บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กะเหรี่ยง

กะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงในประเทศไทย

โดย ชารล์ส คาย์ส แปลเก็บความ/คมลักษณ์ ไชยยะ

ในบันทึกของประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งอยู่ในบันทึกของอาณาจักรสยามของไทยส่วนกลางและของยวนหรืออาณาเขตภายใต้การปกครองล้านนาไทของไทยเหนือ สิ่งหนึ่งที่พบการอ้างอิงถึงบางครั้งคราวต่อผู้คนที่ถูกติดป้ายว่า กะเหรี่ยง ในกลุ่มชาวสยาม และ ยาง ในชาวยวน บนพื้นฐานของการใช้ในปัจจุบันนี้ ป้ายฉลากเหล่านี้จะปรากฏขึ้นให้เห็นอยู่ในบริบททางประวัติศาสตร์ที่เด่นชัดของผู้คนที่พูดภาษากะเหรี่ยง

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ผู้พูดภาษากะเหรี่ยงทั้งหมดที่อ้างถึงในบันทึกของไทยตามแบบแผนที่ถูกป้ายฉลากว่า กะเหรี่ยง หรือ ยาง และแม้ว่าในอย่างน้อยที่สุด ก็กรณีหนึ่ง ป้ายฉลาก ยาง ไม่ได้บ่งชี้ผู้ที่พูดภาษากะเหรี่ยง ด้วยเหตุนี้การปรากฎของป้ายฉลากเหล่านี้ในบันทึกได้เตรียมเงื่อนปมอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์กะเหรี่ยงในไทย

ขณะที่ได้รับรองต่อคำตอบปัญหาหนึ่ง การใช้ป้ายฉลากกะเหรี่ยงและยางราวกับการใช้ในการกำหนดกลุ่มชาติพันธุ์ใดก็ตามพบในข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชั้นต้น ซึ่งเสนอปัญหาอีกอย่าง ทำไมสิ่งเหล่านั้นผู้รวบรวมการบันทึกพบว่ามันสำคัญ หรือทำไมจึงเป็นประโยชน์ในการใช้ป้ายฉลากเหล่านี้? กล่าวอีกอย่างทำไมจึงทำให้ผู้พูดภาษากะเหรี่ยงปรากฎขึ้นภายใต้ลักษณะเฉพาะป้ายฉลากชาติพันธุ์ในประวัติศาสตร์ไทย

ในบทความนี้ ฉันมีความเกี่ยวพันของฉันเองกับคำถามเหล่านี้ ในด้านหนึ่งฉันพยายามใช้บันทึกทางประวัติศาสตร์ไทยในการให้ความกระจ่างอยู่บนประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนที่พูดภาษากะเหรี่ยงภายในชายแดนประเทศไทยปัจจุบันนี้ ในอีกด้านหนึ่ง ฉันพยายามที่จะบ่งชี้จำแนกโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนการรวบรวมของประวัติศาสตร์ไทยในการใช้กำหนดป้ายฉลากผู้พูดภาษากะเหรี่ยง จุดสนใจอยู่เฉพาะบนสัมพันธภาพของกะเหรี่ยงต่อยวนและชาวสยาม ซึ่งทั้งคู่เป็นผู้พูดภาษาไทย

กะเหรี่ยงคือคนที่เกิดในท้องถิ่นตอนเหนือของประเทศไทย

เรื่องเล่าของยวนบางเรื่องมีการอ้างถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่พูดภาษากะเหรี่ยงและยวน ซึ่งพูดภาษาไทยที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อยวนกำลังสถาปนาตัวเองขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยตอนเหนือ ในการศึกษาชาวเขาของไทย

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ได้สรุปย่อคำอธิบายดังนี้กะเหรี่ยงอาศัยในบริเวณของ (ปัจจุบัน) ประเทศไทยก่อนที่คนไทยจะเคลื่อนที่ลงไปยังคาบสมุทรสุวรรณภูมิ แต่สมาชิกของพวกเขามีจำนวนน้อยและพวกเขามาถึงภายหลังละว้าหรือลัวะ ในประวัติศาสตร์หลากหลายของพระธาตุและในพงศาวดารเหนือ มันถูกกล่าวถึงว่าภายหลังลัวะหรือละว้ามีชาวกะเหรี่ยงพูดด้วยตัวเองว่าพวกเขาเป็นพี่น้องร่วมสายอาวุโสกว่าของไทย (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ 1963: 66; ฉันแปล)

ในการตรวจสอบด้วยเอกสารยวน ฉันได้สามารถตามแกะรอยสามแหล่งข้อมูลที่ปรากฎต่อข้อสนับสนุนการสรุปของบุญช่วย

อย่างแรกคือ จามเทวี พงศาวดารเรื่องหนึ่งของหริภุญชัย อาณาจักรแรกสุดในการบันทึกของไทยเหนือ ตำนานนี้เป็นการเขียนในภาษาบาลี โดยพระชาวยวนที่อาศัยในเชียงใหม่ ภาคเหนือของไทยในปัจจุบัน ซึ่งปลายศตวรรษที่ 14 หรือช่วงต้นศตวรรษที่ 15 (Coedes 1925: 12-13) ในการพิมพ์เป็นไทยของพงศาวดารนี้มันถูกประกาศว่ากะเหรี่ยงตามด้วยกันกับลัวะ อาศัยอยู่ในป่ารอบๆตำแหน่งเหนือเมืองเก่าของเชียงใหม่ ซึ่งถูกกล่าวว่าได้มีการก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 8 (Poriyat Thammathada และPhra Yanwicit 1967: 54-55)

หลักฐานส่วนหนึ่งที่คล้ายกันมาจากประวัติศาสตรย์ยวน พงศาวดารของ Mahatera Fa Bot ซึ่งได้เคยพิมพ์ในภาษาฝรั่งเศสแปลโดย Camille Notton ในส่วนที่อ้างอิงถึงข้อความที่เกี่ยวข้องกับการก่อตั้งเชียงใหม่ โดยพระยาลัวะคนหนึ่ง (Lord Luwa) Notton คัดข้อความสำนวนที่ต่างกันผลที่ท่านทำได้ส่งถึงจิตวิญญาณทั้งของลัวะและยาง (Notton 1926: 35-36)

เรื่องเล่าแพร่ขยายมากที่สุดในส่วนเริ่มต้นความสัมพันธ์ของยวน-กะเหรี่ยงที่เกิดขึ้นในตำนานยวนสั้นๆ โดย Charles Archaimcault ในการศึกษาของเขาปี 1961 เรื่อง “ประวัติศาสตร์จามปาสัก”

ก่อนหน้านี้ ในล้านนามีสองอาณาจักรเล็กๆซึ่งเป็นพันธมิตรกัน หนึ่งเป็นเมืองยูถูกปกครองโดย K’ulah และ Mahko’n มเหสีของเขา และอีกแห่ง คือ เมืองยังปกครองโดย Ko’ng Cau และ Ngau H’on มเหสีของเขา กษัตริย์ทั้งสองถูกลวงโดยหัวหน้าเผ่าที่ใกล้ชิดกับกะเหรี่ยงพื้นเมืองและถูกบังคับให้ละทิ้งเมืองของพวกเขา พวกเขาจึงยึดเอาที่พักพิงในดินแดนของเชียงราย พวกเขาได้กลายเป็นเกษตรกร Manko’n มีลูกชายชื่อ K’ula ขณะที่ Ngau H’on ได้ให้กำเนิดลูกสาวชื่อ Nang Ua เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น K’ula ตกหลุมรักกับเพื่อนของเขา แต่เธอไม่รู้สึกอะไรกับเขา นอกจากนับถือเป็นพี่ชาย

เธอได้พบกับบุตรชายของหัวหน้ากะเหรี่ยงและตกหลุมรักเขา อย่างไรก็ตามเมื่อแม่ของเธอเปิดเผยต่อเธอถึงการทรยศหักหลังที่พ่อของชายหนุ่มได้กระทำ Nang Ua จึงเปลี่ยนความสนใจไปยัง K’ula พวกเขาสาบานว่าพวกเขาจะฆ่าตัวตาย หากว่าพวกเขาทำผิดคำสัญญาซื่อสัตย์ต่อกัน ในวันแต่งงาน บุตรชายของหัวหน้ากะเหรี่ยงใช้ยาเพื่อวางยาสลบแขกที่มาร่วมงานทั้งหมด ในเช้าวันต่อมาเมื่อ K’ula ฟื้นขึ้นมา เขาสำรวจว่าคูหมั่นของเขาได้หายตัวไป เขาพบเธอในป่าและเขาได้ฆ่าตัวเองตาย (Archaimbault 1961: 527-28)

Archaimbault ตั้งข้อสังเกตว่า (หน้า 527) ตำนานนี้เป็นหนึ่งในชนิดที่นิยามความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าผู้ที่ก่อตั้งรัฐบนพื้นราบ (เมือง) และผู้คนชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งอาศัยในบริเวณเดียวกัน

เรื่องเล่าที่พบในตำนานและบันทึกของยวนจะปรากฎเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับทฤษฏี ซึ่งพบในจำนวนหนึ่งของสำนวนการเขียนทั้งตะวันตกและไทยว่ากะเหรี่ยงอยู่ท่ามกลางผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นของประเทศไทย James Scott and J.P. Hardiman ใน The Gazeteer of Upper Burma and the Shan States เป็นตัวอย่าง ซึ่งคัดลอกข้อความที่ไม่ระบุแหล่งยืนยันว่าข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุด เชื่อว่าชาวสยามได้อพยพมา เพียงช่วงสั้นๆก่อนการก่อตั้งอยุธยา จากประเทศเทือกเขาทางตอนเหนือและได้เข้าแทนที่กะเหรี่ยงพื้นเมือง โดยประเทศของผู้ที่ปัจจุบันเรียกสยามได้อาศัยอยู่ (Scott and Hardiman 1900:I, 259)

แนวคิดนี้พบการสนับสนุนบางอย่างในตำนานกะเหรี่ยงเป็นอย่างดี Stern มีรายงานถึงตำนานกะเหรี่ยงโปวในปัจจุบันว่าเชื่อมกับตำนานการอพยพของกะเหรี่ยง

(การอพยพเหล่านี้เคย) นำไปครั้งแรก โดย Htaw Meh Pa กับหวีวิเศษของเขา – หรือหวีเงินและหวีทอง-แห่งความเป็นอมตะ กระทั่งเมื่อเขายังทำต่อไปและสูญหายไปจากการมองเห็น หลังจากนั้น กะเหรี่ยงได้แยกจากอีกกลุ่ม ... โปว์แยกจากตองอู ณ หุบเขาแห่งกองเปลือกข้าวทั้งห้ากองในตะวันตกของประเทศไทย (Stern 1968A: 303)

พบตำนานกะเหรี่ยงคะยาห์ด้วยเช่นกัน ได้ให้ไว้โดย Francis Mason ซึ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างยวนและกะเหรี่ยงโดยเฉพาะมากกว่า Mason กำลังจะอภิปรายการอพยพของบรรพบุรุษของคะยาห์ ซึ่งในปัจจุบันนี้คือรัฐคะยาห์ในพม่า

(การอพยพนี้) เกิดในช่วงสมัยชาน (ผู้พูดภาษาไท) ครั้งแรกตั้งถิ่นฐานในลาบอง (ลำพูน) และซิมเมย์ (เชียงใหม่) เนื่องจากแสดงให้เห็นประเพณีหัวหน้าเผ่า(คะยาห์)ที่มีถึงทางเหนือ (ตอนเหนือของประเทศไทย) ครั้งแรกที่กลุ่มสำรวจ และพวกเขาเลือกดินแดนรอบๆลาบองและซิมเมย์สำหรับเป็นบ้านของพวกเขาในอนาคต แต่เมื่อเขากลับมายังเผ่าของเขา เขาพบว่ามันถูกครอบครองโดยพวกชาน (Mason 1860: 72)

ศาสตราจารย์ Gordon Luce ได้การคาดคะเนด้วยบนพื้นฐานในการศึกษาภาษากะเหรี่ยงของเขาว่า “มันเป็นประเทศไทย...มากกว่าพม่า, ซึ่งถือเป็นกุญแจไขปริศนาของต้นกำเนิดกะเหรี่ยง” (Luce 1959A:3) ศาสตราจารย์ Luce มีพื้นฐานการอภิปรายของเขาอยู่บนทฤษฎีภาษาศาสตร์ว่าบริเวณที่ความหลากหลายทางภาษาไพศาลที่สุดในตระกูลภาษาเป็นเหมือนกับเป็นพื้นที่ในตระกูลนั้นได้ดำรงอยู่สำหรับช่วงเวลายาวนานที่สุด สำหรับภาษากะเหรี่ยง บริเวณของความหลากหลายไพศาลที่สุดนี้ปรากฎขึ้น ซึ่ง Luce เห็นว่าครอบคลุมในบริเวณเทือกเขาในชายแดนระหว่างพม่าและไทยตอนเหนือ

กระนั้นก็ตาม ไม่สำคัญตามตัวเลข มันคือกะเหรี่ยงแห่งหุบเขาตะวันออกเหล่านี้ของพม่าตอนใต้และสยาม ผู้คนได้เตรียมความสนใจทางภาษาศาสตร์อย่างหลากหลายและไพศาลที่สุด ภูเขาเหล่านี้เป็นสถานบ่มเพาะจากกะเหรี่ยงทั้งหมด ซึ่งเหมือนกับได้แพร่ขยายและเพิ่มจำนวนทั้งหมดเหนือที่ราบของพม่าตอนล่าง (หน้า 3)

R.B. Jones เป็นอีกคนที่ศึกษาภาษากะเหรี่ยง ซึ่งยอมรับตำแหน่งทางทฤษฎีเดียวกันราวกับว่าทำโดยศาสตราจารย์ลูซ แต่เขาชี้ให้เห็นว่ามันไม่ใช่ประเทศไทยที่ภาษากะเหรี่ยงถูกพบในลักษณะหลากหลายไพศาลที่สุด ดังที่โจนส์เขียนว่า

หลักฐานการศึกษาภาษาถิ่นจะกำหนดตำแหน่ง (กะเหรี่ยง) “Urheimat” อย่างคร่าวๆในบริเวณรัฐชานตอนใต้ สมาชิกของกลุ่มภาษาถิ่นที่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากกันและกัน

โจนส์ยังได้เสนอมุมมองที่สร้างขึ้นใหม่ของประวัติศาสตร์กะเหรี่ยงช่วงแรก- การสร้างขึ้นใหม่ เขาพูดอิงกับการศึกษาของศาสตราจารย์ลูซอย่างมากในประวัติศาสตร์ทางภูมิศาสตร์การเมืองของพม่า

การสันนิษฐานของฉันเอง และมันไม่ได้มากไปว่านั้น อยู่ว่าในช่วงปีแรกของยุคสมัยของเรา ชาวมอญได้มีอำนาจในตอนใต้ (ของพม่า) ,พยูในศูนย์กลาง-ตะวันตก และกะเหรี่ยงในบริเวณภูเขาตะวันออก และการมาถึงของชานเร่งให้เกิดการเคลื่อนไหวของบางส่วนในพวกเขา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสกอว์และโปว์) ไปยังพื้นราบและไปทางทิศใต้ อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการปรากฎของเขาในบริเวณพยู

ศาสตราจารย์โจนส์สังเกตด้วยในพื้นฐานข้อมูลทางภาษาศาสตร์ว่ากะเหรี่ยงผู้ที่อาศัยในไทยปรากฎขึ้นได้มีการตั้งรกรากในประเทศนี้ค่อนข้างจะช้ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การสังเกตนี้เป็นการสนับสนุนที่หนักแน่นโดยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ได้ปรากฎขึ้นภายหลัง ซึ่งแสดงถึงผู้คนที่พูดภาษากะเหรี่ยงไม่ได้เริ่มต้นตั้งรกรากในที่ที่เป็นไทยในปัจจุบันนี้ จนกระทั่งเมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 18 โดยแท้จริงแล้ว หลังจากอ้างถึง ยาง ในเรื่องราวของยวนช่วงแรก ก็ไม่มีที่อื่นอ้างถึงกะเหรี่ยงเกิดขึ้นในแหล่งข้อมูลของไทย ตราบเท่าที่ฉันสามารถตรวจสอบได้ คือ ก่อนศตวรรษที่ 17

เราถูกทิ้งเอาไว้กับปริศนา ทั้งแหล่งข้อมูลยวนและกะเหรี่ยง ได้ชี้ให้เห็นสัมพันธภาพบางอย่างระหว่างไทและกะเหรี่ยง ณ ยุคสมัยหนึ่ง (ศตวรรษที่ 13 และช่วงแรก) เมื่อไทกำลังเข้ามาปกครองผู้คนในไทยเหนือ โดยต่อมาไม่ปรากฎกะเหรี่ยงจากบันทึกของไท ความจริงอย่างหนึ่งว่าในหน้าตาเหมือนกับไม่คุ้นเคยปรากฎขึ้น ตั้งแต่กะเหรี่ยงถูกเข้าใจว่าอาศัยในแถบชายแดนระหว่างมอญ, พม่า, และรัฐชาน ซึ่งถูกกล่าวถึงในพงศาวดาร

ในความพยายามที่จะแก้ปริศนานี้ เราต้องครุ่นคิดเป็นอย่างแรกในการจำแนกของ กะเหรี่ยง, ยวน, สยาม และอื่นๆ เป็นเหมือนกับส่วนหนึ่งของการก่อรูปขึ้น (หรือ Matrices) ของกลุ่มชาติพันธุ์ ความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกว่า ดังที่กำหนดลักษณะแตกต่างเฉพาะ “หน่วยผูกพันทางวัฒนธรรม” (Barth 1969B; Lehman 1967A) ไม่ได้จะบอกว่ากะเหรี่ยงไม่ได้มีลักษณะแตกต่างเฉพาะทางวัฒนธรรมจากยวนหรือสยาม

ในความเป็นจริง ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษาบางอย่างถูกสมมุติขึ้น ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่การจำแนกแยกแยะความแตกต่างถูกทำให้เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษาไม่ได้กำหนดตัวพวกเขาเองว่า กลุ่มหนึ่งใดจะเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่างชัดเจน สำหรับการจำแนกชาติพนธุ์ที่เกิดขึ้นและถูกทำให้คงอยู่ถาวรนั่นต้องเป็นการแบ่งจำแนกทางโครงสร้างท่ามกลางผู้คน ซึ่งอาศัยใกล้ชิดกันและดำรงรักษาปฏิสัมพันธ์สม่ำเสมอในการพิจารณาไปยังความเชื่อทางศาสนา, อำนาจ และ/หรือความมั่งคั่ง

การเข้าถึงสิ่งหนึ่งหรือทั้งหมดนี้ ถูกทำให้รับรู้ยอมรับโดยผู้คนที่เกี่ยวข้อง ดังเช่นการดำรงสิทธิในส่วนเหล่านั้น ผู้ที่ร่วมแบ่งส่วนร่วมบางอย่างของคุณลักษณะทางวัฒนธรรม ไม่แบ่งร่วมโดยคนอื่น คุณลักษณะที่ถูกจัดการในการกำหนดการร่วมเป็นชาติพันธุ์ที่ต่างไปจากกรณีอย่างหนึ่งไปจากอีกอย่างหนึ่ง และอาจจะในความเป็นจริงไม่ได้เฉพาะเจาะจงลักษณะเฉพาะ กระทั่งแม้ว่าพวกเขาถูกทำให้เชื่อว่าเป็นก็ตาม (Moerman 1965) สิ่งที่ยังมั่นคงสม่ำเสมอ คือ การแบ่งจำแนกทางโครงสร้างของการเข้าถึงความเชื่อทางศาสนา, อำนาจ และ/หรือทรัพย์สินความมั่งคั่ง

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบบแผนจารีตประเพณีนั้นเป็นช่วงก่อนศตวรรษที่ 18 และ 19 เมื่อพื้นฐานทางโครงสร้างสำหรับการกระทำทางเศรษฐกิจ, การเมือง, และศาสนาเริ่มต้นจะถูกท้าทายเข้มข้มและขณะนั้นโดยทางวัฒนธรรมได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีรูปแบบอย่างหนึ่งในการแบ่งจำแนกทางโครงสร้างของการเข้าถึงความมั่งคั่ง, อำนาจ และความเชื่อทางศาสนาที่ถูกแพร่กระจายอย่างมาก “กลุ่มชาติพันธุ์” สองกลุ่มอาศัยในสัมพันธภาพร่วมกัน กลุ่มหนึ่งมีการเพาะปลูกข้าวนาดำเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจ และดำรงรูปแบบการจัดองค์กรไปสู่รัฐ หรือการเมืองแบบกึ่งศักดินา อีกกลุ่มหนึ่งมีการเพาะปลูกพืชไร่บนพื้นที่สูงเป็นระบบหลักของการผลิตและมีการจัดระเบียบองค์กรการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ ซึ่งทำให้เกิดรวมกันมากกว่าหมู่บ้านเล็กๆแห่งเดียว แต่ละกลุ่มยังนับถือประเพณีทางศาสนาที่มีลักษณะเฉพาะ อย่างแรกการยึดมั่นต่อขนบประเพณีก่อให้เกิดปัจจัยพื้นฐานถูกแยกออกจากพื้นที่-สังคม ชีวทัศน์ในผู้คนที่ดำรงชีวิตโดยตรง และอย่างที่สอง ซึ่งยังคงยึดถือขนบประเพณีในแหล่งสำคัญที่สุดของอำนาจเหนือธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับลักษณะท้องถิ่นและครอบครัว

ดังนั้นการจำแนกแยกแยะทางศาสนาได้รองรับทั้งในการสนับสนุนแนวคิดทางวัฒนธรรมของการเข้าถึงอำนาจและทรัพย์สินความมั่งคั่ง และในการปรับตัวผู้ติดตามไปยังบางประเภทของการกระทำทางสังคมที่สามารถถูกเรียกว่าศาสนาความเชื่อ (Geertz 1966B) ดังที่ E. R. Leach (1954) ได้แสดงให้เห็น นั่นอาจจะเป็นวัตถุประสงค์ที่สามารถพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษา ท่ามกลางผู้คนที่ถูกนึกถึงและคิดเกี่ยวกับตัวของพวกเขาเองราวกับเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มหนึ่งหรือกลุ่มอื่นๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์คู่นั้น

ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดของการแบ่งสองขั้วกลุ่มชาติพันธุ์ว่าทั้งถูกเชื่อมและแบ่งแยกโดยการแบ่งจำแนกทางโครงสร้าง ขอบเขตในตัวแบบร่วมกันระหว่างกะฉิ่น-ชาน (Leach 1954), ฉิ่น-พม่า (Lehman 1963), ลัวะ-ยวนหรือคนเมือง (Kraisri 1965A; Kunstadter 1965) และข่า-ลาว (Archaimbault 1964, 1973: 77-96) ก่อนศตวรรษที่ 18 ผู้คนที่พูดภาษากะเหรี่ยงดำรงรักษาความคล้ายคลึงด้วยสัมพันธภาพการอยู่ร่วมกัน แม้ว่าที่ได้กำหนดปริมาณและการแบ่งสันของพวกเขาไม่ได้มีเพียงแต่สมาชิกกลุ่มอื่นกลุ่มเดียวในการจำแนก

อีกกลุ่มหนึ่งในตอนล่างของพม่าสัมพันธภาพอยู่กับมอญ, ในศูนย์กลางพม่ามันอยู่กับชาวพม่า, และในพม่าตอนบนมันอยู่กับชานที่พูดภาษาไท มันเป็นข้อวินิจฉัยสรุปของฉันว่าในช่วงแรกการใช้แหล่งที่มาของคำว่า “ยาง” ในไทยตอนเหนือส่วนหนึ่ง (term) ถูกจับคู่กับไทในรัฐชานตอนใต้ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ผู้คนที่พูดภาษากะเหรี่ยงที่ปรากฎขึ้นในไทยตอนเหนือ ณ ช่วงเวลาเมื่อผู้คนที่พูดภาษาไทยเข้ามามีอิทธิพล แต่ชานที่มาจากรัฐชานตอนใต้อยู่ตรงนั้น

เมื่อผู้คนที่พูดภาษาไทกลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในไทยเหนือ โดยมากที่สุดแล้วจะเกิดการปรับเปลี่ยนความคิดของการแบ่งแยกสองขั้วกลุ่มชาติพันธุ์ ความสัมพันธ์ที่เคยยึดถือเอาไว้โดยบรรพบุรุษชาวมอญ ในเทอมของไท โครงสร้างนี้ได้ถูกวางกำหนด ดังเช่น ลัวะหรือละว้า-ยวนหรือคนเมือง อย่างไรก็ตามในบางส่วนของไทช่วงแรก ผู้ที่ช่วยให้พบอาณาเขตที่อยู่ภายใต้การปกครองของไทยล้านนา อาจได้นำมากับพวกเขาอีกความคิดหนึ่งของยาง-ไท ซึ่งมีพัฒนาการในรัฐชานตอนใต้ บริเวณหนึ่งที่ปรากฎบนหลักฐานทางภาษา ดังที่เราได้มองเห็นไปยังบริเวณที่ความเข้มข้นของกะเหรี่ยงกว้างไพศาลที่สุด

เนื่องจากไม่ใช่ผู้คนที่พูดภาษากะเหรี่ยง หรืออย่างน้อยที่สุดไม่ใช่ความหมายสมาชิกของกะเหรี่ยง ซึ่งเคลื่อนย้ายไปยังขอบเขตอำนาจของยวนในไทยตอนเหนือก่อนศตวรรษที่ 18 และเนื่องจากการจัดจำแนก “ยาง”ไม่ได้เข้ามาแทนที่การจัดจำแนก “ลัวะ” ที่เก่าแก่กว่า ซึ่งการอ้างถึงยางเมื่อเร็วๆนี้กลับไม่ปรากฎ เมื่อการจัดจำแนกปรากฎขึ้นใหม่ มันอยู่ในบริบทของการก่อขึ้นใหม่ของความสัมพันธ์กลุ่มชาติพันธุ์ในไทยเหนือ

อ่านต่อ >>

กะเหรี่ยง
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการอพยพจากประเทศจีน
ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชนชาติไทย
ชนชาติกะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์
ลักษณะบุคคลกะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ ในประเทศไทย
ประชากร
โครงสร้างทางสังคม
ครอบครัว
หมู่บ้าน
ระบบคุณธรรมและจริยธรรม
ประเพณีและข้อห้าม
ศาสนาและพิธีกรรม
ระบบเศรษฐกิจ
การปกครอง
ตำนานชนเผ่า
บรรณานุกรม

กะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงในประเทศไทย
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook