|
โรคตับมีความหมายค่อนข้างกว้าง
อาจจะหมายถึงผู้เป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี
ซึ่งสภาพตับโดยทั่วไปแล้วไม่ได้แตกต่างจากคนปกติเท่าไรนัก
ไปจนถึงผู้เป็นโรคตับแข็ง
ซึ่งอาจจะมีอาการดีซ่าน บวม
หรือท้องมานก็ได้
ซึ่งหมายถึงการเสื่อมสภาพของตับ
สำหรับผู้เป็นตับแข็ง
คงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับเหล่านี้
พอจะแบ่งออกเป็นหัวข้อสำคัญ 6อ.
คือ 1) อาหาร
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคตับเล็กน้อย
เช่น เป็นพาหะของเชื้อไวรัสบี
สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด
ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน
การรับประทานอาหารหวานมากๆ
ไม่มีรายงานว่าทำให้การดำเนินของโรคดีขึ้นกว่าการไม่ได้รับประทานน้ำหวาน
อย่างไรก็ตาม
ในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริโภคอาหารได้
เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้
อาเจียน เบื่ออาหาร ในกรณี
เช่นนี้การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วย
คาร์โบไฮเดรท พวกแป้ง และน้ำตาล
เป็นหลัก
จะทำให้ย่อยอาหารได้ง่าย
และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันสูง
สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการตับแข็งแล้ว
อาหารที่ควรหลีดเลี่ยงคือ
อาหารรสเค็มจัด
เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการบวม
ท้องมานได้
โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีอาการบวมหรือท้องมาน
แพทย์จะแนะนำให้รับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ
2 กรัม
หรือเทียบเท่าเกลือป่นประมาณเศษ
1 ใน 3 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงขึ้นใหม่
ไม่ควรรับประทานอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน
หรือสุกๆดิบๆ
เพราะบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเป็นโรคตับมาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร
ซึ่งบางครั้งรุนแรงจนเสียชีวิตได้
ผู้ป่วยตับแข็งที่ไม้มีอาการซึม
หรืออาการทางสมอง
สามารถรับประทานอาหารโปรตีนได้ตามปกติ
ผู้ที่มีอาการทางสมองร่วมกับสภาวะตับแข็งควรจำกัดปริมาณโปรตีนจากเนื้อสัตว์
โดยสามารถเสริมโปรตีนได้ในรูปแบบของโปรตีนจากพืช
เช่ย ถั่วเหลือง
ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่เป็นผักและผลไม้ให้เพียงพอ
เพื่อป้องกันมิให้เกิดท้องผูก
นอกจากจะรับประทานอาหารที่ถูกต้องร่วมกับพืชผักผลไม้ที่สะอาด
และเพียงพอที่จะให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว
การรับประทานอาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวไม่มีผลเสียโดยตรงอย่างไรต่อตับ
2) แอลกอฮอล์
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ
ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ
ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสอักเสบบี
อาจจะพอรับประทานได้บ้าง
แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบชนิดบีแบบเรื้อรัง
มีหลักฐานจัดเจนว่า
การรับประทานแอลกอฮอล์
มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงทำให้การดำเนินของโรคลุกลามเร็วขึ้น
ถึงแม้ว่าการสูบบุหรี่จะไม่มีผลโดยตรงกับโรคตับ
แต่การสูบบุหรี่ก็เป็นผลเสียต่อร่างกาย
รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
ในการเกิดโรคมะเร็งในหลายๆส่วนของร่างกายนอกจากปอด
ดังนั้นเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง
ควรงดและหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ด้วย
3) อัลฟาท๊อกซิน
สารอัลฟาท๊อกซิน
เป็นสารที่สร้างจากเชื้อรา Aspergillus
ซึ่งเป็นเชื้อราตระกูลเดียวกับที่พบตามขนมปังที่เก็บไว้นานๆ
นั่นเอง
เชื้อชนิดนี้บางตระกูลสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า
อัลฟาท๊อกซินขึ้น
ซึ่งสารพิษนี้สามารถชักนำให้เกิดมะเร็งตับได้
เชื้อราชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในอาหารบางอย่าง
ซึ่งเก็บไว้อย่างไม่ถูกวิธี
และมีความชื้น เช่น ถั่ว พริกป่น
ข้าวโพด ข้าวสาร เป็นต้น
การศึกษาจากประเทศจีนตอนใต้พบว่า
อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งตับ
ในผู้ป่วยที่เป็บโรคตับอักเสบแบบบีเรื้อรัง
ในหมู่บ้านที่มีสารอัลฟาท๊อกซินปนเปื้อนในอาหารสูงกว่า
กลุ่มประชากรที่เป็นตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง
ที่บรโภคอาหารที่ไม่ได้ปนเปื้อนด้วยสารอัลฟาท๊อกซินอย่างชัดเจน
ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ
จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังที่กล่าวมาแล้ว
4) อารมณ์
และการพักผ่อน
บ่อยครั้งที่แพทย์พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง
หรือโรคตับแข็งที่มีอาการทั่วไปสบายดีมาตลอด
แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
หรือตรากตรำงานหนักเกินไป
ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงมีส่วนชักนำให้ตับอักเสบเพิ่มขึ้น
ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการดีซ่าน
หรือบางครั้งอาตรุนแรงจนเกิดสภาวะตับวายเกิดขึ้นได้
นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว
การมีจิตใจเบิกบานแจ่มใสก็มีความสำคัญ
ทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย
5) ออกกำลัง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง
และมีอาการที่บ่งบอกว่ามีสภาพการทำงานของตับเหลืออยู่น้อย
เช่น ดีซ่าน ท้องมาน บวม
ผู้ป่วยเหล่านี้ควรงดออกกำลังกายและหลีกเลี่ยงการเดินหรือนั่งนานๆ
ผู้ป่วยที่มีประวัตเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร
"ม่ควรออกกำลังกายที่จะต้องเบ่งหรือเกร็งกล้ามเนื้อท้อง
เช่น ยกน้ำหนัก
เนื่องจากจะกระตุ้นให้ความดันเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกได้
อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะเริ่มต้นที่ไม่มีอาการผิดปกติ
สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ
แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหม
เช่น การวิ่งมาราธอน
หรือกีฬาที่ต้องแข่งขันการออกกำลัง
เช่น การเดิน
วิ่งเบาๆดูจะเป็นการออกกำลังที่เหมาะสม
6) อัลฟาฟีโตโปรตีน
(Alpha feto-protein)
เป็นสารที่สร้างขึ้นโดยเซลล์ตับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่มีการแบ่งตัวของเซลตับ
เราพบสาร Alpha feto-protein
สูงในเด็กแรกเกิด
อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับ
อาจมีการเพิ่มขึ้นของ Alpha feto-protein
ซึ่งใช้เป็นเครื่องเตือนมะเร็งของตับได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสฐบีแบบเรื้อรัง
โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า
45 ปี
ตลอดจนผู้ที่เป็นตับแข็งไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม
ถือว่าเป็นประชากรที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งของตับ
การตรวจพบมะเร็งตับระยะเริ่มแรก
สามารถให้การรักษาที่เหมาะสม
และมีโอกาสหายขาดได้
ดังนั้นผู้ที่โรคตับควรมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามนัด
และตรวจ Alpha feto-protein
ตามที่แพทย์เห็นสมควร. |