ภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป
_______
ลักษณะ 1
บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป
_______
หมวด 1 บทนิยาม
_______
มาตรา 1 ในประมวลกฎหมายนี้
- (1) โดยทุจริต หมายความว่า
เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้
โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
- (2) ทางสาธารณ หมายความว่า
ทางบกหรือทางน้ำสำหรับ
ประชาชนใช้ในการจราจร
และให้หมายความรวมถึงทางรถไฟและทางรถราง
ที่มีรถเดิน
สำหรับประชาชนโดยสารด้วย
- (3) สาธารณสถาน หมายความว่า
สถานที่ใด ๆ ซึ่งประชาชนมี
ความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้
|
|
(4) เคหสถาน หมายความว่า
ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย
เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ
ซึ่งคนอยู่อาศัย
และให้หมายความรวมถึงบริเวณ
ของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย
จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม
- (5) อาวุธ
หมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
แต่
ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ
- (6) ใช้กำลังประทุษร้าย
หมายความว่า ทำการประทุษร้ายแก่
กายหรือจิตใจของบุคคล
ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด
และ
ให้หมายความรวมถึงการกระทำใด ๆ
ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ใน
ภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้
ไม่ว่าจะโดยใช้ยาทำให้มึนเมา
สะกดจิต หรือใช้
วิธีอื่นใดอันคล้ายคลึงกัน
- (7) เอกสาร หมายความว่า
กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้
ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร
ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่น
จะเป็นโดย วิธีพิมพ์ ถ่ายภาพ
หรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น
- (8) เอกสารราชการ หมายความว่า
เอกสารซึ่งเจ้าพนักงาน
ได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่
และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น
ๆ
ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย
- (9) เอกสารสิทธิ หมายความว่า
เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่ง
การก่อ เปลี่ยนแปลง โอน
สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ
- (10) ลายมือชื่อ
หมายความรวมถึงลายพิมพ์นิ้วมือและเครื่องหมาย
ซึ่งบุคคลลงไว้แทนลายมือชื่อของตน
- (11) กลางคืน หมายความว่า
เวลาระหว่างพระอาทิตย์ตกและ
พระอาทิตย์ขึ้น
- (12) คุมขัง หมายความว่า คุมตัว
ควบคุม ขัง กักขังหรือจำคุก
- (13) ค่าไถ่ หมายความว่า
ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เรียกเอา
หรือให้เพื่อแลกเปลี่ยนเสรีภาพของผู้ถูกเอาตัวไป
ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูก
กักขัง
|
|
หมวด 2
การใช้กฎหมายอาญา
_______
มาตรา 2
บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการ
อันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้
และ
โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น
ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
- ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
การกระทำเช่นนั้น
ไม่เป็นความผิดต่อไป
ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด
และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว
ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้อง
คำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น
ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง
- มาตรา 3
ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับ
กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด
ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณ
แก่ผู้กระทำความผิด
ไม่ว่าในทางใด
เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว
แต่ในกรณีที่คดี ถึงที่สุดแล้ว
ดังต่อไปนี้
- (1)
ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ
หรือกำลังรับโทษอยู่
และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติใน
ภายหลังเมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้กระทำความผิด
ผู้แทนโดย ชอบธรรมของผู้นั้น
ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอ
ให้ศาลกำหนด
โทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
ในการที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่นี้
ถ้าปรากฏว่าผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาบ้างแล้ว
เมื่อได้คำนึงถึงโทษตาม
กฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
หากเห็นเป็นการสมควร
ศาลจะกำหนดโทษน้อยกว่า
โทษขั้นต่ำที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดไว้ถ้าหากมีก็ได้
หรือถ้าเห็นว่า โทษที่ผู้
กระทำความผิดได้รับมาแล้วเป็นการเพียงพอ
ศาลจะปล่อยผู้กระทำ
ความผิดไปก็ได้
|
|
| (2)
ถ้าศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตผู้กระทำความผิด
และตาม
กฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดไม่ถึงประหารชีวิต
ให้งดการประหารชีวิตผู้กระทำความผิด
และให้ถือว่าโทษประหารชีวิตตาม
คำพิพากษาได้เปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะพึงลงได้ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
มาตรา 4
ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร
ต้องรับโทษตาม กฎหมาย
- การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยานไทย
ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด
ให้ถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักร
- มาตรา 5
ความผิดใดที่การกระทำแม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดได้กระทำ
ในราชอาณาจักรก็ดี
ผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักร
โดยผู้กระทำ
ประสงค์ให้ผลนั้นเกิดในราชอาณาจักร
หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ
ผลที่
เกิดขึ้นควรเกิดในราชอาณาจักร
หรือย่อมจะเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดใน
ราชอาณาจักรก็ดี
ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร
- ในกรณีการตระเตรียมการ
หรือพยายามกระทำการใดซึ่งกฎหมาย
บัญญัติเป็นความผิด
แม้การกระทำนั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจักร
ถ้าหาก
การกระทำนั้นจะได้กระทำตลอดไปจนถึงขั้นความผิดสำเร็จ
ผลจะเกิดขึ้นใน ราชอาณาจักร
ให้ถือว่า
การตระเตรียมการหรือพยายามกระทำความผิดนั้นได้
กระทำในราชอาณาจักร
- มาตรา 6
ความผิดใดที่ได้กระทำในราชอาณาจักรหรือที่ประมวล
กฎหมายนี้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร
แม้การกระทำของผู้เป็นตัวการด้วยกัน
ของผู้สนับสนุน
หรือของผู้ใช้ให้กระทำความผิดนั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจักร
ก็ให้ถือว่าตัวการ ผู้สนับสนุน
หรือผู้ใช้ให้กระทำได้กระทำในราชอาณาจักร
|
|
มาตรา 7
ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร
จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ
- (1)
ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
ตามที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 107
ถึงมาตรา 129
- (2)
ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง
ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 240
ถึงมาตรา 249 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 257
และ มาตรา 266 (3) และ (4)
- (2 ทวิ)
ความผิดเกี่ยวกับเพศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา
282 และ มาตรา 283
- (3) ความผิดฐานชิงทรัพย์
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 339 และ
ความผิดฐานปล้นทรัพย์
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 340
ซึ่งได้กระทำในทะเล หลวง
- ความในมาตรา 7 (2 ทวิ)
เพิ่มเติมโดยมาตรา 3
แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2540
- มาตรา 8
ผู้ใดกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร
และ
- (ก)
ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย
และรัฐบาลแห่งประเทศ
ที่ความผิดได้เกิดขึ้น
หรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ
หรือ
- (ข)
ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว
และรัฐบาลไทยหรือคนไทย
เป็นผู้เสียหาย
และผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ
- ถ้าความผิดนั้นเป็นความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้
จะต้องรับโทษภายใน ราชอาณาจักร
คือ
- (1)
ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน
ตามที่ บัญญัติไว้ในมาตรา 217 มาตรา
218 มาตรา 221 ถึงมาตรา 223 ทั้งนี้
เว้นแต่กรณีเกี่ยวกับมาตรา 220
วรรคแรก และมาตรา 224 มาตรา 226 มาตรา 228
ถึงมาตรา 232 มาตรา 237 และมาตรา 233
ถึงมาตรา 236
ทั้งนี้เฉพาะเมื่อเป็นกรณีต้องระวางโทษตามมาตรา
238
- (2) ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 264 มาตรา
265 มาตรา 266(1) และ (2) มาตรา 268
ทั้งนี้เว้นแต่กรณี เกี่ยวกับ
มาตรา 267 และมาตรา 269
|
|
(3) ความผิดเกี่ยวกับเพศ
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา
280 และมาตรา 285
ทั้งนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับมาตรา
276
- (4) ความผิดต่อชีวิต
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288
ถึงมาตรา 290
- (5) ความผิดต่อร่างกาย
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 295 ถึง
มาตรา 298
- (6) ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก
คนป่วยเจ็บหรือคนชรา
ตามที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 306
ถึงมาตรา 308
- (7) ความผิดต่อเสรีภาพ
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 มาตรา
310 มาตรา 312 ถึงมาตรา 315 และมาตรา 317
ถึงมาตรา 320
- (8)
ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์
ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 334
ถึงมาตรา 336
- (9) ความผิดฐานกรรโชก
รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์
และปล้นทรัพย์
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 337
ถึงมาตรา 340
- (10) ความผิดฐานฉ้อโกง
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 341 ถึง
มาตรา 344 มาตรา 346 และมาตรา 347
- (11) ความผิดฐานยักยอก
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 352 ถึง
มาตรา 354
- (12) ความผิดฐานรับของโจร
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 357
- (13) ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 358
ถึงมาตรา 360
- มาตรา 9
เจ้าพนักงานของรัฐบาลไทยกระทำความผิดตามที่บัญญัติ
ไว้ในมาตรา 147 ถึงมาตรา 166 และมาตรา
200 ถึงมาตรา 205 นอก ราชอาณาจักร
จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร
|
|
มาตรา 10
ผู้ใดกระทำการนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นความผิด
ตามมาตราต่าง ๆ
ที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) และ (3) มาตรา 8
และ มาตรา 9
ห้ามมิให้ลงโทษผู้นั้นในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีก
ถ้า
- (1)
ได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัว
ผู้นั้น หรือ
- (2)
ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษ
และผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว
- ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษา
ของศาลในต่างประเทศมาแล้ว
แต่ยังไม่พ้นโทษ
ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่
กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้
ทั้งนี้โดยคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้น
ได้รับมาแล้ว
- มาตรา 11
ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร
หรือกระทำ
ความผิดที่ประมวลกฎหมายนี้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร
ถ้าผู้นั้นได้รับโทษ
สำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้วทั้งหมด
หรือแต่บางส่วน
ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
เพียงใดก็ได้
หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้
ทั้งนี้โดยคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้นได้รับ
มาแล้ว
- ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักร
หรือกระทำความผิดที่
ประมวลกฎหมายนี้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร
ได้ถูกฟ้องต่อศาลใน
ต่างประเทศโดยรัฐบาลไทยร้องขอ
ห้ามมิให้ลงโทษผู้นั้นในราชอาณาจักร
เพราะการกระทำนั้นอีก ถ้า
- (1)
ได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัว
ผู้นั้นหรือ
- (2)
ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษ
และผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว
|
|
มาตรา 12
วิธีการเพื่อความปลอดภัยจะใช้บังคับแก่บุคคลใดได้ก็
ต่อเมื่อมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ใช้บังคับได้เท่านั้น
และกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้น
ให้ใช้กฎหมายในขณะที่ศาลพิพากษา
- มาตรา 13
ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้มีการ
ยกเลิกวิธีการเพื่อความปลอดภัยใด
และถ้าผู้ใดถูกใช้บังคับวิธีการเพื่อความ
ปลอดภัยนั้นอยู่
ก็ให้ศาลสั่งระงับการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นเสีย
เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาล
หรือเมื่อผู้นั้น
ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น
ผู้อนุบาลของผู้นั้น
หรือพนักงานอัยการร้องขอ
- มาตรา 14
ในกรณีที่มีผู้ถูกใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยใดอยู่
และได้มีบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่จะสั่ง
ให้มีการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นไป
ซึ่งเป็นผลอันไม่อาจนำมา
ใช้บังคับแก่กรณีของผู้นั้นได้
หรือนำมาใช้บังคับได้แต่การใช้บังคับวิธีการเพื่อ
ความปลอดภัยตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเป็นคุณแก่ผู้นั้นยิ่งกว่า
เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาล
หรือเมื่อผู้นั้น
ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น
ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้ยกเลิกการใช้บังคับวิธีการ
เพื่อความปลอดภัย
หรือร้องขอรับผลตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นแล้วแต่กรณี
ให้ศาลมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควร
- มาตรา 15
ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
โทษใด
ได้เปลี่ยนลักษณะมาเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย
และได้มีคำพิพากษาลงโทษนั้น
แก่บุคคลใดไว้
ก็ให้ถือว่าโทษที่ลงนั้นเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยด้วย
- ในกรณีดังกล่าวในวรรคแรก
ถ้ายังไม่ได้ลงโทษผู้นั้น
หรือผู้นั้นยังรับ โทษอยู่
ก็ให้ใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้นั้นต่อไป
และถ้าหากว่าตาม
บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีเงื่อนไขที่สั่งให้มีการใช้บังคับวิธีการ
เพื่อความปลอดภัยอันไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่กรณีของผู้นั้น
หรือนำมาใช้บังคับได้
|
|
| แต่การใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติใน
ภายหลังเป็นคุณแก่ผู้นั้นยิ่งกว่า
เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาล
หรือเมื่อผู้นั้น
ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น
ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล
ให้ยกเลิกการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัย
หรือร้องขอรับผลตามบทบัญญัติ
แห่งกฎหมายนั้น แล้วแต่กรณี
ให้ศาลมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควร
มาตรา 16
เมื่อศาลได้พิพากษาให้ใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัย
แก่ผู้ใดแล้ว
ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคำเสนอของผู้นั้นเอง
ผู้แทนโดย ชอบธรรมของผู้นั้น
ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการว่า
พฤติการณ์เกี่ยวกับ
การใช้บังคับนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ศาลจะสั่งเพิกถอนหรืองดการใช้
บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้นั้นไว้ชั่วคราวตามที่เห็นสมควรก็ได้
- มาตรา 17 บทบัญญัติในภาค 1
แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ใช้ใน
กรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย
เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ
จะได้บัญญัติไว้ เป็นอย่างอื่น
หมวด 3
โทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัย
_______
ส่วนที่ 1
โทษ
_______
- มาตรา 18
โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้
- (1) ประหารชีวิต
- (2) จำคุก
|
|
(3 ) กักขัง
- (4) ปรับ
- (5) ริบทรัพย์สิน
- มาตรา 19 ผู้ใดต้องโทษประหารชีวิต
ให้เอาไปยิงเสียให้ตาย
- มาตรา 20
บรรดาความผิดที่กฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุก
และปรับด้วยนั้น
ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกก็ได้
- มาตรา 21 ในการคำนวณระยะเวลาจำคุก
ให้นับวันเริ่มจำคุก
รวมคำนวณเข้าด้วย
และให้นับเป็นหนึ่งวันเต็มโดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวน
ชั่วโมง
- ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน
ให้นับสามสิบวันเป็น หนึ่งเดือน
ถ้ากำหนดเป็นปี
ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ
- เมื่อผู้ต้องคำพิพากษาถูกจำคุกครบกำหนดแล้ว
ให้ปล่อยตัวในวันถัด
จากวันที่ครบกำหนด
- มาตรา 22 โทษจำคุก
ให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา
แต่ถ้าผู้ต้อง
คำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา
ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะ
เวลาจำคุกตามคำพิพากษา
เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น
- ในกรณีที่คำพิพากษากล่าวไว้เป็นอย่างอื่น
โทษจำคุกตามคำพิพากษา
เมื่อรวมจำนวนวันที่ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาในคดีเรื่องนั้นเข้าด้วยแล้ว
ต้องไม่เกินอัตราโทษขั้นสูงของกฎหมายที่
กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ได้กระทำ
ลงนั้น
ทั้งนี้ไม่เป็นการกระทบกระเทือนบทบัญญัติในมาตรา
91
|