บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 9

ความนึกคิด

เมื่อพูดถึงความนึกคิดก็คือการเคลื่อนไหวความคิดของคนเรา ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม มองความนึกคิดของคนที่เคลื่อนไหวอยู่ในความคิดของสมองใหญ่ของคนอย่างไร มองรูปแบบที่ต่างกันของความคิด(ความนึกคิด)อย่างไร ปรากฏออกมาอย่างไร การแพทย์ปัจจุบันที่ทำการค้นคว้าวิจัยสมองใหญ่ของมนุษย์ ยังมีปัญหามากมายที่อธิบายยาก เพราะว่ามันไม่ง่ายเหมือนกับร่างกายชั้นผิวนอกของเรา ในชั้นที่ลึกลงไปและมิติที่แตกต่างกันก็มีรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนกับที่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านได้กล่าวไว้ อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านก็ไม่เข้าใจว่าเรื่องเป็นอย่างไร เขาอธิบายไม่ได้ เขาคิดว่าเมื่อสมองใหญ่ของเขาทำงาน พอความนึกคิดเกิดขึ้นก็สามารถกระทำเรื่องราวบางอย่างได้ เขาก็พูดว่าเป็นการกระทำจากความคิดของเขา หรือจากความนึกคิดของเขา ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นการกระทำจากความนึกคิดของเขา

ก่อนอื่นเราขอพูดถึงแหล่งที่มาของความคิด ประเทศจีนในสมัยโบราณมีคำกล่าวที่ว่า “ใจคิด” ทำไมจึงพูดว่า ใจคิด วิทยาศาสตร์ของจีนในสมัยโบราณนั้นเจริญมาก เพราะว่าเขาค้นคว้าวิจัยมุ่งตรงไปยังร่างกายมนุษย์ ชีวิตและสิ่งต่างๆ ในจักรวาล บางคนรู้สึกว่าใจกำลังขบคิดปัญหาอยู่จริงๆ แต่บางคนรู้สึกว่าสมองใหญ่กำลังขบคิดปัญหาอยู่ ทำไมจึงได้ปรากฏสภาพเช่นนี้ เขาพูดว่าใจกำลังคิดก็มีเหตุผล เพราะว่าพวกเราเห็นจิตหลัก(เหวียนเสิน)ของคนนั้นเล็กมาก สื่อสัญญาณที่แท้จริงที่ส่งออกมาจากสมองใหญ่ของคน ไม่ใช่ผลที่เกิดจากสมองใหญ่ของคน ไม่ใช่ส่งออกมาจากสมองใหญ่ แต่ส่งออกมาจากจิตหลัก(เหวียนเสิน)ของคน จิตหลัก(เหวียนเสิน)ของคนไม่เพียงหยุดอยู่ที่หนีหวานกงเท่านั้น หนีหวานกงที่สายเต๋าพูดถึงก็คือต่อมไพเนียลที่การแพทย์แผนปัจจุบันรู้จัก ถ้าหากจิตหลัก(เหวียนเสิน)อยู่ที่หนีหวานกง ฉะนั้นเราก็จะรู้สึกว่าสมองใหญ่กำลังขบคิดปัญหาอยู่จริงๆ กำลังส่งสื่อสัญญาณออกมา ถ้าหากอยู่ที่ใจ ก็จะรู้สึกว่าใจกำลังขบคิดปัญหาอยู่จริงๆ

ร่างกายของคนเราคือจักรวาลเล็กๆ จักรวาลหนึ่ง สิ่งมีชีวิตต่างๆ ของผู้ฝึกพลัง(กง)อาจเกิดการสลับเปลี่ยนที่กัน ถ้าหากเวลาที่จิตหลัก(เหวียนเสิน)สลับที่ วิ่งไปอยู่ที่ท้อง เขาก็จะรู้สึกว่าท้องกำลังขบคิดปัญหาจริงๆ ถ้าหากจิตหลัก(เหวียนเสิน)วิ่งไปที่น่อง ส้นเท้า ก็จะรู้สึกว่าน่องและส้นเท้ากำลังขบคิดปัญหา รับรองว่าเป็นเช่นนี้ ฟังแล้วรู้สึกเหลือเชื่อ ในขณะที่ท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับชั้นที่ไม่สูงนัก ท่านจะรู้สึกว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏ ร่างกายของคนหากไม่มีจิตหลัก(เหวียนเสิน)ของเขา ไม่มีอารมณ์ ไม่มีอุปนิสัย ไม่มีลักษณะพิเศษ ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็คือเนื้อก้อนหนึ่ง เขาก็จะเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีอุปนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ถ้าเช่นนั้นแล้วสมองใหญ่ของคนมีบทบาทอะไร หากจะให้ข้าพเจ้าพูด สมองใหญ่ของคนในรูปแบบที่เป็นอยู่ในมิติวัตถุของพวกเรานี้ มันเป็นเพียงโรงงานแปรสภาพเท่านั้น สื่อสัญญาณที่แท้จริงส่งออกมาจากจิตหลัก(เหวียนเสิน) แต่สิ่งที่ส่งออกมาไม่ใช่ภาษา เป็นสื่อสัญญาณของจักรวาลอย่างหนึ่ง เป็นตัวแทนของความหมายบางอย่าง หลังจากสมองใหญ่ของเราได้รับคำสั่งนี้แล้ว ก็จะแปลงมันเป็นภาษาของเรา เป็นรูปแบบที่สื่อออกอย่างนี้ พวกเราสื่อออกมาผ่านสัญญาณมือ แววตา กิริยาท่าทางต่างๆ สมองใหญ่ก็ทำให้บังเกิดผลเช่นนี้ คำสั่งที่แท้จริงและความนึกคิดที่แท้จริงของคนนั้นส่งออกมาจากจิตหลัก(เหวียนเสิน) คนมักจะเข้าใจว่าเป็นการกระทำที่เป็นเอกเทศของสมองใหญ่โดยตรง ที่จริงบางครั้งจิตหลัก(เหวียนเสิน)อยู่ที่ใจ บางคนรู้สึกว่าใจกำลังขบคิดอยู่จริงๆ

ปัจจุบันผู้ที่ศึกษาวิจัยสรีรวิทยาเข้าใจว่า สิ่งที่ส่งออกมาจากสมองใหญ่ของคนนั้นเหมือนคลื่นไฟฟ้าแบบหนึ่ง สิ่งที่ส่งออกมาจริงๆ นั้นคืออะไรเราจะยังไม่พูดถึง แต่พวกเขาก็ยอมรับว่ามันมีสสารอย่างหนึ่งคงอยู่ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องงมงาย สิ่งที่ส่งออกมานี้จะบังเกิดผลอะไรบ้าง อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านกล่าวว่า ฉันใช้ความนึกคิดเคลื่อนย้าย ใช้ความนึกคิดเปิดตาทิพย์ให้ท่าน ใช้ความนึกคิดช่วยรักษาโรคให้ท่านเป็นต้น ความจริงอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่าน ตัวเองมีความสามารถพิเศษอะไรบ้างก็ยังไม่รู้และไม่แน่ใจ เขารู้แต่เพียงว่าเขาคิดจะทำอะไรพอคิดก็ทำได้ ความจริงก็คือความนึกคิดของเขากำลังเคลื่อนไหวนั่นเอง ความสามารถพิเศษถูกควบคุมโดยความนึกคิดในสมองใหญ่และทำงานเป็นรูปธรรมออกมาภายใต้การบัญชาการของความนึกคิด แต่ความนึกคิดโดยตัวของมันเองนั้นไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้ ผู้ฝึกพลัง(กง)ในขณะที่ทำอะไรที่เป็นรูปธรรมนั้น เป็นผลจากการกระทำของความสามารถพิเศษของเขา

ความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)คือความสามารถที่แฝงอยู่ในร่างกายของคน ควบคู่ไปกับการพัฒนาของสังคมมนุษย์เรา ความนึกคิดในสมองใหญ่ของคนก็ซับซ้อนมากขึ้นตามลำดับ ยิ่งเห็นความสำคัญด้านวัตถุ ยิ่งต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย เมื่อเป็นเช่นนี้ความสามารถดั้งเดิมของคนยิ่งวันก็ยิ่งถดถอย สายเต๋าเน้นการกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง ในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ท่านจะต้องแสวงหาความจริง สุดท้ายกลับสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง กลับไปสู่คุณสมบัติดั้งเดิม ท่านจึงจะสามารถแสดงความสามารถดั้งเดิมเหล่านี้ของท่านออกมาได้ เวลานี้เราเรียกกันว่าความสามารถพิเศษ ความจริงล้วนเป็นความสามารถดั้งเดิมของคน สังคมมนุษย์ดูเหมือนก้าวหน้ามาก ความจริงกำลังถอยหลัง นับวันยิ่งห่างไกลจากคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลของเรา วันก่อนข้าพเจ้าพูดถึงจังกั๋วเหล่าขี่ลากลับหลังหัน อาจจะไม่เข้าใจความหมายคืออะไร เขาพบว่าการเดินหน้าก็คือการถอยหลัง คนถอยห่างออกจากคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลนับวันก็จะมากยิ่งขึ้น ในขั้นตอนการผันแปรของจักรวาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันหลังจากที่คนเดินสู่กระแสเศรษฐกิจการค้า ศีลธรรมของคนจำนวนมากได้ตกต่ำลง นับวันยิ่งห่างไกลจากคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) ท่ามกลางกระแสสังคมที่ตกต่ำลง ผู้คนมักจะไม่รู้สึกถึงระดับของความเสื่อมถอยทางศีลธรรมของมนุษย์ ดังนั้นบางคนยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องดี มีแต่ผู้ที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจนยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ขึ้นมาแล้วหันกลับไปดู จึงจะเข้าใจได้ว่าศีลธรรมของมวลมนุษย์ได้ตกต่ำลงมาถึงระดับที่น่ากลัวเช่นนี้แล้ว

อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านกล่าวว่า “ฉันจะเปิดความสามารถพิเศษให้แก่ท่าน” เปิดความสามารถพิเศษอะไร ความสามารถพิเศษของเขาที่ปราศจากพลังงานก็ใช้การไม่ได้ เมื่อไม่มีแล้วท่านจะเปิดให้ได้อย่างไร ความสามารถพิเศษของเขาเมื่อปราศจากพลังงานของเขามาเสริมสร้างและค้ำจุนให้ก่อเกิดเป็นรูปร่างขึ้นมา ท่านจะสามารถเปิดให้ได้หรือ แน่นอนเป็นไปไม่ได้แน่ ที่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)กล่าวว่าเปิดความสามารถพิเศษ เป็นเพียงการนำเอาความสามารถพิเศษที่ก่อเกิดเป็นรูปร่างขึ้นแล้วของเขามาประสานต่อกับสมองใหญ่ของท่าน ให้รับคำสั่งจากความนึกคิดในสมองใหญ่ของท่านให้บังเกิดผล นี่ก็ถือว่าเขาเปิดความสามารถพิเศษให้ท่านแล้ว ที่จริงเขาไม่ได้เปิดความสามารถพิเศษอะไรให้แก่ท่านเลย เพียงทำเรื่องเล็กน้อยให้แค่นี้เอง

พูดถึงผู้ฝึกพลัง(กง) ความนึกคิดของคนจะสั่งการความสามารถพิเศษของคนให้ทำงาน สำหรับคนธรรมดาสามัญ ความนึกคิดจะสั่งการให้แขนขาทั้งสี่ของคน อวัยวะสัมผัสต่างๆ ให้ทำงาน ก็เหมือนกับห้องควบคุมการผลิตในโรงงาน คำสั่งที่ออกมาจากห้องผู้จัดการโรงงาน ให้หน่วยงานต่างๆ ทำตามหน้าที่ของตนอย่างเป็นรูปธรรม ก็เหมือนกับกองบัญชาการในกองทัพ กองบัญชาการออกคำสั่ง สั่งการให้กองทหารไปปฏิบัติภารกิจ ข้าพเจ้ามีโอกาสพูดคุยปัญหานี้กับหัวหน้าสถาบันศึกษาวิจัยพลังลมปราณ(ชี่กง)ตามเมืองต่างๆ ที่ข้าพเจ้าไปเผยแพร่หลักธรรม พวกเขาพูดอย่างตกตะลึงว่า พวกเราได้ศึกษามาโดยตลอดว่าความนึกคิดของคนเรามีพลังแฝงและจิตสำนึกแฝงอยู่มากน้อยเพียงใด ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้น เขาเริ่มต้นก็เดินผิดทางเสียแล้ว ข้าพเจ้าว่าการวิจัยทางสรีรวิทยา ความนึกคิดของคนจะต้องปฏิรูป ไม่สามารถใช้วิธีการค้นหาเหตุผลของคนธรรมดาสามัญ และวิธีเข้าใจปัญหาของคนธรรมดาสามัญมาทำความเข้าใจกับสิ่งที่เหนือธรรมดาเหล่านั้น

เมื่อพูดถึงความนึกคิด ยังมีอีกหลายรูปแบบด้วยกัน เช่นบางคนพูดถึงจิตสำนึกแฝง จิตใต้สำนึก แรงบันดาลใจ ความฝันเป็นต้น พูดถึงความฝัน ไม่มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ท่านใดอยากจะอธิบายเรื่องของความฝัน เพราะว่าในขณะที่ท่านมาเกิดนั้น ในมิติต่างๆ ของจักรวาลก็มีตัวท่านเกิดออกมาพร้อมๆ กัน เป็นร่างเดียวกับร่างกายที่สมบูรณ์ของท่าน ล้วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทางด้านความนึกคิดก็เกี่ยวพันกันด้วยเช่นกัน แต่ตัวท่านก็มีจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน) และจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน) นอกจากนี้ยังมีร่างชีวิตที่มีลักษณะเดียวกันอยู่ภายในร่างกาย เซลล์ทุกเซลล์ อวัยวะทุกส่วนล้วนเป็นสื่อสัญญาณของรูปลักษณ์ของท่านในรูปแบบที่คงอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ดังนั้นจึงสลับซับซ้อนมากๆ ขณะที่ท่านฝันประเดี๋ยวเป็นอย่างนี้ ประเดี๋ยวเป็นอย่างนั้น มันมาจากไหนกัน ทางการแพทย์กล่าวว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงผิวนอกของสมองใหญ่ นี่เป็นปฏิกิริยาที่ปรากฏออกมาในรูปแบบทางวัตถุ ความจริงก็คือมันเป็นผลที่เกิดจากการได้รับสื่อสัญญาณจากอีกมิติหนึ่ง เพราะฉะนั้นขณะที่ท่านฝันท่านจะรู้สึกว่าสับสนยุ่งเหยิง นี่ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับท่าน ท่านก็ไม่ต้องไปสนใจมัน มีฝันแบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง ความฝันแบบนี้เราไม่เรียกมันว่าความฝัน จิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ซึ่งก็คือจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ของท่าน จะฝันเห็นญาติมาอยู่ตรงหน้า หรือรับรู้ถึงเรื่องราวอย่างหนึ่งราวกับเกิดขึ้นจริงๆ มองเห็นอะไรหรือได้ทำเรื่องอะไรบางอย่าง นั่นก็คือจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ของท่านได้กระทำอะไรในอีกมิติหนึ่ง ได้เห็นเรื่องอะไร และได้กระทำไปแล้ว รับรู้ได้อย่างชัดเจน เป็นจริง และเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน เพียงแต่อยู่ในมิติวัตถุของอีกมิติหนึ่ง กระทำในอีกมิติเวลาหนึ่ง ท่านจะพูดว่ามันเป็นความฝันหรือ ไม่ใช่ แต่เนื่องจากร่างกายของท่านในมิติวัตถุฝั่งนี้กำลังหลับอยู่ จึงได้แต่พูดว่ามันเป็นความฝัน มีแต่ความฝันเช่นนี้เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง

เมื่อพูดถึงแรงบันดาลใจ จิตใต้สำนึก จิตสำนึกแฝงต่างๆ ข้าพเจ้าว่า คำศัพท์เหล่านี้ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์บัญญัติขึ้นมา เป็นคำศัพท์ที่นักอักษรศาสตร์บัญญัติขึ้นจากสภาพความเคยชินของคนธรรมดาสามัญ มันไม่มีหลักทางวิทยาศาสตร์ แล้วจิตสำนึกแฝงที่คนเรียกกันหมายถึงอะไร เป็นการยากที่จะพูดให้ชัดเจนได้ คลุมเครือมาก เพราะว่าสื่อสัญญาณต่างๆ ของคนซับซ้อนเหลือเกิน เหมือนกับความทรงจำอันเลือนราง ส่วนจิตใต้สำนึกที่เขาพูดกันนั้น เรายังพอจะอธิบายได้ ตามคำจำกัดความที่ให้กับสภาพของจิตใต้สำนึกนี้ โดยปกติจะหมายถึงคนได้กระทำอะไรในสภาพที่เลอะเลือนไร้สติ คนก็มักจะบอกว่าเป็นการกระทำของจิตใต้สำนึก ทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ จิตใต้สำนึกนี้ก็เหมือนกับจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ที่พวกเรากล่าวถึง เพราะว่าหลังจากจิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ของคนผ่อนคลาย ในเวลาที่ไม่ได้ควบคุมสมองใหญ่ สะลึมสะลือเหมือนกับนอนหลับไป หรืออยู่ในความฝัน ภายใต้สภาพที่ไร้จิตสำนึก ก็จะง่ายต่อการถูกจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ซึ่งก็คือจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)เข้าควบคุม ในเวลานั้นจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ก็สามารถกระทำเรื่องราวบางเรื่อง ก็คือสิ่งที่ตัวท่านกระทำในขณะที่ท่านอยู่ในสภาพเลอะเลือนไร้สติ แต่โดยมากสิ่งที่กระทำไปก็จะไม่เสียหาย เพราะว่าจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ซึ่งอยู่ในอีกมิติหนึ่งสามารถมองเห็นธาตุแท้ของเรื่องราว ไม่ถูกครอบงำโดยสังคมมนุษย์ ดังนั้นสิ่งที่เขาทำ พอได้สติขึ้นมาแล้วดูอีกที ทำไมทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ ถ้าฉันมีสติจะไม่ทำเช่นนี้แน่ แต่เวลานี้ท่านบอกว่ามันไม่ดี อีกสัก 10 วันถึงครึ่งเดือนไปแล้วกลับมาดูใหม่ ก็จะพูดว่าเรื่องนี้ทำไมทำได้ดีเช่นนี้ ตอนนั้นฉันทำเรื่องนี้ได้อย่างไร มักจะปรากฏปัญหาเช่นนี้ เพราะว่าจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ) ไม่สนใจว่าเวลานั้นเรื่องนี้จะให้ผลอะไร แต่จะเป็นประโยชน์ในอนาคต และบางเรื่องก็ไม่มีผลลัพธ์อะไร ก็คือบังเกิดผลในเวลานั้น ฉะนั้นเมื่อจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ทำไป และในเวลานั้นก็อาจจะกระทำเรื่องนี้ได้ดีมาก

ยังมีอีกรูปแบบหนึ่ง ก็คือคนที่มีรากฐาน(เกินจี)ดีมากนั้น มักจะถูกผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงควบคุมให้กระทำเรื่องบางอย่าง แน่นอนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะไม่กล่าวในที่นี้ สิ่งสำคัญที่จะพูดคือจิตสำนึกที่มีที่มาจากตัวเราเอง

พูดถึงแรงบันดาลใจ ก็เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นโดยนักอักษรศาสตร์ คนทั่วไปคิดว่า แรงบันดาลใจก็คือความรู้ที่สะสมมาตลอดชีวิต และปะทุออกมาดุจประกายไฟในบัดดล ข้าพเจ้าว่าถ้าดูตามทัศนะทางวัตถุนิยม ปัญญาความรู้ที่สะสมมาตลอดชีวิต สะสมปัญญาความรู้ไว้ยิ่งมาก สมองใหญ่ของคนยิ่งใช้ก็จะยิ่งฉลาดคล่องแคล่ว ถึงเวลาจะใช้ก็จะออกมาอย่างไม่ขาดสาย ก็ไม่ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจแต่อย่างใด ที่เรียกว่าแรงบันดาลใจนั้น หรือบอกว่าเมื่อเกิดแรงบันดาลใจ ไม่ใช่สภาพเช่นนี้ โดยมากเกิดขึ้นในขณะที่คนเราใช้สมอง พอใช้ไปใช้ไป ในที่สุดรู้สึกว่าความรู้เหือดแห้ง คล้ายกับว่าไม่มีอะไรออกมาอีกแล้ว จะเขียนบทความสักบทหนึ่ง ถึงเวลานั้นก็จะเขียนไม่ออก จะแต่งเพลงสักบทหนึ่งก็ไม่มีแนวคิดเสียแล้ว จะค้นคว้าวิจัยหัวข้ออะไรสักอย่างก็ทำไม่ได้ โดยมากในช่วงเวลานั้นจะมีความรู้สึกว่าเหนื่อยอ่อนเต็มที ก้นบุหรี่โยนจนเต็มพื้น เครียดจนปวดสมอง แต่ก็คิดไม่ออก สุดท้ายแรงบันดาลใจจะมาในลักษณะไหน เช่นเมื่อเหนื่อยแล้วคิดขึ้นมา “ช่างมันเถอะพักผ่อนสักครู่” เพราะว่าจิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ควบคุมสมองใหญ่ยิ่งรุนแรง สิ่งมีชีวิตอื่นก็แทรกเข้าไปไม่ได้ พอเขาพักผ่อน ความคิดของเขาก็ผ่อนคลาย ไม่คิดมันแล้ว ในขณะที่ไม่ตั้งใจก็เกิดความคิดขึ้นมาทันที ส่งออกมาจากสมอง แรงบันดาลใจส่วนใหญ่จะมาในลักษณะนี้

ทำไมจึงเกิดแรงบันดาลใจในช่วงนั้น เพราะว่าสมองใหญ่ของคนอยู่ภายใต้การควบคุมของจิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ) เวลายิ่งใช้สมองมาก เขาก็จะควบคุมยิ่งแน่น จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ก็ยิ่งแทรกเข้ามาไม่ได้ เมื่อเขาคิดจนปวดสมอง คิดไม่ออกรู้สึกทรมานมาก จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ก็ออกมาจากครรภ์ของมารดาพร้อมๆ กัน เขาก็ควบคุมส่วนหนึ่งของร่างกาย เขาก็รู้สึกทรมานเหมือนกัน เขาก็ปวดสมองเช่นกัน ปวดจนยากที่จะทน และในขณะที่จิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)ผ่อนคลาย จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ก็จะสะท้อนสิ่งที่เขารู้เข้าไปในสมองใหญ่ เพราะว่าเขาสามารถมองเห็นธาตุแท้ของเรื่องราวในอีกมิติหนึ่ง เช่นนี้เขาก็กระทำออกมา เขียนออกมา สร้างผลงานออกมาได้

มีคนกล่าวกันว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ใช้จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ทำงาน ก็เหมือนกับเมื่อสักครู่มีคนเขียนข้อความว่า จะมีวิธีการติดต่อกับจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ได้อย่างไร ท่านไม่สามารถจะติดต่อได้ เพราะว่าท่านเพิ่งจะเริ่มฝึกพลัง(กง) ท่านยังไม่มีความสามารถอะไร ท่านยังไม่ควรติดต่อ เพราะจุดมุ่งหมายก็คือความยึดติดแน่นอน บางคนอาจจะคิดว่าเราใช้จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)สร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าให้กับเรา ผลักดันการพัฒนาของสังคมมนุษย์ไม่ได้หรือ ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าเรื่องที่จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ของท่านทราบนั้นก็มีจำกัด ความซับซ้อนของมิติ ระดับชั้นที่มากมาย โครงสร้างของจักรวาลนี้สลับซับซ้อนมาก เขาก็รู้แต่เพียงสิ่งที่อยู่ในมิติที่เขาอยู่ สิ่งที่เกินกว่ามิติของเขานั้น เขาก็จะไม่รู้แล้ว นอกจากนี้ยังมีระดับชั้นที่แตกต่างกันที่สูงขึ้นไปในแนวดิ่งอีกมากมาย การพัฒนาของมนุษย์เป็นสิ่งที่ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงในระดับสูงมากๆ จึงจะสามารถควบคุมได้ โดยจะดำเนินการไปตามกฎเกณฑ์ของการพัฒนา

สังคมมนุษย์เรานั้นพัฒนาไปตามวัฏจักรของประวัติศาสตร์ ท่านคิดจะพัฒนาอย่างไร บรรลุเป้าหมายอะไร แต่ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงมิได้พิจารณาเช่นนี้ คนในสมัยโบราณ พวกเขาไม่เคยคิดถึงเครื่องบิน รถไฟ รถจักรยานในปัจจุบันหรือ ข้าพเจ้าว่าก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะไม่เคยคิด เป็นเพราะประวัติศาสตร์พัฒนายังไม่ถึงขั้นตอนนั้น เขาก็สร้างออกมาไม่ได้ มองอย่างผิวเผินจากทฤษฎีและความเข้าใจที่มนุษย์เคยชินมาตลอด มองจากมุมมองของภูมิปัญญาที่มนุษย์มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพราะว่าการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ยังไม่บรรลุถึงจุดนั้น จึงสร้างออกมาไม่ได้ ความจริงวิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะพัฒนาไปอย่างไร ก็จะพัฒนาไปตามประวัติศาสตร์อย่างที่จัดวางไว้ ท่านคิดอยากจะบรรลุเป้าหมายนั้นๆ โดยการกระทำของคน ย่อมบรรลุไม่ถึง แน่นอนมีบางคนจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)บังเกิดผลได้ง่าย มีนักประพันธ์ผู้หนึ่งพูดว่า ฉันเขียนหนังสือได้วันละนับหมื่นๆ คำ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย คิดจะเขียนก็เขียนออกมาได้อย่างรวดเร็ว คนอื่นอ่านแล้วก็รู้สึกว่าดีมาก ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ นี่เป็นผลงานของจิตสำนึกหลัก(จู่อี้ซื่อ)และจิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ร่วมกันคนละครึ่ง จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ของเขาแสดงผลงานครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ใช่เป็นเช่นนี้เสมอไป จิตสำนึกรอง(ฟู่อี้ซื่อ)ส่วนใหญ่จะไม่ยุ่งเกี่ยว ท่านคิดจะใช้ให้เขาทำงาน กลับจะไม่ได้ดี กลับจะได้ผลตรงกันข้าม

อ่านต่อหน้า 1   2  3  4  5

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook