ประวัติศาสตร์คืออะไร
คำว่า ประวัติศาสตร์ ใช้กันใน 2
ลักษณะคือ
- ประวัติศาสตร์
หมายถึง
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีต
และสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำ
หรือสร้างแนวความคิดไว้ทั้งหมด
รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดจากเจตจำนงของมนุษย์
ตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
หรือธรรมชาติที่มีผลต่อมนุษยชาติ
- ประวัติศาสตร์
ได้แก่
เหตุการณ์ในอดีตที่นักประวัติศาสตร์ได้สืบสวนค้นคว้าแสวงหาหลักฐานมารวบรวมและเรียบเรียงขึ้น
เนื่องจากเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตมีขอบเขตกว้างขวาง
และมีความสำคัญแตกต่างมากน้อยลดหลั่นกันไป
นักวิทยาศาสตร์จึงหยิบยกขึ้นมาศึกษาเฉพาะแต่สิ่งที่ตนเห็นว่ามีความหมายและมีความสำคัญ
นักประวัติศาสตร์คนแรก
เฮรอดอตัสได้รับสมญาว่าเป็น
บิดาแห่งประวัติศาสตร์
เพราะเขาเป็นบุคคลแรกที่เห็นความสำคัญของเหตุการณ์ในอดีตว่า
มีคุณค่าควรจดจำบันทึก
และเขาได้ใช้วิธีการสืบค้นหาความจริงด้วยการเดินทางไปสอบสวยเรื่องราวต่างๆ
จากแหล่งที่เชื่อถือได้
ตลอดจนพยายามค้นคว้าหาสาเหตุของเหตุการณ์
ด้วยการอธิบายถึงสภาพของดินแดนต่างๆ
อย่างกว้างขวาง
เพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวที่เรียบเรียง
จึงถือกันว่าเขาเป็นคนแรกที่เรียบเรียงเรื่องราวในอดีตในเชิงประวัติศาสตร์
หลักฐานทางประวัติศาสตร์
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรแยกได้เป็น
3 พวกคือ
-
แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่
เรื่องราวของเหตุการณืที่บันทึกไว้โดยผู้รู้เห็น
หรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นโดยตรง
- แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่
บทความหรือรายงานของนักวิชาการทั้งในด้านประวัติศาสตร์
และสาขาวิชาการอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง
- แหล่งข้อมูลตติยภูมิ ได้แก่
เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ผู้อื่นเรียบเรียงไว้
สารานุกรม
และเอกสารทางวิชาการอื่นๆ
หลักฐานที่เป็นวัตถุ
ได้แก่ โบราณวัตถุ โบราณสถาน
เงินตรา ฯลฯ
ประโยชน์ของประวัติศาสตร์
ช่วยสนองความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแทนการคาดเดา
หรือความเชื่อถือที่ปราศจากหลักฐาน เป็นบันทึกประสบการณ์ของมนุษยชาติที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาเพื่อเป็นบทเรียน ช่วยให้เกิดความรักความภาคภูมิใจในชาติ
มีความตระหนักในคุณค่าของมรดกด้านต่างๆ ช่วยให้รู้จักและเข้าใจในเรื่องของโลก
และเรื่องของเพื่อนมนุษยชาติที่กว้างขวางออกไป ฝึกให้คนรู้จักใช้เหตุผลในการพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ ช่วยในการทำนายอนาคต
การแบ่งยุคประวัติศาสตร์
- ก่อนประวัติศาสตร์
สมัยหิน แบ่งเป็น 3
ยุคคือ
- ยุคหินเก่า
มนุษย์รู้จักทำเครื่องมือด้วยหินอย่างหยาบๆ
ด้วยการกระเทาะให้เป็นรูปร่างและมีคม
ดำรงชีวิตด้วยการเก็บกินจากธรรมชาติ
อยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ
- ยุคหินกลาง
ประมาณ 8,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช
เครื่องมือมีความประณีต
มีมากแบบมากชนิดขึ้น
เริ่มมีสัตว์เลี้ยง เช่น
สุนัขเพื่อใช้ในการล่าสัตว์
และเฝ้าที่อยู่อาศัย
- ยุคหินใหม่
ประมาณ 6,000 ปีก่อนคริสต์กาล
รู้จักขัดเกลาเครื่องมือหินให้แหลมคมและเรียบร้อยขึ้น
รู้จักนำกระดูกมาดัดแปลงเป็นเครื่องใช้
และที่สำคัญคือรู้จักเลี้ยงปศุสัตว์และทำการเพาะปลูก
- สมัยสัมฤทธิ์
มนุษย์รู้จักผสมดีบุกกับทองแดงเป็นทองสัมฤทธิ์
สมัยสัมฤทธิ์เริ่มขึ้นประมาณ 3,000
ปีก่อนคริสต์ศักราช
สมัยนี้พบโลหะอื่นที่ราคาถูกและมีประสิทธิภาพกว่า
คือ เหล็ก
และในสมัยสัมฤทธิ์นี้มนุษย์รู้จักใช้แรงงานสัตว์ในการไถนาและชักลาก
รู้จักการควบคุมแหล่งน้ำด้วยการชลประทาน
และที่สำคัญที่สุดคือ
มนุษย์ได้ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้
- สมัยเหล็ก ประมาณ 1,000
ปีก่อนคริสต์ศักราช
มีการนำเหล็กมาใช้ทำเครื่องมือและอาวุธ
- สมัยประวัติศาสตร์
- สมัยโบราณ
เริ่มเมื่อประมาณ 5,000 3,000 ปี
ก่อนคริสต์ศักราช
จนถึงประมาณริสต์ศตวรรษที่ 5
ในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดแหล่งอารยธรรมสำคัญของโลกตามบริเวณลุ่มแม่น้ำใหญ่ต่างๆ
เช่น แม่น้ำไนล์ ยุเฟรติส-ไทกริส
สินธุ และฮวงโห
- สมัยกลาง
เป็นสมัยที่อาณาจักรโรมันกว้างใหญ่ครอบคลุมบริเวณอารยธรรมโบราณทางตะวันออกใกล้แหลมบอลข่าน
และกว่าครึ่งของยุโรปตะวันตกได้แตกสลายไป
อนารยชนเผ่าต่างๆ
เข้าครอบครองแทนที่ความเจริญรุ่งเรือง
ที่สืบเนื่องกันมาหลายพันปีได้เสื่อมสลายลงยุโรป
กลับตกอยู่ในสภาพที่ต่ำกว่าเดิมในด้านอารยธรรม
จนมีการให้ชื่อยุคต่อมาว่ายุคมืด
- สมัยใหม่
เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15
เป็นต้นมา
นักประวัติศาสตร์มิได้มีความเห็นตรงกันตั้งหมดว่าควรถือเอาปรากฎการณ์ใดเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่
บางคนถือเอาการปฎิรูปศาสนาเป็นการเริ่มสมัยใหม่ของยุโรป
แต่นักประวัติศาสตร์คนอื่นอาจยึดเอาปีที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลเสียแก่พวกเตอร์ก
เป็นปีสิ้นสุดของสมัยกลาง
แต่โดยทั่วไปถือเอาคริสต์ศตวรรษที่
15
เพราะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน
|