บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 6

ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)

ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมีคำกล่าวที่เรียกว่า ธาตุไฟแทรก ซึ่งก็ส่งผลมากมายใหญ่หลวงต่อฝูงชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีคนส่วนหนึ่งนำเรื่องเช่นนี้ไปโพนทะนาเสียร้ายแรง จนทำให้บางคนไม่กล้าฝึกพลัง(กง) เมื่อคนได้ยินว่าฝึกพลัง(กง)แล้วธาตุไฟจะแทรก ก็ตกใจไม่กล้าฝึก ความจริงแล้วข้าพเจ้าจะบอกกับทุกท่านว่า ธาตุไฟแทรกนั้นแท้จริงแล้วไม่มี

มีคนไม่น้อยเป็นเพราะจิตใจไม่เที่ยงตรง ชักนำวิญญาณแปลกปลอมเข้ามา จิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ของตัวเองไม่สามารถควบคุมตัวเองไว้ได้ ยังหลงเข้าใจว่านี่ก็คือพลัง(กง) ร่างกายถูกวิญญาณแปลกปลอมครอบงำ สติเลอะเลือน ทั้งร้องทั้งตะโกน ผู้ที่พบเห็นเลยเข้าใจว่าฝึกพลัง(กง)แล้วจะเป็นแบบนี้ ก็ตกใจไม่กล้าฝึก พวกเราเองไม่น้อยที่คิดว่านี่ก็คือพลัง(กง) นี่เป็นการฝึกพลัง(กง)ที่ไหนล่ะ นี่เป็นเพียงสภาพของการบำบัดรักษาโรคในขั้นที่ต่ำที่สุด แต่มันกลับอันตรายมาก ถ้าท่านเคยชินกับสภาพเช่นนี้ จิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ของท่านไม่สามารถควบคุมท่านเอง ดังนั้นร่างกายของท่านก็อาจถูกจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)หรือสื่อสัญญาณจากภายนอก หรือวิญญาณแปลกปลอมเข้ามาควบคุม ก็อาจเกิดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายบางอย่าง และเป็นการทำลายต่อวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมาก มันเกิดขึ้นเพราะจิตใจของคนเราไม่เที่ยงตรง ยึดติดต่อการโอ้อวดตัวเองต่างหาก นี่ไม่ใช่ธาตุไฟแทรก บางคนไม่รู้ว่าเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ได้อย่างไร เขาก็พูดเรื่องธาตุไฟแทรก ความจริงการฝึกพลัง(กง)จะไม่มีเรื่องของธาตุไฟแทรก คนส่วนใหญ่มักได้ยินคำนี้มาจากผลงานทางวรรณกรรม หรือหนังสือนิยายกำลังภายใน ไม่เชื่อท่านลองไปเปิดดูตำราโบราณ หนังสือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ไม่มีเรื่องเช่นนี้ มีธาตุไฟแทรกที่ไหนกัน จะไม่มีเรื่องเช่นนี้ปรากฏอย่างแน่นอน

ธาตุไฟแทรกที่คนทั่วไปเข้าใจมีหลายรูปแบบด้วยกัน ที่ข้าพเจ้ากล่าวไปนั้นก็เป็นรูปแบบหนึ่ง สืบเนื่องจากจิตใจตัวเองไม่เที่ยงตรง ชักนำวิญญาณแปลกปลอมเข้ามา มีสภาพจิตต่างๆ เช่น แสวงหาท่าพลังลมปราณ(ชี่กง)ต่างๆ เพื่อโอ้อวด บางคนแสวงหาความสามารถพิเศษโดยตรงหรือฝึกวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอม เมื่อฝึกไปตัวเองมักเคยชินกับการปล่อยให้จิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ผ่อนคลาย อะไรก็ไม่รู้ มอบร่างกายให้คนอื่นไป สติเลอะเลือนปล่อยให้จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ) หรือสื่อสัญญาณจากภายนอกมาควบคุมร่างกาย แสดงกิริยาท่าทางแปลกๆ ออกมา บอกให้เขากระโดดตึกเขาก็กระโดดตึก บอกให้เขากระโดดน้ำเขาก็กระโดดน้ำ ตัวเองก็ไม่คิดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ร่างกายได้มอบให้คนอื่นไปเสียแล้ว นี่ไม่เรียกว่าธาตุไฟแทรก แต่เรียกว่าฝึกพลัง(กง)จนหลงทางผิด เกิดขึ้นเพราะตั้งใจทำเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มต้น คนจำนวนมากคิดว่าการตกอยู่ในภวังค์ก็คือการฝึกพลัง(กง) ความจริงแล้วสภาพเช่นนี้หากไปฝึกพลัง(กง)จริงๆ ก็จะนำไปสู่ผลร้ายแรงในภายหลัง นี่ไม่ใช่การฝึกพลัง(กง) เป็นผลพวงจากการยึดติดและแสวงหาของคนธรรมดาสามัญ

อีกกรณีหนึ่งคือในขณะฝึกพลัง(กง) ลมปราณ(ชี่)อุดตันอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย หรือลมปราณ(ชี่)ขึ้นถึงกระหม่อมแล้วลงมาไม่ได้ เขาก็เกิดความกลัว ร่างกายของคนเราก็เหมือนกับจักรวาลเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักพลัง(กง)ของสายเต๋าเวลาฝ่าด่านจะพบกับความยุ่งยากเหล่านี้ ฝ่าด่านไปไม่ได้ ลมปราณ(ชี่)ก็จะวนเวียนอยู่ ณ บริเวณนั้น ไม่เฉพาะแต่บริเวณกระหม่อม ส่วนอื่นๆ ก็เช่นกัน แต่จุดที่ไวต่อความรู้สึกของคนก็คือกระหม่อม ลมปราณ(ชี่)พุ่งขึ้นสู่กระหม่อมแล้วย้อนกลับลงมา เมื่อไม่สามารถฝ่าด่านไป เขาจะรู้สึกว่าหนักศีรษะ ศีรษะเป่งบวม เหมือนกับสวมหมวกพองลมใบหนาเป็นต้น แต่ลมปราณ(ชี่)จะไม่เกิดผลในการบังคับใดๆ มันก็ไม่นำความยุ่งยากอะไรมาสู่คน และไม่อาจทำให้คนเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนไม่เข้าใจสภาพที่แท้จริงของพลังลมปราณ(ชี่กง) ก็แสดงความคิดเห็นไปในทางพิสดารที่ไม่ถูกไม่ควร ผลก็คือนำไปสู่ความสับสน จนผู้คนต่างเข้าใจว่าหากลมปราณ(ชี่)ขึ้นสู่กระหม่อมแล้วลงมาไม่ได้ก็จะเกิดธาตุไฟแทรก เกิดการผิดพลาดขึ้นเป็นต้น สุดท้ายทำให้หลายๆ คนหวาดกลัว

การที่ลมปราณ(ชี่)ขึ้นสู่กระหม่อมแล้วลงมาไม่ได้นั้น เป็นเพียงสภาพการณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง บางคนใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน ครึ่งปีก็ยังลงมาไม่ได้ หากลงมาไม่ได้ หาอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงช่วยแนะนำก็ลงมาได้แล้ว ฉะนั้นเมื่อเราฝึกพลัง(กง)เวลาฝ่าด่านไม่ได้ หรือลมปราณ(ชี่)ลงมาไม่ได้ ให้เราหาสาเหตุทางด้านจิต(ซินซิ่ง)ดูว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เราหลงอยู่ ณ ระดับชั้นนั้นๆ นานเกินไป ควรจะต้องยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้นแล้ว เมื่อท่านสามารถยกจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้นอย่างแท้จริง ท่านจะพบว่ามันสามารถลงมาได้ หากท่านมัวแต่ยึดการเปลี่ยนแปลงทางพลัง(กง)ในร่างกายโดยไม่เน้นการเปลี่ยนแปลงทางจิต(ซินซิ่ง) มันเป็นการรอให้ท่านพัฒนายกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น จึงจะสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ คนเราถ้าหากลมปราณ(ชี่)ติดขัดก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น มักเป็นผลจากจิตใจของตัวเอง ยิ่งไปฟังอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมพูดว่าเมื่อลมปราณ(ชี่)ขึ้นสู่กระหม่อมแล้ว จะเกิดอาการผิดปกติอะไร เขาก็เกิดความหวาดกลัว พอเกิดความหวาดกลัวก็อาจจะนำมาซึ่งความยุ่งยากจริงๆ เพราะเมื่อท่านเกิดกลัว ก็คือจิตหวาดกลัว นั่นไม่ใช่จิตยึดติดหรือ เมื่อท่านเกิดจิตยึดติด มิต้องขจัดมันออกไปหรือ ยิ่งกลัวก็ยิ่งเหมือนป่วยไข้ ต้องขจัดจิตใจเช่นนี้ออกไปให้ได้ ให้ท่านได้รับบทเรียนครั้งนี้ เพื่อขจัดจิตหวาดกลัวทิ้งไป และยกระดับขึ้นมา

ในการบำเพ็ญปฏิบัติของผู้ฝึกพลัง(กง)ต่อไปจะรู้สึกไม่สบาย ร่างกาย จะปรากฏพลัง(กง)ต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งแรงกล้าเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในร่างกายของท่าน ทำให้ท่านไม่สบายตัวอย่างนี้อย่างนั้น สาเหตุที่ทำให้ท่านไม่สบายตัวที่สำคัญเป็นเพราะท่านกลัวว่าร่างกายจะเจ็บป่วยเป็นอะไร ที่จริงแล้วภายในร่างกายของท่าน ได้กำเนิดสิ่งที่แรงกล้าแล้ว เป็นพลัง(กง)ทั้งนั้น เป็นความสามารถพิเศษทั้งสิ้น และยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมาย หากมีการเคลื่อนไหว ท่านจะรู้สึกว่าร่างกายเกิดอาการคัน ปวด ทนไม่ไหว เป็นต้น ปลายเส้นประสาทก็ไวต่อความรู้สึกมาก จะปรากฏออกมาในลักษณะต่างๆ ตราบใดที่ร่างกายของท่านยังไม่ถูกสสารพลังสูงแปรเปลี่ยน ก็จะมีความรู้สึกเช่นนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม หากท่านคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาสามัญ คิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองมีโรค แล้วจะฝึกอย่างไร ในระหว่างการฝึกพลัง(กง)ของเรา เวลาพบกับทุกข์ภัย ท่านยังคงทำตัวเป็นคนธรรมดาสามัญ ข้าพเจ้าว่าในเวลานั้นจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน ก็ตกลงไปอยู่ในระดับของคนธรรมดาสามัญแล้ว ปัญหาก็อยู่ที่ตรงนี้ อย่างน้อยที่สุดท่านก็ตกลงไปอยู่ในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญเสียแล้ว

พวกเราผู้ฝึกพลัง(กง)ที่แท้จริง ควรต้องมองปัญหาจากระดับชั้นที่สูงมากๆ จะใช้มุมมองของคนธรรมดามองปัญหาไม่ได้ เวลาที่ท่านคิดว่ามีโรค ก็อาจจะทำให้เป็นโรคขึ้นมาจริงๆ ก็ได้ เพราะเมื่อท่านคิดว่ามีโรค จิต(ซินซิ่ง)ของท่านก็สูงเท่ากับคนธรรมดาสามัญ ผู้ที่ฝึกพลัง(กง)และบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่จริงจังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการณ์เช่นนี้ จะไม่ทำให้เกิดโรค ทุกคนคงทราบคนที่ป่วยจริงๆ เป็นเพราะจิตใจป่วยเสีย 7 ส่วนป่วยจริงเพียง 3 ส่วน โดยมากจิตใจของคนมักจะทรุดก่อน หรือไปไม่ไหวเสียก่อน รู้สึกหนักใจมาก ก็ทำให้อาการของโรคทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว โดยมากจะเป็นเช่นนี้ ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมามีคนๆ หนึ่ง ถูกมัดอยู่บนเตียง จับแขนของเขาขึ้นมา และบอกเขาว่าจะปล่อยให้เลือดเขาไหล ต่อจากนั้นปิดตาทั้ง 2 ข้างของเขาเสีย กรีดที่ข้อมือของเขาหนึ่งที(ความจริงไม่ได้ปล่อยให้เลือดเขาไหล) แล้วก็เปิดก๊อกน้ำให้เขาได้ยินเสียงน้ำหยด ติ๋ง ติ๋ง เขาคิดว่าเลือดของเขากำลังหยดอยู่ สักครู่เดียวคนๆ นี้ก็ตายไป ซึ่งความจริงไม่ได้ปล่อยให้เลือดเขาไหลออกเลย ที่ไหลนั้นเป็นน้ำประปา แต่จิตใจของเขาทำให้เขาถึงแก่ความตาย เมื่อท่านคิดอยู่เสมอว่าท่านมีโรค ดีไม่ดีก็จะทำให้ตัวท่านเองเป็นโรคจริงๆ ได้ เพราะจิต(ซินซิ่ง)ของท่านได้ตกลงไปถึงระดับพื้นฐานของคนธรรมดาสามัญไปเสียแล้ว ดังนั้นคนธรรมดาสามัญย่อมต้องเจ็บไข้ได้ป่วย

ผู้ฝึกพลัง(กง)หากท่านคิดเสมอว่ามันคือโรค ในความเป็นจริงก็คือท่านไปแสวงหา ท่านแสวงหาโรค โรคภัยไข้เจ็บนั้นก็จะแทรกเข้าไป การเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) จิต(ซินซิ่ง)ควรจะต้องสูง ท่านอย่าได้หวาดกลัวว่าเป็นโรค ความหวาดกลัวโรคก็คือจิตยึดติด ก็จะนำความยุ่งยากมาสู่ท่านเช่นกัน ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะต้องชำระกรรม ชำระกรรมก็ย่อมต้องทุกข์ทรมาน ไม่มีหรอกที่จะอยู่สุขสบายแล้วก็เพิ่มพลัง(กง) ไม่เช่นนั้นท่านจะขจัดจิตยึดติดไปได้อย่างไร ข้าพเจ้าจะเล่านิทานในพุทธศาสนาให้ท่านได้ฟังเรื่องหนึ่ง ในอดีตมีคนๆ หนึ่งมีความเพียรพยายามอย่างมาก บำเพ็ญจนบรรลุระดับอรหันต์ คนผู้นี้จวนจะได้มรรคผลแล้ว บำเพ็ญจนได้อรหันต์แล้วเขาจะไม่ดีใจหรือ หลุดพ้นตรีภูมิแล้ว ความดีใจนี้ก็คือจิตยึดติด จิตยินดี อรหันต์ควรจะต้องไร้ความหมายมั่น ใจต้องไม่หวั่นไหว แต่เขาตกลงไปแล้ว บำเพ็ญเปล่าประโยชน์ ก็ต้องบำเพ็ญใหม่ บำเพ็ญกลับขึ้นไปใหม่ ใช้ความพยายามอย่างมากบำเพ็ญขึ้นไปใหม่ คราวนี้เขาเกิดความหวาดกลัว เขาพูดในใจว่า ฉันต้องไม่ดีใจ ดีใจอีกก็จะตกลงมา พอเขาเกิดความกลัวก็ตกลงมาอีก ความกลัวก็คือจิตยึดติดชนิดหนึ่ง

ยังมีอีกสภาพหนึ่งก็คือเมื่อมีคนเป็นโรคประสาท ก็กล่าวว่าเขาถูกธาตุไฟแทรก ยังมีบางคนรอให้ข้าพเจ้าไปช่วยรักษาโรคประสาทให้เขา ข้าพเจ้าขอพูดว่าโรคประสาทไม่ใช่โรค ข้าพเจ้าก็ไม่มีเวลาจะมายุ่งเรื่องอย่างนี้ เพราะอะไร เพราะว่าคนเป็นโรคประสาทไม่มีเชื้อพิษของโรค ภายในร่างกายไม่มีอาการของโรค ไม่มีแผลเรื้อรัง ข้าพเจ้าว่าไม่ใช่โรค โรคประสาทก็คือจิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ของคนอ่อนแอเกินไป อ่อนแอถึงระดับไหนล่ะ ก็เหมือนกับคนๆ นั้นไม่สามารถดูแลบ้านของตัวเองตลอดเวลา จิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ของคนไข้โรคประสาทก็เป็นเช่นนี้ เขาไม่คิดจะดูแลร่างกายนี้แล้ว ตัวเองมักจะหลงๆ ลืมๆ ไม่มีสติตลอดเวลา ในเวลานั้นจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)และสื่อสัญญาณจากภายนอกก็จะรบกวนเขา แต่ละมิติมีระดับชั้นมากมาย สื่อสัญญาณต่างๆ ก็จะรบกวนเขา ยิ่งกว่านั้นจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ของคนนั้น ชาติก่อนอาจเคยทำสิ่งไม่ดี และเจ้าหนี้อาจจะต้องการทำร้ายเขา เรื่องอะไรต่างๆ ล้วนสามารถเกิดขึ้นได้ พวกเราว่าโรคประสาทก็เป็นเรื่องเช่นนี้ จะให้ข้าพเจ้าช่วยรักษาให้ท่านได้อย่างไร ข้าพเจ้าว่าการเป็นโรคประสาทที่จริงก็เป็นด้วยเหตุเช่นนี้ แล้วจะทำอย่างไรเล่า สอนเขา เพื่อให้เขามีสติขึ้นมา แต่ทำได้ยากมาก ท่านดูหมอในโรงพยาบาลประสาทแกว่งกระบองไฟฟ้าจี้หนึ่งที เขาก็จะตกใจจนไม่กล้าพูดเพ้อเจ้ออะไรอีก เพราะอะไรเล่า เพราะว่าในขณะนั้นจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ของเขาได้สติขึ้นมา เขากลัวถูกไฟฟ้าจี้

โดยทั่วไปคนที่ก้าวเข้าสู่ประตูการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมแล้วก็ยินดีที่จะฝึกต่อไป ทุกคนมีจิตพุทธและจิตบำเพ็ญธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฝึกพลัง(กง) มีคนจำนวนมากก็จะฝึกไปตลอดชีวิต ไม่ว่าเขาจะสามารถบำเพ็ญขึ้นไปได้หรือไม่ ได้หลักธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตามเขาก็มีจิตใจเสาะแสวงหาธรรมะ เขาอยากจะฝึกตลอดเวลา ทุกคนก็รู้ว่าบุคคลผู้นี้ฝึกพลัง(กง)อยู่ คนในสำนักงานรู้ คนทั่วไปก็รู้ เพื่อนบ้านก็รู้กันหมดว่าเขาฝึกพลัง(กง) แต่ว่าทุกคนลองคิดดู การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง แต่ก่อนมีใครทำเรื่องเช่นนี้ ไม่มีใครทำเลย การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริงจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเขา แต่เขาเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ฝึกพลัง(กง)เพียงเพื่อรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพ ใครจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตให้เขาหรือ คนธรรมดาสามัญเมื่อถึงวันใดวันหนึ่งก็ต้องเจ็บป่วย ถึงวันใดวันหนึ่งก็ต้องพบกับความยุ่งยาก ไม่แน่ว่าถึงวันใดวันหนึ่งจะต้องป่วยเป็นโรคประสาท หรืออาจจะล้มตายไป ชีวิตของคนธรรมดาสามัญก็เป็นเช่นนี้ ท่านเห็นเขาฝึกพลัง(กง)อยู่ในสวนสาธารณะ ความจริงแล้วเขาไม่ได้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงๆ เขาคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับชั้นสูง แต่ก็ไม่ได้หลักธรรมที่แท้จริง เขาก็บำเพ็ญขึ้นไปไม่ได้ เขาเพียงแต่ปรารถนาจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมขึ้นไปสู่ระดับสูง แต่เขายังคงเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ในระดับขั้นต่ำที่รักษาโรคและเสริมสร้างร่างกาย เส้นทางชีวิตของเขาไม่มีใครเปลี่ยนแปลงให้เขา ฉะนั้นเขาจึงต้องเจ็บป่วย ถ้าไม่เน้นกุศล โรคก็จะไม่หาย ไม่ใช่ว่าฝึกพลัง(กง)แล้วก็จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

เขาจำต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เน้นจิต(ซินซิ่ง) ต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงจึงจะสามารถกำจัดโรคภัยไข้เจ็บได้ เพราะการฝึกพลัง(กง)ไม่ใช่กายบริหาร แต่เป็นสิ่งที่อยู่เหนือคนธรรมดาสามัญ ฉะนั้นจึงต้องมีกฎและมาตรฐานที่สูงยิ่งขึ้นมาเป็นบรรทัดฐาน จึงจะบรรลุถึงเป้าหมาย แต่หลายๆ คนไม่ได้ปฏิบัติเช่นนี้ เขายังคงเป็นคนธรรมดาสามัญ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเขายังจะต้องล้มป่วย มีวันหนึ่งเขาอยู่ๆ เกิดเส้นเลือดอุดตันในสมอง ล้มเจ็บด้วยโรคนี้โรคนั้นอย่างกะทันหัน หรือมีวันหนึ่งเขาเป็นโรคประสาทขึ้นมาเสียแล้ว เขาฝึกพลัง(กง)ใครๆ ก็รู้ เมื่อเป็นโรคประสาทขึ้นมา ผู้คนก็จะกล่าวหาว่าเขาฝึกพลัง(กง)จนธาตุไฟแทรก ป้ายข้อหาให้เลย ทุกคนลองคิดดูทำอย่างนี้มีเหตุผลไหม คนภายนอกย่อมไม่เข้าใจ พวกเราคนภายใน ผู้ฝึกพลัง(กง)เองส่วนใหญ่ก็ยากที่จะเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง หากว่าบุคคลผู้นี้เป็นโรคประสาทที่บ้านยังพูดง่ายหน่อย คนจะพูดว่าเขาฝึกพลัง(กง)จนเป็นเช่นนี้ ถ้าหากโรคประสาทเกิดขึ้นขณะอยู่ในสถานที่ฝึก เรื่องก็จะแย่มาก ก็จะถูกป้ายข้อกล่าวหาขึ้นมาทันที ลบก็ลบไม่ออก ฝึกพลัง(กง)จนธาตุไฟแทรก หนังสือพิมพ์ก็จะลงข่าว บางคนหลับหูหลับตาคัดค้านการฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง) ท่านดูเมื่อสักครู่ยังฝึกอยู่ดีๆ เวลานี้กลายเป็นอย่างนี้เสียแล้ว การเป็นคนธรรมดาสามัญ อะไรควรจะเกิดก็จะเกิดกับเขา เขาอาจจะเกิดเป็นโรคอย่างอื่นอีก เกิดความยุ่งยากอย่างอื่นอีก ก็จะบอกว่าเกิดจากการฝึกพลัง(กง)ทั้งนั้น มีเหตุผลไหม ก็เหมือนกับหมอในโรงพยาบาลของเรา เขาเป็นหมอ ชาตินี้ทั้งชาติไม่ควรเจ็บป่วยหรือ จะเข้าใจเป็นเช่นนี้ได้หรือ

ฉะนั้นจึงพูดว่า มีคนส่วนมากไม่เข้าใจสภาพอันแท้จริงของพลังลมปราณ(ชี่กง) และเขาก็ไม่เข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ก็นำไปพูดกันเลอะเทอะ พอมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมา ก็โทษแต่พลังลมปราณ(ชี่กง) เพราะพลังลมปราณ(ชี่กง)แพร่หลายอยู่ในสังคมได้ไม่นานนัก คนส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดื้อรั้น ไม่ยอมรับมัน กล่าวร้ายมัน ต่อต้านมัน ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงมีสภาพจิตเช่นนี้ เขารังเกียจพลังลมปราณ(ชี่กง)อะไรปานนั้น ราวกับว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา พอพูดถึงพลังลมปราณ(ชี่กง)ก็จะพูดว่าเป็นจิตนิยม พลังลมปราณ(ชี่กง)คือวิทยาศาสตร์ คือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เพียงแต่ว่าทัศนคติของคนพวกนั้นทิฐิเกินไป เป็นเพราะมีความรู้คับแคบเกินไป

ยังมีเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่ง ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเรียกว่า สภาวะชี่กง คนประเภทนี้มีสติเลื่อนลอย แต่ไม่ใช่ธาตุไฟแทรก เขามีสติสัมปชัญญะดีมาก ข้าพเจ้าจะพูดก่อนว่าสภาวะชี่กงเป็นอย่างไร ทุกคนรู้ดีว่า พวกเราฝึกพลัง(กง)เน้นปัญหาของรากฐาน(เกินจี) ทุกๆ ประเทศในโลกนี้ต่างมีคนนับถือศาสนา และในประเทศจีนหลายพันปีมานี้ก็มีคนนับถือศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า เชื่อกันว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่มีบางคนไม่เชื่อ โดยเฉพาะในสมัย “ปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม” จะถูกวิจารณ์ว่าหลงงมงาย บางคนเห็นว่าสิ่งที่เขาไม่สามารถเข้าใจ ไม่มีในตำรา วิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันยังพัฒนาไม่ถึงจุดนั้น หรือสรรพสิ่งที่เขายังไม่รู้จัก เขาก็จะเหมาเอาว่าเป็นเรื่องงมงาย คนประเภทนี้ก่อนหน้านี้มีมาก เดี๋ยวนี้น้อยลงมากแล้ว เพราะปรากฏการณ์บางอย่างที่ท่านไม่ยอมรับนั้น ก็ได้สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดในมิติของเรานี้ ท่านไม่กล้าเผชิญกับมันโดยตรง แต่ปัจจุบันคนก็กล้านำออกมาพูดกันแล้ว คนเราได้ยินได้เห็น ก็พอจะรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสภาพการณ์ของการฝึกพลัง(กง)

มีคนจำพวกหนึ่งยังดื้อรั้นถึงขั้นนี้ พอท่านเอ่ยถึงพลังลมปราณ(ชี่กง) ในใจเขาก็จะหัวเราะเยาะท่าน เขาคิดว่าท่านหลงงมงาย น่าหัวเราะ พอท่านพูดถึงปรากฏการณ์ของพลังลมปราณ(ชี่กง) เขาจะรู้สึกว่าท่านนี้ช่างโง่เขลา คนประเภทนี้แม้จะดื้อรั้น แต่รากฐาน(เกินจี)เขาไม่แน่ว่าจะไม่ดี หากว่ารากฐาน(เกินจี)ของเขาดี เขาฝึกพลัง(กง) ตาทิพย์ของเขาอาจจะเปิดถึงระดับที่สูงมากทีเดียว และยังมีความสามารถพิเศษเกิดขึ้น เขาไม่เชื่อในพลังลมปราณ(ชี่กง) เขาก็ไม่อาจจะรับรองได้ว่าตัวเองจะไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าเขาเกิดเจ็บป่วยไปโรงพยาบาล รักษาแพทย์แผนปัจจุบันไม่หาย ไปหาแพทย์แผนโบราณจีนก็ไม่หาย แม้ตำรายาสมุนไพรพื้นเมืองอะไรก็รักษาไม่หาย คราวนี้เขาจะนึกถึงพลังลมปราณ(ชี่กง)ขึ้นมา ก็คิดใคร่ครวญ ฉันจะลองไปเสี่ยงดวงดู ดูซิว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)จะสามารถรักษาโรคของฉันได้หรือไม่ เขามาอย่างไม่สมัครใจ พอเริ่มฝึกพลัง(กง) เพราะว่ารากฐาน(เกินจี)ของเขาดีมาก ก็ฝึกได้ไม่เลว อาจเป็นได้ว่ามีอาจารย์ท่านใดเกิดถูกชะตาเข้า ในอีกมิติหนึ่งผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงท่านนั้นก็ช่วยเขาบ้าง ทันใดนั้นตาทิพย์ของเขาก็เปิดทันที หรืออยู่ในสภาวะกึ่งการรู้แจ้ง(อู้) ตาทิพย์เปิดถึงระดับที่สูงมาก เขามองเห็นความจริงบางอย่างในจักรวาลได้ทันที ทั้งยังมีความสามารถพิเศษเกิดขึ้นอีก ท่านว่าคนประเภทนี้เมื่อมองเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ สมองของเขาจะรับไหวหรือ ท่านคิดว่าสภาวะจิตเขาจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนนั้นถือว่าเป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด พอคนอื่นพูดถึงถือเป็นเรื่องขบขันทั้งนั้น มาบัดนี้ทุกสิ่งได้ปรากฏเด่นชัดต่อสายตาของเขา อีกทั้งสามารถสัมผัสได้ ฉะนั้นสมองเขาก็รับไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกได้รับความกดดันมากเกินไป คำพูดที่พูดออกมาคนอื่นก็รับไม่ได้ แต่ว่าสติสัมปชัญญะไม่สับสน เพียงแต่เขาไม่สามารถแยกแยะความสัมพันธ์ของทั้งสองฝั่ง เขาพบว่าสิ่งที่มนุษย์ทำนั้นไม่ถูกต้อง แต่อีกฝั่งหนึ่งมักจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำตามวิธีการกระทำของฝั่งนั้นคนจะพูดว่าเขาทำผิด ผู้คนไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงพูดว่าคนๆ นี้ฝึกพลัง(กง)จนธาตุไฟแทรก

ที่จริงเขาไม่ได้ถูกธาตุไฟแทรก พวกเราฝึกพลัง(กง)ส่วนใหญ่จะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ มีแต่ผู้ที่ดื้อรั้นมากๆ จึงจะเกิดสภาวะพลังลมปราณ(ชี่กง)อย่างนี้ พวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้มีจำนวนมากที่ตาทิพย์เปิดแล้ว มีจำนวนมากทีเดียว เขามองเห็นสิ่งต่างๆ ในอีกมิติหนึ่งได้อย่างชัดเจน เขาไม่รู้สึกแปลกประหลาด จะรู้สึกว่าดีมาก สมองไม่ถูกอะไรกดดัน ก็จะไม่เกิดสภาวะพลังลมปราณ(ชี่กง)เช่นนี้ หลังจากที่คนเกิดสภาวะพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้ว จะมีสติสัมปชัญญะดีมากๆ พูดจาก็มีหลักของปรัชญา มีเหตุมีผลมาก เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาพูด คนธรรมดาสามัญจะไม่เชื่อ เขาจะบอกท่านว่า ได้พบใครต่อใครที่ล่วงลับไปแล้ว คนนั้นบอกให้เขาทำอะไรบ้าง คนธรรมดาสามัญจะเชื่อหรือ ภายหลังเขาก็เข้าใจแล้ว สิ่งเหล่านี้เขาควรเก็บไว้ในใจ พูดไม่ได้ หลังจากแบ่งแยกความสัมพันธ์ของสองมิติได้ก็จะดีขึ้น โดยมากคนเหล่านี้ล้วนมีความสามารถพิเศษติดตัวมาทั้งนั้น นี่ก็ไม่ใช่ธาตุไฟแทรก

ยังมีอีกสภาพหนึ่งเรียกว่า “สติฟั่นเฟือนจริง”(เจินฟง) สภาพเช่นนี้มีพบน้อยมาก ที่เราเรียกว่า “สติฟั่นเฟือนจริง” นั้นไม่ใช่บ้าจริงๆ ไม่ใช่ความหมายเช่นนี้ ความหมายคือการบำเพ็ญความจริง สติฟั่นเฟือนจริงอย่างไร ข้าพเจ้าว่าในจำนวนผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ในแสนคนจะมีสักหนึ่งคนที่เป็นเช่นนี้ พบได้น้อยมาก ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องธรรมดาทั่วไป และไม่กระทบกระเทือนต่อสังคม

“สติฟั่นเฟือนจริง” มักจะมีเงื่อนไขกำหนดไว้ก่อน นั่นคือคนๆ นี้มีรากฐาน(เกินจี)ดีมากๆ ยังต้องเป็นคนมีอายุมากแล้ว เมื่ออายุมากจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็ไม่ทันแล้ว ผู้ที่มีรากฐาน(เกินจี)ดีมักจะได้รับบัญชามา คือมาจากระดับชั้นสูง สังคมมนุษย์นี้ไม่ว่าใครมาใครก็กลัว เมื่อสมองถูกล้างก็ไม่รู้จักใครอีก มาถึงสภาพแวดล้อมของสังคมมนุษย์ ถูกคนรบกวน ทำให้เขาลุ่มหลงในชื่อเสียง ผลประโยชน์ สุดท้ายก็ตกลงไป ไม่มีโอกาสเงยหัวขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าที่จะมา ทุกคนกลัวหมด เมื่อมีคนประเภทนี้มา เมื่อมาแล้ว เขาอยู่ในสังคมมนุษย์ทำตัวไม่ดี ก็จะตกลงไปจริงๆ ตลอดชีวิตทำเรื่องไม่ดีมาไม่น้อย คนเรามีชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไปแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นจะทำความชั่วไม่น้อย ก็จะติดค้างอะไรต่างๆ ไว้มากมาย อาจารย์ของเขาพอเห็นว่า คนผู้นี้กำลังจะตกลงไปแล้ว แต่เพราะเขาเป็นผู้มีมรรคผล ไม่อาจปล่อยให้เขาตกลงไปง่ายๆ เช่นนี้ จะทำอย่างไรดี รู้สึกกระวนกระวาย ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะให้เขาบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ในเวลานั้นจะไปหาอาจารย์ได้ที่ใด เขาจะต้องเริ่มต้นกลับไปใหม่ บำเพ็ญกลับขึ้นไปใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อายุก็มาก จะบำเพ็ญก็ไม่ทันการเสียแล้ว จะไปหาหลักพลัง(กง)บำเพ็ญจิตและชีวิตควบคู่กันไปได้ที่ไหน

ต้องเป็นผู้ที่มีรากฐาน(เกินจี)ดีมากๆ ภายใต้สภาพการณ์ที่พิเศษมากเช่นนี้ จึงจะสามารถใช้วิธีที่ทำให้เขาบ้า ในสภาพที่ไม่มีความหวังแน่ๆ และไม่สามารถกลับไปได้ด้วยตัวเอง อาจจะต้องใช้วิธีการนี้ ก็คือให้เขาเป็นบ้า โดยปิดสมองบางส่วนของเขาเสีย เช่นคนเรากลัวความหนาว กลัวความสกปรก โดยปิดสมองส่วนที่กลัวความหนาวนั้นและปิดสมองส่วนที่กลัวความสกปรกเสีย หลังจากปิดสมองบางส่วนให้เขาแล้ว สติของคนๆ นี้ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมา บ้าๆ บอๆ ไม่สมประกอบ แต่โดยมากคนประเภทนี้มักจะไม่ประพฤติชั่ว ไม่ด่าคนและไม่ตีคน มักจะทำความดี แต่จะโหดร้ายกับตัวเองมาก เพราะว่าเขาไม่รู้จักความหนาวเย็น ดังนั้นในฤดูหนาวเขาจะวิ่งเท้าเปล่าบนหิมะ ใส่เสื้อชั้นเดียว เท้าถูกความเย็นแข็งจนแตกเลือดไหล เพราะเขาไม่รู้จักความสกปรก อุจจาระก็กล้ากิน ปัสสาวะก็กล้าดื่ม เมื่อก่อนนี้ข้าพเจ้าเคยรู้จักคนประเภทนี้คนหนึ่ง ขี้ม้าเย็นจนแข็งทื่อ เขาแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาสามารถอดทนต่อความทุกข์ที่คนปกติในสภาพที่มีสติไม่สามารถทนได้ ท่านคิดดูการเป็นบ้าเช่นนี้จะต้องรับโทษทัณฑ์ใหญ่หลวงขนาดไหน แน่นอนโดยมากเขามักจะมีความสามารถพิเศษติดตัวมาด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นสตรีสูงอายุ สมัยก่อนในประเทศจีนสตรีจะมัดเท้าให้เล็ก แต่กำแพงที่สูงกว่าสองเมตร พลิกตัวทีเดียวก็กระโดดวิ่งข้ามไปได้ คนในบ้านเมื่อเห็นว่าเขาบ้า ชอบวิ่งออกไปข้างนอก ก็ใส่กุญแจขังไว้ในบ้าน รอจนคนในบ้านไปแล้ว ใช้นิ้วชี้ทีเดียวหัวกุญแจก็จะเปิดออก เขาก็ออกไปได้แล้ว ต่อมาก็ใช้โซ่เหล็กล่ามไว้ หลังจากคนในบ้านไปแล้ว เขย่าทีเดียวโซ่เหล็กก็หลุดออก คุมก็คุมไม่อยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากและแสนสาหัส ยิ่งมาแรงเท่าใด กรรมต่างๆ ที่ติดค้างไว้ก็ชำระได้อย่างรวดเร็ว อย่างมากไม่เกิน 3 ปี โดยทั่วไปประมาณ 1 ถึง 2 ปีก็ผ่านไปได้ ความทุกข์ที่ได้รับใหญ่หลวงนัก หลังจากทุกอย่างผ่านไปแล้ว สติก็ได้กลับคืนมา ก็ถือว่าเขาได้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมสำเร็จแล้ว ดังนั้นพลัง(กง)ก็ได้เกิดขึ้นทันที อิทธิฤทธิ์ต่างๆ ก็ปรากฏออกมา นี่เป็นเรื่องที่พบเห็นกันน้อยมากๆ ในประวัติศาสตร์มีเรื่องเช่นนี้ และก็ไม่ใช่คนที่มีรากฐาน(เกินจี)ทั่วไปสามารถให้ท่านทำเช่นนี้ได้ ทุกคนคงทราบดี มีพระสงฆ์บ้า ผู้บำเพ็ญเต๋าบ้า ในประวัติศาสตร์มีเรื่องเช่นนี้จริงๆ โดยได้บันทึกไว้ ฟงเจินเซ่าฉินเอย ฟงเต้าซื่อเอย ในตำนานเก่า ลักษณะนี้มีมาก

ธาตุไฟแทรก เรายืนยันว่าไม่มีแน่นอน บอกว่าคนนั้นสามารถเสกไฟได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้าพเจ้าว่าคนผู้นี้ก็ไม่ธรรมดา อ้าปากสามารถพ่นไฟออกมา ยื่นมือออกไปไฟก็ออกมาได้ จุดไฟสูบบุหรี่ยื่นนิ้วออกไปไฟก็ติด ข้าพเจ้าว่านั่นคือความสามารถพิเศษ

อ่านต่อหน้า   1  2  3   4  5  6   7

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook