บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา >>

การตัดต่อยีน

การที่มนุษย์เรียกตัวเองว่าสิ่งมีชีวิตสปีชีส์หลัก ( Dominant Species) บนดาวเคราะห์ที่มีอายุกว่า 4500 ล้านปีนั้น อาจเป็นจริงเพียงชั่วยุคดึกดำบรรพ์ยุคนี้เท่านั้น เพราะโลกกำลังถูกทำลายโดยมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมก็กำลังเสื่อทรามลง โดยมนุษย์ เช่นกัน การที่เราพยายามเตือนสติผู้คนรอบข้างให้หันมาใส่ใจ ในการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม หรือการที่เราคำนึงถึง ลูกหลานในอนาคตจนต้อง บัญญัติศัพท์คำว่า " การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development ) " มาใช้นั้นอาจเพียงพอ ในกรณีที่สภาพทางเศรษกิจเเละสังคมของ ประชากรในประเทศนั้นๆอยู่ในขั้นปานกลางถึงดีมาก เเต่สำหรับประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศที่กำลังตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจ ถดถอย อาจเป็นสิ่งที่เลือนลางหรือเพ้อฝัน เพราะการเอาชีวิตตนเองให้รอดในแต่ละวัน ยังทำได้ลำบาก ดังนั้นปัจจัยสี่ที่ต้องแสวงหามาเพื่อพยุงชีวิต ตนเองให้อยู่รอดจึงเป็นความหวังสูงสุดของ ประชากรในนประเทศ เหล่านี้ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือการคำนึงถึงอนาคตตชนจึงถูกหลง ลืมและละเลยการปฏิบัติ เพราะประชากรในประเทศ ต่างๆเหล่านี้จัดลำดับความสำคัญ ของปัญหาสิ่งเเวดล้อมไว้ในลำดับท้ายสุด ทำให้ขาด ความสนใจในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษสิ่งแวดล้อมก็จะย้อนกลับมาทำลายมนุษย์ ให้บอบช้ำลงไปกว่าเดิม และเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไว้รองรับการสูญพันธุ์ ของสิ่งมีชีวิต ในอนาคต

ปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มากที่สุดคือ อาหาร ซึ่งจัดเป็นสิ่งจำเป็นต่อการยังชีพ ( Mean of Subsistances ) ซึ่งอาจเพิ่ม ในรูปแบบอนุกรมเลขคณิต ( Arithmatic Progression ) ไล่หลังการเพิ่มปริมาณประชากรมนุษย์ก็จริง แต่ด้วยความเจริญก้าวหน้าทาง ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้มนุษย์สามารถพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ทางการเกษตร ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับปัจัยทางกายภาพและชีวภาพ ที่คอยเกื้อหนุนระบบนิเวศจนสามารถเพิ่มผลผลิต ให้สามารถสนอง ตอบความต้องการของตลาดการค้าในแต่ละภูมิภาคของโลกได้ ยิ่งการเเข่งขันทางการค้าเสรีมากขึ้นเท่าใด นักวิทยาศาสตร์ ก็ยิ่งจะต้องใช้ความฉลาดของตนช่วยเหลือเกษตรกรมากขึ้นเท่านั้น

ประเทศที่มีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีชีวภาพสูง มักใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับยีน เพื่อช่วยในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคมของ ประเทศนั้นๆให้เจริญขึ้นได้ ประเทศไทยถือได้ว่ามีขีดความสามารถ ทางด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับยีน ที่สามารถพัฒนา ไปจนสามารถเลือกใช้สิ่งที่ มีอยู่เเล้วในต่างประเทศมาใช้ประโยชน์เเละ สามารถขยายขีดความสามารถในหลายๆด้าน เพื่อช่วยพัฒนา งานทางการเกษตร แพทย์ และอุตสาหกรรม เทคโนโลยีเกี่ยวกับยีนทำให้มนุษย์สามารถปรับปรุงพันธุ์ สร้างพันธุ์สัตว์ พืช ตลอดจน จุลินทรีย์ใหม่ ๆ เพื่อผลิตชีวโมเลกุล ยา ฮอร์โมน โดยกระบวนการที่มีความแม่นยำ

นอกจากนี้ยังสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ มาหา เอกลักษณ์ ของยีน ตัดสินสายพันธุ์เเละเชื้อสาย ของสิ่งมีชีวิตอีกด้วย เทคโนโลยีเกี่ยวกับยีนมีความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์พืช สำหรับประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทยเป็นอย่างมาก พืชที่ผลิตได้อาจมีผลผลิตมากขึ้น ทนศัตรูพืชได้ดีขึ้น แข็งเเรงขึ้น มีดอกที่ตลาดต้องการ หรือสามารถเติบโตในสภาวะที่มีความเครียดได้ ( ถิรพัฒน์ วิลัยทอง และคณะ , 2540 : 76-77 ) จากการ ที่เทคโนโลยี ทางชีวภาพมีความเจริญเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น สิ่งมี ชีวิตตัดต่อสารพันธุกรรม พืชดัดแปลงพันธุ์ และอาหารดัดแปลงยีน ต่างก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ และส่งผลต่อมนุษย์ในหลายแง่มุม การพิจารณาใช้ ประโยชน์ จึงต้องรัดกุมและรู้เท่าทันเหตุการณ์ซึ่งจะส่งกระทบต่อตัวเองในอนาคต

ปัจจุบันประเทศไทยกำลัง ประสบสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตตัดต่อสารพันธุกรรม ผู้บริโภคลังเลใจที่จะบริโภค การติดฉลาก GMOs ยังไม่มีมาตร การที่ชัดเจนจากผู้รับผิดชอบ หรือแม้แต่การตีกลับของสินค้า GMOs ที่ส่งไปขายยังต่างประเทศ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึง ผลกระทบทาง นิเวศวิทยาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การเสริมสร้างความรู้ทางวิชาการ และการเสริมสร้างแนวคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับ GMOs จึงเป็น เรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องทราบและหาเหตุผล เพื่ออธิบายให้ผู้บริโภคและประชาชนทุกคนได้รับรู้เพื่อเสริมสร้าง ประโยชน์ให้เกิด ขึ้นกับประเทศชาติสืบต่อไปชีวิตประจำวันของมนุษย์ และส่งผลต่อมนุษย์ในหลายแง่มุม การพิจารณาใช้ประโยชน์ จึงต้องรัดกุมและ รู้เท่าทันเหตุการณ์ซึ่งจะส่งกระทบต่อตัวเองในอนาคต พันธุวิศวกรรมทำให้มนุษย์ปรับปรุงคุณภาพ ของพืช ให้มีคุณสมบัติตามความต้องการ เพื่อให้เกิดพืชชนิดใหม่ที่มีความทนทานต่อยาปราบวัชพืช แมลงศัตรูพืช โรคพืช และทนทาน ต่อความกดดันจาก ตัวขัดขวางทางธรรมชาติได้ การเข้าใจถึงพื้นฐานความรู้ดังกล่าว ผนวกกับความเจริญทางด้าน เทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ดีเอ็นเอ ( DNA ) ที่มีอยู่ภายในโครงสร้างของสิ่งมีชีวิต จะเเสดงออกถึงบทบาท เเละลักษณะต่างๆของสิ่งมีชีวิต พืชจำลองพันธุ์จึงถูกสร้างขึ้นโดยการถ่ายยีน ( Gene ) หรือชิ้นส่วนของสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ ( DNA ) จากพืช สัตว์ จุลินทรีย์ และสร้างเป็นพืชตัดต่อสารพันธุกรรมขึ้น เช่น ข้าวโพด ฝ้าย ถูกดัดเเปลงเป็น ข้าวโพดบีที เเละ ฝ้ายบีที เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อให้พืชเหล่านี้สามารถสร้างสารพิษได้เช่นเดียวกับแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis เเละสามารถทำให้ หนอนเจาะลำต้นตายได้โดยในระยะเเรก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า พืชตัดต่อสารพันธุกรรมจะสร้าง สารพิษเพื่อฆ่า หนอนเจาะลำต้น เท่านั้น ไม่ฆ่าเเมลงชนิดอื่น และไม่ทำให้ระบบนิเวศได้รับผลกระทบกระเทือน

มีรายงานบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งมีชีวิตตัดต่อสารพันธุกรรม หรือ GMOs เช่น อันตรายที่เกิดจาก " เเอล ทริปโตเฟน ( L - tryptophan ) " ซึ่งเป็นอาหารเสริมที่ผลิตจากแบคทีเรีย ที่ถูกดัดแปลงสายพันธุ์ด้วย เทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งในปัจจุบันยังมีผู้บริโภค เป็น จำนวนมากที่เจ็บป่วยเรื้อรัง จากพิษภัยของอาหารเสริมดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า มีโครงการ แปลงยีนถั่วเหลืองโดย เคลื่อนย้ายยีนจาก บราซิล นัท มาใส่ในถั่วเหลือง เพื่อให้ถั่วเหลืองมีกรดอะมิโน แต่ปรากฏว่าถั่วเหลือง ดังกล่าวก่อให้เกิดสารภูมิแพ้ ที่มาจาก บราซิล นัท ติดตามมาด้วย

สำหรับความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสัตว์หลังจากกินพืชตัดต่อสารพันธุกรรมนั้น พบว่า หนูทดลอง ที่กินมันฝรั่งที่เป็นพืช ตัดต่อสารพันธุกรรม จะมีระบบภูมิคุ้มกันลดลง เนื้อเยื่ออวัยวะภายในเช่น หัวใจ ไต ตับเเละสมองมีการพัฒนา ที่ผิดปกติ และจากกทดลองของ ดร. แสตนเลย์ อีเวน พบว่าหนูทดลอง ที่กินมันฝรั่งที่เป็นพืชตัดต่อสารพันธุกรรม มีผนังเซลใน กระเพาะอาหาร มีการพัฒนาแบบผิดปกติ ที่มหาวิทยาลัยคอร์เเนล ได้มีการวิจัยโดยโรยละอองเกสร ของข้าวโพดตัดต่อสาร พันธุกรรม ลงบนใบมิล์กวีด ซึ่งเป็นอาหารหลักของผีเสื้อโมนาร์ชพบว่าตัวอ่อนของผีเสื้อ โมนาร์ชปริมาณสูงถึง 44 เปอร์เซ็นต์ ได้ตายภายใน 4 วันหลังจากที่กินข้าวโพดพันธุ์ดังกล่าว และจากผลการทดลองดังกล่าวทำให้ความเชื่อที่ว่า จะมีเฉพาะ หนอนเจาะลำต้น เท่านั้นที่ตาย เมื่อกินสารพิษจากข้าวโพดพันธุ์ดังกล่าว ลดลง และนักวิทยาศาสตร์เริ่มคาดการณ์ว่าอาจมีเเมลงอื่นๆ เเละสัตว์ที่กินเเมลงเป็นอาหารอาจตายลง หรือเเม้เเต่นกที่กินเเมลงเป็นอาหารก็อาจตายลงด้วย แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัย ที่สามารถยืนยัน ในทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์ ที่กล่าวถึงพิษภัยของพืชตัดต่อสารพันธุกรรมที่ชัดเจน แต่จากข้อมูลบางส่วน ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปกำลัง ทดสอบหาข้อมูลบ่งชี้ คือ ในประเด็นต่างๆ 3 ประเด็น คือ

  1. เรื่องของสารพิษที่อยู่ในอาหาร
  2. เรื่องของสารที่ก่อให้เกิดภูมิเเพ้ในอาหาร
  3. เรื่องของการถ่ายทอดยีนต้านทานต่อยาปฏิชีวนะ

ประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมาย หรือบทบัญญัติทางกฎหมาย ที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับพืชตัดต่อสารพันธุกรรม หรือ อาหารดัดเเปลงพันธุ์อย่าง ครบถ้วนและครอบคลุมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเข้าสัตว์เเละจุลินทรีย์ชนิดตัดต่อสารพันธุกรรม ประเทศไทยได้ประกาศให้พืชตัดต่อสารพันธุ กรรมรวม 40 ชนิด เป็นสิ่งต้องห้ามตามประกาศของ กระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ โดยไม่อนุญาตให้นำเข้าหรือนำผ่านเว้นแต่จะได้รับอนุญาต จากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น โดยการนำเข้าจะต้องใช้เพื่อ ประโยชน์ในการทดลอง เเละการวิจัยภายใต้กรอบเเนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอด ภัยทางชีวภาพ สำหรับการทดลอง ทาง พันธุวิศวกรรม เเละเทคโนโลยีชีวภาพ

อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับสิ่งเเวดล้อม ได้ถ้ามีการนำเมล็ดพันธุ์บางส่วนไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ เพราะเราไม่สามารถ ควบคุม การกระจายพันธุ์ ของพืชเหล่านี้ได้แม้ว่าจะมีข้อโต้เเย้งว่าเมล็ดถั่วเหลือง เพื่อการผลิตน้ำมันที่เป็นพืชตัดต่อสารพันธุกรรม จะมีอัตรา การงอกต่ำก็จริงแต่นักวิชาการ ไทยจากห้องปฎิบัติการดีเอ็นเอเทคโนโลยี ศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ก็ออกมายืนยันแล้วว่ามีบางเมล็ดที่สามารถงอกได้ ส่วนพืชที่เป็นปัญหากับประเทศไทยคือ ฝ้าย เพราะปรากฏข่าวเกี่ยวกับ โครงการ ทดสอบ การปลูกฝ้ายบอลการ์ด ซึ่งเป็นพันธุ์ฝ้ายที่เป็นพืชตัดต่อ สารพันธุกรรมที่บริษัทมอนซาโต้ ( ไทยเเลนด์ ) จำกัด คิดค้นข้น จุดเด่นของฝ้ายพันธุ์บอลการ์ดคือ เป็นพันธุ์ที่สามารถต้านทาน หนอนเจาะสมอฝ้ายได้ ประเด็นหลัก ๆ ที่นักวิชาการไทย เเละองค์กร พัฒนาเอกชน ด้านเทคโนโลยีชีวภาพเป็นห่วง ก็คือผลกระทบของฝ้ายพันธุ์ใหม่ต่อ ระบบนิเวศท้องถิ่น รวมถึงประเด็นการผูกขาด ทางพันธุกรรมที่จะเกิดในอนาคต

สินค้าบางส่วนจากบางบริษัทประเทศไทย เช่น ปลาทูน่ากระป๋องถูกตีกลับจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ผลิตภัณฑ์แป้งถั่วเหลือง ที่ถูก ประเทศเยอรมันห้ามนำเข้า สินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและสิ่งปรุงรสอาหาร อาทิ ซอส ซีอิ้ว เต้าเจี้ยว ถูกประเทศญี่ปุ่นส่งกลับคืน ผู้ผลิตจะต้อง เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามระเบียบของญี่ปุ่นให้ได้ การตื่นตัวในเรื่องสินค้าเเละอาหารดัดเเปลงพันธุ์ ในประเทศที่พัฒนาเเล้ว กำลังมี กระเเสการก่อตัวเพิ่มขึ้น สินค้าเกษตรต้องมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน และต่อไปอาจมีการนำ เครื่องหมายใหม่ๆ มาใช้กับสินค้ามากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

ประเด็นการที่ต่างประเทศจะไม่ยอมรับผลิตผลทางการเกษตร จากประเทศไทย เนื่องจากหน่วยงานที่ตรวจทดสอบ ผลิตภัณฑ์พืชตัดต่อ พันธุกรรมยังไม่เป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศ ประเทศไทยซึ่งมีศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพ แห่งชาติ ( BIOTEC ) จึงเตรียมการ ขอรับมาตรฐาน ISO Guide 25 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้สำหรับ ห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอเทคโนโลยี ซึ่งถ้าได้รับการ รับรองจะทำให้ผลที่ตรวจวิเคาะห์ออกมาเป็นที่เชื่อถือของต่างประเทศ

อาหารที่คนไทยบริโภคอาจมีส่วนผสมบางส่วนที่ทำจากพืชตัดต่อสารพันธุกรรม แต่ผู้ในประเทศไทย ยังไม่มีทางเลือก ในเรื่องนี้มากนัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ประเทศไทยยังต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าระหว่างประเทศกลุ่มต่างๆ ทำให้การตัดสินใจในเรื่อง นี้ซึ่งยังไม่ชัดเจนอยู่แล้วกลับไม่ชัดเจนขึ้นไปอีก

ผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลียเเละนิวซีเเลนด์ กว่า 80 % ต้องการฉลากที่ระบุข้อความอย่างละเอียด ว่าอาหาร ชนิดนั้นๆมี ส่วนผสมใดบ้างที่ได้มาจาก พืชตัดต่อสารพันธุกรรม ส่วนในกลุ่มสหภาพยุโรปซึ่งผู้บริโภคมีการตื่นตัวมากที่สุด ทำให้ สินค้าจากประเทศ ไทยที่ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เหล่านี้ถูกตีกลับ มีความเห็นจากประชาชนเเละ สื่อมวลชนในประเทศไทย สะท้อนออกมาว่ารัฐบาลน่าจะรีบหา หนทางเเก้ไขไม่ให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนก เเละหวาดกลัวในเรื่องอันตราย เกี่ยวกับการ บริโภคพืชหรืออาหารที่มีส่วนประกอบของพืชตัด ต่อสารพันธุกรรม การติดฉลากเพื่อบอกให้ผู้บริโภค ทราบว่าอาหาร ดังกล่าว เป็นอาหารดัดเเปลงพันธุ์ จะเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ที่ต้องการดูแลรักษาสุขภาพ และตระหนักถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นจากการ บริโภคอาหารที่ทำจากพืชดัดแปลงพันธุ์

โฉมหน้าของโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร หากมีการใช้ผลิตภัณฑ์ตัดต่อยีนกันไปทั่ว

 ประชากรโลก ไม่ว่ารวยหรือจนก็เหมือนกัน คือ ล้วนต้องการอาหารมากขึ้นและอาหาร ที่มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต พวกเขาอยากได้รับบริการด้านสุขภาพมากขึ้นและดีขึ้น ทั้งในระดับส่วนบุคคลและจากรัฐ และต้องการให้มีวิธีการป้องกันมลพิษจากอุตสาหกรรม อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ตัดต่อยีนอยู่อีก การนำไปใช้กลับจะเพิ่มพูนทวีในอนาคตอันใกล้ เพราะ GMOs เป็นผลิตภัณฑ์แห่งการรอคอยของมนุษยชาติที่สามารถตอบสนองเป็นอย่างดีทั้งในด้านการผลิต และการให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเร็ววันนี้ที่มีแรงดึงทางเศรษฐกิจให้ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ตัดต่อยีนและบริการโฉมใหม่ได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม ประชากรใน โลกที่สามหรือในประเทศที่กำลังพัฒนาต่างหาก ที่น่าจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เหล่านี้ไป เนื่องจากเขาเหล่านั้น ต้องการอาหารที่มากกว่าและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อยากได้รับการดูแลสุขภาพที่ดี และต้องการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่พึงปรารถนา แน่นอนทีเดียว สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น

ในทางตรงกันข้ามพวกเขากลับถูกปั่นจนหัวหมุนและสับสนไปหมด เกี่ยวกับความปลอดภัยและ ประโยชน์ที่พึงได้รับ สาเหตุที่แท้จริงคงมาจากสถานภาพทางเศรษฐกิจ ที่ย่ำแย่ของพวกเขา และการขาดพื้นฐานความรู้ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ และการหวาดระแวง ความเสี่ยงจากเทคโนโลยี น่าจะมีความพยายามอย่างจริงจังให้ประชาชนในประเทศที่กำลังพัฒนา ได้พิจารณาถึงข้อดีข้อเสียเพื่อนำเทคโนโลยีชีวภาพไปใช้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในทุกๆ ด้าน ที่เป็นไปได้และให้เกิดผลเสียให้น้อยที่สุด

ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ปลอดภัยอันเป็นผลมาจากกระบวนการตัดต่อยีนรวมไปถึงพืชและสัตว์ สายพันธุ์ใหม่ซึ่งได้ถูกสั่งการให้สามารถปรับตัวได้ดีกับสภาวะที่โหดๆ เช่น ความแห้งแล้ง การขาดแคลนปุ๋ย สารอาหาร และศัตรูที่มารบกวนจำนวนมาก พืชและสัตว์เหล่านี้สามารถทำให้ เกิดประโยชน์ได้มากมายไม่เพียงแต่เรื่องอาหารยังรวมไปถึงเรื่องเสื้อผ้าและวัสดุอื่นๆ แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ศักยภาพของเทคโนโลยีการตัดต่อยีนที่จะทำให้เรามีวิธีผลิตวัคซีน ใหม่ๆ ขึ้นมาได้ และผลิตยารักษาโรค รวมทั้ง สารอาหาร ที่จะมีราคาย่อมเยาลงไปมาก และมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เช่น กล้วยที่มีวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงอยู่ในตัว น้ำนมที่มีสารป้องกันโรคมาเลเรีย ข้าวที่มีวิตามินเอเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของศักยภาพของผลิตภัณฑ์ GMOs ที่เราพอมองได้

จึงเป็นที่น่าเสียดายมาก สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายหากขาดโอกาสที่จะได้รับ ผลประโยชน์ต่างๆ จากผลิตภัณฑ์ GMOs เหล่านี้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในกลุ่ม ที่จะไปจูงใจให้บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกหันมาให้ความสนใจและผลิตขึ้นมา เพราะเขาเห็นการณ์ไกลว่าคงขาดกำลังซื้อจากกลุ่มลูกค้าในประเทศค่อนข้างยากจน และน่าเสียดายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การที่บรรดาประเทศที่กำลังพัฒนาหรือ ด้อยพัฒนา หันมารวมหัวกันต่อต้านผลิตภัณฑ์ตัดต่อยีน ยิ่งทำให้พวกเขาถอยห่างออกไปจากผลประโยชน์ ที่ตนพึงจะได้รับมากขึ้นทุกทีๆ โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย เหล่านั้นเองว่าจะพยายามแก้ปัญหาของตัวเองหรือไม่โดยอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยความร่วมมือ จากประเทศที่พัฒนาแล้วและหน่วยงานหรือองค์กรระหว่างประเทศ บริษัทข้ามชาติหลายแห่ง ที่มีความเชี่ยวชาญสูงก็น่าให้ความร่วมมือด้านวิชาการได้ และการกระทำดังกล่าว ยังก่อให้เกิดมิตรภาพอันน่าประทับใจยิ่งไปกว่าการเปิดตลาดสินค้า GMOs แต่เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ความร่วมมือนี้ต้องไม่มาในลักษณะเห็นแก่ประโยชน์ของบริษัทเท่านั้น แต่เห็นประโยชน์ ของสังคมโดยรวมและชี้ให้เห็นความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจมีเกิดขึ้นได้ด้วย อย่างเป็นกลาง

เทคโนโลยีชีวภาพก็เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เคยถูกแนะนำมาก่อน สิ่งเหล่านี้ มาพร้อมกับ อันตราย หากตกไปอยู่ในมือของฝ่ายที่ชั่วร้ายหรือฝ่ายผู้ใช้ที่ตั้งใจมาก แต่สายตาสั้น ไร้วิสัยทัศน์ เราต้องการที่จะพิจารณาให้ลึกซึ้งในขณะที่เรามุ่งไปข้างหน้า แต่เราก็หยุดไม่ได้ จำต้องรุดไป เพื่อโลกนี้ โดยเฉพาะโลกที่กำลังพัฒนาซึ่งมักถูกโจมตีจากทุกทิศทุกทาง ด้วยปัญหาต่างๆ อันเกี่ยวกับการอยู่รอด ของมนุษยชาติที่ทะยอยมารุมเร้าและหนักขึ้นกว่าเดิม เราจึงรอต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

อ้างอิง http://www.learn.in.th/god_t.html

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook