บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 9

คนที่มีรากฐานยอดเยี่ยม (ต้าเกินชี่)

อะไรคือคนที่มีรากฐานยอดเยี่ยม(ต้าเกินชี่) คนที่มีรากฐานยอดเยี่ยม(ต้าเกินชี่)กับการมีรากฐาน(เกินจี)ดีหรือไม่ดีก็ยังมีความแตกต่าง คนที่มีรากฐานยอดเยี่ยม(ต้าเกินชี่)แบบนี้หาได้ยากมากๆ ต้องผ่านประวัติศาสตร์หลายยุคหลายสมัยเป็นเวลายาวนาน จึงจะมีกำเนิดออกมาสักคน แน่นอนผู้มีรากฐานยอดเยี่ยม(ต้าเกินชี่)ก่อนอื่นต้องมีกุศลมากล้น ต้องมีสนามของสสารสีขาวชนิดนี้ใหญ่มาก ข้อนี้แน่นอน ขณะเดียวกันยังจะต้องสามารถอดทนในทุกข์แห่งทุกข์ ทั้งยังต้องมีความอดทนสูงเป็นพิเศษ ยังต้องสามารถเสียสละ ยังต้องรักษากุศลได้ มีการรับรู้(อู้)ดี เป็นต้น

อะไรคือทุกข์แห่งทุกข์ ศาสนาพุทธเห็นว่าการเป็นคนก็คือทุกข์ เพียงท่านเป็นคนก็ต้องรับทุกข์ พุทธศาสนาเห็นว่าสิ่งมีชีวิตในมิติต่างๆ ล้วนไม่มีร่างกายของคนธรรมดาสามัญเช่นเรานี้ ดังนั้นจึงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีปัญหาของการเกิดแก่เจ็บตาย จึงไม่มีความทุกข์ทรมานแบบนี้ ในมิติอื่นคนสามารถลอยขึ้นมาได้ ไร้น้ำหนัก สวยงามมากๆ ก็เพราะคนธรรมดาสามัญมีร่างกายนี้ จึงเกิดปัญหาดังนี้ หนาวก็ทนไม่ไหว ร้อนก็ทนไม่ได้ กระหายน้ำก็ทนไม่ไหว หิวก็ทนไม่ได้ เหนื่อยก็ทนไม่ไหว ยังมีการเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ว่าอย่างไรท่านไม่มีความสบายเลย

ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ลงข่าวเกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่ถังซัน มีผู้คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวมากมาย แต่ก็มีหลายคนได้รับการช่วยเหลือรอดชีวิตมาได้ มีการสำรวจพิเศษด้านสังคมกับคนกลุ่มนี้ สอบถามความรู้สึกของเขาในสภาพของการตายว่ามีความรู้สึกอย่างไร แต่ว่าเป็นเรื่องที่คาดคิดไม่ถึง คนเหล่านี้พูดตรงกันถึงสภาวะที่พิเศษอย่างหนึ่ง ก็คือในชั่วขณะที่กำลังจะตายนั้น ไม่รู้สึกหวาดกลัว ตรงกันข้ามในทันใดนั้นกลับมีความรู้สึกถึงการปลดปล่อย แฝงไว้ด้วยความรู้สึกปิติยินดีแบบหนึ่ง บางคนรู้สึกว่าตัวเองในทันใดนั้นไม่มีร่างกายเป็นเครื่องพันธนาการอีกต่อไป ตัวเบาหวิวลอยขึ้นมาอย่างสวยงามมาก ยังมองเห็นร่างกายของตัวเอง บางคนยังมองเห็นสิ่งมีชีวิตในมิติอื่น มีบางคนยังท่องไปในที่ต่างๆ ทุกคนพูดถึงความรู้สึกในชั่วพริบตานั้นว่ารู้สึกถึงการปลดปล่อยแบบหนึ่ง แฝงไว้ด้วยความปิติยินดี ไม่มีความรู้สึกทุกข์ทรมาน ก็คือพูดว่าพวกเรามีร่างกายที่เป็นเนื้อหนังมังสาจึงเป็นทุกข์ แต่ทุกคนก็เกิดมาเช่นนี้จากครรภ์มารดา ก็เลยไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์

ข้าพเจ้าว่ามนุษย์ต้องอดทนในทุกข์แห่งทุกข์ ข้าพเจ้าได้พูดไปวันนั้นแล้วว่ามิติที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้กับอีกมิติที่ใหญ่กว่า ความนึกคิดด้านกาลเวลายังไม่เหมือนกันเสียทีเดียว พวกเราฝั่งนี้หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมง ก็คือในมิติของเขาที่นั่นหนึ่งปี กล่าวถึงคนๆ นี้ฝึกพลัง(กง)ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ทุกข์ยากลำบากเช่นนี้ ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ พูดว่าคนผู้นี้มีจิตที่จะแสวงหาธรรมะ คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม คนผู้นี้น่ายกย่องจริงๆ ทุกข์ยากถึงขนาดนี้เขายังไม่ละทิ้งอุปนิสัยดั้งเดิมของเขา เขายังต้องการที่จะบำเพ็ญปฏิบัติกลับไป ทำไมจึงช่วยเหลือผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้โดยไม่มีเงื่อนไข ก็คือเช่นนี้ กล่าวถึงคนผู้นี้อยู่ในมิติของมนุษย์นั่งสมาธิตลอดคืน ใครพบเห็นเข้า จะพูดว่าคนๆ นี้ยอดจริงๆ เขาอยู่ตรงนี้นั่งสมาธิมาเป็นเวลาหกปีแล้ว เพราะว่าหนึ่งชั่วยามของพวกเราก็เท่ากับฝั่งนั้นหนึ่งปี พวกเรามนุษย์อยู่ในมิติที่พิเศษมากๆ

อดทนในทุกข์แห่งทุกข์อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น คนๆ นี้วันหนึ่งไปทำงาน บริษัทอยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อยดี มีคนมากกว่างาน ในสภาพเช่นนี้อยู่ไม่ไหว บริษัทต้องปรับปรุงไปรับเหมางาน คนที่เป็นส่วนเกินต้องให้ออกจากงานไป เขาก็เป็นหนึ่งในนั้น รายได้หายไปทันที มีความรู้สึกอย่างไร ไม่มีเงินที่จะใช้จ่าย แล้วจะดำรงชีวิตอย่างไร ทำอะไรอย่างอื่นก็ไม่เป็น กลับบ้านไปอย่างหงอยเหงาเศร้าซึม ทันทีที่กลับถึงบ้าน คนแก่ในบ้านล้มป่วยลง อาการหนักมากต้องรีบนำไปส่งโรงพยาบาล กว่าจะขอยืมเงินมาเป็นค่าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลก็ไม่ใช่ง่าย กลับมาบ้านเพื่อเตรียมสิ่งของให้คนแก่ พอกลับถึงบ้าน ครูที่โรงเรียนแจ้งมาว่าลูกชายของท่านไปทำร้ายคนอื่นจนเจ็บหนัก ให้รีบไปจัดการ เพิ่งจัดการเรื่องนี้เสร็จกลับถึงบ้าน เพียงนั่งลงก็มีโทรศัพท์มาแจ้งว่า ภรรยาของเขามีชู้เสียแล้ว แน่นอนพวกเราจะไม่ประสบกับเรื่องเช่นนี้ คนทั่วไปคงจะรับความทุกข์เช่นนี้ไม่ไหว พอคิดขึ้นมา อย่างนี้ยังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกทำไม หาเชือกสักเส้นมาแขวนคอ ไม่อยากอยู่ต่อไปแล้ว ให้จบสิ้นไปเสียทั้งหมด ข้าพเจ้าว่าคนต้องสามารถอดทนในทุกข์แห่งทุกข์ แน่นอนไม่ใช่จะต้องเป็นรูปแบบนี้เสมอไป การชิงดีชิงเด่นระหว่างคน การเสียดสีทางจิต(ซินซิ่ง) การแก่งแย่งผลประโยชน์ส่วนตัวของคนไม่เป็นรองจากสิ่งนี้ มีคนไม่น้อยที่มีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้เอาชนะ รับไม่ได้ก็แขวนคอตายไป ดังนั้นพวกเราต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สับสนวุ่นวายเช่นนี้ ต้องสามารถอดทนในทุกข์แห่งทุกข์ให้ได้ ในเวลาเดียวกันก็ต้องมีความอดทนสูงเป็นพิเศษ

อะไรคือความอดทนสูงเป็นพิเศษ การเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ขั้นแรกต้องปฏิบัติให้ได้ถึงขั้นที่ว่า ตีไม่ตีตอบ ด่าไม่ด่ากลับ ต้องอดทน มิเช่นนั้น ท่านจะเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ได้อย่างไร มีคนกล่าวว่า การอดทนแบบนี้ปฏิบัติได้ยากมาก อารมณ์ฉันไม่ดี อารมณ์ไม่ดีก็แก้ไขเสีย ผู้ฝึกพลัง(กง)ต้องอดทน บางคนดูแลเด็กก็มีโทสะ ส่งเสียงดังสนั่นไปทั่ว ท่านดูแลเด็กก็ไม่จำเป็นต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอย่างนั้น ท่านเองไม่ต้องไปมีอารมณ์จริงๆ ท่านต้องมีสติสัมปชัญญะในการสั่งสอนเด็ก จึงจะสามารถสั่งสอนเด็กให้ดีได้อย่างแท้จริง เรื่องเล็กยังอดทนไม่ได้ ก็เกิดโทสะแล้ว ยังคิดจะมีพลัง(กง)สูงขึ้นหรือ มีคนพูดว่าเดินไปบนถนน ใครเตะฉันหนึ่งที ไม่มีใครรู้จักฉัน อย่างนี้ฉันทนได้ ข้าพเจ้าพูดว่านี่ยังไม่พอ ต่อไปก็ไม่แน่ว่าในเวลาที่อยู่ต่อหน้าคนที่ท่านกลัวเสียหน้ามากที่สุด ให้มีคนมาตบหน้าท่านสักสองที ให้ท่านต้องเสียหน้าอย่างมาก ท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ดูว่าท่านจะอดทนได้หรือไม่ ท่านอดทนได้ แต่ในใจยังปล่อยวางไม่ได้ ก็ยังใช้ไม่ได้ ทุกท่านคงทราบดี เมื่อบรรลุถึงระดับชั้นของพระอรหันต์ ประสบกับเรื่องอะไรก็ไม่เก็บไว้ในใจ เรื่องราวของคนธรรมดาสามัญทั้งหลายล้วนไม่เก็บไว้ในใจ อารมณ์ดีอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเสียเปรียบมากเพียงใดก็ยังอารมณ์ดีไม่ใส่ใจ ถ้าปฏิบัติได้จริงๆ ท่านก็บรรลุถึงมรรคผลขั้นแรกระดับพระอรหันต์แล้ว

มีคนพูดว่า ความอดทนหากต้องทำถึงระดับนี้ คนธรรมดาสามัญก็ต้องพูดว่าพวกเราอ่อนแอมากเกินไปแล้ว รังแกได้ง่าย ข้าพเจ้าว่านั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ ทุกท่านลองคิดดู ในสังคมมนุษย์บุคคลที่สูงด้วยวัยวุฒิ สูงด้วยคุณวุฒิ ยังต้องเน้นความสุขุมเยือกเย็น ไม่คล้อยตามความนึกคิดของชาวบ้านทั่วไป แล้วพวกเราเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) จะถือว่าอ่อนแอได้อย่างไร ข้าพเจ้าว่าเป็นการแสดงออกซึ่งจิตใจที่มีความอดทนสูงเป็นพิเศษ นั่นเป็นการแสดงออกซึ่งจิตใจที่เข้มแข็งแน่วแน่ มีเพียงผู้ฝึกพลัง(กง)เท่านั้นจึงจะมีจิตใจที่มีความอดทนสูงเป็นพิเศษเช่นนี้ได้ มีคำกล่าวเช่นนี้ประโยคหนึ่งว่า ลูกผู้ชายถูกเหยียดหยาม ชักดาบเข้าต่อสู้ คนธรรมดาย่อมทำเช่นนั้นแน่นอน ท่านด่าฉัน ฉันด่าท่าน ท่านตีฉัน ฉันก็ตีท่าน นั่นเป็นการกระทำของคนธรรมดาสามัญ จะบอกว่าเขาเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ได้หรือ การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม หากท่านไม่มีจิตใจที่เข้มแข็ง ท่านควบคุมตัวเองไม่ได้ ท่านก็ไม่สามารถบรรลุถึงจุดนี้

พวกท่านคงทราบดีในสมัยโบราณมีคนๆ หนึ่งชื่อว่าหันซิ่ง กล่าวกันว่าหันซิ่งมีความสามารถมาก เป็นแม่ทัพใหญ่ของหลิวปัง เป็นเสาเอกของประเทศ ทำไมจึงมีความสามารถทำงานใหญ่ได้เช่นนั้น กล่าวคือหันซิ่งคนนี้ตั้งแต่เล็กก็ไม่เหมือนกับคนทั่วไป มีตำนานเล่ากันว่า หันซิ่งถูกข่มเหงให้ลอดใต้หว่างขา หันซิ่งฝึกวิทยายุทธ์ตั้งแต่วัยเด็ก คนที่ฝึกวิทยายุทธ์ก็มักจะสะพายดาบติดตัว มีอยู่วันหนึ่งเดินอยู่บนถนน มีอันธพาลเจ้าถิ่นคนหนึ่งท้าวสะเอวขวางทางไม่ให้ไปและถามว่า สะพายดาบไว้ทำอะไร เจ้ากล้าฆ่าคนไหม เจ้ากล้าฆ่าคนก็ลองตัดหัวของข้าดู พูดแล้วก็ยื่นศีรษะออกไป หันซิ่งก็คิด ข้าพเจ้าจะตัดหัวเจ้าไปทำอะไร ในเวลานั้นการตัดหัวผู้อื่นต้องถูกฟ้องศาลชดใช้ชีวิต จะฆ่าคนตามใจชอบได้หรือ เขาเห็นว่าหันซิ่งไม่กล้าฆ่า ก็พูดว่า ถ้าเจ้าไม่กล้าฆ่าข้า ก็จงลอดใต้หว่างขาข้าไป และแล้วหันซิ่งก็ลอดใต้หว่างขาของเขาไปจริงๆ แสดงให้เห็นว่าหันซิ่งมีความอดทนสูงเป็นพิเศษ เขาไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป เขาจึงสามารถทำเรื่องยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้ คนต้องรักษาศักดิ์ศรี นั่นเป็นคำพูดของคนธรรมดาสามัญ มีชีวิตอยู่เพื่อรักษาศักดิ์ศรี ทุกคนลองคิดดู ใช้ชีวิตอย่างนี้เหนื่อยหรือไม่ ทุกข์หรือไม่ คุ้มหรือไม่ อย่างไรก็ตามหันซิ่งเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ แต่พวกเราเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม พวกเราย่อมต้องเหนือกว่าเขามาก เป้าหมายของพวกเราคือการหลุดพ้นระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ ก้าวไปสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้นไปอีก เรื่องเช่นนี้พวกเราจะไม่ประสบ แต่ในสังคมของคนธรรมดาสามัญ ผู้บำเพ็ญในเวลาที่ถูกปรักปรำและได้รับความอัปยศอดสู ก็จะมีความรุนแรงไม่แพ้กัน การเสียดสีจิต(ซินซิ่ง)ระหว่างคนด้วยกัน ข้าพเจ้าว่าก็ไม่เป็นรองกว่าสิ่งเหล่านี้ มีแต่จะรุนแรงมากกว่าไม่มีน้อยกว่า ก็เป็นเรื่องยากลำบากมากทีเดียว

ในเวลาเดียวกัน ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมยังจะต้องสามารถสละ สละการยึดติดต่างๆ และตัณหากิเลสต่างๆ ของคนธรรมดาสามัญ ให้ปฏิบัติในทันทีคงทำไม่ได้ ค่อยๆ ทำก็จะทำได้ วันนี้หากท่านสามารถทำได้ทันที วันนี้ท่านก็คือพระพุทธแล้ว การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่ท่านต้องไม่ปล่อยปละละเลย ท่านพูดว่าอาจารย์ได้บอกแล้ว การบำเพ็ญปฏิบัติต้องค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ค่อยๆ บำเพ็ญปฏิบัติ ทำเช่นนั้นไม่ได้ ท่านต้องเข้มงวดกับตัวเอง การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมท่านต้องมุมานะรุดไปข้างหน้าอย่างจริงจัง

ท่านยังต้องสามารถรักษากุศล ต้องรักษาจิต(ซินซิ่ง) ไม่ประพฤติไปในทางที่ผิด ท่านต้องไม่กระทำสิ่งใดๆ ตามอำเภอใจ ท่านต้องรักษาจิต(ซินซิ่ง)ไว้ให้ได้ พวกเรามักได้ยินคนธรรมดาสามัญมีคำพูดเช่นนี้ สะสมกุศลทำความดี แต่สำหรับผู้ฝึกพลัง(กง)ไม่เน้นเรื่องสะสมกุศล พวกเราเน้นการรักษากุศล ทำไมจึงเน้นการรักษากุศล ก็เพราะว่าพวกเรามองเห็นสภาพการณ์เช่นนี้ การสะสมกุศลเป็นเรื่องของคนธรรมดาสามัญพูดกัน ถ้าเขาสะสมกุศลทำความดี ชาติหน้าก็จะได้ดี แต่สำหรับพวกเราไม่มีปัญหาเรื่องนี้อีกแล้ว หากท่านบำเพ็ญสำเร็จก็จะได้ธรรมะ ไม่มีเรื่องของชาติหน้าอีกต่อไปแล้ว พวกเรา ณ ที่นี้เน้นการรักษากุศล ยังมีความหมายอีกชั้นหนึ่ง ก็คือ สสาร 2 ชนิดที่ร่างกายของเรามีติดตัวมานั้น ไม่ใช่สะสมมาเพียงชาติเดียวภพเดียว มันตกทอดต่อๆ กันมาผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ท่านขี่จักรยานเที่ยวหาความดีทำไปทั่วเมือง ก็ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสได้ทำความดี ท่านทำเช่นนี้ทุกวันก็ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสได้พบ

ยังมีความหมายอีกชั้นหนึ่ง ถ้าให้ท่านสะสมกุศล ท่านเห็นว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องดี แต่เมื่อท่านทำไป ไม่แน่ก็อาจเป็นเรื่องไม่ดี ในเวลาที่ท่านเห็นว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องไม่ดี หากท่านเข้าไปยุ่ง ไม่แน่ก็อาจเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะอะไรหรือ เพราะว่าท่านมองไม่เห็นความสัมพันธ์ของเหตุและผล กฎหมายใช้ควบคุมเรื่องของคนธรรมดาสามัญ ข้อนี้ไม่มีปัญหา แต่ผู้ฝึกพลัง(กง)นั้นเหนือธรรมดาแล้ว เมื่อท่านเป็นคนเหนือธรรมดา ก็ต้องใช้กฎที่เหนือธรรมดามาควบคุมท่าน จะใช้กฎของคนธรรมดาสามัญมาประเมินไม่ได้แล้ว ท่านไม่ทราบถึงความสัมพันธ์ของเหตุและผลของเรื่องนี้ ก็จะทำผิดในเรื่องนี้ได้ง่าย ดังนั้นพวกเราเน้นการไร้ความหมายมั่นใดๆ ท่านคิดอยากจะทำอะไรก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ มีคนพูดว่าฉันคิดจะควบคุมคนเลว ข้าพเจ้าว่าถ้าเช่นนั้นท่านก็ไปเป็นตำรวจก็แล้วกัน แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่าหากพบมีการฆ่าคนวางเพลิงก็ไม่ยุ่งเกี่ยว ข้าพเจ้าขอบอกทุกท่าน เมื่อเกิดการขัดแย้งระหว่างคนด้วยกัน เขาเตะคนหนึ่งที เขาชกคนหนึ่งหมัด ดีไม่ดีอาจเป็นเพราะคนๆ นั้นติดค้างเขาไว้เมื่อชาติก่อน เขาทั้งสองได้คิดบัญชีกันแล้ว ถ้าท่านเข้าไปยุ่งเกี่ยว บัญชีระหว่างพวกเขาก็ชำระกันไม่สำเร็จ รอถึงครั้งต่อไปก็ต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง จึงพูดว่าท่านมองไม่เห็นความสัมพันธ์ของเหตุและผล ง่ายต่อการกระทำผิด ต้องสูญเสียกุศลไป

คนธรรมดาสามัญยุ่งเรื่องของคนธรรมดาด้วยกันไม่เป็นไร เขาใช้กฎของคนธรรมดาสามัญมาประเมิน แต่สำหรับท่านก็ต้องใช้กฎที่เหนือกว่าธรรมดามาประเมิน ท่านเห็นการฆ่าคนวางเพลิงแล้วไม่เข้าไปยุ่ง ก็คือจิต(ซินซิ่ง)ของท่านมีปัญหา ไม่อย่างนั้นความเป็นคนดีจะแสดงออกมาได้อย่างไร ฆ่าคนวางเพลิงท่านก็ยังไม่ยุ่ง แล้วท่านจะยุ่งเรื่องอะไร แต่ว่ามีอยู่จุดหนึ่ง เรื่องเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างพวกเรา ไม่แน่ว่าจะกำหนดให้ท่านได้พบ พวกเราเน้นการรักษากุศล ก็เพื่อให้ท่านหลีกเลี่ยงกระทำเรื่องไม่ดี ไม่แน่ว่าเมื่อกระทำเรื่องทำนองนี้สักเล็กน้อย ก็อาจกระทำผิดแล้ว ฉะนั้นท่านก็ต้องสูญเสียกุศล เมื่อท่านสูญเสียกุศล ท่านจะยกระดับสูงขึ้นได้อย่างไร จะบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของท่านได้อย่างไร ในที่นี้มีปัญหาเช่นนี้อยู่ นอกจากนี้ยังต้องมีจิตรับรู้(อู้ซิ่ง)ดี รากฐาน(เกินจี)ดี จิตรับรู้(อู้ซิ่ง)ก็อาจจะดีด้วย อิทธิพลของสภาพแวดล้อมก็มีผล

พวกเรายังพูดกันว่า ให้พวกเราทุกคนบำเพ็ญจากภายใน ให้ทุกคนค้นหาจากจิต(ซินซิ่ง)ของตัวเอง ตรงไหนทำได้ไม่ดีให้หาสาเหตุด้วยตัวเอง ครั้งต่อไปทำให้ดี ทำอะไรให้คำนึงถึงผู้อื่นก่อนเสมอ ฉะนั้นสังคมมนุษย์จะพัฒนาดีขึ้น ศีลธรรมก็จะยกระดับสูงตามขึ้นมา อารยธรรมทางจิตใจก็ดีขึ้นเช่นกัน ความสงบสุขในสังคมก็จะมีสภาพดีขึ้น ไม่แน่ว่าอาจไม่จำเป็นต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีคนมาคุม ทุกคนดูแลตัวเอง ทุกคนค้นหาจากจิตใจของตัวเอง ท่านคิดดูซิว่าจะดีแค่ไหน ทุกท่านคงทราบปัจจุบันกฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างครอบคลุม และครบถ้วนสมบูรณ์ตามลำดับ แต่ทำไมคนก็ยังกระทำความผิดอีก มีกฎหมายแต่ก็ไม่ยึดถือปฏิบัติ ก็เพราะว่าท่านไม่สามารถควบคุมจิตใจเขา เวลามองไม่เห็น เขาก็ยังจะกระทำเรื่องไม่ดี ถ้าหากทุกๆ คนมุ่งบำเพ็ญกันที่จิตใจ ทุกอย่างก็จะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง และไม่จำเป็นต้องให้ท่านออกมาเรียกร้องหาความยุติธรรมให้กับใครอีก

ธรรมะพูดได้เพียงระดับนี้เท่านั้น ระดับที่สูงกว่านี้ต้องอาศัยตัวท่านเองไปบำเพ็ญจึงจะได้ มีบางคนถามปัญหายิ่งถามยิ่งเป็นรูปธรรมมากขึ้น ปัญหาการดำเนินชีวิตของท่าน ถ้าหากต้องให้ข้าพเจ้าอธิบายให้กระจ่างทั้งหมด ตัวท่านยังจะบำเพ็ญปฏิบัติอะไร ท่านต้องบำเพ็ญด้วยตัวเอง รับรู้(อู้)ด้วยตัวเอง หากให้ข้าพเจ้าพูดออกมาทั้งหมด ท่านก็ไม่มีอะไรจะบำเพ็ญอีกแล้ว ดีที่หลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ก็ได้ถ่ายทอดออกมาแล้ว ท่านสามารถยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป

ข้าพเจ้าคิดว่า เวลาสำหรับการถ่ายทอดหลักธรรมของข้าพเจ้าโดยหลักก็ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว จึงคิดจะมอบสิ่งที่เป็นของแท้จริงไว้ให้กับทุกท่าน เพื่อที่จะให้ทุกท่านมีหลักธรรมชี้นำในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต่อไป ตลอดขั้นตอนของการแสดงธรรม ข้าพเจ้ายึดมั่นในความรับผิดชอบที่มีต่อทุกท่าน และต่อสังคมในเวลาเดียวกัน ที่จริงเราก็ดำเนินการไปตามหลักการนี้ ส่วนจะทำได้ดีหรือไม่อย่างไรข้าพเจ้าจะไม่ขอพูดถึง ย่อมมีข้อวิจารณ์ของสาธารณะ เจตนารมณ์ของข้าพเจ้าคือนำหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)เผยแพร่ออกมา เพื่อให้พวกเราและคนจำนวนมากได้รับประโยชน์ เพื่อให้ผู้คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติอย่างแท้จริงสามารถอาศัยหลักธรรมบำเพ็ญปฏิบัติขึ้นไปได้ ขณะเดียวกันในขั้นตอนของการเผยแพร่หลักธรรมที่ผ่านมา เราก็ได้อธิบายถึงหลักการของความเป็นคน และหวังว่าพวกท่านเมื่อออกจากห้องเรียนนี้ไปแล้ว คนที่ไม่สามารถบำเพ็ญปฏิบัติตามหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า) อย่างน้อยที่สุดก็สามารถเป็นคนดีคนหนึ่ง เช่นนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ที่จริงท่านสามารถเป็นคนดีคนหนึ่งได้แล้ว หลังจากเลิกเรียนแล้ว ท่านก็รู้ว่าจะปฏิบัติตนเป็นคนดีอย่างไร

ระหว่างการถ่ายทอดหลักธรรมก็มีบางส่วนที่ไม่ราบรื่น มีการรบกวนจากหลายๆ ด้าน อย่างไรก็ดีด้วยแรงสนับสนุนจากคณะดำเนินการ ผู้นำองค์กรต่างๆ ตลอดจนการทำงานอย่างเต็มกำลังของผู้ทำงานทุกท่าน การแสดงธรรมของเราจึงสำเร็จลุล่วงไปได้ค่อนข้างดี

ในระหว่างการแสดงธรรม สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดถึงล้วนเป็นสิ่งที่จะช่วยชี้แนะให้ทุกท่านได้บำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้น ในอดีตที่ผ่านมาการแสดงธรรมไม่มีใครพูดถึงสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่พวกเราพูดนั้นแจ่มแจ้งมาก พูดโดยผนวกเข้ากับวิทยาศาสตร์ปัจจุบันและสรีรวิทยาปัจจุบัน และพูดในระดับชั้นที่สูงมาก สิ่งสำคัญคือเพื่อให้ทุกท่านได้หลักธรรมที่แท้จริงต่อไปและบำเพ็ญขึ้นไป นี่คือจุดประสงค์ของข้าพเจ้า ในขั้นตอนของการแสดงธรรมของเรามีหลายคนรู้สึกว่า หลักธรรมเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ปฏิบัติได้ยากมาก ที่จริงข้าพเจ้าคิดว่ายากหรือง่าย ต้องดูว่าพูดกับคนประเภทไหน คนธรรมดาสามัญทั่วไป ไม่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เขาจะรู้สึกว่าการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ ไม่อาจคาดคิด บำเพ็ญไม่สำเร็จ เขาเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ เขาไม่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติ เขาจะเห็นว่ายากลำบากมาก เหลาจื่อกล่าวว่า “ผู้มีภูมิปัญญาสูงได้ฟังธรรมะ มุมานะปฏิบัติ ผู้มีภูมิปัญญาปานกลางได้ฟังธรรมะ ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง ผู้มีภูมิปัญญาต่ำได้ฟังธรรมะ หัวเราะขัน ไม่หัวเราะก็จะไม่ใช่ธรรมะ” สำหรับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ข้าพเจ้าว่าเป็นเรื่องง่าย ไม่ใช่เป็นสิ่งที่อยู่สูงจนเอื้อมไม่ถึง ความจริงผู้ฝึกเก่าจำนวนมากทั้งที่อยู่ ณ ที่นี้ และที่ไม่ได้มาก็ได้บำเพ็ญปฏิบัติจนบรรลุระดับชั้นที่สูงมากแล้ว ที่ข้าพเจ้าไม่พูดเพราะเกรงว่าท่านจะเกิดจิตยึดติด เกิดความกระหยิ่มในใจ จนมีผลกระทบต่อการเพิ่มของแรงพลัง(กงลี่)ของท่าน การเป็นผู้ที่ตั้งใจแน่วแน่จะบำเพ็ญปฏิบัติอย่างแท้จริง เขาจะสามารถอดทนได้ สามารถละวางจิตยึดติดต่อผลประโยชน์ต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้า สามารถเห็นมันเป็นเรื่องธรรมดา ขอเพียงทำได้ก็จะไม่ยาก คนที่บอกว่ายาก ก็เพราะเขาละวางสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยตัวของมันเองไม่ยาก การยกระดับชั้นโดยตัวของมันเองก็ไม่ยาก เป็นเพราะจิตใจของคนไม่ยอมปล่อยวาง เขาจึงบอกว่ายาก เพราะอยู่ท่ามกลางผลประโยชน์จึงยากที่จะปล่อยวาง ผลประโยชน์มีให้เห็นอยู่ตรงนี้ ท่านว่าจิตใจดวงนี้จะปล่อยวางได้อย่างไร เขาจึงคิดว่ายาก ความจริงก็ยากอยู่ตรงจุดนี้ ในเวลาที่เราเกิดความขัดแย้งกับคนด้วยกัน ไม่สามารถอดกลั้นอารมณ์ ทั้งยังไม่สามารถปฏิบัติตนเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าว่าทำเช่นนี้ไม่ได้ ในสมัยที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญปฏิบัติธรรมนั้น มีท่านผู้รู้ระดับสูงหลายท่านได้กล่าวเช่นนี้กับข้าพเจ้าว่า “อดทนยากก็สามารถอดทนได้ ปฏิบัติยากก็สามารถปฏิบัติได้” ความจริงก็เป็นเช่นนี้ ทุกท่านกลับไปบ้านลองนำไปปฏิบัติดู ในเวลาที่เราเผชิญกับภัยพิบัติอย่างแท้จริงหรือในระหว่างการผ่านด่าน ท่านลองไปปฏิบัติดู สิ่งที่อดทนได้ยาก ท่านลองอดทนดู สิ่งที่เห็นว่าทำไม่ได้ บอกว่าทำยาก เช่นนั้นท่านก็ลองทำดูซิว่าในที่สุดจะทำได้หรือไม่ ถ้าท่านทำได้จริงๆ แล้วละก็ ท่านจะพบว่า ผ่านหมู่ต้นหลิวอันมืดครึ้ม ก็จะมีมวลดอกไม้สะพรั่งและหมู่บ้านอยู่ข้างหน้า

ข้าพเจ้าบรรยายมากเกินไปแล้ว บรรยายมากเกินไปจนทุกท่านอาจจะจำไม่ไหว จุดสำคัญที่ข้าพเจ้าใคร่ขอคือ ข้าพเจ้าหวังว่าต่อไปในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของทุกๆ ท่าน สามารถปฏิบัติตนเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) บำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงต่อไป ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งผู้ฝึกเก่าและผู้ฝึกใหม่ จะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติในหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ได้ทั้งหมด และสามารถประสบความสำเร็จจนบรรลุมรรคผล หวังว่าทุกท่านเมื่อกลับไปบ้านจะรีบเร่งบำเพ็ญจริงแข่งกับเวลาต่อไป

บทความในหนังสือ “จ้วนฝ่าหลุน” สำนวนที่ใช้ไม่ไพเราะสละสลวย อีกทั้งไม่สอดคล้องกับหลักภาษาปัจจุบัน แต่หากข้าพเจ้าเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ตามหลักภาษาปัจจุบันแล้ว ก็จะเกิดปัญหารุนแรงข้อหนึ่ง บทความแม้จะมีโครงสร้างภาษาไพเราะและสละสลวย แต่จะไม่สามารถครอบคลุมความหมายที่ลึกซึ้งและสูงยิ่งขึ้นไปอีก เพราะหลักภาษาตามโครงสร้างปัจจุบัน ไม่สามารถถ่ายทอดหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า) ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้นำในระดับชั้นที่แตกต่างกันที่อยู่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป และการแสดงออกของหลักธรรมในแต่ละระดับชั้น ตลอดจนนำไปสู่การผันแปรของร่างแท้(เปิ๋นถี่)และพลัง(กง)ของผู้ฝึก รวมทั้งเสริมสร้างการเปลี่ยนแปลงของธาตุแท้

อ่านต่อหน้า 1   2  3  4   5

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook