บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กะเหรี่ยง

กะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงในประเทศไทย

โดย ชารล์ส คาย์ส แปลเก็บความ/คมลักษณ์ ไชยยะ

จุดกำเนิดของสัมพันธภาพกะเหรี่ยงกับสยามและยวน

อย่างไรก็ตามแม้ว่า ผู้คนที่พูดภาษากะเหรี่ยงไม่อาจเป็นไปได้ที่จะเป็นผู้อาศัยอยู่ในไทยเป็นกลุ่มแรกสุด พวกเขาอาศัยในบริเวณภูเขาตามชายแดนของรัฐยวนและรัฐสยามเก่า จากจุดเริ่มต้นของรัฐเหล่านี้ในศตวรรษที่ 13 ถึงแม้ว่าความใกล้เคียงกันที่พงศาวดารยวนและสยามไม่ได้อ้างถึงกะเหรี่ยงในเรื่องราวของพวกเขา จนกระทั่งศตวรรษที่ 17 และกระทั่งการอ้างอิงเหล่านี้ค่อนข้างเป็นปัญหา มันเป็นเพียงในขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่วนใหญ่ของศตวรรษที่ 18 เท่านั้น ซึ่งกะเหรี่ยงเริ่มต้นมาถึงการพิจารณาของสยามและยวน; นั้นคือ มันเป็นเพียงเมื่อเหตุการณ์บังคับใช้อำนาจที่สยามและยวน เพื่อสร้างความคิดของพวกเขาขึ้นใหม่ในความสัมพันธ์กลุ่มชาติพันธุ์ที่กะเหรี่ยงกลายเป็นการจัดจำแนกความหมายสำคัญต่อพวกเขา

กรมพระยาดำรงราชานุภาพในการศึกษาไทยรบพม่า อ้างถึงในฟุตโน้ตที่หนึ่งถึงแสนภูมิโลกาเพชร ผู้ที่เป็นทหารของกองทัพภายใต้กษัตรย์นเรศวรในช่วงที่สยามโจมตีตองอูในปี 1600 ซึ่งเป็นไปได้ว่าเป็นกะเหรี่ยง (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 1962: 172; cf กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 1957: 190) แต่โชคร้ายที่ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้รับการยืนยันโดยพงศาวดารสยามหรือพม่าอื่นๆที่ฉันตรวจสอบเลย เนื่องจากมอญในเวลานี้ได้ถูกรวมในหน่วยรบพิเศษของกองกำลังสยาม มันอาจเป็นไปได้ที่จะมองเห็นว่า แสนภูมิโลกาเพชรเกิดขึ้นในตำแหน่งของเขา เพราะว่าการติดต่อสัมพันธ์ของกะเหรี่ยงกับมอญ อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานยืนยันสำหรับการคาดเดานี้

ในปี 1661 อีกครั้งที่การบันทึกของกรมพระยาดำรงฯ กองกำลังสยามรุกรานไทยเหนือและยึดเอาอาณาเขตใต้อำนาจส่วนหนึ่ง (เมือง) ในบรรดาเมืองเหล่านี้ประกอบด้วย “อาณาเขตใต้อำนาจหลายแห่งของกะเหรี่ยง และลัวะ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเชียงใหม่ เช่น เมืองอินทรคีรี, เมืองรามาตริ, และเมืองอุมลัก, รักษาชายแดน” (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 1962:233-34; กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 1957: 235-35) ไม่ใช่ทั้งพงศาวดารยวน (ซึ่งยุคสมัยเหตุการณ์ในปี 1662) และพงศาวดารอยุธยาที่อ้างถึงชื่อของสถานที่ ไม่ใช่ทั้งข้อเท็จจริงที่อาณาเขตแดนภายใต้การปกครองกะเหรี่ยงขณะนั้นอยู่ภายใต้ระบบศักดินารัฐยวนของเชียงใหม่ (พระราชพงศาวดารกรุงอยุธยา 1962: 447; พระชากิตารักษ์ 1964: 411-12; Sanguan 1972B:104)

การอ้างอิงนี้กระตุ้นความสนใจมากที่สุดเนื่องจากมันเสนอว่าในศตวรรษที่ 17 กะเหรี่ยงถูกรวมเข้าในอำนาจทางการเมืองของเชียงใหม่และพวกเขาอยู่ตรงนั้น (ด้วยกันกับลัวะ) ถูกจัดระเบียบอย่างน้อยที่สุดในทางสัญลักษณ์ไปสู่หน่วยทางการเมือง (เมือง) ที่สามารถเปรียบเทียบต่อคนยวนเหล่านั้นด้วยตัวเขาเอง

มีหลักฐานบางอย่างจากแหล่งอื่นมากกว่าที่มีของสยามและยวน ซึ่งอาจจะให้ความสว่างในการอ้างอิงนี้ต่อกะเหรี่ยงในศตวรรษที่ 17 ในประวัติศาสตร์ของชานตอนใต้อาณาเขตปกครองของเมืองไพ่ (Pai หรือ Mobye ในพม่า) กะเหรี่ยงถูกอ้างถึงราวกับว่ามีส่วนร่วมในประชากรในช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 เมื่ออาณาเขตภายใต้อำนาจถูกพบ เนื่องจากเมืองไพ่ได้ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนของรัฐยวนของเชียงใหม่ การเกิดขึ้นของมันไม่สามารถเป็นได้โดยปราศจากความสนใจต่อผู้ปกครองยวน

กระทั่งแม้ว่าอาณาเขตปกครองไม่ถูกอ้างถึงในพงศาวดารยวนจนกระทั่งเป็นเวลายาวนานต่อมา มันเป็นไปได้ว่าเมื่อเมืองไพร่ถูกพบ ยวนได้เคลื่อนที่ขยายอิทธิพลของพวกเขาเหนือประชากรชายแดนที่ป้องกันผลประโยชน์ของพวกเขา ความสำคัญของกะเหรี่ยงในบริเวณนี้ขณะสิ้นสุดศตวรรษที่ 17 ได้ถูกแสดงโดยข้อเท็จจริงว่ากะเหรี่ยงทำลายบ้านเมืองในการปกครองของเมืองไพ่ในปี 1692 และสามารถที่จะต่อต้านการโจมตีที่รุนแรงขึ้นของทหารพม่าในปี 1696 กะเหรี่ยงปฏิวัติในตอนปลายศตวรรษที่ 17 นี้อาจจะเป็นตัวแทนการเริ่มต้นของการเปลี่ยงแปลงทางการเมืองที่เป็นอยู่นั้นนำไปสู่การสร้างขึ้นของอาณาเขตปกครองคะยาห์

ไม่ว่าอะไรที่เราทำในการอ้างถึงกะเหรี่ยงในงานของกรมพระยาดำรงฯได้อ้างถึงตอนปลายศตวรรษที่ 17 ข้อเท็จจริงคงอยู่ที่พงศาวดารสยามและยวนที่รวบรวมไว้ขาดแคลนในการอ้างใดใดถึงกระเหรี่ยง ซึ่งเก็บรักษาสำหรับตำนานยุคแรกเริ่มที่เกี่ยวข้องกับที่อภิปรายไปแล้ว ก่อนศตวรรษที่ 18 มันเป็นการยกระดับทั้งในรัฐพม่าและรัฐไทในศตวรรษที่ 18 ซึ่งท้ายที่สุด กลไกสำหรับกะเหรี่ยงอยู่บนรัฐหนึ่ง ซึ่งทั้งสยามและยวนได้สังเกตนัยสำคัญของพวกเขา

ในช่วงกำลังเริ่มต้นของศตวรรษที่ 18 เรารู้ว่าผู้พูดภาษากะเหรี่ยงอาศัยอยู่แรกเริ่มในภูเขาของรัฐชานตอนใต้และตามชายแดนตะวันออกของพม่าลงไปยังคาบสมุทรตะนาวศรี ในส่วนตอนใต้ของดินแดนนี้ ส่วนใหญ่ผู้คนหุบเขากับใครที่กะเหรี่ยงได้ติดต่อ คือ มอญ และชาวพม่าในระดับที่น้อยกว่า; ในดินแดนศูนย์กลางที่การติดต่อกับพม่าเป็นไปอย่างกว้างขวางกว่ากับผู้คน “พลเมือง” อื่นๆเหล่านั้น และในตอนเหนือติดต่ออยู่ดั้งเดิมกับชาน ดังนั้นการติดต่อระหว่างกะเหรี่ยงและคนพื้นราบ ระดับจากเข้มข้นไปสู่เกือบจะไม่มีในกรณีของกะเหรี่ยงที่อาศัยในภูเขาในท้องถิ่น

อำนาจสูงสุดเหนือคนพื้นราบทั้งหมดของพม่าเพิ่มขึ้นเหนือคนบนที่สูงที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ร่วมกันกับคนพื้นราบ วางอยู่เพียงในนามกับกษัตริย์พม่า Ava ในความเป็นจริง ณ จุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 18 กษัตริย์เหล่านี้จริงๆแล้วอ่อนแอที่อำนาจได้มีผลต่อการถูกทำให้เป็นท้องถิ่นอย่างมาก กะเหรี่ยง ณ เวลานี้นั้นอาจจะเป็นที่รู้จักของเจ้าหน้าที่ระดับไม่สูงไปกว่ามอญและพม่า myothugyis (เจ้าหน้าที่ในความรับผิดชอบของการปกครองเขต) และชาน sawbwas ( “ขุนนาง” ท้องถิ่น) ไปถึงตะวันออกของพม่า ซึ่งรัฐสยามของอยุธยาได้ร่วงโรยไปสู่การเสื่อมถอยไปตาม “ยุคทอง” ของกษัตริย์นารายณ์ ซึ่งตายในปี 1688

เจ้าเมื่องท้องถิ่นของเชียงใหม่ในไทยตอนเหนือยึดเอาความได้เปรียบในอำนาจปกครองพม่าที่อ่อนแอลงไปสู่การบรรลุถึงอิสรภาพที่แท้จริงในส่วนแรกเริ่มของศตวรรษที่ 18 กล่าวสั้นๆ คือ ในโลกล้อมรอบกะเหรี่ยงในส่วนแรกเริ่มของศตวรรษที่ 18 อำนาจของอารยธรรมพื้นราบได้แตกออกอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้บริบทที่เกิดขึ้นมากมาย การอ้างสิทธิใหม่ต่ออำนาจ ขบวนการเคลื่อนไหวที่พวกเขานำไปสู่การสอดประสานโลกพระศรีอาริย์ที่เข้มแข็ง ข้อเท็จจริงหนึ่งที่อยู่ไกลจากความไม่สำคัญในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อกะเหรี่ยงในระหว่างช่วงกลางและช่วงถัดไปของศตวรรษที่ 18

อย่างแรก ความพยายามสำคัญที่จะฟื้นคืนอำนาจที่เข้มแข็งได้กระทำโดยผู้คนในพม่าตอนล่าง ซึ่งลุกขึ้นต่อต้านต่อ Ava ในปี 1740 การประสบผลการแปลความหมายของการลุกฮือจราจลนี้ และการต่อสู้ต่อมาระหว่างพม่าตอนบนและตอนล่าง เพื่ออำนาจสูงสุดทางการเมืองพิจารณาเหตุการณ์เหล่านี้ในส่วนของชาตินิยมชาติพันธุ์กับชาวมอญในพม่าตอนล่างท้าทายต่อต้านชาวพม่าในพม่าตอนบน (ดู Hall 1968:385; Steinberg 1971: 97-98)

ถึงแม้ว่ามันเป็นความจริงว่าอาณาจักรเก่าของ Pegu (Hamsavati) ซึ่งเคยเอาชนะโดยอาณาจักรชาวพม่าของ Ava ในศตวรรษที่ 16 ได้เคยปกครองและนำคนส่วนใหญ่ไปอาศัยโดยมอญ ซึ่งโดยศตวรรษที่ 18 ชาติพันธุ์พม่าเห็นได้ชัดที่สุดว่ามีจำนวนมากกว่ามอญในพม่าตอนล่าง (Brailey 1970:44) ยิ่งไปกว่านั้น กษัตริย์องค์แรกของ Pegu ที่ฟื้นคืนใหม่ Smin Htaw Buddhaketi ไม่ได้เป็นทั้งมอญและไม่ใช่พม่าโดยกำเนิด Nigel Brailey (1970: 34-35) ได้เคยพยายามตรวจสอบว่าสมิง ทอง บุศทเขต เป็นกะเหรี่ยงและ โดยความเกี่ยวข้องที่การฟื้นคืนของ Pegu แสดงให้เห็นถึงการปรากฎขึ้นของอำนาจกะเหรี่ยงอย่างที่ก่อนหน้าไม่เคยรู้จัก อย่างไรก็ตามมันเป็นไปได้ว่า สมิง ทอง บุศทเขตอาจจะเคยเป็นกะเหรี่ยงโดยกำเนิด ลักษณะพิเศษที่สะดุดตาที่สุดเกี่ยวกับเขาอยู่ที่ว่า เขาเป็นพระในสมัยที่ก่อตั้งเปกูขึ้นใหม่ การปฏิวัติของพม่าตอนล่างต่อกษัตริย์ของ Ava เป็นเชิงอุดมการณ์ไม่ใช่ในทางชาติพันธุ์ที่กระตุ้นขึ้น สมิง ทอง บุศทเขต อ้างถึงอำนาจที่แทบจะถูกขัดเกลาอย่างชัดเจนในอุดมคติของลัทธิพระศรีอาริย์พุทธะ

ในพลังอำนาจแต่ก่อนนั้น สมิง ทอง บุศทเขต ได้เคลื่อนที่ไปสนับสนุนการยืนยันอำนาจของเขา โดยความหมายทางประเพณีมากยิ่งขึ้นของการผลิตสร้างหลักฐานการสืบสายวงศ์ตระกูลที่เชื่อมโยงตัวเขากับกษัตริย์ของเปกู (พะโค) แต่ก่อนนี้ และทำการแต่งงานทางยุทธวิธีดังกล่าว ระหว่างตัวเขาและธิดาของผู้ปกครองเชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้การกระทำและความไม่อดทนที่ขึ้นชื่อของเขา สมิง ทอง บุศทเขต ไม่ใช่กษัตริย์ที่มีความสามารถในยุคสมัยนั้น เมื่อความเป็นผู้นำเป็นแรงพลังที่ถูกเรียกร้อง ในปี 1747 เขาสละตำแหน่ง หรือถูกบังคับให้สละการสนับสนุนของ Binya Dale แม่ทัพของเขา

หลังจากสมิง ทอง บุศทเขต สละราชสมบัติแล้ว กองทัพเพกวน(มอญ)ได้รับประโยชน์ระยะหนึ่งของความสำเร็จในการผลักดันให้เกิดการต่อต้านกษัตริย์พม่าที่เอวา (Ava) ในที่สุดกองทัพเพกวนได้ไล่กษัตริย์เอวาและนำมาสู่จุดสิ้นสุดราชวงศ์ตองอูที่ปกครองอยู่นั้น ร่องรอยของเหตุการณ์และลักษณะขบวนการพระศรีอาริย์อื่นๆ ซึ่งช่วงเวลานี้พม่าจากสเวโบ (Shwebo) ปรากฎขึ้นและนำไปสู่การต่อต้านการโจมตีต่อกองทัพเพกวน กษัตริย์พม่าองค์ใหม่ ผู้ใช้นามว่าอลองพญา “ต้นกล้าแห่งพุทธ” สามารถที่จะดึงดูดเพียงพอจะทำตามทั้งการขับไล่การโจมตีของเพกวนและรวมพม่าขึ้นใหม่ภายใต้การปกครองของเขา

สำหรับเวลาเต็มครึ่งศตวรรษ หลังจากอลองพญาครั้งแรกเกิดขึ้น เกณฑ์มาตรฐานของเขาที่สเวโบในปี 1752 พม่าและไทยอยู่ในความสับสนวุ่นวายเสมอๆ ส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอลองพญาและผู้สืบตระกูลของเขา คือ การกำจัดการคุกคามจากพม่าตอนล่าง ถึงแม้ว่าเพกวนจะถูกยึดครองในปี 1757 ซึ่งกองทัพพม่าได้มีจัดการการกบฎไปตามลำดับต่อเนื่องในพม่าตอนล่างในปี 1758-59 , ในปี 1773 และในปี 1784 แต่อลองพญายังได้เริ่มฝันพม่าขึ้นใหม่ด้วยการเอาชนะการปกครองชาวไทใกล้เคียงทั้งหมดด้วย

ในปี 1755 อลองพญาได้แต่งตั้งอุปราชชาวพม่าไว้ที่เมืองไน (Mone) เพื่อปฏิบัติการทางอำนาจพม่าเหนือรัฐชานตอนใต้ แล้วต่อมาในปี 1759-63 ก็วางระเบียบกฎเกณฑ์ในเมืองไพ่ ซึ่งชายแดนทั้งที่กลายมาเป็นรัฐคะยาห์และไทยตอนเหนือได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ภายใต้การปรองของพม่า (Breailey 1970: 47) ในปี 1760 อลองพญา โดยการนำของเขาเองไม่ประสบความสำเร็จในการโจมตีเมืองหลวงกรุงอยุธยาของชาวสยาม

ถึงแม้ว่าเขาตายในความพยายามนั้น แต่ลูกชายของเขา Hsinbyunshin สามารถทำสำเร็จตามประสงค์ในปี 1767 โดยยึดครองและทำลายกรุงอยุธยา อย่างไรก็ตามนายพลชาวสยาม ตากสินเป็นผู้ที่เติบโตขึ้นรวดเร็วอย่างน่าสังเกตคล้ายคลึงกับอลองพญา (รวมเข้าด้วยการอ้างถึงการเป็นพระโพธิสัตว์) สามารถควบคุมบัญชาการต่อสู้เพียงพอที่จะจะป้องกันทหารพม่าจากการรวมตัวแข็งแกร่งขึ้นในสยาม ตากสินพบเมืองหลวงใหม่ที่กรุงธนบุรีและเริ่มต้นชุดเหตุการณ์พิชิตด้วยตัวของเขาเอง

ไทยภาคเหนือถัดต่อมาได้กลายเป็นฉากสำหรับการต่อสู้แข่งขันสำคัญระหว่างสยามและพม่า จากปี 1767 ถึงปี 1802 ต่อสู้ร่วมมือกับยวนพันธมิตรของพวกเขานำไปสู่จุดสิ้นสุดการปกครองของพม่าในดินแดน พันธมิตรยวนของสยามเป็นบุตรชายและหลานชายของทิพย์ ช้าง (Thip Chang) ผู้ปกครองลำปาง ซึ่งตัวเขาเองเป็นผู้เชื่อมต่อกับลัทธิพุทธพระศรีอาริย์

ผู้คนที่พูดภาษากะเหรี่ยง ถูกพบในความสับสนวุ่นวายของเหตุการณ์ในยุคสมัยระหว่างปี 1740 และ 1802 เห็นได้ชัดที่สุดในชุมชนกะเหรี่ยงจำนวนมากที่ตั้งอยู่ตามเส้นทางโดยตลอดที่กองกำลังหลายกลุ่มเดินผ่าน ดังนั้นกะเหรี่ยงจึงถูกบังคับให้จัดเตรียมเสบียงและของใช้จำเป็น ถูกเกณฑ์ทหารเป็นเหมือนผู้นำทางและผู้สอดแนม รวมทั้งถูกควบคุมเป็นเชลยศึก กะเหรี่ยงอื่นๆเคยอยู่ท่านกลางการสนับสนุนของเพกวน การฟื้นกลับคืนและความทุกข์ทนดังที่กล่าวนั้น เมื่อกองกำลังพม่าในท้ายที่สุดนำเอาผู้อยู่ต่อต้านชาวเพกวนไปสู่จุดสิ้นสุด ในระบบการปกครองใหม่ที่สร้างขึ้นโดยผู้ปกครองชาวพม่า กะเหรี่ยงอยู่ภายใต้การปรากฎขึ้นในการเก็บภาษีอย่างหนักโดยเฉพาะ บางทีอย่างสำคัญที่สุด กะเหรี่ยงในระหว่างยุคสมัยนี้ถูกเปิดออกด้วยลัทธิความเชื่อพระศรีอารย์ที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งถูกพบในทั้งพม่าและไทย

ขบวนการเคลื่อนไหวทางความเชื่อพระศรีอาริย์ถูกทำให้มีลักษณะเฉพาะโดยการเกิดขึ้นของปัจเจกชน ซึ่งถูกเชื่อว่ามีพลังอำนาจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสภาพชีวิตของผู้ติดตามพวกเขาไป ดังเช่นการเปลี่ยนรูปของชีวิตอย่างถึงราก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับความเชื่อศาสนาคริสเตียนในการก่อตั้งขึ้นของความเชื่อพระผู้ไถ่ของพื้นที่ภายใต้คริสตจักร ซึ่งถูกเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ด้วยพิธีกรของปฏิบัติการทางศาสนา-มนตราที่ริเริ่มโดยผู้นำของขบวนการเคลื่อนไหว ดังนั้นงลัทธิพระผู้ไถ่ค้นพบเสียงประสานที่ตอบสนองในวัฒนธรรมกะเหรี่ยงเพราะว่าหน้าที่ทางประเพณีของการพยากรณ์ทางศาสนาความเชื่อได้ทำให้ตัวมันเองเปลี่ยนแปลงเข้ากับในส่วน (term) ของโลกหน้า (millennial) ช่วงเวลาที่ยุ่งยากสับสนได้ให้ความหมายการพยากรณ์ของกะเหรี่ยงขึ้นใหม่

ความหมายที่บ่อยครั้งหยิบยืมจากศาสนาพุทธของผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดกัน-การอ้อนวอนที่พวกเขาอาจจะไม่ได้มีในความหมายด้านอื่นๆ นอกจากนี้จุดมุ่งหมายโลกหน้าและช่วงเวลาที่ยุ่งยากสับสนได้รองรับราวกับเป็นเบ้าหลอมเพื่อขยับเปลี่ยนสถานะทางการเมืองใหม่ทีละน้อยสำหรับชาวกะเหรี่ยงในบริเวณชายแดนไทย-พม่า

รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในบริบททางศาสนา-การเมืองที่ชาวกะเหรี่ยงดำรงชีวิตอยู่ ซึ่งอาจจะด้วยพลังผลักดันจากภายในปฏิบัติการภายในวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่เป็นความสำคัญในการกระตุ้นเร้าชาวกะเหรี่ยงในปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ สำหรับตัวอย่าง เป็นไปว่าได้ประชากรชาวกะเหรี่ยงได้เริ่มเติบโตขึ้นอย่างกว้างขวาง ซึ่งถูกรองรับโดยตัวแบบทางประเพณีของการเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงในบริเวณซึ่งพวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างโชคร้ายที่ไม่มีหลักฐานที่จะกำหนดได้ไม่ว่าการขยายตัวระยะแรก โดยชาวกะเหรี่ยงเกิดขึ้นด้วยปัจจัยทางประชากรและเศรษฐกิจภายในสังคมกะเหรี่ยง ราวกับด้วยภาวะวิกฤตในพลังอำนาจชาวไทและพม่าที่แพร่ขยายในยุคสมัย อย่างไรก็ตามมันชัดเจนว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรได้กลายเป็นความสำคัญในการขยายตัวที่ตามมา

ถึงแม้ว่าการขยายตัวทางกายภาพนำพากะเหรี่ยงไปสู่การติดต่อใกล้ชิดกับผู้คนที่อาศัยในอาณาเขตแดนของลานนาไทยและสยาม แต่มันไม่ใช่ว่าการติดต่อนี้ตามลำพังที่ทำให้กะเหรี่ยงมีความสำคัญขึ้นมาต่อชาวไท การรับรู้เข้าใจในความแตกต่างสำคัญทางชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโดยชาวไทมาจากการปรับเปลี่ยนที่เป็นเอกลักษณ์ ทางศาสนาความเชื่อ, การเมือง และเศรษฐกิจ- ที่ผู้พูดภาษากะเหรี่ยงกระทำต่อโลกที่ครอบงำโดยคนไท มันอยู่ในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการปรับเปลี่ยนนั้น ซึ่งเราจะเปลี่ยนกลับไปในขณะนี้

อ่านต่อ >>

กะเหรี่ยง
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการอพยพจากประเทศจีน
ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชนชาติไทย
ชนชาติกะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์
ลักษณะบุคคลกะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ ในประเทศไทย
ประชากร
โครงสร้างทางสังคม
ครอบครัว
หมู่บ้าน
ระบบคุณธรรมและจริยธรรม
ประเพณีและข้อห้าม
ศาสนาและพิธีกรรม
ระบบเศรษฐกิจ
การปกครอง
ตำนานชนเผ่า
บรรณานุกรม

กะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงในประเทศไทย
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook