรียกเขาว่า ทางสายรอง(ผังเหมินจั่วเต้า) เขาเรียกตัวเองว่าวิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน) การเรียกว่าทางสายรอง(ผังเหมินจั่วเต้า)มีความหมายในเชิงดูหมิ่น แต่ไม่มีความหมายต่อต้าน ไม่ใช่ว่าเป็นวิชามาร จุดนี้ยืนยันได้ ถ้าเข้าใจตามตัวหนังสือก็ไม่มีความหมายเป็นวิชามาร ในประวัติศาสตร์ พลัง(กง)ของพุทธและเต๋าได้ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสายหลัก แต่วิชาของเขาเมื่อผู้คนยังไม่รู้จัก ผู้คนจึงเรียกเขาว่าประตูด้านข้าง(ผังเหมิน) ไม่ใช่วิชาในสายหลัก แล้ว “จั่วเต้า” คืออะไร คำว่า “จั่ว” มีความหมายว่าโง่ “จั่วเต้า” ก็คือวิชาโง่ คำว่า “จั่ว” ในประเทศจีนโบราณเขามักจะเรียกว่าโง่ ผังเหมินจั่วเต้าก็มีความหมายเช่นนี้

ทำไมจึงไม่ใช่วิชามาร เพราะเขาก็มีข้อกำหนดที่เข้มงวดในด้านจิต(ซินซิ่ง) เขาก็บำเพ็ญปฏิบัติตามคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล ไม่ขัดต่อคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลและกฎของจักรวาลนี้ เขาก็ไม่ทำความชั่ว เพราะฉะนั้นไม่สามารถพูดว่าเป็นวิชามาร เพราะไม่ใช่ว่าคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลของเราจะสอดคล้องกับหลักการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของสายพุทธและสายเต๋า แต่เป็นเพราะหลักการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของพุทธและเต๋า ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล จึงเป็นวิชาสายหลัก การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน) สอดคล้องกับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล ฉะนั้นเขาจึงไม่ใช่วิชามาร เป็นสายหลักเหมือนกัน เพราะมาตรฐานการวัดความดีความเลว ความเมตตาความชั่วร้ายนั้นคือคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล เขาบำเพ็ญตามคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล ดังนั้นวิชาของเขาก็เป็นหนทางที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่าจุดเด่นของข้อกำหนดของวิชานี้ต่างจากของสายพุทธและสายเต๋า เขาไม่พูดถึงการถ่ายทอดวิชาแก่ลูกศิษย์อย่างกว้างขวาง ขอบเขตของการถ่ายทอดก็เล็กมาก สายเต๋าเวลาถ่ายทอดพลัง(กง) จะสอนลูกศิษย์เป็นกลุ่มใหญ่ แต่ว่าในจำนวนนั้นมีลูกศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับการถ่ายทอดจริง สายพุทธพูดถึงการโปรดสัตว์ ใครสามารถบำเพ็ญได้ก็บำเพ็ญไป

การถ่ายทอดของวิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน) ไม่สามารถถ่ายทอด 2 คนในเวลาเดียวกัน และในช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนาน จะเลือกได้เพียงคนเดียวไว้สืบทอดวิชา ดังนั้นที่ผ่านมาวิชาของเขาไม่สามารถให้คนธรรมดาสามัญเห็นได้ แน่นอนในช่วงที่พลังลมปราณ(ชี่กง)มีความนิยมสูง ข้าพเจ้าพบว่าคนของวิชาพลัง(กง)นี้ส่วนหนึ่งก็ออกมาเผยแพร่พลัง(กง) แต่ว่าถ่ายทอดไปถ่ายทอดมารู้สึกว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะบางสิ่งบางอย่างอาจารย์ของเขาจะไม่ให้เขาถ่ายทอด ถ้าคิดจะถ่ายทอดพลัง(กง) ท่านก็จะเลือกคนไม่ได้ คนที่มาระดับจิต(ซินซิ่ง)อยู่ในระดับชั้นสูงต่ำต่างกัน ทัศนคติที่มาเรียนต่างกัน มีทุกประเภท ท่านจึงไม่สามารถเลือกลูกศิษย์ในการถ่ายทอดได้ ดังนั้นวิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน)จึงไม่แพร่หลาย เกิดอันตรายได้ง่าย เพราะว่าวิชาของเขาเป็นวิชาที่มีเอกลักษณ์พิเศษ

มีคนคิดว่าสายพุทธบำเพ็ญเป็นพุทธ สายเต๋าบำเพ็ญเป็นผู้สำเร็จธรรม แล้ววิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน)บำเพ็ญเป็นอะไร เขาบำเพ็ญเป็นเทพอิสระ ไม่มีอาณาเขตจักรวาลที่แน่นอน พวกเราก็ทราบ พระยูไลองค์ศากยมุนีมีโลกซาผอซื่อเจี้ย พระอาหนีถอฝอมีโลกจี๋เล่อซื่อเจี้ย พระเอี้ยวซือฝอมีโลกหลิวหลีซื่อเจี้ย พระยูไลแต่ละองค์และพระพุทธระดับสูงจะมีโลกของตัวเอง ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงแต่ละองค์ก็จะก่อตั้งสวรรค์ของตัวเอง มีลูกศิษย์ของท่านมากมายดำเนินชีวิตอยู่ในนั้น ในขณะที่วิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน)ไม่มีอาณาเขตจักรวาลที่แน่นอนของตัวเอง เป็นเพียงเทพอิสระเที่ยวพเนจร

การฝึกวิชามาร
อะไรคือการฝึกวิชามาร มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน มีคนจำพวกหนึ่งจะฝึกวิชามารโดยเฉพาะ เพราะสิ่งนี้ในประวัติศาสตร์ก็มีคนถ่ายทอดอยู่ ทำไมจึงถ่ายทอดสิ่งนี้กัน เพราะเขาต้องการแสวงหาชื่อเสียงความมั่งมีในสังคมมนุษย์ เขาเน้นเรื่องนี้ แน่นอนจิต(ซินซิ่ง)ของเขาไม่สูง เขาจะไม่ได้พลัง(กง) แล้วเขาจะได้อะไรหรือ เขาจะได้กรรม คนที่มีผลกรรมมาก ก็จะก่อเกิดเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง แต่เขาไม่มีระดับชั้น เขาไม่อาจเปรียบเทียบกับผู้ฝึกพลัง(กง)ได้ แต่หากเปรียบเทียบกับคนธรรมดาสามัญแล้ว เขาสามารถควบคุมคนธรรมดาสามัญได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ก็คือปรากฏการณ์ของพลังงาน เมื่อมีความหนาแน่นสูง ก็จะสามารถเพิ่มความสามารถพิเศษของร่างกายคนให้แข็งแกร่งได้ สามารถบังเกิดผลเช่นนี้ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาก็มีบางคนถ่ายทอดสิ่งนี้ เขาพูดว่า ฉันทำเรื่องเลวร้าย ด่าคน ฉันก็จะมีพลัง(กง)เพิ่มขึ้น เขาไม่มีพลัง(กง)เพิ่มขึ้น แท้ที่จริงแล้วเป็นการเพิ่มความหนาแน่นของสสารสีดำ เพราะทำเรื่องไม่ดีจะได้สสารสีดำคือ กรรม เพราะฉะนั้นเขาก็สามารถทำให้ความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาเพียงน้อยนิด แข็งแกร่งขึ้นอันเนื่องมาจากผลกรรมนี้ และสามารถก่อเกิดความสามารถพิเศษเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา แต่ก็ไม่สามารถทำเรื่องที่สำคัญอะไรได้ คนจำพวกนี้จะคิดว่า เขาทำเรื่องไม่ดีไม่งามก็สามารถจะมีพลัง(กง)เพิ่มขึ้น เขาจึงพูดกันเช่นนี้

มีคนกล่าวกันว่าธรรมะสูงหนึ่งฟุต มารสูงหนึ่งวา นั่นเป็นการพูดที่เหลวไหลในสังคมมนุษย์ มารไม่มีวันจะสูงกว่าธรรมะ มีสภาพการณ์เช่นนี้คือ จักรวาลที่เราเข้าใจเป็นเพียงจักรวาลเล็กจักรวาลหนึ่งในจำนวนจักรวาลนับไม่ถ้วน เราเรียกย่อๆ ว่าจักรวาล จักรวาลของเรานี้ เมื่อได้ผ่านพ้นเป็นระยะเวลาอันยาวนานแต่ละครั้ง จะเกิดภัยพิบัติใหญ่หลวงครั้งหนึ่ง ภัยพิบัติเช่นนี้ก็จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล รวมทั้งดวงดาวต่างๆ ชีวิตในจักรวาลก็อาจถูกทำลายจนหมดสิ้น การโคจรของจักรวาลเป็นไปตามระบบ จักรวาลของเราในยุคนี้ไม่เฉพาะแต่มนุษย์เราเปลี่ยนไปในทางเลวลง สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้มองเห็นสถานการณ์เช่นนี้แล้ว เวลานี้พูดได้ว่า ในมิติของจักรวาลนี้ได้เกิดการระเบิดไปก่อนหน้านี้นานแล้ว นักดาราศาสตร์ในปัจจุบันยังมองไม่เห็น เพราะว่าในขณะที่เราใช้กล้องส่องทางไกลขนาดใหญ่ที่สุดส่องดู ภาพที่เรามองเห็นจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน 1 แสน 5 หมื่นปีแสง ถ้าจะมองให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบท้องฟ้าในปัจจุบัน จะต้องรอไปอีก 1 แสน 5 หมื่นปีแสงให้หลังจึงจะมองเห็น นั่นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก

ปัจจุบันจักรวาลทั้งหมดได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทุกชีวิตในจักรวาลล้วนจะถึงการดับสลาย ตกอยู่ในสภาพดับสลายทั้งหมด ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ คุณสมบัติพิเศษและวัตถุธาตุที่มีอยู่ก่อนแล้วในจักรวาลล้วนต้องถูกระเบิดให้หมดสิ้นไป ส่วนใหญ่จะถูกระเบิดตายไปหมด แต่ทุกครั้งที่ผ่านมาก็ระเบิดไม่หมดสิ้น เมื่อจักรวาลใหม่ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาใหม่โดยผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงมากๆ แล้ว ภายในก็จะมีบางส่วนที่ไม่ถูกระเบิดตาย ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงจะสร้างจักรวาลนี้ขึ้นมาตามคุณสมบัติพิเศษของตัวท่าน สร้างจักรวาลนี้ขึ้นมาตามมาตรฐานของตัวท่าน ดังนั้นจักรวาลนี้และจักรวาลก่อนจะมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกัน

ส่วนพวกที่ไม่ถูกระเบิดตาย ก็จะดำเนินตามคุณสมบัติพิเศษและกฎดั้งเดิมของจักรวาลก่อน จักรวาลที่สร้างขึ้นมาใหม่ก็จะดำเนินตามคุณสมบัติพิเศษและกฎของจักรวาลใหม่ ดังนั้นพวกที่ไม่ถูกระเบิดตายไปก็จะกลายเป็นมารคอยรบกวนกฎของจักรวาล แต่เขาก็ไม่เลวร้ายนัก เขาเพียงแต่ดำเนินไปตามคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลในวัฏจักรก่อน นี่ก็คือมารฟ้าที่คนพูดถึง แต่เขาจะไม่คุกคามมนุษย์แต่อย่างใด เขาก็ไม่ทำร้ายคน เขาเพียงแต่กระทำการไปตามกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของเขา ในอดีตเรื่องอย่างนี้ไม่อนุญาตให้คนธรรมดาสามัญรู้ ข้าพเจ้าว่าเหนือจากระดับชั้นของพระยูไลขึ้นไปมีพระพุทธอยู่มากมาย มารนั้นจะมีความหมายอะไร เปรียบเทียบกันแล้วเล็กมากๆ การแก่เจ็บตายก็เป็นมารอย่างหนึ่ง แต่ก็กำเนิดขึ้นมาเพื่อปกป้องคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล

พุทธศาสนากล่าวถึงการเวียนว่ายตายเกิด 6 ทาง(วัฏสงสาร) พูดถึงปัญหาของอสูร(ซิวหลอเต้า) ที่จริงก็คือสิ่งมีชีวิตในต่างมิติ แต่ไม่มีคุณสมบัติของมนุษย์ ในสายตาของผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง มันอยู่ในระดับชั้นที่ต่ำมากๆ ไม่มีความสามารถใดๆ แต่น่ากลัวมากในสายตาของคนธรรมดาสามัญ มันมีพลังงานในระดับหนึ่ง มันถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงชอบกินมนุษย์ หลายปีมานี้ มันก็ออกมาถ่ายทอดพลัง(กง) มันคิดว่ามันเป็นอะไร จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนได้หรือ น่ากลัวมาก เรียนรู้วิชาของมันแล้วก็จะกลายเป็นพวกของมัน บางคนในขณะที่ฝึกพลัง(กง)มีความคิดที่ไม่ถูกต้อง เมื่อสอดคล้องกับความคิดของมัน มันก็จะมาสอนท่าน ธรรมะย่อมชนะอธรรม เมื่อท่านไม่แสวงหา ใครก็ไม่กล้าแตะต้องท่าน เมื่อใดที่ท่านเกิดความคิดที่ไม่ดี แสวงหาในสิ่งที่ไม่ดี มันก็จะมาช่วยท่าน ท่านก็จะบำเพ็ญในสายมารทันที จะปรากฏปัญหาเช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีอีกกรณีหนึ่งคือเรียนรู้วิชามารโดยไม่รู้ตัว ทำไมจึงเรียกว่าเรียนรู้วิชามารโดยไม่รู้ตัว ก็คือคนเรียนรู้วิชามารเข้าโดยที่ตัวเองไม่รู้ เรื่องอย่างนี้มีอยู่ทั่วไป เกิดขึ้นมากมาย เหมือนที่ข้าพเจ้าพูดวันนั้น บางคนในขณะฝึกพลัง(กง)มีความคิดไม่ถูกต้อง ท่านดูเขายืนฝึกจนเมื่อยมือ แข้งขาอ่อนล้า แต่ในสมองของเขาก็ไม่ว่างเว้น เขาคิดว่า สินค้าราคาแพงขึ้น ฉันควรไปซื้อไว้ ฝึกพลัง(กง)เสร็จฉันก็จะไปซื้อ ไม่เช่นนั้นราคาก็จะขึ้น บางคนคิด ที่ทำงานกำลังจัดสรรห้องพัก จะมีส่วนของฉันหรือไม่ คนจัดสรรกับฉันความคิดไม่ตรงกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เขาคงไม่จัดสรรให้ฉัน ฉันจะต่อสู้อย่างไรดี… ความคิดอะไรก็มี ก็เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าพูด คิดตั้งแต่เรื่องในครอบครัวจนถึงเรื่องของบ้านเมือง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ

การฝึกพลัง(กง)ต้องเน้นกุศล พวกเราเวลาฝึกพลัง(กง) ท่านไม่คิดเรื่องดีและก็ไม่คิดเรื่องไม่ดี ดีที่สุดอะไรก็ไม่คิด เพราะว่าในขณะที่ฝึกพลัง(กง)ในขั้นเริ่มต้นนั้นต้องวางพื้นฐาน พื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าการเคลื่อนไหวความนึกคิดของคนเรานั้นจะบังเกิดผลในระดับหนึ่ง พวกเราลองคิดดู ถ้าในพลัง(กง)ของท่านมีอะไรแทรกเข้าไป สิ่งที่ท่านฝึกออกมาจะดีได้อย่างไร มันจะไม่เป็นสีดำหรือ ในขณะฝึกพลัง(กง)จะมีสักกี่คนที่จะไม่มีความคิดเช่นนี้ ทำไมท่านฝึกพลัง(กง)แล้วไม่สามารถปัดเป่าโรคให้หายได้ ณ ศูนย์ฝึกพลัง(กง)บางคนไม่คิดในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม แต่จิตใจมุ่งแต่จะแสวงหาความสามารถพิเศษ คิดขอโน่น ขอนี่ สภาพจิตต่างๆ นานา กิเลส ตัณหาแรงกล้าทุกชนิด อันที่จริงก็หลงเข้าไปฝึกวิชามารโดยไม่รู้ตัวแล้ว ท่านบอกเขาว่าเขาฝึกวิชามาร เขาจะไม่พอใจ ตอบว่า ฉันเรียนมาจากอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ท่านนั้น แต่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ท่านนั้นบอกให้ท่านเน้นเรื่องกุศล ท่านปฏิบัติตามหรือไม่ ในขณะที่ท่านฝึกพลัง(กง) ท่านได้เอาความนึกคิดไม่ดีแทรกเข้าไป ท่านว่าท่านจะสามารถฝึกสิ่งที่ดีออกมาได้หรือ นี่ก็คือปัญหา เป็นการฝึกวิชามารโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมีอยู่ทั่วไป

อ่านต่อหน้า 1  2  3  4   5  6  7

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook