บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป>>

อิสราเอล

การอพยพ (ก่อน.ค.ศ. 1550-1250)
หลักฐานการอพยพ

พวกยิวคิดอยู่เสมอว่าการอพยพออกจากประเทศอียิปต์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา พระธรรมอพยพ เลวีนิติ กันดารวิถี และเฉลยธรรมบัญญัติ พูดถึงข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงนำพวกอิสราเอลออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ บรรดาผู้เขียนประวัติศาสตร์อิสราเอลต่อจากเรื่องการอพยพ ตามที่ปรากฏในพระธรรมโยชูวา ผู้วินิจฉัย 1-2 ซามูเอล และ 1-2 พงศ์กษัตริย์ พูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนลูกหลานบรรพชนต้นตระกูลอิสราเอลให้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นชนชาติหนึ่งในโลกได้สำเร็จ พวกผู้เผยพระวจนะใหญ่ เช่น อิสยาห์ เยเรมีย์ เอเสเคียล และพวกผู้เผยพระเวจนะน้อย เตือนสติผู้ฟังให้รำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนที่อิสราเอลอพยพออกจากอียิปต์ ผู้แต่งเพลงสดุดีหลายคนก็ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าในเรื่องเดียวกันนี้

แต่บันทึกของชาวอียิปต์กลับไม่ได้เอ่ยถึงเลย คงจะเป็นเพราะพวกเขาเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ได้ เรื่องนี้ทำให้ค่อนข้างยากที่จะแน่ใจได้ว่าการอพยพเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นักวิชาการบางคนเห็นว่า เรื่องต่าง ๆ ในพระธรรมอพยพเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกอิสราเอล

นักวิชาการบางคนเห็นว่าเรื่องภูเขาซีนายไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการอพยพหรือการเดินทางเข้าสู่แผ่นดินพระสัญญาเลย แต่จากสิ่งที่เราศึกษาในพระคัมภีร์ และจากทัศนะคติที่สืบทอดกันมา เรื่องการอพยพออกจากอียิปต์ การทำพันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย อิสราเอลพเนจรอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และการเข้าสู่แผ่นดินพระสัญญา ล้วนเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกี่ยวข้องกัน

โยเซฟขึ้นสู่อำนาจ
โยเซฟมีอำนาจในช่วงที่ราชวงศ์ฮีคสอสปกครองประเทศอียิปต์ กษัตริย์ราชวงศ์นี้เป็นชาวเซไมต์ เข้ามาในอียิปต์ครั้งแรกทางเอเซียตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ก.ค.ศ. 1720 และยึดครองอียิปต์ได้ทั้งหมดประมาณ ก.ค.ศ. 1690 แล้วตั้งเมืองหลวงของตนขึ้นที่อาวาริสบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำไนล์ พวกเขาแผ่อำนาจไปถึงปาเลสไตน์ เนื่องจากคนพวกนี้มาจากเผ่าเดียวกันกับอิสราเอล จึงเป็นธรรมดาที่จะยอมให้โยเซฟเป็นผู้นำ

อิสราเอลตกเป็นทาส
พวกฮิคสอสปกครองอียิปต์นานประมาณหนึ่งร้อยปี แล้วพวกอียิปต์ที่อยู่ตอนบนของประเทศก็แยกตัวเป็นอิสระไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของฮิคสอส จนในที่สุดก็สามารถยึดเมืองอาวาริสได้สำเร็จเมื่อประมาณ ก.ค.ศ. 1550 และขับไล่พวกฮิคสอสออกจากอียิปต์ กษัตริย์องค์ใหม่ที่ขึ้นครองราชย์ไม่รู้จักโยเซฟ จึงเกิดการกดขี่ข่มเหงพวกอิสราเอลอย่างหนัก

การสร้างเมืองต่าง ๆ
เพื่อจะค้นดูว่าช่วงเวลาที่พวกอิสราเอลเป็นทาสในอียิปต์นานเท่าใด เราต้องตรวจสอบจากหลักฐานการก่อสร้างหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อเก็บราชสมบัติของฟาโรห์ คือเมืองปิธม เมืองราอัมเสส (อพยพ 1:11) ที่เมืองเบธชานในปาเลสไตน์มีหลักศิลาจารึกกล่าวถึงเรื่องราวในสมัยราอัมเสสที่ 2 (ก.ค.ศ. 1290-1223) พระองค์ทรงสร้างเมืองอาวาริสให้เป็นเมืองหลวงของพวกฮิคสอสสมัยโบราณ จากแผนที่จะเห็นได้ว่าเมืองอาวาริสกับเมืองปิธมตั้งขนาบอยู่สองข้างโกเชนบริเวณที่พระคัมภีร์บอกว่าเป็นสถานที่ซึ่งอิสราเอลอาศัยอยู่

เผ่าต่าง ๆ ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร
โมเสสแต่งงานกับลูกสาวของเยโธรปุโรหิตของชาวมีเดียน (อพยพ 3:1) อิสราเอลต่อสู้กับคนอามาเลข (อพยพ 17:8-13) และเดินอ้อมดินแดนของชาวโมอับ (กดว. 21:10) ชาวมีเดียนกับอามาเลขเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ไม่มีที่อาศัยเป็นหลักแหล่ง จึงไม่ได้ทิ้งหลักฐานอะไรไว้ให้นักโบราณคดีศึกษาประวัติศาสตร์สมัยโน้น ดังนั้นจึงไม่มีหวังจะได้หลักฐานที่บ่งชี้ถึงเรื่องราวของการอพยพจากความรู้เกี่ยวกับคนพวกนี้

ปาเลสไตน์เปิดให้เผ่าต่าง ๆ เข้าไปตั้งหลักแหล่ง
ปาเลสไตน์เป็นสมรภูมิมาตลอดประวัติศาสตร์ บริเวณแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างอารยธรรมใหญ่ ๆ ในอียิปต์และเมโสโปเตเมีย ต่อมาก็รวมทั้งเอเซียไมเนอร์และยุโรป ไม่ว่าราชอาณาจักรใดที่เรืองอำนาจขึ้นมาในเอเซียตะวันตกเฉียงใต้สมัยโบราณ พวกเขาต่างก็พยายามจะเข้าควบคุมปาเลสไตน์ไว้ให้ได้ เพราะที่นั่นมีประโยชน์สำหรับเป็นแนวป้องกันศัตรูของประเทศ หรืออาจใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพเพื่อโจมตีประเทศศัตรู

สมัยที่ฟาโรห์เมอร์เนปทาร์ปกครองอียิปต์ (ก.ค.ศ. 1223-1211) พระองค์ทรงชราภาพไม่สามารถควบคุมปาเลสไตน์ไว้ได้จึงเกิดการทำสงครามกัน ศิลาจารึกที่สร้างขึ้นหลังสงครามเสร็จสิ้นลงแล้วบันทึกไว้ว่า "อิสราเอลราบคาบลงแล้ว ไม่เหลือเชื้ออีกต่อไป" แสดงว่าในปี ก.ค.ศ. 1220 มีพวกอิสราเอลอยู่ในปาเลสไตน์แล้ว คนพวกนี้อาจจะเข้าไปอยู่ในปาเลสไตน์ก่อนรัชสมัยของฟาโรห์เมอร์เนปทาร์ คือเข้าไปอยู่ประมาณ ก.ค.ศ. 1240

เมืองต่าง ๆ ในปาเลสไตน์ที่ถูกทำลาย
อย่างที่เห็นแล้วว่าข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ได้มาจากซากวัสดุสิ่งของในชั้นดินต่าง ๆ ที่ปาเลสไตน์ นักโบราณคดีขุดค้นลงไปในชั้นดินพบว่ามีเมืองจำนวนมากถูกเผาทำลายประมาณปลายศตวรรษที่ 13 ก.ค.ศ. หลักฐานเหล่านี้เหมือนจะสนับสนุนเรื่องที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ เพราะมีเมืองเดอร์บี (ยชว.10:38-39) ลาคีช (ยชว.10:31-32) ฮาโซร์ (ยชว. 11:10) อยู่ในจำนวนนั้น ถ้าเมืองเหล่านี้ถูกทำลายโดยพวกอิสราเอลแล้ว ก็เท่ากับสนับสนุนข้อเสนอแนะที่บอกว่าเรื่องการอพยพออกจากอียิปต์เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 ก.ค.ศ.

เมืองเยรีโคและเมืองอัย
หลักฐานจากเมืองเยรีโคและเมืองอัยมีลักษณะแตกต่างกันมาก แม้ว่าเมืองทั้งสองนี้จะมีความสำคัญในเรื่องการตั้งถิ่นฐานของพวกอิสราเอลในแผ่นดินคานาอันก็ตาม แต่ไม่มีหลักฐานว่าอิสราเอลเผาเมืองนี้ในศตวรรษที่ 13 ดูเหมือนว่าเยรีโคจะถูกทำลายตอนต้นศตวรรษที่ 15 ก.ค.ศ. และอีกครั้งประมาณก่อนกลางศตวรรษที่ 14 ก.ค.ศ. เล็กน้อย ส่วนเมืองอัยถูกทำลายก่อนหน้าเมืองเยรีโคเสียอีก คือก่อนศตวรรษที่ 20 ก.ค.ศ. และไม่เคยมีผู้คนเข้าไปอาศัยในเมืองนี้อีกเลย แต่ใกล้กับเมืองอัยมีเมืองเบธเอลตั้งอยู่ ห่างกันประมาณหนึ่งไมล์กว่า ประชาชนอาจจะจำสองเมืองนี้สับสนกันได้ง่าย

วันเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้นตามที่พระคัมภีร์ระบุไว้
หลักฐานส่วนใหญ่บ่งบอกว่าช่วงอพยพก่อนขึ้นในรัชสมัยของราอัมเสสที่ 2 (กคศ. 1290-1223) แต่หลักฐานบางชิ้นก็ไม่สนับสนุนทัศนะนี้ ผู้เขียนพระคัมภีร์หลายคนพยายามจะบอกว่าเรื่องอพยพเกิดขึ้นเมื่อใด โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม

ตามที่ปรากฏในพระธรรมอพยพ 12:40 บอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่โยเซฟและครอบครัวของท่านเข้าไปอาศัยอยู่ในอียิปต์แล้ว 430 ปีหรือประมาณปี ก.ค.ศ. 1260-1120

พระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ 6:1 บอกว่าเรื่องการอพยพเกิดขึ้นก่อนวางรากสร้างพระวิหาร 480 ปี พระวิหารสร้างขึ้นเมื่อประมาณ ก.ค.ศ. 958 เรื่องการอพยพจึงเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ก.ค.ศ. 1438 ซึ่งดูเหมือนว่าไกลเกินไป แต่คำว่า "480 ปี" อาจจะหมายถึง 12 ชั่วอายุคน เพราะอิสราเอลสมัยโน้นนับ 1 ชั่วอายุคนเท่ากับ 40 ปี แต่ตามความเป็นจริงแล้วหนึ่งชั่วอายุคนน่าจะเป็น 25 ปี มากกว่า ถ้าเช่นนั้น 12 ชั่วอายุคนก็เป็น 300 ปี ถ้าที่ผู้เขียนพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์บอกไว้นั้นหมายถึง 12 ชั่วอายุคนจริงก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าการอพยพเกิดขึ้นประมาณ ก.ค.ศ. 1258 ก็แสดงว่าเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 ก.ค.ศ.

พระคัมภีร์ตอนอื่นก็บอกปีที่อิสราเอลอพยพออกจากอียิปต์ไว้ด้วย เช่น ในปฐมกาล 15.12-16 บอกว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอีก 4 ชั่วอายุคน หนึ่งชั่วอายุคนเท่ากับ 100 ปี กาลาเทีย 3.17 บอกว่าเกิดขึ้นหลังจากที่พระเจ้าทรงเรียกอับราฮัม 430 ปี แต่ทั้งสองตอนไม่สอดคล้องกับรายละเอียดที่เสนอไว้ในบทนี้

พระเจ้าทรงนำพวกอิสราเอลออกจากอียิปต์

เรื่องอพยพเป็นหัวใจความเชื่อของยิว พวกเขาใส่ใจจดจำเรื่องราวเมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงนำคนอิสราเอลบรรพบุรุษของพวกเขาออกจากการเป็นทาสที่ประเทศอียิปต์ ความจริงแล้วประวัติศาสตร์ตอนนี้ยืนยันความเชื่อของพวกเขาว่า พระเจ้าทรงเลือกประชาชนชาวยิวให้รับใช้พระองค์เป็นพิเศษ พวกอิสราเอลเชื่อว่าพระเจ้าประทานกฎหมายแก่พวกบรรพบุรุษที่ภูเขาซีนาย

อิสราเอลเล่าเรื่องการอพยพมาตลอด นับตั้งแต่พวกเขาออกมาจากประเทศอียิปต์ แต่ไม่ได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรไว้เลย เรื่องนี้จึงกลายเป็นนิทานโบราณคดีที่หลากหลายอยู่ในความทรงจำของพวกอิสราเอล ในที่สุดก็ได้รวบรวมและเรียบเรียงเรื่องเหล่านั้นเขียนเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของพวกเขา พวกผู้เผยพระวจนะและผู้แต่งเพลงสดุดีได้นำบางเรื่องมาใช้

พระเจ้าทรงเรียกโมเสส
ประวัติชีวิตตอนแรก ๆ ของโมเสสนั้นพระคัมภีร์เล่าไว้ชัดและตรงไปตรงมา ท่านเกิดจากสตรีชาวฮีบรู (อพยพ 2:2) เติบโตในราชวังของอียิปต์ (อพยพ 2:10) ลี้ภัยไปอยู่กับชาวมีเดียนเพราะฆ่าชายชาวอียิปต์คนหนึ่งตายด้วยความโกรธ (อพยพ 2:11-15) เราจะเห็นได้ว่าตอนที่พระเจ้าทรงเรียกท่านให้ช่วยอิสราเอลพ้นจากการเป็นทาสนั้น ท่านเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสม เพราะได้รับอิทธิพลความเมตตาจากสตรีชาวอิสราเอล มีสติปัญญาที่เรียนรู้มาจากราชสำนักอียิปต์ และเรียนรู้ชีวิตสมบุกสมบันในทะเลทรายที่ชาวมีเดียนถ่ายทอดให้

โมเสสได้พบพระเจ้าในทะเลทราย ที่พุ่มไม้ลุกโชนด้วยไฟ แต่มิได้ไหม้โทรมไป (อพยพ 3:2) หมายสำคัญนี้ทำให้โมเสสเชื่อว่าพระเจ้าทรงบัญชาท่านให้ไปเฝ้าฟาโรห์และขอให้ปล่อยพวกอิสราเอลจากการเป็นทาส โมเสสรู้สึกว่าท่านต้องมีคำพูดที่มีอำนาจจึงจะหนุนใจอิสราเอลและโน้มน้าวพระทัยฟาโรห์ให้ยอมทำตามได้ พระเจ้าบอกให้ท่านทราบว่าพระองค์ทรงพระนามว่า "เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น" (อพยพ 3:14,6:3) หรือชื่อในภาษาฮีบรูว่า "ยาห์เวห์" พระนามนี้พวกอิสราเอลถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในบรรดาพระนามที่พวกเขาใช้เรียกพระเจ้า เป็นพระนามที่ทรงสำแดงแก่โมเสสเป็นคนแรก ที่ภูเขาซีนาย (อพยพ 3:1 เรียกชื่อสถานที่นั้นว่าภูเขาโฮเรบ ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของภูเขาซีนาย )

พระเจ้ายังประทานหมายสำคัญให้โมเสสเพื่อพิสูจน์ว่า ท่านได้รับสิทธิอำนาจจากพระองค์ คือไม้เท้าที่กลายเป็นงู (อพยพ 4:3) และมือที่กลายเป็นโรคเรื้อน (อพยพ4:6)

ภัยพิบัติต่างๆ
ฟาโรห์ไม่เต็มพระทัยปล่อยพวกอิสราเอลให้เป็นอิสระ พระธรรมอพยพบันทึกเรื่องภัยพิบัติสิบประการที่เกิดขึ้นเพื่อบังคับให้ฟาโรห์ยอมปล่อยพวกอิสราเอลไป ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนี้เป็นการอัศจรรย์ของพระเจ้าเพราะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นหลายอย่างติดต่อกันอย่างกระชั้นชิด และโมเสสสามารถทำนายล่วงหน้าได้ทุกครั้ง บางทีชาว อียิปต์อาจเชื่อว่าภัยพิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะเทพเจ้าโกรธ แต่โมเสสบอกว่าเป็นเพราะพระเจ้าของพวกทาสอิสราเอลพิโรธ และฟาโรห์จะต้องยอมปล่อยพวกทาสให้เป็นอิสระ

การข้ามทะเลแดง
ตามที่ปรากฏในพระธรรมอพยพบทที่ 14 พวกอิสราเอลกำลังหนีมาถึงจุดอับ ข้างหน้าเป็นทะเลข้างหลังเป็นกองทหารอียิปต์ที่ไล่ตามมา แต่พวกอิสราเอลก็รอดได้โดยการอัศจรรย์ ส่วนทหารอียิปต์จมน้ำตาย พระธรรมอพยพบทที่ 14:21 บันทึกเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำให้อิสราเอลสามารถข้ามทะเลไปได้ไว้ต่างกันสองอย่างคือ

บอกว่า "ลมทิศตะวันออกพัดโหมไล่น้ำทะเลตลอดคืน ทำให้กลายเป็นดินแห้ง"

"น้ำแยกออกจากกัน" ข้อต่อไปบอกว่าอิสราเอลพากันเดินบนดินแห้งกลางทะเล "ส่วนน้ำนั้นตั้งเหมือนกำแพงสำหรับเขาทั้งทางขวาและทางซ้าย"

สำนวนแรกค่อนข้างจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติมากกว่า สำนวนที่สองพูดถึงเรื่องการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเพราะโมเสสยื่นมือออกไปเหนือทะเล นักวิชาการหลายคนคิดว่าเรื่องที่สองเขียนขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปนานมาก และเขียนเป็นคำประพันธ์ทำให้เรื่องดูเหมือนเป็นการอัศจรรย์ซึ่งเป็นวิธีถวายเกียรติพระเจ้าอย่างหนึ่ง นักวิชาการหลายคนมีความรู้สึกอันเกิดจากประสบการณ์ว่า "พระเจ้าทรงใช้พลังทางธรรมชาติทำให้พระประสงค์ของพระองค์บรรลุถึงความสำเร็จ"

อาหารและน้ำในทะเลทราย
โมเสสเคยอยู่ในทะเลทรายมาแล้วหลายปี ท่านดำรงชีพด้วยการเป็นคนเลี้ยงแกะให้เยโธรพ่อตา ความรู้เรื่องหนองน้ำในทะเลทราย (oases) เป็นประโยชน์มากสำหรับการเดินทางผ่านบริเวณที่ท่านเคยรู้จัก ท่านมีวิธีทำน้ำขมให้จืดสนิท (อพยพ 15:23-25) และวิธีที่น้ำไหลออกจากหิน (อพยพ 17:1-6) โมเสสยังสอนพวกอิสราเอลให้กินมานาเป็นอาหาร คำว่า "มานา" แปลว่า "นี่อะไรหนอ" (อพยพ 16:14-15) นอกจากนั้นโมเสสยังสัญญาว่าพวกอิสราเอลจะได้กินเนื้อนกคุ่มอีกด้วย (อพยพ 16:13 กันดารวิถี 11:31-32)

ภูเขาซีนาย
โมเสสนำประชาชนไปที่ภูเขาซีนาย ตรงที่ท่านได้พบพระเจ้าครั้งแรก ตามตำนานเชื่อว่าภูเขาซีนายอยู่ทางตอนใต้ของบริเวณที่ปัจจุบันนี้เรียกว่าคาบสมุทรซีนาย นักวิชาการบางคนมีความเห็นว่าภูเขาซีนายคงจะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเลยเอซีโอน-เกเบอร์ เพราะตรงนั้นเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของพวกมีเดียน โมเสสเองก็แต่งงานกับหญิงชาวมีเดียนด้วย แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งมีความเห็นว่า ภูเขาลูกนี้อยู่ที่คาบสมุทรซีนาย เพราะที่นั่นมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ง่าย และชาวมีเดียนเป็นชนเผ่าแร่ร่อนไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะย้ายจากถิ่นฐานเดิมเพื่อเสาะหาแหล่งอาหารให้ฝูงสัตว์ของตน

พันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย
เหตุการณ์ที่ภูเขาซีนายเป็นเหตุการณ์ที่อธิบายให้ชัดเจนยากที่สุด มีคำถามสำคัญ ๆ ชุดหนึ่งซึ่งไม่สามารถหาคำตอบที่ทำให้แน่ใจได้

ประการที่ 1
เราอาจจะถามว่าโมเสสต้องการอะไรจึงนำประชาชนไปที่ภูเขาซีนาย ทำไมท่านจึงนำประชาชนอิสราเอลไปยังที่ ๆ พระเจ้าตรัสกับท่านจากพุ่มไม้ไฟ

คำตอบข้อที่ 1
ท่านหวังจะให้พวกอิสราเอลได้รับประสบการณ์กับพระเจ้าโดยตรงเหมือนกับท่านแต่ประชาชนก็ไม่กล้ารับการสำแดงของพระเจ้าเพราะพวกเขากลัวพระเจ้า จึงทรงประทานพระบัญญัติให้แทน พระบัญญัตินี้แสดงให้ประชาชนรู้จักพระประสงค์ของพระเจ้าทางอ้อมโดยผ่านโมเสส

คำตอบข้อที่ 2
ในพระธรรมอพยพมีอยู่สองตอนที่คาดว่าโมเสสคือคนกลางระหว่างพระเจ้ากับประชาชน คือ อพยพ 19:9 และ 19;20-21

ความเชื่อที่ว่าโมเสสได้รับเลือกให้มีความสัมพันธ์พิเศษกับพระเจ้านี้ทำให้พวกอิสราเอลพอใจก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะดูเหมือนจะใช้เป็นข้อแก้ตัวได้ว่า ที่พวกเขารู้จักพระเจ้านั้นก็เพราะได้ยินมาจากผู้อื่นอีกต่อหนึ่ง ถ้าพวกเขายอมรับว่าโมเสสคือผู้เตรียมทางให้พวกเขาทุกคนมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าโดยตรงก็จะรู้สึกระอายใจที่หันหน้าหนีการทรงเรียกจากเบื้องบน แต่เมื่อไม่ยอมรับความคิดเห็นนี้ก็จะสามารถอ้างได้ว่าพวกตนได้ทำตามแผนการที่พระเจ้าทรงวางไว้แล้ว

พระบัญญัติและพันธสัญญา

เมื่อศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับประชาชนอิสราเอลตามที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมอพยพแล้ว เราจะพบว่ามีข้อคิดเห็นที่สำคัญอยู่ 2 ประการ คือ

1. พระบัญญัติ
2. พันธสัญญา

บัญญัติสิบประการมาจากสมัยที่อิสราเอลอยู่ที่ภูเขาซีนาย พระบัญญัติสิบประการในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 5:6-21 ต่างกับในพระธรรมอพยพ 20:17 อาจเพราะเขียนขึ้นในสมัยหลัง นักเขียนสมัยหลังพยายามจะแสดงกฎพื้นฐานนี้ในลักษณะที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนในสมัยของตนมากที่สุด

พระบัญญัติสิบประการเป็นสื่อที่ช่วยให้ประชาชนอิสราเอลรู้จักและเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้า บัญญัติเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญยิ่งของการทำพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับประชาชนของพระองค์

อ่านต่อ>>>

บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอล
การอพยพ
อิสราเอล 12 เผ่า
กษัตริย์องค์แรกๆ ของอิสราเอล
สองราชอาณาจักร
สมัยจักรวรรดิอัสซีเรียเรืองอำนาจ
สมัยจักรวรรดิบาบิโลนเรืองอำนาจ
สมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเรืองอำนาจ
สมัยจักรวรรดิกรีกเรืองอำนาจ
สมัยจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook