|



>>>
คลิกดูรูปภาพ
เจ้าแม่กวนอิม >>>
|

ศาสนาในประเทศจีน
มีศาสนาใหญ่ๆ อยู่สามศาสนาอันได้แก่ เต๋า ขงจื่อ และพุทธศาสนา ขงจื่อและศาสนาเต๋าเป็นศาสนาที่มีถิ่นกำเนิดใประเทศจีนเอง
ส่วนศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เผยแผ่มาทางตะวันตก
ศาสนาพุทธก็เป็นที่เคารพนับถือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขงจื่อและเต๋า
ในแผ่นดินจีนจะมีภูเขาที่มีชื่อเสียงอยู่สี่แห่งซึ่งมีปูชนยสถานทางพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่อันได้แก่
ภูเขาจิ่วฮัวมีพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ประดิษฐานอยู่ ภูเขาอู่ไถ มีพระมัญชูศรีโพธิสัตว์ประดิษฐานอยู่
ภูเขาเอ่อเหมยมีพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ประดิษฐานอยู่ และภูเขาผู่ถัวมีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือประโพธิสัตว์กวนอิมประดิษฐานอยู่
พระโพธิสัตว์ทั้งสี่ต่างก็ได้รับการยกย่องอย่างมากในพุทธศาสนามหายาน
แต่พระโพธิสัตว์กวนอิมจะมีผู้นับถือมากที่สุด
พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จักกันดีตั้งแต่เด็กตลอดจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่
แม้แต่สตรีในศาสนาขงจื่อยังรู้จักดี ปัจจุบันพระโพธิสัตว์กวนอิมนับวันจะมีผู้นับถือมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะธรรมานุภาพของกวนอิม
แต่ประชาชนส่วนใหญ่มักนับถือพระองค์ในทางหลงงมงาย
ซึ่งในทางตรงข้ามแล้วจุดมุ่งหมายของโพธิสัตว์ต้องการให้ชาวโลกได้เข้าใจในพุทธธรรมเพื่อจะได้บรรลุถึงฝั่ง
ในสัทธรรมปุณฑริกาสูตรกล่าวว่า สรรพสัตว์ที่ทุกข์กังวลตั้งใจสวดพระนาม
โพธสัตว์ก็จะเพ่งเสียงนั้น ล้วนจะได้รับการหลุดพ้น พระองค์คือโพธิสัตว์กวนอิม
จากอักษรไม่กี่ประโยคนี้จึงทำให้คนส่วนใหญ่หลงงมงายยิ่งขึ้น
ขอเพียงให้เชื่อถือกวนอิมไม่คำนึงว่าตนเองจะประพฤติอย่างไร
พระโพธิสัตว์กวนอิมก็จะมาปกป้องเขา
ประทานความอยากให้พวกเขาสมหวัง ซึ่งสิ่งที่พวกเขากลัวกันมากที่สุดคือความตาย
ตายแล้วก็ตกนรก ไม่ได้ไปผุดไปเกิดจึงทำให้มีการสวดพระนามของกวนอิม
เพื่อให้มีอายุยืน มีการถือศีลกินเจ
เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเสพสุขที่พุทธภูมิ
เพราะความโลภมากเห็นแก่ได้ของตนเองโดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่ตนเองได้กระทำอยู่ทุกวันล้วนเป็นบาป
เพื่อสนองความศรัทธาของตนที่มีต่อกวนอิม จึงได้สร้างรูปลักษณ์แปลกๆ ต่างๆ
เพื่อสักการบูชา ผู้ที่อยากได้บุญวาสนาก็จะสักการะพระกวนอิมทรงจีวรขาว
ผู้ที่อยากได้บุตรก็จะสักการะพระกวนอิมที่อุ้มเด็ก
พวกชาวประมงที่จับปลาก็จะไหว้พระกวนอิมที่ถือตะกร้าปลาฯ
ต่างๆเป็นต้น ทำให้รูปลักษณ์ของกวนอิมนับวันก็ยิ่งสับสนยิ่งขึ้น
ซึ่งห่างไกลจากหลักธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่บูชากพระโพธิสัตว์กวนอิมจึงมีมากดุจขนวัว
แต่ที่บรรลุมีน้อยดุจเขาวัว
จึงรู้สึกน่าสมเพชยิ่งการที่ข้าพเจ้าได้แปลเรื่องพระโพธิสัตว์กวนอิมให้ชาวไทยได้อ่านให้กว้างขวางยิ่งขึ้นนี้
ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักเป็นประการที่หนึ่ง
อีกประการหนึ่งก็เพื่อให้เห็นความแยบยลของพุทธธรรมทำให้ผู้หลงงมงายจะได้มีความกระจ่างแจ้งในธรรมจะได้บรรลุถึงฝั่งนิพพาน
แม้จะมีปณิธานที่สูง
แต่จะบรรลุถึงเป้าหมายหรือไม่ยังไม่รู้ก่อนที่จะเริ่มเรื่องก็อยากพูดถึงพระธรรมกายของโพธิสัตว์กวนอิมว่าเป็นบุรุษหรือสตรี
บ้างก็ว่าเป็นบุรุษบ้างก็ว่าเป็นสตรีตามสามัญสำนึกแล้ว หลายๆ
คนก็บอกว่าพระโพธิสัตว์เป็นสตรี เพราะบัางได้สมัญญาว่าพระแม่กวนอิม
แต่ในหนังสือบันทึกของหูสือหลิง และบันทึกกวนอิมของหวังฟ่งโจวจะบ่งชี้ว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมเป็นบุรุษโดยมีหลักฐานอ้างอิง
ต่างๆ นานนา แต่ในพงศาวดารจีนฝ่ายเหนือได้บันทึกไว้ว่า ในความฝันของนายอวี่จื่อไฉที่พบเห็นกลับเห็นโพธิสัตว์กวนอิมเป็นสตรีงาม
จักรพรรดิอู่เซินแห่งราชวงศ์ไป๋ฉีก็ได้ฝันเห็นพระโพธิสัตวกวนอิมเป็นสตรีที่สวยงามเช่นกัน
ปัญหานี้จึงไม่สามารถสะสางได้ง่ายนัก
และจากหลักฐานในเรื่องราวของพระโพธิสัตว์กวนอิมก็จะสามารถอธิบายได้
ทั้งนี้เพราะโพธิสัตว์กวนอิมีเมตตาห่วงใยชาวโลก
จึงมักแปลงกายมาช่วยเหลือตามแต่บุญสัมพันธ์ มีการแปลงกายเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ
กันถึงสามสิบสามรูปลักษณ์ตามแต่สถานการณ์ในขณะนั้น ดังนั้นเมื่อชาวบ้านในแต่ละทื้องถิ่นที่ได้ประสบพบเห็นพระโพธิสัตว์ในรูปลักษณ์แบบไหนก็มักจะสร้างพระโพธิสัตว์กวนอิมตามที่ตนได้เห็นเพื่อสักการบูชาจึงทำให้รูปลักษณ์ของพระโพธิสัตว์มีอยู่หลายรูปแบบ
ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากการแปลงร่างของพระโพธิสัตว์กวนอิมทั้งสิ้น
มิใช่ในบันทึกจะเขียนแต่งเอาเองก็หาไม่
ดังจะยกตัวอย่างที่มีบันทึกในประวัติศาตร์
ที่วัดเส้าหลินมีรูปปั้นของกวนอิมรูปหนึ่ง
มีดวงเนตรกลมโตจมูกใหญ่ปากกว้างและหนา พระเกศาบนเศียรรกรุงรัง
หูทั้งสองใหญ่และใส่ต่างหูที่กลมใหญ่จนจรดไหล่ทั้งสองข้างเสื้อผ้าก็ยุ่งเหนิงไม่เรียบมีเท้าที่ใหญ๋โตแต่เปลือยเปล่า
ในมือก็ถือตะบองทองคำ มองดูแล้วก็เหมือนหนึ่งในห้าร้อยพระอรหันต์
คนสามัญทั่วไปก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นกวนอิม แต่ที่วัดเส้าหลินตั้งรูปนี้อยู่ในหอกวนอิม
พระในวัดก็บอกว่านี่คือโพธิสัตว์กวนอิม ซึ่งมองดูแล้วน่าแปลกใจ
รูปปั้นหน้าตาแบบนี้จะเป็นโพธิสัตว์กวนอิมได้อย่างไรกัน ลองมาฟังประวัติกันดู
วัดเส้าหลินมีประวัติอันยาวนานนับตั้งแต่พระโพธิธรรม
(ปรมาจารย์ตั้กม้อ)
ได้เริ่มก่อสร้างวัดนี้มามีชื่อเสียงด้านธรรมะแผ่ไพศาลแล้ว ยังมีวิทยายุทธยอดเยี่ยมอีกด้วยในสมัยแรกทีสร้างวัดยังไม่มีหอกวนอิม
พอมาในสมัยราชวงศ์หยวนพวกทหารแดงก่อการจลาจล
พวกทหารเริ่มย่างเท้าเข้าสู่แผ่นดินตรงกลาง หัวหน้านายทหารแดงมีชื่อว่าลี่ฉวน
ล่วงรู้ถึงความสามารถของวิทยายุทธวัดเส้าหลินดี
จึงอยากที่จะเอาพวกพระภิกษุเหล่านั้นมาเป็นพวกด้วยจะได้มีประโยชน์แก่ตน
แต่ไม่คาดคิดว่าพวกพระภิกษุของวัดเส้าหลินจะรักษาศีลวินัยอย่างเคร่งครัด
ไม่ยอมสวามิภักดิ์ด้วย จึงทำให้ลี่ฉวนรู้สึกเสียหน้าจึงเกิดโกรธขึ้น
เลยนำกองทหารเข้าโจมตีวัด
ในขณะนั้นถึงแม้พวกพระภิกษุจะมีวิทยายุทธดี แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ
ไม่อาจต้านทานกองทหารจำนวนมากได้
ในภาวะทีวิกฤตเช่นนี้ก็เกิดมีพระภิกษุรูปหนึ่งในมือถือตะบองเหล็ก
ทะยานเข้าใส่พวกทหารแดง หลายคนแลเห็นว่านั่นเป็นพระภิกษุที่เพิ่งจะมาบวชใหม่
พวกตะบองเหล็กถูกยกขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ตีจนพวกทหารล้มตายจำนวนมากจนกระทั่งนายลี่ฉวนยอมแพ้จึงพาลูกน้องหลบหนีไป
ในขณะนั้นหลายคนก็แลเห็นมีแสงทองส่องระยิบระยับมาที่ร่างของภิกษุรูปนั้นแล้วก็อันตรธานไปต่อหน้าต่อตา
ทุกคนเที่ยวส่องหารอบด้านจึงมองเห็นภิกษุรูปนั้นยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขา
มีร่างกายสูงใหญ่ประมาณ 12
ฟุต
แล้วบอกว่าตนเองคือ กวนอิมแปลงกายมาเป็นเจ้ายมทูตเพื่อช่วยให้พ้นเภทภัย
ดังนั้นทางวัดเส้าหลินจึงได้ปั้นรูปที่กวนอิมแปลงกายนั้น
ให้เป็นรูปศักดิ์สิทธิ์เพื่อสักการบูชา เรื่องนี้มีบันทึกอยู่ที่วัดเส้าหลิน
เรื่องนี้เป็นความจริงไม่ใช่แต่งขึ้น การที่โพธิสัตว์กวนอิมได้แปลงกายเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ
กัน จึงเป็นรูปศักดิ์สิทธิ์อันเป็นร่องรอยที่เหลือไว้
|