บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

จ้วนฝ่าหลุน เล่ม 2

บรรยายธรรม ณ เขาต้าอวี่ซัน

คนบางคนเมื่อบำเพ็ญไม่สำเร็จในชาติหนึ่ง และไม่ได้ตั้งปณิธานจะบำเพ็ญต่อในชาติหน้า ถ้าหากชาติหน้าได้เกิดเป็นคนอีกครั้ง ก็ไม่มีโอกาสจะบำเพ็ญต่อ ดังนั้นกุศลกรรมที่ตนเองได้บำเพ็ญไว้ในชาติก่อนก็กลายเป็นความสุขและโชคลาภ เจ้าใหญ่นายโตจำนวนมากก็คือพระสงฆ์ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ เพราะเขาได้บำเพ็ญด้วยความยากลำบากสะสมบุญกุศลไว้จำนวนหนึ่งแต่บำเพ็ญไม่สำเร็จ บุญกุศลจึงส่งผลให้เขาได้เป็นใหญ่เป็นโต หรือเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

ถ้าได้ตั้งปณิธานไว้หากชาตินี้บำเพ็ญไม่สำเร็จจะบำเพ็ญต่อในชาติหน้า ก็จะก่อเกิดเป็นวาสนาในชาติหน้าให้เขามีโอกาสได้บำเพ็ญต่อในวิชาเดียวกัน หากได้ตั้งปณิธานไว้อย่างนี้ เมื่อคนๆนี้มาเกิดใหม่อีกครั้ง ก็จะไม่อยู่ในการควบคุมของเทพผู้ดูแลบนโลก อาจารย์ของเขาจะคอยดูแล เฝ้าติดตามให้เขาได้ไปเกิดในครอบครัวที่จะเอื้ออำนวยให้เขาฝึกบำเพ็ญ เขาก็จะมีโอกาสบำเพ็ญตนต่อ

มีพระสงฆ์ในวัดจำนวนมากที่บำเพ็ญไม่สำเร็จ สาเหตุสำคัญเพราะไม่สามารถขจัดจิตยึดติด ไม่รู้จะบำเพ็ญอย่างไร ไม่ได้หลักธรรม บางคนคิดว่าการสวดมนต์จะทำให้เขาบำเพ็ญสำเร็จเป็นพระพุทธได้ ปล่อยวางจิตมนุษย์ลงไม่ได้ เขาก็จะบำเพ็ญไม่สำเร็จ แต่จิตเขาก็ยังคิดที่จะเป็นพุทธ เมื่อตายไปก็จะวนเวียนอยู่ในวัดแห่งนั้น บำเพ็ญตามผู้คน เป็นประการเช่นนี้ จะบอกว่าเป็นผีก็ไม่ใช่ผี จะพูดว่าเป็นพระสงฆ์เขาก็ไม่ใช่คน คนในปัจจุบันจึงค่อนข้างสับสนวุ่นวาย นอกจากนี้พระพุทธรูปบางองค์ก็ไม่มีธรรมกายของพระสถิตอยู่ มีแต่วิญญาณซึ่งเกิดขึ้นมาจากการกราบไหว้บูชาของคน เวลานี้บางคนผูกผ้าแดงไว้กับต้นไม้เพื่อกราบไหว้ กราบไหว้แม้กระทั่งภูเขา ก้อนหิน รูปสลักพระพุทธที่ยังไม่ได้เบิกเนตรก็กราบไหว้ กราบไหว้จนเกิดวิญญาณขึ้นมา มีรูปร่างหน้าตาเหมือนพระแต่ไม่ใช่พระจริง อาศัยรูปลักษณ์ของพระพุทธกระทำในสิ่งไม่ดี ประเภทนี้มีมากมาย

สวรรค์เข้มงวดกวดขันต่อผู้สำเร็จอริยะผล ไม่เหมือนอย่างที่คนคาดคิด ความจริงศาสนาพุทธในระยะหลังนี้ไม่ไหวแล้ว มีผู้คนมากมายไม่รู้ว่าจะบำเพ็ญตนอย่างไร บำเพ็ญตนลำบาก ในศาสนาพุทธมีการอธิบายพระสูตรไว้มากมาย พระสงฆ์รูปนี้อธิบายไว้แบบนี้ รูปนั้นอธิบายไว้แบบนั้น คำอธิบายเหล่านั้นสามารถนำพาผู้คนให้หลงทางไปสู่แนวทางที่ผิด ล้วนบ่อนทำลายพระธรรม ขอเพียงคนเราสามารถรับรู้จากตัวอักษรดั้งเดิม ความหมายดั้งเดิมในพระสูตร เขาก็จะรับรู้ได้เล็กน้อย แม้จะเข้าใจได้เพียงเล็กน้อย จิตของเขาก็สูงขึ้นแล้ว อ่านอีกครั้งเข้าใจหลักธรรมอีกข้อ เขาก็จะยกระดับสูงขึ้นอีก ในแต่ละระดับชั้นเขาจะเข้าใจแตกต่างกันไป พระสงฆ์บางรูปตีความพระสูตรด้วยความหมายที่แน่นอน มีคนแต่งหนังสืออธิบายพระธรรมให้คำจำกัดความที่แน่นอน เช่น คำพูดของพระพุทธประโยคนี้มีความหมายว่าอย่างนี้ ประโยคนั้นมีความหมายว่าอย่างนั้นเป็นต้น ความจริงคำพูดของพระพุทธประโยคนั้นมีความหมายแตกต่างกันไปตามระดับชั้นที่แตกต่างกัน จนถึงระดับของพระยูไล แต่ว่าพระสงฆ์รูปนั้นยังบำเพ็ญอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ยังไม่บรรลุหลักธรรมของพระโพธิสัตว์ ของพระพุทธ ก็ออกมาให้คำจำกัดความต่อพระสูตร ความจริงนั่นคือความเข้าใจในระดับที่เขาอยู่ คำพูดของเขาไม่มีความหมายสูงไปกว่านั้น การชักจูงคนไปสู่ความเข้าใจในระดับต่ำและอยู่ในกรอบ ก็คือพาคนเดินหลงเข้าไปในแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ในขณะที่เขาพูดว่าคำสอนของพระพุทธมีความหมายอย่างนี้ คนก็ถูกจำกัดให้อยู่ภายในกรอบ ก็เข้าใจตามนั้น ใครก็บำเพ็ญขึ้นไปไม่ได้

ในอดีตการอธิบายประเภทนี้มีอยู่มากมาย แท้ที่จริงเมื่อคนเราพูดถึงพระปิฎกใหญ่ พูดถึงพระไตรปิฎก พระสูตร กฎ บทอธิบาย นอกจากพระสูตรแล้ว กฎ และบทอธิบายนั้น ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับพระสูตร โดยเฉพาะบทอธิบายเหล่านั้น อธิบายพระธรรมจนยุ่งเหยิงและสับสน ไม่เหลือเค้าความเดิม สมัยนี้พระสงฆ์ใช้ภาษาชาวบ้านอธิบายพระสูตร โดยแก่นแท้อธิบายไม่ได้ ความหมายดั้งเดิมตามที่องค์ศากยมุนีตรัสเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น อธิบายก็จะผิดเพี้ยนไป นี่คือสาเหตุหนึ่งที่พระสงฆ์ในสมัยนี้ไม่สามารถบำเพ็ญธรรมสำเร็จ พระสงฆ์ไม่สามารถเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ อ่านพระสูตรในภาษาดั้งเดิมไม่เข้าใจ ล้วนเป็นภาษาโบราณ ก็หาหนังสืออ้างอิงต่างๆ หนังสืออ้างอิงเหล่านี้ล้วนอธิบายหลักธรรมเล็กๆน้อยๆ ตามที่ตัวเองเข้าใจ ปัญหาเหล่านี้มีอยู่ทุกยุคทุกสมัยในประวัติศาสตร์ ในอดีตก็เช่นกัน อย่าได้หลงเชื่อสิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือโบราณ เหมือนกันหมด ล้วนแต่บ่อนทำลายพระธรรมทั้งสิ้น องค์ศากยมุนีตรัสไว้ว่า หลักธรรมของพระองค์กี่ปีให้หลังก็จะใช้ไม่ได้ เมื่อถึงยุคธรรมะเสื่อม จะมีมารมาบ่อนทำลายหลักธรรม นี่ก็คือสาเหตุหนึ่ง

ศาสนาพุทธหายไปจากอินเดีย ก็เพราะถูกพระสงฆ์บ่อนทำลาย พระสงฆ์รูปหนึ่งเข้าใจเป็นอย่างนี้ อีกรูปหนึ่งเข้าใจเป็นอย่างนั้น เข้าใจอย่างสับสนวุ่นวาย เข้าใจไปเข้าใจมา จนผิดเพี้ยนไปจากความเข้าใจดั้งเดิมขององค์ศากยมุนีเสียแล้ว ไม่เหลือเค้าความหมายเดิม ดังนั้นศาสนาพุทธจึงได้เสื่อมสลายไปในอินเดีย

การพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจซึ่งกันและกันนั้นไม่มีปัญหา เพราะเป็นการพูดถึงความเข้าใจต่อพระสูตรของตัวท่านเอง เรื่องนี้ไม่เป็นไร ไม่ส่งผลกระทบใดๆ กลัวแต่ว่าท่านจะใช้คำพูดของตัวเองมากำหนดความหมายของพระสูตร ความหมายในแต่ละคำแต่ละประโยค ไม่จำกัดอยู่เฉพาะตามที่เข้าใจกันในระดับชั้นนั้นเท่านั้น ท่านเห็นว่าหลักธรรมข้อหนึ่งพูดได้ถูกต้องนัก ดีมาก แต่เมื่อจิตของท่านยกระดับสูงขึ้น ท่านจะพบว่าคำพูดประโยคเดียวกันนั้นมีหลักธรรมที่สูงกว่านั้นอีก


องค์ศากยมุนีทรงถ่ายทอดหลักธรรมเป็นเวลา 49 ปี ในระยะแรกพระองค์ก็ยังไม่บรรลุถึงขั้นของพระยูไล หลักธรรมบางตอนก็เป็นธรรมะที่พระองค์ทรงถ่ายทอดก่อนหน้านั้นหลายปี แต่พระองค์ยังทรงถ่ายทอดหลักธรรมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเสด็จปรินิพพาน หลักธรรมที่ทรงถ่ายทอดในระยะหลังกับระยะแรกมีความหมายแตกต่างกันมากมาย เพราะพระองค์ทรงบรรลุความกระจ่างอย่างต่อเนื่อง ยกระดับสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา บำเพ็ญอย่างต่อเนื่อง ความจริงคือพระองค์มิได้ทรงให้หลักธรรมของจักรวาลไว้แก่คน เป็นคนสมัยนี้ที่เรียกหลักธรรมว่าพระสูตร ในสมัยพุทธกาลไม่มีพระสูตร นั่นคือสิ่งที่คนรุ่นต่อมาจัดทำกันขึ้นจากความทรงจำในคำสอนของพระองค์ ระหว่างการจัดทำย่อมมีการคลาดเคลื่อน ความหมายที่แท้จริงในคำสอนขององค์ศากยมุนีจึงเปลี่ยนแปลงไป แต่คนในสมัยนั้นก็ได้รับอนุญาตให้รับรู้ได้เพียงระดับนั้น นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญ ล้วนต้องเป็นเช่นนั้น เพราะในสมัยนั้นไม่มีใครกล้าอธิบายเรื่องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าอะไรคนก็บอกให้คนไปรับรู้เอาเอง มนุษย์ตกอยู่ท่ามกลางวังวนอะไรก็ไม่รู้ จึงยากที่รับรู้ องค์ศากยมุนีเมื่อทรงมีชีวิตอยู่ได้ให้สิ่งสำคัญแก่คน คือศีลข้อห้าม ก่อนที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพาน สานุศิษย์ได้ถามพระองค์ว่า เมื่อท่านอาจารย์จากไป พวกเราจะยึดใครเป็นอาจารย์ พระองค์ตรัสว่า ให้ยึดศีลข้อห้ามเป็นอาจารย์ ความจริงพระองค์ได้ให้ศีลข้อห้ามไว้เพื่อให้ผู้บำเพ็ญสามารถบำเพ็ญปฏิบัติจนสำเร็จ นั่นคือกฎที่ท่านกำหนดไว้ในขณะที่ยังทรงมีชีวิตอยู่ คนรุ่นต่อมาก็นำเอาคำสอนของพระองค์ออกมาเขียนและจัดทำเป็นพระสูตร นี่เป็นครั้งแรก ที่ข้าพเจ้านำเอาหลักธรรมสำหรับการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริงออกมาถ่ายทอด ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน ข้าพเจ้าได้ทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดในอดีตทำมาก่อน นั่นคือให้บันไดการไปสู่สวรรค์แก่คน

ความจริงศาสนามีจุดมุ่งหมายอยู่สองประการ ประการแรกคือเพื่อให้คนดีสามารถบำเพ็ญปฏิบัติจนบรรลุหลักธรรม ประการที่สองคือเพื่อช่วยผดุงศีลธรรมของสังคมมนุษย์ให้คงอยู่ในระดับสูง นี่คือภารกิจสองประการของศาสนา ที่จริงสิ่งที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดออกมานี้ไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นการถ่ายทอดหลักธรรมที่แท้จริง การช่วยให้คนพ้นทุกข์ก็จะบังเกิดผลเช่นนี้ กล่าวคือ ทำให้คนได้หลักธรรมในการบำเพ็ญปฏิบัติอย่างแท้จริง ให้แนวทางแก่ท่าน และสามารถทำให้คนที่ได้ฟังหลักธรรม ที่ได้อ่านหนังสือของข้าพเจ้า แม้ไม่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติก็จะเข้าใจหลักธรรมได้ดีขึ้น ดังนั้นเขาจะไม่ตั้งใจที่จะทำในเรื่องไม่ดีไม่งามในสิ่งเลวร้าย เขาจะสามารถช่วยผดุงศีลธรรมของมนุษย์ให้อยู่ในระดับค่อนข้างสูง จะบังเกิดผลเช่นนี้เช่นเดียวกัน การถ่ายทอดพลัง(กง)อย่างแท้จริง การสอนคนมิเป็นการช่วยให้คนพ้นทุกข์หรอกหรือ

ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อารยธรรมของมนุษย์บางครั้งดำรงอยู่ได้ยาวนาน บางครั้งสั้น บางยุคความเจริญทางอารยธรรมของมนุษย์ดำรงอยู่ได้ค่อนข้างยาวนาน แต่ละยุคแต่ละสมัย ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ก็ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มนุษย์สมัยนี้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบความเจริญทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน เขาไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่ายังมีวิทยาศาสตร์อีกแนวทางหนึ่ง อันที่จริงวิทยาศาสตร์ของคนจีนโบราณกับวิทยาศาสตร์ที่ถ่ายทอดมาจากทางยุโรปในปัจจุบันนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนจีนในสมัยก่อนจะมุ่งศึกษาในด้านสรีระและชีวิตมนุษย์ จักรวาลโดยตรง สิ่งที่สัมผัสไม่ได้ มองไม่เห็น คนในสมัยก่อนกล้าที่จะสัมผัส เขาจึงสามารถยืนยันได้ว่ามันมีอยู่จริง ความรู้สึกของคนขณะนั่งสมาธิ ความรู้สึกจะแรงกล้ามากขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดไม่เพียงแต่ความรู้สึกที่แรงกล้าเท่านั้น ยังสามารถสัมผัสถึงมัน มองเห็นมัน นี่ก็คือทำให้สิ่งที่ไม่มีตัวตนกลายเป็นสิ่งที่มีตัวตน คนโบราณเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง ค้นหาความลี้ลับของชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายมนุษย์กับจักรวาล เดินบนเส้นทางที่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ปัจจุบันโดยสิ้นเชิง

ความจริงดวงจันทร์นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ข้างในกลวงคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์เจริญก้าวหน้ามาก คนในยุคปัจจุบันพูดว่าคนอียิปต์เป็นคนสร้างปิระมิด และพยายามศึกษาค้นคว้าว่าลำเลียงก้อนหินมาจากที่ใด มันไม่ได้เป็นอย่างที่เข้าใจ ความจริงแล้วมันคือวัฒนธรรมประเภทหนึ่งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่จมอยู่ใต้ทะเล ต่อมาภายหลังเมื่อโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ผืนแผ่นดินมีการสลับปรับเปลี่ยนหลายครั้ง จึงโผล่ขึ้นมาบนพื้นโลกอีกครั้ง ภายหลังชุมชนที่แผ่ขยายเข้าไปสู่พื้นที่บริเวณนั้น ค่อยๆรับรู้ถึงคุณประโยชน์ของปิระมิดว่าสามารถเก็บรักษาสิ่งของไว้ภายในได้นาน ดังนั้นคนจึงนำซากศพไปเก็บไว้ภายใน คนอียิปต์ไม่ได้เป็นผู้สร้างปิระมิด แต่เป็นผู้ค้นพบปิระมิด และใช้ปิระมิดเป็นประโยชน์ ต่อมาคนอียิปต์ได้ลอกเลียนแบบสร้างปิระมิดเล็กๆอีกจำนวนหนึ่งขึ้นมา จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สับสน

คนในปัจจุบันได้แต่มองปัญหา โดยยืนอยู่บนฐานความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกำหนดต่างๆ ของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ตีกรอบจนคนไม่สามารถขยับเขยื้อน ดาร์วินได้พูดว่าคนนั้นพัฒนามาจากวานร ทุกคนต่างพากันเชื่อว่าคนนั้นพัฒนามาจากวานร ในที่สุดก็วินิจฉัยวนไปวนมาตามทฤษฎีที่ว่านี้ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเก่าแก่กว่าอารยธรรมและประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในยุคปัจจุบันมากมายนัก คนเรากลับไม่กล้าที่จะยอมรับ เห็นเป็นเรื่องอยู่นอกเหนือความนึกคิด ต่างคนต่างพูดกันอย่างสับสน ในอนาคตอาจมีร่างมนุษย์วิทยาศาสตร์ เป็นไปได้ว่าฟิสิกส์ เคมีและวิทยาการอื่นๆ อาจพัฒนาจากอีกมุมหนึ่งในอนาคต ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องพัฒนาจากมุมของทางตะวันตกเช่นนี้ ปัจจุบันการจำกัดความของวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการพิสูจน์นั้นแคบมาก นอกจากต้องมองเห็น สัมผัสได้ จึงจะยอมรับ สิ่งที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้จะไม่ยอมรับ การจำกัดความทางวิทยาศาสตร์โดยแก่นแท้หาใช่วิทยาศาสตร์ไม่ เพราะมันจำกัดให้คนอยู่ในกรอบ ท่านใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งที่คนเรามองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ เป็นวิทยาศาสตร์ใช่หรือไม่ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อย่างนั้นหรือ

ความเข้าใจต่อวัตถุ ก็ไม่เหมือนกับความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน พวกเขาค้นคว้าวิจัยนิวตรอน ปรมาณู สิ่งของพวกนี้ไม่ปลอดภัย ถ้าไม่ใส่ไว้ในกล่องตะกั่วมันก็จะแผ่กัมมันตภาพรังสี นี่คือพวกเขาศึกษาตามทฤษฎีที่ตัวเองสามารถจะค้นคว้าได้โดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ เขาสามารถรู้ได้เพียงจุดนี้ แท้ที่จริงสรรพสิ่งล้วนมีชีวิต องค์ศากยมุนีก็เคยตรัสไว้เช่นนี้ วัตถุในมิติใดๆล้วนมีสสารคงอยู่ทั้งสิ้น ร่างวัตถุเหล่านั้นล้วนมีชีวิต นิวตรอน ปรมาณู รังสีคอสมิค แม้กระทั่งสสารที่เล็กยิ่งกว่าจุลภาค มนุษย์ล้วนสามารถควบคุมได้แต่ต้องบรรลุถึงระดับชั้นนั้น ความจริงพลัง(กง)ที่พวกเราฝึกก็มีกำลังกัมมันตภาพรังสีแรงกล้า ผู้ฝึกสามารถควบคุมได้ทั้งสิ้น วิทยาศาสตร์ปัจจุบันพูดกันว่าจักรวาลประกอบขึ้นมาด้วยอะไร ประกอบขึ้นมาอย่างนี้ ประกอบขึ้นมาอย่างนั้น จากสสารอย่างนี้ สสารอย่างนั้น ความเข้าใจที่สูงกว่านั้นคือ จักรวาลประกอบขึ้นด้วยกาลเวลาและอวกาศ อันที่จริง จักรวาลโดยแก่นแท้ประกอบขึ้นมาด้วยพลังงาน สสารยิ่งเล็กกำลังกัมมันตภาพรังสียิ่งแรงกล้า นี่คือมูลฐานที่แท้จริง นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่กล้ายอมรับ เพราะพวกเขาไม่เข้าใจถึงจุดนี้

สสารในภาวะจุลภาคที่เล็กมากๆ อณูของสสารที่เล็กมากๆ เล็กมากๆ แท้จริงแล้วคือสสารต้นกำเนิดที่ไม่มีชีวิต มันเป็นสสารต้นกำเนิดชนิดหนึ่งที่อยู่เหนือความนึกคิดของคนธรรมดาสามัญ สสารต้นกำเนิดชนิดนี้ช่างน่ากลัวนัก วัตถุใดตกหล่นเข้าไปก็มีอันต้องแยกสลาย สลายตัวไปในบัดดล พูดให้ถูกต้องสสารต้นกำเนิดชนิดนี้ยังไม่สามารถนับเป็นสสารได้ จักรวาลมีคุณสมบัติพิเศษเรียกว่า เจิน ซั่น เหยิ่น ทำไมเราจึงพูดว่าในทุกอณูของวัตถุล้วนประกอบด้วย เจิน ซั่น เหยิ่น แท้ที่จริง เจิน ซั่น เหยิ่น สามารถทำให้สสารต้นกำเนิด -- สสารต้นกำเนิดที่ยังไม่สามารถเรียกว่าสสาร รวมตัวเป็นอณูของปฐมสสารที่เล็กที่สุด เมื่อก่อตัวขึ้นแล้ว มันก็จะรวมตัวกัน เป็นจุลภาคของสสารนานาชนิด จากนั้นจุลภาคของสสารชนิดนี้ก็แตกสาขาและรวมตัวขึ้นเป็นดินในแต่ละชั้นของมิติ ก้อนหิน โลหะธาตุ แสง และกาลเวลา -- สสารขั้นพื้นฐานต่างๆในจักรวาล หลังจากนั้นก็จะวิวัฒนาการเป็นขั้นๆ จนก่อกำเนิดเป็นสสารที่ใหญ่ขึ้น และเป็นสรรพสิ่ง เมื่อสรรพสิ่งล้วนก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล ภายในสรรพสิ่งย่อมต้องมีคุณสมบัติแห่งการควบคุมโดยหลักธรรมของจักรวาลชนิดนี้อยู่ด้วย ดังนั้นสสารใดๆล้วนมีคุณสมบัติของพระพุทธ -- เจิน ซั่น เหยิ่น ก็คือสิ่งที่ก่อกำเนิดจักรวาล พระธรรมก็เรียกว่า “เต๋า” ด้วย

วัตถุใดๆ ล้วนมีชีวิต มีคุณสมบัติของพระพุทธ เพียงแต่ว่าวัตถุทุกชนิดย่อมมีการอ่อนล้า นอกจากคุณสมบัติพิเศษ เจิน ซั่น เหยิ่น สสารที่แตกแขนงออกมาเมื่อเกิดการอ่อนล้า ก็จะเผชิญกับภาวะอันตราย.... เนื้อของวัตถุจะเปลี่ยนแปลงด้วยภาวะอากาศ เน่าเปื่อย ก็คือการแยกสลายของเนื้อวัตถุ การแยกสลายของเนื้อวัตถุพูดอย่างกว้างๆ ก็คือจักรวาลชั้นต่ำได้เสื่อมลง ธรรมะไม่เกิดประสิทธิผลแล้ว ถ้าหลักธรรมในจิตมนุษย์เกิดเสื่อมลงก็จะกลายเป็นคนเลว ไม่มีศีลธรรมคอยยึดเหนี่ยว ถ้าศีลธรรมมนุษย์ดำรงอยู่ในภาวะปกติ ศีลธรรมก็จะผดุงหลักธรรมให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคงต่อไป ขอเพียงจิตมนุษย์ไม่เลวลงเป็นใช้ได้ ในทางกลับกันเพราะมนุษย์มีการเวียนว่ายตายเกิดหกทาง(วัฏสงสาร) ไม่ว่าเขาจะไปเกิดใหม่เป็นพืช เป็นสัตว์ วัตถุ ปูนซีเมนต์ ทราย.... เกิดเป็นอะไรก็ตาม ก็มีกรรมติดตัวไปด้วย พิจารณาจากจุดนี้ ถ้ามนุษย์เกิดเสื่อมลง ไม่เพียงแต่สังคมมนุษย์เท่านั้นที่เสื่อมลง สสารทั้งมวลก็เสื่อมลงด้วย เมื่อถึงยุคเสื่อม โลกใบนี้ จักรวาลมิติหนึ่งในอวกาศ ดอกไม้ใบหญ้า ต้นไม้ล้วนมีกรรมติดอยู่

การเวียนว่ายตายเกิดหกทาง(วัฏสงสาร)คือ ชาตินี้ได้เกิดเป็นมนุษย์ ชาติหน้าเป็นสัตว์ การเวียนว่ายตายเกิดหกทาง(วัฏสงสาร)มิได้จำกัดอยู่เพียงหกทาง นี่คือสิ่งที่องค์ศากยมุนีตรัสไว้ อาจเวียนกลับมาเกิดเป็นคน เป็นเทพ เป็นอสูร หรืออาจเวียนกลับมาเกิดเป็นสัตว์ พืช วัตถุ สิ่งของจำพวกนี้

วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ ถ้าคิดจะพัฒนาให้สูงถึงขั้นนั้นได้ ก่อนอื่นมนุษย์ต้องยกระดับมาตรฐานศีลธรรมให้สูงขึ้น ไม่เช่นนั้นย่อมเกิดสงครามอวกาศ มนุษย์ไม่มีทางไปถึงชั้นของพระพุทธโดยอาศัยวิทยาการต่างๆได้ เพราะอะไร สิ่งที่พระพุทธ เทพ ควบคุมคือวิทยาการที่เหนือมนุษย์ นั่นก็คือ คนคิดจะพัฒนาไปถึงระดับนั้น โดยอาศัยแต่เพียงวิทยาการย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าวิทยาการสามารถบรรลุถึงขั้นนั้นได้ ย่อมต้องเกิดภัยพิบัติอย่างแน่นอน เพราะถ้าคนสามารถใช้วิทยาการขึ้นไปถึงระดับนั้นได้ มีอานุภาพสูงถึงเพียงนั้น เมื่อนั้นคนก็คงจะพกเอาจิตชิงดีชิงเด่น ความโลภ กามารมณ์ กิเลสตัณหา จิตอิจฉาริษยา จิตยึดติดทุกชนิด ชื่อเสียง ผลประโยชน์ นำจิตทุกประเภทติดตัวขึ้นไปบนนั้น สวรรค์ก็คงจะวุ่นวายอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้โดยเด็ดขาด

วิธีเดียวที่คนจะขึ้นไปเบื้องบนได้ ก็คือบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ยอมอดทนต่อความลำบาก ขจัดกิเลส ตัณหาให้หมดสิ้นไป หล่อหลอมตนเองให้เข้ากับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลคือ เจิน ซั่น เหยิ่น จึงจะสามารถขึ้นไปถึงระดับชั้นที่สูงเช่นนั้นได้ วิทยาศาสตร์คืออะไร สิ่งที่อยู่ในการควบคุมของพระพุทธและเทพ คือวิทยาศาสตร์ชั้นสูงสุด ท่านเข้าใจสสารได้แจ่มแจ้งที่สุด สามารถมองเห็นสสารภายใต้จุลภาคในระดับหนึ่งแล้ว และสสารที่มีขนาดใหญ่ในจักรวาล ปัจจุบันนี้คนเข้าใจกันว่าสสารที่เล็กกว่าโมเลกุลคืออะตอม..... สำหรับสสารที่มีขนาดใหญ่ คนเข้าใจว่าดวงดาวใหญ่ที่สุด แต่ดวงดาวยังไม่ใช่สสารที่ใหญ่ที่สุด ยังมีที่ใหญ่กว่านั้นอีก สิ่งที่พระพุทธมองเห็นนับว่ามีขนาดใหญ่และเล็กมากแล้ว แต่แม้จะบรรลุถึงระดับชั้นนั้น ทั้งพระพุทธและพระยูไล ต่างก็มองไม่เห็นต้นกำเนิด พระยูไลก็ไม่อาจมองเห็นว่าท้ายที่สุดจักรวาลมีขนาดใหญ่เพียงไร

เทพบนสวรรค์พูดกันว่า บำเพ็ญลำบาก แทบจะบำเพ็ญไม่ได้ เพราะเหตุใด เพราะพระพุทธไม่ต้องประสบกับความทุกข์ พระพุทธบนสวรรค์ไม่มีทุกข์ มีแต่ความยินดีปรีดา ความผาสุก อยากได้อะไรก็จะได้อย่างนั้น อิสระเสรี ท่านลองคิดดูพระท่านมีอานุภาพสูงส่ง ไม่มีทุกข์ จะบำเพ็ญอย่างไร พระท่านจึงยกระดับให้สูงอีกได้ยาก เทียบกันแล้วคนกลับจะง่ายกว่า แต่ถ้าไม่สามารถบรรลุถึงระดับนั้น ใครก็ขึ้นไปไม่ได้ เหมือนกับขวดที่บรรจุสิ่งสกปรกใบหนึ่งตกลงไปในน้ำจะลอยขึ้นมาไม่ได้ นั้นก็คือหลักการเดียวกัน ความจริงคือไม่ชำระร่างกายตัวเองก็จะขึ้นไปไม่ได้

ภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธคือ อานุภาพแห่งภูมิปัญญาของท่านในระดับชั้นนั้น พระพุทธที่อยู่สูงกว่าระดับชั้นของพระยูไลหนึ่งเท่าย่อมเข้าใจกฎของจักรวาลได้ดีกว่าพระยูไลมากมายนัก ที่พระท่านพูดถึงมีโลกสามพันใบ ไม่ได้หมายความว่าในทุกๆเม็ดทรายจะมี ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงพบว่าในเม็ดทรายบางเม็ดมี ก้อนหินบางก้อนมี บางก้อนไม่มี หินแกรนิตไม่มี ก้อนหินบางก้อนเมื่อหยิบขึ้นมามองดู ข้างในคือโลกอันกว้างใหญ่และมองดูเหมือนมนุษย์ โยนไปเขาก็ไม่รู้สึกสะเทือนเพราะเขาอยู่ในสภาพเช่นนั้นในมิติแห่งอวกาศของเขา วางอยู่ตรงนั้น น้ำก็เข้าไปไม่ได้

นั่นคือโลกที่กว้างใหญ่ ขนาดของวัตถุใหญ่หรือเล็กในความเข้าใจของมนุษย์ เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ความคิดของคนธรรมดาสามัญที่ว่าใหญ่และเล็กไม่มีอยู่ ท่านมองเห็นวัตถุอย่างที่เป็นอยู่ นั้นเป็นเพียงภาพที่ปรากฏในสายตาของคนธรรมดาสามัญ บนกระดาษแผ่นหนึ่ง บนภาพวาดภาพหนึ่ง บนกระดาษหนาสองกรัม มีธรรมกายอยู่ข้างบน คนธรรมดาสามัญจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจคิดคำนึงได้ นั่นก็คือคนธรรมดาสามัญ

อันที่จริงในมิติแห่งวัตถุเช่นโลกของเรานี้ คนไม่ใช่มนุษย์เพียงประเภทเดียวเท่านั้น ในทะเลก็มีมนุษย์ ในอดีตมีคนเคยพูดออกมาแล้ว สังคมมนุษย์ยอมรับไม่ได้ ก็พูดว่า กุเรื่องให้หลงงมงาย แต่เป็นเรื่องจริง เวลาแผ่นดินเกิดการสลับปรับเปลี่ยน สิ่งที่อยู่ใต้ท้องทะเลก็จะขึ้นมาอยู่ข้างบน ใต้ท้องทะเลมีมนุษย์ มีมนุษย์อยู่หลายจำพวกด้วยกัน จำพวกที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเราบ้าง แตกต่างจากเราบ้าง บางจำพวกมีเหงือก บางจำพวกร่างกายท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นปลา บางจำพวกท่อนล่างเป็นขาคน ท่อนบนเป็นปลา

ไม่คำนึงถึงทุกข์สุขของคนธรรมดาสามัญ คือ ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ไม่ยึดติดกับการได้และเสียในโลก คือ อรหันต์

บรรยายธรรม ณ เขาต้าอวี่ซัน
บทเรียนในศาสนาพุทธ
ความตกต่ำของมนุษย์และการปรากฏตัวของผู้สำเร็จธรรม
นักค้นคว้าวิจัยกับการบำเพ็ญปฏิบัติเป็นคนละเรื่องกัน
จิตพุทธ
ไม่บำเพ็ญเต๋าแต่อยู่ในทางเต๋า
นิทานเรื่องการสร้างมนุษย์ด้วยดินเหนียว
กรอบอันจำกัดของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน กับ ความกว้างใหญ่และลึกซึ้งของพระธรรม
หลักธรรมทุกวิธี นำไปสู่ต้นกำเนิดเดียวกัน
ฉันจง (เซน) คือพวกเดินสุดขั้ว
ระดับชั้นของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
พุทธ และ เต๋า
ช่วยคนให้หลุดพ้น บรรยายธรรมไม่ทำการแสดง
พระช่วยให้คนหลุดพ้น ไม่ใช่เพื่อคุ้มครอง
ความตกต่ำของมนุษย์ และความคิดอันตราย
คนในยุคธรรมะเสื่อม
บำเพ็ญจริง
ฉลาดปราดเปรื่อง
รับรู้
เหตุใดจึงไม่ประจักษ์
ศึกษาหลักธรรม
ช่วยฝึกสอนอย่างไร
อะไรคือว่างเปล่า
แน่วแน่
บทความศาสนาพุทธคือส่วนที่เล็กที่สุดของพระธรรม
อะไรคือปัญญา
ปลดเกษียณแล้วค่อยฝึก
  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook