ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2524
เป็นปีที่ 36 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่มีความจำเป็นจะต้องควบคุมสินค้าตามชายแดนเพื่อป้องกันและ
ปราบปรามการกระทำอันกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบ
เรียบร้อยตามชายแดน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 157
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า
"พระราชกำหนดควบคุมสินค้า
ตามชายแดน พ.ศ. 2524"
|
|
- มาตรา 2*
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2524/174/1พ/20 ตุลาคม 2524]
- มาตรา 3 บรรดาบทกฎหมาย กฎ
ข้อบังคับอื่นใดในส่วนที่บัญญัติไว้แล้ว
ในพระราชกำหนดนี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชกำหนดนี้
ให้ใช้ พระราชกำหนดนี้แทน
- มาตรา 4 ในพระราชกำหนดนี้
- "สินค้า" หมายความว่า
สิ่งของที่อาจใช้ในการอุปโภคหรือบริโภค
สารเคมี อาวุธ ยานพาหนะ
และสิ่งของอื่นใด
- "เขตควบคุม" หมายความว่า
เขตที่รัฐมนตรีประกาศเป็นเขตควบคุม
ตามพระราชกำหนดนี้
- "จำหน่าย" หมายความว่า ขาย
แลกเปลี่ยน ให้ โอนสิทธิหรือโอน
การครอบครองให้แก่บุคคลอื่น
- "ผู้อำนวยการ" หมายความว่า
ผู้อำนวยการควบคุมสินค้าในเขตควบคุม
- "พนักงานเจ้าหน้าที่"
หมายความว่า
ผู้ซึ่งผู้อำนวยการแต่งตั้งให้
ปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้
- "รัฐมนตรี" หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้
- มาตรา 5
พระราชกำหนดนี้มิให้ใช้บังคับแก่สถาบันระหว่างประเทศ
หรือสถาบันของต่างประเทศที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ
- มาตรา 6
เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมสินค้าตามชายแดนเพื่อ
ประโยชน์ในการป้องกันหรือปราบปรามการแทรกซึมบ่อนทำลาย
ป้องกันหรือ
ปราบปรามการกระทำอันกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบ
|
|
เรียบร้อยตามชายแดน
หรือเพื่อมิให้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลอันจะเป็นภัยต่อ
ประเทศ
รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา
ให้ท้องที่หนึ่งท้องที่ใดตามชายแดน
หรือส่วนหนึ่งส่วนใด
ในน่านน้ำของประเทศไทยเป็นเขตควบคุมได้
- มาตรา 7
เมื่อได้ประกาศเขตควบคุมตามมาตรา
6 แล้ว ให้รัฐมนตรี
มีอำนาจดังต่อไปนี้
- (1)
กำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าใดเป็นสินค้าควบคุมในเขตควบคุมนั้น
- (2)
แต่งตั้งนายทหารยศตั้งแต่พลตรี
พลเรือตรี พลอากาศตรีขึ้นไป
หรือผู้ว่าราชการจังหวัด
เป็นผู้อำนวยการ
- การกำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าควบคุมตาม
(1) เมื่อประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
- มาตรา 8
ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจกำหนดมาตรการโดยความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการตามมาตรา 9
ในกรณีดังต่อไปนี้
- (1)
กำหนดจำนวนหรือปริมาณสินค้าควบคุมซึ่งบุคคลจะมีไว้ในครอบครอง
หรือมีไว้เพื่อใช้หรือจำหน่ายได้ตามความจำเป็น
และจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใด
ด้วยก็ได้
- (2) กำหนดหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขในการจำหน่าย
การเก็บ รักษา
และการขนย้ายสินค้าควบคุม
- (3)
ดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับสินค้าควบคุมเพื่อประโยชน์ในการ
ปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้
- การกำหนดตาม (1) และ (2)
ให้ทำเป็นประกาศปิดไว้ ณ ศาลา
กลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ
ที่ทำการตำบล
และที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเขต
ควบคุมอยู่ในท้องที่
- ประกาศนั้น
เมื่อได้ปฏิบัติตามวรรคสี่แล้ว
ให้ใช้บังคับได้
|
|
- มาตรา 9
ในแต่ละจังหวัดที่อยู่ในเขตควบคุม
ให้มีคณะกรรมการ
คณะหนึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด
เป็นประธานกรรมการ รองผู้ว่า
ราชการจังหวัด อัยการจังหวัด
ผู้กำกับการตำรวจภูธร
นายอำเภอแห่งท้องที่
ที่เกี่ยวข้อง พาณิชย์จังหวัด
และผู้บังคับหน่วยทหารซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บังคับ
บัญชาที่ได้รับแต่งตั้งให้รับผิดชอบในการป้องกันในพื้นที่ชายแดน
เป็นกรรมการ
- ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ
ให้รองผู้ว่าราชการ
จังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย
เป็นประธานกรรมการ
- มาตรา 10
ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจแต่งตั้งนายทหารสัญญาบัตร
ซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตรี เรือตรี
เรืออากาศตรีขึ้นไป
หรือข้าราชการตำรวจยศ
ตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
หรือข้าราชการตั้งแต่ระดับ 3
ขึ้นไป เป็นพนักงาน
เจ้าหน้าที่ตามความจำเป็น
- มาตรา 11 ในการปฏิบัติหน้าที่
ผู้อำนวยการและพนักงานเจ้าหน้าที่
ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- บัตรประจำตัว
ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
- มาตรา 12
เมื่อได้มีการประกาศกำหนดจำนวนหรือปริมาณสินค้าควบคุม
ตามมาตรา 8 (1) แล้ว
ห้ามมิให้บุคคลใดมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกิน
จำนวนหรือปริมาณดังกล่าว
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการ
หรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการมอบหมาย
- บุคคลใดมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกินจำนวนหรือปริมาณที่กำหนด
ในวันที่มีประกาศตามมาตรา 8 (1)
ต้องขออนุญาตต่อผู้อำนวยการหรือผู้ซึ่ง
ผู้อำนวยการมอบหมายภายในระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด
ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า
เจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มีประกาศดังกล่าว
|
|
- มาตรา 13
ห้ามมิให้บุคคลใดนำสินค้าควบคุมเข้ามาในหรือส่งออกไป
นอกเขตควบคุม
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการหรือผู้ซึ่ง
ผู้อำนวยการมอบหมาย
- มาตรา 14
การขออนุญาตและการอนุญาตตามมาตรา
12 และ มาตรา 13
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการ
ประกาศกำหนด และให้นำมาตรา 8
วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับ
แก่การประกาศในกรณีนี้โดยอนุโลม
- มาตรา 15
ในเขตควบคุมซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตน
ให้ผู้อำนวยการ
และพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือ
ตำรวจชั้นผู้ใหญ่และพนักงานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
และให้มีอำนาจดังต่อไปนี้
- (1) เข้าไปตรวจค้นในเคหะสถาน
สถานที่หรือยานพาหนะใด ๆ ได้
ทุกเวลา
เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
- (2) ตรวจค้นบุคคลใด ๆ
เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิด
ตามพระราชกำหนดนี้
- (3)
ตรวจค้นยานพาหนะที่จะเข้ามาในหรือออกนอกเขตควบคุมได้
ทุกเวลาและสั่งเจ้าของหรือผู้ควบคุมยานพาหนะให้หยุด
จอด หรือนำ
ยานพาหนะไปยังที่หนึ่งที่ใดเพื่อตรวจค้นและสั่งการตามที่เห็นสมควร
- (4) สั่งบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ
หรือส่งบัญชี เอกสาร หรือ
หลักฐานอื่นเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า
ถ้อยคำ บัญชี เอกสาร หรือหลักฐาน
ดังกล่าวจะมีประโยชน์แก่การดำเนินการตามพระราชกำหนดนี้
- (5) ยึดหรืออายัดสินค้า เอกสาร
หลักฐาน ยานพาหนะหรือสิ่งของ ใด ๆ
ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
|
|
- (6) จับ ควบคุม และสอบสวน
หรือส่งผู้ต้องหาตามพระราชกำหนดนี้
ไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไปก็ได้
- การสั่งเจ้าของหรือผู้ควบคุมยานพาหนะให้หยุด
จอด หรือนำยานพาหนะ
ไปยังที่หนึ่งที่ใดตาม (3)
ให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
หรือ
กฎหมายเกี่ยวกับการเดินเรือ
หรือกฎหมายอื่นว่าด้วยการนั้น
แล้วแต่กรณี
- มาตรา 16
บรรดาคดีที่มีข้อหาว่ากระทำความผิดต่อพระราชกำหนดนี้
เว้นแต่ความผิดตามมาตรา 22
ไม่ว่าจะมีข้อหาว่ากระทำความผิดต่อกฎหมายอื่น
ด้วยหรือไม่ก็ตาม
ให้ผู้อำนวยการ
พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวน
ควบคุมผู้ต้องหาไว้เพื่อทำการสอบสวนได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ต้องหา
ถูกจับ
- ถ้าเกิดความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ต้องหาไว้เกินกำหนดเวลาตาม
วรรคหนึ่งเพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้น
ให้ผู้อำนวยการ
พนักงานเจ้าหน้าที่
หรือพนักงานสอบสวน แล้วแต่กรณี
ส่งตัวผู้ต้องหามาศาล
และให้ผู้อำนวยการ
พนักงานเจ้าหน้าที่
พนักงานสอบสวน
หรือพนักงานอัยการประจำท้องที่
ที่อยู่ใน
เขตควบคุมนั้นยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้
ในการนี้ให้ศาลมี
อำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ
กันได้
แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบห้าวันและรวมกัน
ทั้งหมดต้องไม่เกินหกสิบวัน
- มาตรา 17
ในกรณีที่ผู้อำนวยการเป็นผู้ส่งสำนวนและมีความเห็น
ควรสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการ
การแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้ใช้อำนาจของ
อธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ว่าราชการจังหวัด
แล้วแต่กรณี
|
|
- มาตรา 18 สิ่งของที่ยึดไว้
ถ้าไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครอง
ในขณะที่ยึด
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศหาตัวเจ้าของภายในสิบห้าวันนับแต่
วันยึด
หากไม่มีเจ้าของมาแสดงตัวขอรับคืนภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศ
ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
- สิ่งของที่ยึดไว้
ถ้ามีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี
หรือศาลไม่พิพากษา ให้ริบ
และผู้เป็นเจ้าของมิได้ขอรับคืนภายในสามสิบวัน
นับแต่วันมีคำสั่งเด็ดขาด
ไม่ฟ้องคดี
หรือวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด
แล้วแต่กรณี
ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
- สิ่งของที่ยึดไว้ตามวรรคหนึ่ง
และวรรคสอง ถ้าเป็นของเสียง่าย
หรือ ถ้าเก็บรักษาไว้
จะเป็นการเสี่ยงความเสียหาย
หรือจะเสียค่าใช้จ่ายในการ
ดูแลรักษาเกินสมควร
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำบัญชีไว้แล้วจัดการขายทอดตลาด
หรือจัดการโดยวิธีอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้
เงินที่ได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการ
ดำเนินการแล้ว
ให้ยึดไว้แทนสิ่งของ
- มาตรา 19
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดตามมาตรา
8 หรือ
เงื่อนไขที่ผู้อำนวยการกำหนดตามมาตรา
14
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา 20 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี
หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา 21 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 13
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี
หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา 22
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการ
หรือพนักงาน
เจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจตามมาตรา
15 (3) หรือ (4) ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินสามเดือน
หรือปรับไม่เกินสามพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
|
|
- มาตรา 22 ทวิ*
สินค้าควบคุมที่บุคคลใดมีไว้ในครอบครอง
หรือมีไว้ เพื่อการใด
รวมทั้งบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้
สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือ
เครื่องจักรกลใด ๆ
ที่บุคคลใดใช้อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด
ตามมาตรา 8
หรือสินค้าควบคุมที่บุคคลใดมีไว้ในครอบครองอันเป็นการฝ่าฝืน
มาตรา 12
หรือนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกเขตควบคุมอันเป็นการฝ่าฝืน
มาตรา 13 ให้ริบเสียทั้งสิ้น
- *[มาตรา 22 ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
พระราชกำหนดฯ พ.ศ.2528]
- มาตรา 23
ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ
หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น
ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้
สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำ
ความผิดนั้น
มาตรา 24
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตาม
พระราชกำหนดนี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี
|
|
| หมายเหตุ:-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้
คือ โดยที่
มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศและความมั่นคง
ของรัฐ
รัฐบาลจึงต้องควบคุมสินค้าบางชนิดหรือบางประเภทในเขตท้องที่บาง
แห่งตามบริเวณชายแดนเพื่อมิให้สินค้าเหล่านั้นตกไปอยู่กับบุคคลที่เป็นภัยต่อ
ประเทศ
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการแทรกซึมบ่อนทำลายความ
มั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ
ในการนี้จำเป็นต้องกำหนดมาตรการ
เพื่อควบคุมสินค้าเหล่านั้น
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
_____________________________
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน
พ.ศ. 2524 พ.ศ. 2528 หมายเหตุ:-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือ โดยที่
มาตรการในการควบคุมสินค้าตามชายแดนที่ได้กำหนดไว้ในพระราชกำหนด
ควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524
ยังไม่สามารถป้องกันหรือปราบปราม
การลักลอบนำสินค้าควบคุมเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกเขตควบคุมได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
สมควรกำหนดให้มีโทษริบสินค้าควบคุมที่บุคคลใดมีไว้ในครอบครอง
มีไว้เพื่อการใด
หรือนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกเขตควบคุม
รวมทั้งบรรดา เครื่องมือ
เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ
หรือเครื่องจักรกลใดๆ
ที่บุคคลใด ใช้
อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้การควบคุมสินค้าตามชายแดนมีประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้น
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
*[รก.2528/120/1พ/5 กันยายน 2528] |