ประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 290
________
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า
ในปัจจุบันเส้นทางคมนาคมต่าง ๆ
ในประเทศยังมีไม่เพียงพอที่จะอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจร
และการขนส่งอันเป็นอุปสรรคต่อความเจริญและการพัฒนาประเทศ
สมควรจัดตั้ง
การทางพิเศษแห่งประเทศไทยขึ้นให้มีอำนาจหน้าที่ในการสร้างทางพิเศษเพื่อแก้ไข
อุปสรรคดังกล่าวได้เร็วยิ่งขึ้น
หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
- ข้อ 1
ในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
- "ทางพิเศษ" หมายความว่า
ทางหรือถนนซึ่งจัดสร้างขึ้นใหม่ไม่ว่า
ในระดับพื้นดิน ใต้พื้นดิน
เหนือพ้นพื้นดินหรือพื้นน้ำ
เพื่ออำนวยความสะดวกในการ
จราจรเป็นพิเศษ
และหมายความรวมถึงทางซึ่งใช้สำหรับรถรางเดียวหรือรถใต้ดิน
สะพานอุโมงค์
เรือสำหรับขนส่งรถข้ามฟาก
ท่าเรือสำหรับขึ้นลงรถ ทางเท้า
ที่จอดรถ เขตทาง ไหล่ทาง
เขื่อนกั้นน้ำ ท่อทางระบายน้ำ
กำแพงกันดิน รั้วเขต หลักระยะ
สัญญาณจราจร เครื่องหมายจราจร
และอาคารหรือสิ่งอื่น
อันเป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับ
งานทางพิเศษ
- "รถ"
หมายความรวมถึงล้อเลื่อนด้วย
- "คณะกรรมการ" หมายความว่า
คณะกรรมการการทางพิเศษ
แห่งประเทศไทย
- "ผู้ว่าการ" หมายความว่า
ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
- "พนักงาน" หมายความว่า
พนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
รวมทั้งผู้ว่าการ
- "ลูกจ้าง" หมายความว่า
ลูกจ้างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
- "รัฐมนตรี"ี หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามประกาศของ
คณะปฏิวัติฉบับนี้
|
|
- ข้อ 2
ให้จัดตั้งหน่วยงานการทางพิเศษขึ้น
เรียกว่า "การทางพิเศษ
แห่งประเทศไทย" เรียกโดยย่อว่า
กทพ. และให้เป็นนิติบุคคล
มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
- (1)
สร้างหรือจัดให้มีด้วยวิธีการใด
ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ
- (2)
จัดดำเนินการหรือควบคุมธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งโดยรถรางเดียว
และรถใต้ดิน
- (3) ดำเนินงานต่าง ๆ
ที่เกี่ยวกับทางพิเศษ
- ข้อ 3 ให้ กทพ.
ตั้งสำนักงานใหญ่ในนครหลวงกรุงเทพ
ธนบุรี และ
จะตั้งสาขาสำนักงานขึ้น ณ
ที่ใดก็ได้
- ข้อ 4 ทุนของ กทพ. ประกอบด้วย
- (1) เงิน
หรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากรัฐบาล
หรือบุคคลอื่น
- (2) เงิน ซึ่งได้มาตามข้อ 6 (5) หรือ (6)
- ข้อ 5 เงินสำรองของ กทพ.
ให้ประกอบด้วยเงินสำรองเผื่อขาดและ
เงินสำรองอื่นตามที่คณะกรรมการจะเห็นสมควร
- ข้อ 6
เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อ 2
ให้ กทพ. มีอำนาจ
- (1) สร้าง ซื้อ จัดหา รับโอน
จำหน่าย เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ
แลกเปลี่ยน ยืม ให้ยืม
และดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้บริการ
และสิ่งอำนวย ความสะดวกต่าง ๆ ของ
กทพ.
- (2) ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า
ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน
ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง
หรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด
ๆ
- (3) วางแผน สำรวจ
ออกแบบเกี่ยวกับการสร้างหรือขยายทางพิเศษ
|
|
- (4) เรียกเก็บค่าผ่านทางพิเศษ
และค่าบริการในการใช้รถที่เคลื่อน
โดยรางเดียวหรือรถใต้ดิน
- (5) กู้ยืมเงินหรือลงทุน
- (6)
ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุน
- ข้อ 7
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า
คณะกรรมการการทาง
พิเศษแห่งประเทศไทย
ประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคน
และกรรมการ
อื่นอีกไม่น้อยกว่าเจ็ดคนแต่ไม่เกินเก้าคน
ทั้งนี้ไม่รวมผู้ว่าการซึ่งเป็นกรรมการ
โดยตำแหน่ง
- ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมการ
และกรรมการอื่นซึ่ง
มิใช่กรรมการโดยตำแหน่ง
- ข้อ 8
ผู้ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
กรรมการและผู้ว่าการ
ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย
และมีความรู้ความจัดเจนเพียงพอเกี่ยวกับการบริหาร
วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์
สถาปัตยกรรมศาสตร์ การผังเมือง
เศรษฐศาสตร์ การคลัง
หรือนิติศาสตร์
- ข้อ 9
ผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
จะเป็นประธานกรรมการ
หรือกรรมการ มิได้
- (1)
เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญากับ
กทพ. หรือในกิจการที่กระทำ ให้แก่
กทพ.ไม่ว่าโดยตรงหรืออ้อม
เว้นแต่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์ในการลงทุน
โดยสุจริตในบริษัทจำกัดที่กระทำการอันมีส่วนได้เสียเช่นว่านั้น
- (2) เป็นพนักงาน
เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ
- (3) เป็นบุคคลล้มละลาย
- (4)
เป็นผู้เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่
เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ
|
|
- ข้อ 10 ให้ประธานกรรมการ
หรือกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอยู่
ในตำแหน่งคราวละสี่ปี
แต่สำหรับกรรมการนั้น
ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบกำหนดสองปี
ให้กรรมการดังกล่าวออกจากตำแหน่งกึ่งหนึ่งโดยวิธีจับสลาก
ถ้าไม่อาจหาจำนวน กึ่งหนึ่งได้
ก็ให้กรรมการซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปมีจำนวนมากกว่า
- ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้ง
อีกได้
- ข้อ 11
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามข้อ
10 ประธาน
กรรมการหรือกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3) คณะรัฐมนตรีให้ออก
- (4) ตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 8
หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 9
- เมื่อประธานกรรมการหรือกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
คณะรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการแทนได้
ให้ประธาน
กรรมการหรือกรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งตามวาระของประธาน
กรรมการหรือกรรมการซึ่งตนแทน
- ข้อ 12
ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแล
ทั่วไป ซึ่งกิจการของ กทพ.
อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง
- (1)
ออกระเบียบหรือข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
- (2)
ออกระเบียบหรือข้อบังคับการประชุม
- (3)
ออกระเบียบหรือข้อบังคับการดำเนินกิจการของคณะกรรมการ
- (4)
ออกระเบียบหรือข้อบังคับการจัดแบ่งส่วนงานหรือวิธีปฏิบัติงาน
- (5) กำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน
หรือค่าจ้างของพนักงานหรือลูกจ้าง
|
|
- (6)
ออกระเบียบหรือข้อบังคับการบรรจุ
การแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน
หรือค่าจ้าง การออกจากตำแหน่ง
วินัย การลงโทษ
และการร้องทุกข์ของพนักงาน
และลูกจ้าง
- (7)
ออกระเบียบหรือข้อบังคับการจ่ายค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง
ค่าเช่าที่พัก ค่าล่วงเวลา
และการจ่ายเงินอื่น
- (8)
ออกระเบียบหรือข้อบังคับเครื่องแบบพนักงานและลูกจ้าง
- (9)
ออกระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของ
กทพ.
- (10)
ออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าผ่านทางพิเศษ
- (11)
ออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับค่าบริการในการใช้รถรางเดียว
หรือรถใต้ดิน
- ระเบียบหรือข้อบังคับวิธีปฏิบัติงานตาม
(4) ถ้ามีข้อความจำกัดอำนาจ
ของผู้ว่าการในการทำนิติกรรมไว้ประการใดให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ข้อ 13
ให้มีผู้ว่าการหนึ่งคนโดยคณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้ง
- ให้ผู้ว่าการได้รับเงินเดือนตามที่คณะกรรมการกำหนดและพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อตาย ลาออก
ตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 8
หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 14
หรือคณะกรรมการให้ออก
- มติให้ผู้ว่าการออกจากตำแหน่ง
ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
สามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
นอกจากผู้ว่าการ
- การแต่งตั้ง
การกำหนดอัตราเงินเดือน
หรือการให้ออกจากตำแหน่งตาม
ข้อนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
- ข้อ 14
ผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้จะเป็นผู้ว่าการมิได้
- (1)
เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญากับ
กทพ. หรือในกิจการที่กระทำให้แก่
กทพ.ไม่ว่าโดยตรงหรืออ้อม
เว้นแต่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์ในการลงทุน
โดยสุจริตในบริษัทจำกัดที่กระทำการอันมีส่วนได้เสียเช่นว่านั้น
|
|
- (2) เป็นข้าราชการประจำ
- (3) เป็นผู้มีตำแหน่งการเมือง
- (4)
เป็นผู้ไม่อาจทำงานได้เต็มเวลาให้แก่
กทพ.
- (5) เป็นบุคคลล้มละลาย
- (6)
เป็นผู้เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่
เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ
- ข้อ 15
ผู้ว่าการมีหน้าที่บริหารกิจการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของ
กทพ. ตามนโยบาย ระเบียบ
หรือข้อบังคับของคณะกรรมการ
และมีอำนาจบังคับ
บัญชาพนักงานและลูกจ้าง
- ข้อ 16 ผู้ว่าการมีอำนาจ
- (1) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด
ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง
ลงโทษทาง
วินัยแก่พนักงานและลูกจ้าง
ตามระเบียบหรือข้อบังคับของคณะกรรมการ
แต่ถ้าเป็น
พนักงานหรือลูกจ้างตั้งแต่ตำแหน่งที่ปรึกษา
ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่า
ขึ้นไป
จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
- (2)
กำหนดเงื่อนไขในการทำงานของพนักงานและลูกจ้าง
และออก
ระเบียบวิธีปฏิบัติงานของ กทพ.
โดยไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบหรือข้อบังคับของ
คณะกรรมการ
- ข้อ 17
ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก
ผู้ว่าการเป็นผู้กระทำ ในนามของ
กทพ. และเป็นผู้กระทำแทน กทพ.
เพื่อการนี้
ผู้ว่าการจะมอบอำนาจ
ให้ตัวแทนหรือบุคคลใดกระทำกิจการเฉพาะอย่างแทนก็ได้
ทั้งนี้ต้องเป็นไปตาม
ระเบียบหรือข้อบังคับของคณะกรรมการ
- นิติกรรมที่ผู้ว่าการกระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับตามข้อ
12 วรรคสอง ย่อมไม่ผูกพัน กทพ.
เว้นแต่คณะกรรมการจะให้สัตยาบัน
|
|
- ข้อ 18
เมื่อผู้ว่าการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
หรือเมื่อตำแหน่งผู้ว่าการ
ว่างลงในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งผู้ว่าการ
ให้คณะกรรมการแต่งตั้งพนักงานคนหนึ่ง
เป็นผู้ทำการแทนผู้ว่าการหรือรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ
แล้วแต่กรณี และให้นำ ข้อ 14
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- ให้ผู้ทำการแทนผู้ว่าการหรือผู้รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการมีอำนาจ
หน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเดียวกับผู้ว่าการ
เว้นแต่อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าการ
ในฐานะกรรมการ
- ข้อ 19
ประธานกรรมการและกรรมการย่อมได้รับประโยชน์ตอบแทน
ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
- ข้อ 20 ประธานกรรมการ กรรมการ
พนักงานและลูกจ้างได้รับโบนัส
ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
- ข้อ 21 ให้ประธานกรรมการ กรรมการ
และพนักงานเป็นเจ้าพนักงาน
ตามประมวลกฎหมายอาญา
- ข้อ 22*
เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้าง
หรือขยายทางพิเศษ
ถ้ามิได้ตกลงในเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่นให้ดำเนินการ
เวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
- *[ข้อ 22
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 290 ฯ พ.ศ. 2530]
- ข้อ 23*
[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 290 ฯ พ.ศ. 2530]
|
|
- ข้อ 24*
[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของ
คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ฯ พ.ศ. 2530]
- ข้อ 25*
[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของ
คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ฯ พ.ศ. 2530]
- ข้อ 26
ในกรณีที่การสร้างหรือขยายทางพิเศษผ่านแดนแห่งกรรมสิทธิ์
เหนือพ้นพื้นดินหรือใต้พื้นดินของบุคคลอื่นโดยไม่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์
ให้ตรา
พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางพิเศษนั้น
และให้ กทพ. มีอำนาจเข้าดำเนินการ
ที่จำเป็นในอสังหาริมทรัพย์นั้นได้
แต่ต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้มีสิทธิก่อน
เข้าดำเนินการดังกล่าว
- *การกำหนดและการชำระค่าเสียหายตลอดจนการเข้าดำเนินการใน
อสังหาริมทรัพย์นั้น
ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดค่าทดแทน
การอุทธรณ์ และการเข้าครอบครอง
อสังหาริมทรัพย์ของเจ้าหน้าที่มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- *[ความในวรรคสองของข้อ 26
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ฯ
พ.ศ. 2530]
- ข้อ 27*
[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของ
คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ฯ พ.ศ. 2530]
- ข้อ 28 ในกรณีที่ กทพ.
สร้างหรือขยายทางพิเศษตามข้อ 26
ผู้ใด
จะสร้างโรงเรือนหรือสิ่งอื่นใต้ทางพิเศษที่อยู่เหนือพ้นพื้นดินหรือเหนือทางพิเศษที่อยู่
ใต้พื้นดินก็ให้กระทำได้
แต่ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจาก
กทพ. การอนุญาตนั้น
ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ กทพ.
กำหนด
- โรงเรือนหรือสิ่งอื่นที่สร้างขึ้นโดยฝ่าฝืนวรรคหนึ่ง
ให้ กทพ.มีอำนาจ
รื้อถอนหรือทำลายตามควรแก่กรณี
โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทน
|
|
- ข้อ 29
ห้ามมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือนหรือสิ่งอื่นหรือปลูกต้นไม้หรือพืชผล
อย่างใด ๆ ในทางพิเศษ
หรือเพื่อเชื่อมติดต่อกับทางพิเศษ
เว้นแต่ผู้ซึ่งดำเนินกิจการ
อันเป็นสาธารณูปโภคซึ่งมีความจำเป็นต้องปักเสาพาดสาย
หรือวางท่อเพื่อข้ามหรือ
ลอดทางพิเศษ
ให้ขออนุญาตและทำความตกลงกับ
กทพ.เสียก่อนจึงจะกระทำการนั้นได้
และถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ในเหตุลักษณะของงานหรือในเรื่องค่าเช่า
ให้เสนอ
รัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัย
คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
- โรงเรือนหรือสิ่งอื่นที่สร้างขึ้นหรือต้นไม้หรือพืชผลที่ปลูกขึ้นโดยฝ่าฝืน
วรรคหนึ่ง ให้นำข้อ 28 วรรคสอง
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- ข้อ 30 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใด
ๆ ให้ทางพิเศษอยู่ในลักษณะ
อันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร
- ข้อ 31
ห้ามมิให้ผู้ใดทำให้เสียหาย
ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้
ไร้ประโยชน์ซึ่งทางพิเศษ
อันอาจเป็นอันตรายแก่รถหรือบุคคลซึ่งใช้ทางพิเศษ
- ข้อ 32
เพื่อประโยชน์ในการสร้างหรือขยายทางพิเศษและการบำรุง
รักษาการป้องกันอันตราย
หรือความเสียหายที่จะเกิดแก่ทางพิเศษ
ให้ กทพ.มีอำนาจ
เข้าครอบครองหรือใช้เป็นการชั่วคราวซึ่งอสังหาริมทรัพย์ในความครอบครองของ
บุคคลใดที่มิใช่โรงเรือนซึ่งคนอยู่อาศัย
หรือประกอบธุรกิจ
ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้
- (1)
การเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์นั้น
เป็นการจำเป็น
สำหรับการสร้างหรือขยายทางพิเศษ
และการบำรุงรักษา
การป้องกันอันตรายหรือ
ความเสียหายที่จะเกิดแก่ทางพิเศษ
- (2)
ได้แจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ทราบ
ล่วงหน้าภายในเวลาอันสมควร
|
|
- (3)
หากการเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์มีความจำเป็นที่
จะต้องรื้อถอนหรือทำลายสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่มิใช่โรงเรือนซึ่งคนอยู่อาศัย
ก็ให้
กทพ.มีอำนาจรื้อถอนหรือทำลายสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวหรือตัดฟันต้นไม้ได้
ทั้งนี้เท่าที่ จำเป็น
- ก่อนที่จะดำเนินการตาม (3) ให้ กทพ.
แจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของ
หรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ทราบ
เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น
อาจยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ไม่สมควรทำเช่นนั้นไปยังคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยภายใน
กำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็น
ที่สุด
- ถ้ามีความเสียหายเกิดแก่เจ้าของ
ผู้ครอบครอง
หรือผู้ทรงสิทธิอื่นใน
อสังหาริมทรัพย์เนื่องจากการกระทำของพนักงานและลูกจ้าง
บุคคลนั้นย่อมเรียก ค่าทดแทนจาก
กทพ.ได้
- ข้อ 33
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ
กทพ. เพื่อการนี้จะสั่งให้ กทพ.
ชี้แจงข้อเท็จจริงแสดงความคิดเห็น
ทำรายงานหรือยับยั้ง
การกระทำที่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลหรือมติของคณะรัฐมนตรี
ตลอดจนมีอำนาจที่จะ
สั่งให้ปฏิบัติการตามนโยบายของรัฐบาลหรือมติของคณะรัฐมนตรี
และสั่งสอบสวน
ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการได้
- ข้อ 34 ในการที่ กทพ.
จะต้องเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีตาม
ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
ให้คณะกรรมการนำเรื่องเสนอรัฐมนตรีเพื่อเสนอ
ต่อไปยังคณะรัฐมนตรี
- ข้อ 35 ให้ กทพ.
เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารตามระเบียบของ
คณะกรรมการซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
|