บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

เกร็ดความรู้ จากสารานุกรมไทย

พุทธคยา

เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อยู่ในเขตจังหวัดคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

ในสมัยพุทธกาล เรียกสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า โพธิมัณฑะ หรือโพธิมณฑล คือ บริเวณโดยรอบต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งต่อมาเรียกว่า ต้นโพธิ หรือมหาโพธิ อยู่ในเขตตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ ห่างจากเมืองคยา สามคาวุต ห่างจากนครราชคฤห์ สี่โยชน์ สามคาวุต ห่างจากเมืองพาราณสี 15 โยชน์ ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา บนฝั่งตรงข้ามทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของโพธิมณฑล เป็นหมู่บ้านเสนานิคม ฉะนั้น ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา บางทีก็เรียกบริเวณเหล่านี้ รวมกันว่า อุรุเวลาเสนานิคม

ชื่อพุทธคยา น่าจะตั้งขึ้นเมื่อศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู เข้าไปยึดครองเมืองคยาทั้งหมด และปรับปรุงดัดแปลง พุทธสถานเดิมให้เป็นของตน จึงเรียกเมืองคยาส่วนนั้นว่า พรหมคยา เรียกบริเวณที่เป็นโพธิมณฑลว่า โพธคยา หรือ พุทธคยา

หลังพุทธปรินิพพาน ประมาณ 100 ปี พระพุทธสาสนาเริ่มเสื่องลง พวกนับถือศาสนาพราหมณ์ มีกำลังขึ้นได้เข้าไปครอบครองดินแดนเมืองคยา โพธิมณฑล ถูกย่ำยีจนเป็นสถานที่รกร้างเรื่อยมา จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ขึ้นครองราชย์ ณ เมืองปาฎลีบุตร แคว้นมคธ  เมื่อปี พ.ศ.222 และหลังจากทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นการใหญ่ ได้เสด็จไปนมัสการสังเวชนียสถานสี่ตำบล และสถานที่สำคัญทั่วทุกแห่ง เสด็จไป ณ ที่ใด ก็โปรดให้ทำการบูรณะปฎิสังขรณ์ปูชนียสถาน ให้กลับมีสภาพดีขึ้น หรือให้สร้างขึ้นใหม่ พร้อมกับสร้างเสาศิลาจารึก แสดงประวัติของสถานที่สำคัญนั้น ๆ ไว้ด้วย ที่โพธิมณฑล พระเจ้าอโศก ฯ โปรดให้ก่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ เรียกกันต่อมาว่า มหาโพธิวิหาร โพธิมณฑลจึงกลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  แล้วก็ทรุดโทรมลงหลังจากพระเจ้าอโศก ฯ สวรรคตแล้ว

ต่อมาประมาณปี พ.ศ.873 พระเจ้าแผ่นดินลังกา ทรงพระนามว่า สิริเมฆวรรณ ทรงให้สร้างพระวิหารขึ้นไว้ในบริเวณโพธิมณฑล เพื่อเป็นที่พักของพระพุทธศาสนิกชน ชาวลังกาที่เดินทางไปบูชา และทรงขออนุญาตพระเจ้าสมุทรคุปต์ ผู้ครองแคว้นมคธ ในสมัยนั้นสร้างวิหารอีกหลังหนึ่ง เพื่อเป็นที่พักอาศัยของคณะสงฆ์ ชาวลังกา

หลวงจีนฟาเหียน ซึ่งเดินทางไปสืบพระพุทธศาสนา เมื่อประมาณปี พ.ศ.900 ได้เขียนบรรยายสภาพของโพธิมณฑลไว้ในจดหมายเหตุของท่านว่า ณ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีพุทธวิหารอยู่สามหลัง มีพระภิกษุผู้ทรงศีล อาศัยอยู่ทุกแห่ง มีราษฎรตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่โดยรอบ ชาวบ้านเหล่านั้นคอยอังคาสพระภิกษุสงฆ์ด้วยอาหาร และเครื่องนุ่งห่มมิให้เดือดร้อน ภิกษุสงฆ์เป็นผู้ทรงศีลรักษาวินัยกันได้เคร่งครัด มีพระสถูปใหญ่องค์หนึ่ง ยังไม่ปรักหักพังแต่อย่างใด ตั้งแต่สมัยพุทธปรินิพานเป็นต้นมา

หลวงจีนถังซัมจั๋ง ซึ่งเดินทางไปสืบพระพุทธสาสนา เมื่อประมาณปี พ.ศ.1000 ได้เขียนบรรยายไว้ในจดหมายเหตุของท่านว่า "ไปทางทิศตะวันออกของโพธิมณฑล มีวิหาร (สถูป) ใหญ่หลังหนึ่ง มีความสูงประมาณ 160 ถึง 170 ฟุต (ศอก - เพิ่มเติม) ตรงฐานล่างเป็นกำแพงกว้างประมาณ 20 ก้าว หลังคาวิหารมุงด้วยกระเบื้องสีฟ้า ตามช่องบนองค์วิหาร (สถูป) แต่ละชั้นมีพระพุทธรูปทองคำ แต่ละช่องโดยรอบทั้งสี่ทิศ มีลวดลายสลักงดงามมาก ฯลฯ "  ต่อจากนั้นได้พรรณาถึงช่องต่าง ๆ โดยรอบองค์สถูปว่า บางช่องมีรูปฤาษี บางช่องมีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร บางช่องมีพระพุทธรูป บางช่องมีรูปพระเมตไตรย และยังพรรณาเพิ่มเติมว่า มหาวิหารนี้ พระเจ้าอโศก ฯ เป็นผู้สร้างไว้ ต่อมาภายหลังมีพราหมณ์มาก่อเพิ่มเติมขึ้นให้ใหญ่โตกว่าเก่า

เมื่อประมาณปี พ.ศ.1621 มีพระภิกษุชาวพม่าหมู่หนึ่งเดินทางไปถึงโพธิมณฑล เห็นสภาพปรักหักพังของพระวิหาร ก็ช่วยกันบูรณปฎิสังขรณ์ ให้ดีขึ้นดังเดิม

ผู้รักษาโพธิมณฑล เปลี่ยนมือกันอยู่ระหว่างชาวอินเดียกับชาวลังกาสืบมา จนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 ศาสนาอิสลามก็เข้าไปรุกรานทำเสียหายยับเยิน โพธิมณฑลกลายเป็นป่าเปลี่ยว ครั้นสิ้นอำนาจของพวกมุสลิมแล้ว บริเวณโพธิมณฑลก็ตกเป็นสมบัติของเศรษฐีชาวฮินดูชื่อ มหันต์ มาโดยตลอด แต่ไม่ได้บำรุงรักษาแต่อย่างใด ปล่อยให้รกร้างเป็นป่า และให้ชาวบ้านเข้าไปตั้งบ้านเรือนอยู่โดยรอบ ระหว่างนั้นก็มีภิกษุชาวเนปาล  ทิเบต และจีน ไปนมัสการพุทธสถานแห่งนี้มิได้ขาด

เมื่อประมาณปี พ.ศ.2113 มีนักพรตจาริกแสวงบุญชื่อ โคสิงฆามันคีรี เดินทางไปถึงโพธิมณฑล ได้พบเห็นความเปลี่ยวเปล่าอยู่ในบริเวณป่าพุทธวิหาร และสถานที่โดยรอบ พบว่าสถูปปรักหักพังหาชิ้นดีไม่ได้ จึงตกลงจะทำสถานที่ให้ถาวร เที่ยวชักชวนพวกนักพรต และบรรดาศิษย์ให้เข้าไปตั้งนิวาสสถานอยู่ในบริเวณนั้น มีชาวฮินดูเข้าไปเป็นศิษย์อาศัยอยู่เป็นอันมาก โพธิมณฑลจึงตกไปอยู่ในความคุ้มครองของชาวฮินดูมากขึ้นโดยลำดับ จนในที่สุด หมู่บ้านในบริเวณนั้นก็ตกเป็นของนักพรตผู้นี้ โดยได้รับพระราชทานเป็นสิทธิขาดจากพระราชาอินเดีย

เมื่อประมาณปี พ.ศ.2114 ทางพม่ามีกษัตริย์ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้เสด็จไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งนี้ และทรงส่งพระภิกษุไปจำพรรษาอยู่หลายคราว

ต่อมา ในปี พ.ศ.2117 มีกษัตริย์พม่าอีกองค์หนึ่ง ส่งธรรมทูตและพระราชสาสน์ไปยังรัฐบาลอินเดีย แสดงความปรารถนาจะร่วมทำนุบำรุงโพธิมณฑล และจะส่งคนมาช่วยเฝ้าสถานที่ไว้สองคน และขอให้คนพม่าได้เดินทางถวายบูชาสักการะ ในนามของพระองค์ได้ปีละหนึ่งครั้งหรือสองครั้ง

มหันต์ยินยอมให้กษัตริย์พม่าทรงกระทำตามพระราชประสงค์ แต่มีข้อแม้ว่าจะตั้งเทวรูปของตนไว้ ภายในบริเวณโพธิมณฑลด้วย รัฐบาลอังกฤษผู้ปกครองอินเดีย และมหันต์ได้ช่วยกันทำนุบำรุงและก่อสร้างสถานที่ต่าง ๆ ตามแผนการของพม่าจนเสร็จในเวลาต่อมา แต่หลังจากนั้นก็ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมลงอีก จนกระทั่ง เซอร์ เอ็ดวิน อาโนลต์ ชาวอังกฤษได้เดินทางไปถึงตำบลพุทธคยา เมื่อกลับไปอังกฤษแล้ว ได้เขียนหนังสือเชิดชูพระพุทธศาสนาเล่มหนึ่งชื่อ ประทีปแห่งอาเซีย ทำให้ท่านธรรมบาล ชาวลังกาเกิดความบันดาลใจเข้าไปส่งเสริม และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียได้สำเร็จในเวลาต่อมา

เมื่อครั้งฉลอง 25 พุทธศตวรรษในอินเดีย รัฐบาลอินเดียสมัย นายวาหรลาล เนห์รู เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บูรณะซ่อมแซมบำรุงพุทธคยา และสังเวชนียสถานอีกสามแห่ง ตลอดจนพุทธสถานอื่น ๆ ได้เชิญบรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ให้ไปสร้างวัดประจำชาติขึ้นที่พุทธคยา จึงมีวัดไทย วัดลังกา วัดพม่า วัดทิเบต และวัดญี่ปุ่น

>>> กลับหน้าหลัก สารานุกรมไทย >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook