บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502
    


พระราชบัญญัติ
บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2502
เป็นปีที่ 14 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริม การพัฒนาอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในราชอาณาจักร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุน อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2502/99/1พ./28 ตุลาคม 2502]

มาตรา 3* ในพระราชบัญญัตินี้ "บรรษัท" หมายความว่า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย "คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการบรรษัทเงินทุน อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย "ภารธุระอุตสาหกรรม" หมายความว่า การประกอบอุตสาหกรรม และให้หมายความรวมตลอดถึงการทำหัตถกรรม การดำเนินกรรมวิธีและ การซ่อมซึ่งสิ่งของ การทำเหมืองแร่ การผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานอย่างอื่น การขนส่ง การอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การก่อสร้าง การปรับปรุงพื้นที่ และเกษตรกรรมพาณิชย์ "หลักทรัพย์" หมายความว่า หุ้น สต๊อก หุ้นกู้ พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง ตั๋วเงิน และตราสารเปลี่ยนมืออย่างอื่น "เงินกองทุน" หมายความว่า ทุนที่ชำระแล้ว ทุนสำรอง ซึ่งรวมทั้ง เงินสำรองอื่นที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิ และกำไรสุทธิคงเหลือหลังจาก การจัดสรรแล้ว "ผู้ถือหุ้น" หมายความว่า ผู้ถือหุ้นของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย "ประกันซื้อ" หมายความว่า ซื้อหรือตกลงจะซื้อหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจากผู้ออก เพื่อการจำหน่ายต่อไป "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ *[มาตรา 3 แก้ไขโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 233 ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2515]

มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้

โดยที่เป็นการสมควรจะมีกฎหมายกำหนดวิธีการระงับการค้ากำไร เกินสมควรจากราชการ พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา จึงมีพระบรมราช โองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติกำหนดวิธีการ ระงับการค้ากำไรเกินสมควรจากราชการ พ.ศ. 2491" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2491/8/94/10 กุมภาพันธ์ 2491] มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ "คณะกรรมการ" หมายถึง คณะกรรมการพิจารณาระงับการค้ากำไร เกินสมควรจากราชการ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามความในพระราชบัญญัตินี้

หมวด 1
การจัดตั้ง
_____

มาตรา 5 ให้จัดตั้งบรรษัทขึ้นตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า "บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย" และให้บรรษัทเป็นนิติบุคคล ให้บรรษัทมีสำนักงานแห่งใหญ่ในจังหวัดพระนคร มาตรา 6 ความรับผิดของผู้ถือหุ้นแต่ละคน ให้จำกัดเพียงเท่า จำนวนเงินที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ   มาตรา 7* ให้กำหนดทุนเรือนหุ้นของบรรษัทเป็นจำนวนหุ้นสามัญ สี่ล้านหุ้น มีมูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท รวมเป็นทุนสี่ร้อยล้านบาท ทุนที่กล่าวนั้นอาจเพิ่มขึ้นได้ด้วยการออกหุ้นสามัญใหม่ โดยมติพิเศษ ของท ี่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่การลดทุนจะกระทำมิได้ มูลค่าหุ้นตามวรรคหนึ่ง อาจเพิ่มหรือลดได้โดยมติพิเศษของที่ประชุม ผู้ถือหุ้น *[มาตรา 7 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2522] มาตรา 8 ให้บรรษัทเสนอต่อประชาชนและหรือบุคคลใด ๆ ตามแต่ บรรษัทจะกำหนด ให้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่ระบุในมาตรา 7 ตามเวลา วิธีการ และ จำนวนที่บรรษัทกำหนด และให้บรรษัทจัดออกหุ้นเหล่านั้นได้

มาตรา 9 เมื่อมีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่ระบุในมาตรา 7 เป็นจำนวน ไม่ต่ำกว่าห้าพันหุ้น และได้ชำระเงินเต็มค่าแล้ว ให้คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรี แต่งตั้งตามมาตรา 14 นัดผู้ถือหุ้นมาประชุมกันเป็นการประชุมใหญ่โดยไม่ชักช้า เพื่อปรึกษากิจการที่กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ และกิจการอื่นตามที่จำเป็น มาตรา 10 ภายหลังที่บรรษัทได้มีผู้ถือหุ้น และได้มีการประชุม ผู้ถือหุ้นเลือกตั้งกรรมการตามความในพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้นำบทบัญญัติ ที่ว่าด้วยบริษัทจำกัดในประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่บรรษัท โดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัตินี้

ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทปฏิบัติแก่บรรษัทเช่นเดียวกับบริษัทจำกัด

หมวด 2
วัตถุประสงค์
_____

มาตรา 11* วัตถุประสงค์ของบรรษัทมีดังต่อไปนี้ (ก) ช่วยเหลือการจัดตั้ง การขยาย และการปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชน และ (ข) สนับสนุนและดำเนินการให้มีทุนส่วนเอกชนทั้งในและนอกราชอาณาจักร เข้าร่วมในภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชนรวมทั้งการรวม เงินทุนและช่วยพัฒนาตลาดทุน ภารธุระอุตสาหกรรมที่มีส่วนได้เสียอันเป็นของรัฐบาลหรือของ สาธารณะอยู่ด้วยนั้น ถ้าในสาระสำคัญมีลักษณะเป็นภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชน ก็ไม่จำต้องกันออกนอกข่ายแห่งความอุปการะของบรรษัทในการเงิน ทั้ง ๆ ที่มีส่วนได้เสียอันเป็นของรัฐบาลหรือของสาธารณะอยู่ด้วย แต่ถ้า บริษัทจำกัดใดมีรัฐบาลหรือองค์การของรัฐบาลถือหุ้นอยู่ด้วยไม่ว่าโดยทาง
ตรงหรือทางอ้อม เป็นจำนวนสูงกว่าหนึ่งในสามของทุนเรือนหุ้นทั้งสิ้น ไม่ให้ ถือว่าบริษัทนั้นมีลักษณะเป็นภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในสารสำคัญ *[มาตรา 11 แก้ไขโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 233 ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2515] มาตรา 12* ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังที่ระบุใน มาตรา 11 นั้น ภายหลังที่ได้มีการประชุมใหญ่ตามมาตรา 9 แล้ว บรรษัท มีอำนาจกระทำการใด ๆ ที่กล่าวต่อไปนี้โดยตนเองหรือโดยฐานะเป็นตัวแทน บุคคลอื่น (1) ให้อุปการะในการเงิน ด้วยวิธีให้กู้ยืมเงินระยะยาวหรือระยะ ปานกลางโดยมีหรือไม่มีหลักประกัน หรือด้วยวิธีซื้อหรือเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือ หลักทรัพย์อย่างอื่น ๆ หรือด้วยวิธีจัดให้มาซึ่งส่วนได้เสียอย่างอื่นใด (2) ประกันซื้อหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นใด (3) ประกันการชำระเงินที่กู้ยืมจากแหล่งกู้ยืมส่วนเอกชนอื่น (4) จัดให้มีเงินกลับมาลงทุนใหม่ด้วยวิธีขายทรัพย์สินที่บรรษัท ได้มาจากการลงทุน (5) กู้ยืมเงินในหรือนอกราชอาณาจักรเพื่อธุรกิจของบรรษัท และ ให้หลักประกันเงินที่กู้ยืม ในกรณีกู้ยืมเงินโดยออกหุ้นกู้ มิให้นำความใน มาตรา 1230 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ (6) ใช้เงินคงเหลืออยู่เปล่าของบรรษัทซื้อหลักทรัพย์ที่เหมาะสม ในหรือนอกราชอาณาจักร (7) จัดให้ได้มา ถือกรรมสิทธิ์ เช่าหรือให้เช่า จำนองหรือรับจำนอง จำนำหรือรับจำนำ และขายหรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่นใดซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือ สังหาริมทรัพย์รวมทั้งหลักทรัพย์ต่าง ๆ แต่การจัดให้ได้มาหรือถือกรรมสิทธิ์ซึ่งอสังหาริมทรัพย์มีได้เฉพาะในกรณี เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับดำเนินธุรกิจหรือสำหรับลูกจ้างของบรรษัทตามสมควร หรือในกรณีซื้ออสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้จากการขายทอดตลาด
ตามคำสั่งศาล รวมตลอดถึงการเอาทรัพย์จำนองหลุดหรือการเอาทรัพย์ตีใช้หนี้บรรษัท ทั้งนี้ แม้จะมีจำนวนที่ดินเกินกำหนดที่พึงมีได้ตามกฎหมายอื่น บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่ตกเป็นของบรรษัท เนื่องจากการขายทอดตลาด ตามคำสั่งศาล การเอาทรัพย์จำนองหลุดหรือการเอาทรัพย์ตีใช้หนี้บรรษั ท ให้ จำหน่ายภายในห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของบรรษัท เว้นแต่ จะได้ รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ขยายกำหนดเวลาได้อีกไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่าย ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้รัฐมนตรีจัดการจำหน่ายภายในหนึ่งปี โดยให้ บรรษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ เว้นแต่บรรษัทจะใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นเป็น สถานที่สำหรับดำเนินธุรกิจหรือสำหรับลูกจ้างของบรรษัทตามสมควร (8) มีบัญชีเงินฝากจ่ายคืนเมื่อเรียกร้องและเงินฝากจ่ายคืนโดยมี กำหนดเวลากับธนาคารใด ๆ (9) ให้ประกันหรือรับชดใช้ค่าเสียหายและทำความตกลงใด ๆ กับรัฐบาล เทศบาลหรือบุคคลอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ สัมปทาน และ เอกสิทธิใด ๆ บรรดาที่บรรษัทเห็นว่าจะช่วยให้วัตถุประสงค์ของบรรษัท สำเร็จผล (10) ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามโครงการ โดยการออกตราสาร หรือหลักฐานแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ของแต่ละโครงการจำหน่าย แก่ประชาชน และนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิ นั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ตามที่กำหนดไว้ในโครงการ (11) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารงาน การจัดการและทางเทคนิค แก่ภารธุร ะอุตสาหกรรมส่วนเอกชน และช่วยให้ภารธุระนั้นได้รับบริการ เกี่ยวกับการบริหารงาน และการจัดการและทางเทคนิค (12) รับชำระเงินใด ๆ เกี่ยวกับเงินที่บรรษัทให้กู้ยืมแม้ก่อนวันถึง กำหนดชำระ (13) สั่งจ่าย รับรองหรือสลักหลังตั๋วเงิน หรือใช้เงินตามตั๋วเงิน เพื่อประโยชน์แห่งธุรกิจของบรรษัท
(14) จัดให้มีการสงเคราะห์ตามสมควรแก่ลูกจ้าง หรือผู้ที่พ้นจากการ เป็นลูกจ้างของบรรษัท และครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น (15) กระทำกิจการอย่างอื่น ๆ บรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัด ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท *[มาตรา 12 แก้ไขโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 233 ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2515] มาตรา 13 บรรษัทต้องไม่ลงเงินในภารธุระใด ๆ หรือประกอบธุรกิจ อย่างอื่นใดกับห้างหรือภารธุระใดที่กรรมการของบรรษัทเป็นหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการหรือเป็นผู้ถือหุ้นหรือมีส่วนได้เสียอย่างอื่นอยู่ด้วยไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นไว้แต่การลงเงินหรือปร ะกอบธุรกิจนั้น จะได้รับ อนุมัติเป็นเอกฉันท์จากกรรมการคนอื่น ๆ ของบรรษัท เมื่อกรรมการผู้ใด มีส่วนได้เสียดังกล่าวแล้ว กรรมการผู้นั้นต้องเปิดเผยต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ว่าตนมีส่วนได้เสียอย่างใด ในกรณีที่มีส่วนได้เสียอยู่แล้ว ให้เปิดเผยในคราวประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องการจะลงเงินหรือจะประกอบธุรกิจนั้น หรือถ้ากรณี เป็นอย่างอื่นก็ให้เปิดเผยในคราวประชุมแรกหลังจากที่ตนได้มาซึ่งส่วนได้เสียนั้น

แต่ถ้ากรรมการผู้ใดได้ให้คำบอกกล่าวไว้แล้วเป็นการทั่วไป โดย ระบุว่าตนเป็นหุ้นส่วนในห้างใด หรือเป็นกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในภารธุระใด หรือมีส่วนได้เสียอย่างอื่นในห้างหรือภารธุระใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ก็ให้ถือว่าคำบอกกล่าวนั้นเป็นการเปิดเผยเพียงพอตามมาตรานี้แล้ว

หมวด 3
การจัดการ
____

มาตรา 14 ก่อนมีผู้ถือหุ้น ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเริ่มแรกขึ้น คณะหนึ่งมีจำนวนสี่คน มีหน้าที่กำหนดข้อบังคับของบรรษัทว่าด้วยกิจการต่าง ๆ ที่มิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ และเป็นกิจการซึ่งบริษั ทจำกัดย่อมกำหนด

(14) จัดให้มีการสงเคราะห์ตามสมควรแก่ลูกจ้าง หรือผู้ที่พ้นจากการ เป็นลูกจ้างของบรรษัท และครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น (15) กระทำกิจการอย่างอื่น ๆ บรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัด ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท *[มาตรา 12 แก้ไขโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 233 ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2515] มาตรา 13 บรรษัทต้องไม่ลงเงินในภารธุระใด ๆ หรือประกอบธุรกิจ อย่างอื่นใดกับห้างหรือภารธุระใดที่กรรมการของบรรษัทเป็นหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการหรือเป็นผู้ถือหุ้นหรือมีส่วนได้เสียอย่างอื่นอยู่ด้วยไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นไว้แต่การลงเงินหรือปร ะกอบธุรกิจนั้น จะได้รับ อนุมัติเป็นเอกฉันท์จากกรรมการคนอื่น ๆ ของบรรษัท เมื่อกรรมการผู้ใด มีส่วนได้เสียดังกล่าวแล้ว กรรมการผู้นั้นต้องเปิดเผยต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ว่าตนมีส่วนได้เสียอย่างใด ในกรณีที่มีส่วนได้เสียอยู่แล้ว ให้เปิดเผยในคราวประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องการจะลงเงินหรือจะประกอบธุรกิจนั้น หรือถ้ากรณี เป็นอย่างอื่นก็ให้เปิดเผยในคราวประชุมแรกหลังจากที่ตนได้มาซึ่งส่วนได้เสียนั้น

แต่ถ้ากรรมการผู้ใดได้ให้คำบอกกล่าวไว้แล้วเป็นการทั่วไป โดย ระบุว่าตนเป็นหุ้นส่วนในห้างใด หรือเป็นกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในภารธุระใด หรือมีส่วนได้เสียอย่างอื่นในห้างหรือภารธุระใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ก็ให้ถือว่าคำบอกกล่าวนั้นเป็นการเปิดเผยเพียงพอตามมาตรานี้แล้ว

หมวด 3
การจัดการ
____

มาตรา 14 ก่อนมีผู้ถือหุ้น ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเริ่มแรกขึ้น คณะหนึ่งมีจำนวนสี่คน มีหน้าที่กำหนดข้อบังคับของบรรษัทว่าด้วยกิจการต่าง ๆ ที่มิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ และเป็นกิจการซึ่งบริษั ทจำกัดย่อมกำหนด

ไว้ในข้อบังคับของบริษัท ออกหนังสือชี้ชวนและหนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง หรือ หนังสืออย่างอื่น เพื่อชวนให้เข้าชื่อซื้อหุ้นและกระทำหน้าที่และกิจการอื่น ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้เริ่มก่อการบริษัท ข้อบังคับของบรรษัทตามความในวรรคก่อน ต้องได้รับอนุมัติจาก ที่ประชุมใหญ่ และจะแก้ไขเพิ่มเติมได้ต่อเมื่อมีมติพิเศษของที่ประชุม ผู้ถือหุ้น มาตรา 15 ในการประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ตามมาตรา 9 ให้เลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นจากจำนวนกรรมการตามมาตรา 14 อีกสองคน รวมเป็นหกคน ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการตามความในวรรคก่อน ต้องมี คุณสมบัติตามมาตรา 18 และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานั้น การเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของบรรษัท มาตรา 15 ทวิ* เมื่อที่ประชุมใหญ่เห็นสมควร จะเลือกตั้งกรรมการ เพิ่มขึ้นจากจำนวนกรรมการตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง อีกไม่เกินสองคนก็ได้ และให้นำความในมาตรา 15 วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม *[มาตรา 15 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2506] มาตรา 16 เมื่อสิ้นขวบปีในทางบัญชีเงินของบรรษัทแต่ละปี กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 14 และกรรมการตามมาตรา 15 ต้อง ออกจากตำแหน่งตามวาระฝ่ายละหนึ่งคนโดยวิธีจับสลาก เมื่อสิ้นขวบปีในทางบัญชีเงินของบรรษัทปีที่สี่ ให้กรรมการที่ได้รับ แต่งตั้งตามมาตรา 14 ที่ยังเหลืออยู่อีกคนหนึ่งออกจากตำแหน่ง
เมื่อกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 14 ได้ออกจากตำแหน่งไปหมดแล้ว ให้กรรมการของบรรษัทออกจากตำแหน่งตามวาระคราวละสองคน โดยให้กรรมการผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนานกว่าเป็นผู้ต้องออกก่อนตามลำดับ เมื่อกรรมการต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามความในสามวรรคก่อน ให้เลือกตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 18 และไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรานั้น เข้าดำรงตำแหน่งแทน ทั้งนี้ตามวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของ บรรษัท

กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับเลือกตั้งอีกได้

มาตรา 17 ก รรมการย่อมพ้นจากตำแหน่งนอกจากถึงคราวออกตาม วาระ เมื่อ

(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 18
(4) เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 18
(5) ที่ประชุมใหญ่ของบรรษัทให้ออก
ในกรณีที่มีการพ้นจากตำแหน่งนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้เลือกตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 18 และไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรานั้น เข้าดำรงตำแหน่งแทน
ความใน (3) และ (5) มิให้นำมาใช้บังคับแก่กรรมการที่แต่งตั้ง ตามมาตรา 14 และมาตรา 19
มาตรา 18* บุคคลอาจได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งกรรมการ ของบรรษัทได้ต่อเมื่อเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติโดยเป็นผู้ถือหุ้นของบรรษัทมีมูลค่า ไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท หรือเป็นผู้แทนของบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ถือหุ้นของบรรษัทมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) เป็นลูกจ้างซึ่งได้รับเงินเดือนจากบรรษัท เว้นแต่เป็นผู้จัดการ ทั่วไป (2) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย (3) เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ *[ความใน (1) แก้ไขโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 233 ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2515] มาตรา 19 ตราบใดที่เงินซึ่งรัฐบาลให้บรรษัทกู้ยืมยังมีค้างอยู่ หรือ การค้ำประกันที่รัฐบาลให้ไว้ตามมาตรา 23 ยังไม่สิ้นอายุการบังคับ ให้รัฐมนตรี แต่งตั้งบุคคลที่เห็นสมควรคนหนึ่งเป็นกรรมการของบรรษัทเพิ่มขึ้นจากจำนวน กรรมการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 และมาตรา 15 และให้รัฐมนตรีมีอำนาจ ถอดถอนและแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าดำรงตำแหน่งแทนได้ ให้กรรมการตามความในวรรคก่อน มีฐานะเช่นเดียวกับกรรมการอื่น ของบรรษัท แต่ไม่ต้องออกตามวาระ มาตรา 20 ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่กำกับและควบคุม โดยทั่วไปซึ่งการดำเนินงาน การบริหารกิจการและธุรกิจของบรรษัท และให้มี อำนาจกระทำการต่าง ๆ ที่บรรษัทจะพึงกระทำได้ อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (1) จ่ายเงินของบรรษัทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นในการ จัดกิจการและการประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท การให้สินจ้างแก ่ กรรมการและลูกจ้างของบรรษัท (2) ควบคุมให้มีการตรวจคำร้องทุกฉบับที่ภารธุระอุตสาหกรรม ส่วนเอกชนยื่นขึ้นมาเพื่อขอรับอุปการะในทางการเงินจากบรรษัท และให้รับไว้ พิจารณาเฉพาะแต่ที่เห็นสมควรในทางเทคนิค การเงินและการเศรษฐกิจ โดยมิต้องคำนึงถึงการอื่นใดทั้งสิ้น
มาตรา 20 ทวิ* ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ บริหารคณะหนึ่งประกอบด้วยผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการไม่น้อยกว่าสามคน และไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ และให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่คณะกรรมการ มอบหมาย อำนาจและหน้าที่ที่จะมอบหมายให้นั้นต้องไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อ อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการทั่วไปตามมาตรา 21 *[มาตรา 20 ทวิ เพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 233 ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2515] มาตรา 21* ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้ซึ่งมีสัญชาติไทย มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 18 เป็นผู้จัดการทั่วไปของบรรษัท ตราบใดที่เงินซึ่งรัฐบาลให้บรรษัทกู้ยืมยั งมีค้างอยู่ หรือการค้ำประกัน ที่รัฐบาลให้ไว้ตามมาตรา 23 ยังไม่สิ้นอายุการบังคับ การแต่งตั้งผู้จัดการทั่วไป ตามวรรคหนึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้บริหารกิจการของบรรษัทให้เป็นไปตามนโยบาย ที่คณะกรรมการกำหนด และมีอำนาจบังคับบัญชาลูกจ้างของบรรษัททุกตำแหน่ง ให้ผู้จัดการทั่วไปเป็นกรรมการของบรรษัทโดยตำแหน่ง *[มาตรา 21 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2522] มาตรา 22 ในส่วนกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้จัดการทั่วไป มีอำนาจกระทำการแทนบรรษัท แต่ผู้จัดการทั่วไปจะมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำ แทนตนเฉพาะในกิจการใดก็ได้

หมวด 4
การค้ำประกันเงินกู้
_____

มาตรา 23* ในกรณีที่บรรษัทขอให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัท กู้ยืมเงินจากแหล่งให้กู้ยืมในต่างประเทศหรือภายในประเทศ ให้รัฐบาลมี อำนาจค้ำประกันเงินก ู้นั้นได้ แต่จำนวนเงินกู้ที่จะค้ำประกันเมื่อรวมกับต้นเงินกู้ ที่การค้ำประกันของรัฐบาลยังค้างอยู่ต้องไม่เกินสิบสองเท่าของเงินกองทุนของ บรรษัท เมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันตามอำนาจ ที่มีอยู่ตามกฎหมายใด ๆ การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อทราบยอดรวม ของเงินกู้ตามวรรคหนี่ง ให้ใช้อัตราที่คำนวณจากการเทียบค่าเสมอภาคของบาท กับเงินตราต่างประเทศสกุลที่กู้ยืมในวันที่ทำสัญญา *[มาตรา 23 แก้ไขโดยประกาศคณะปฏิวัติ 2 ฉบับที่ 233 ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2515 มาตรา 24 บรรดาเงินที่บรรษัทต้องชำระเป็นต้นเงิน ดอกเบี้ยหรือ ค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ๆ สำหรับเงินกู้รายใด ๆ ที่ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะ และวิวัฒนาการได้ให้บรรษัทกู้ยืม หรือที่รัฐบาลต้องชำระเพราะการ ค้ำประกันที่ได้ให้ไว้ตามมาตรา 23 นั้น ถึงแม้ว่าจะมีบทกฎหมายใด ๆ เป็น อย่างอื่นก็ต้องชำระ (ก) โดยไม่ต้องหักและไม่ต้องเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่ตั้งเก็บตาม หรือภายใต้บทกฎหมายใด ๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะประกาศ ใช้ ต่อไป และ (ข) โดยพ้นจากการกำจัดทั้งปวงที่กำหนดตามหรือภายใต้บทกฎหมายใด ๆ ซึ่งจะทำให้ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ มิได้ รับชำระ

__________________
พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2505 หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ ในขณะนี้การประกอบอุตสาหกรรมมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่งเสริม มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำต้อง ขยายวงเงินค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัท ฯ พึงจะได้มาจากธนาคารระหว่าง ประเทศ เพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ หรือจากแหล่งกู้ยืมใดในต่าง ประเทศ เพื่อให้ยอดรวมแห่งต้นเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้นเพียงพอ เพื่อส่งเสริมการ พัฒนาอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในราชอาณาจักรให้กว้างขวางยิ่งขึ้นพอแก่ ความต้องการในขณะนี้
[รก.2505/110/1พ/15 ธันวาคม 2505] _________________
พระราชบัญญัติบรรษัท เงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2506 หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เพิ่มทุนเรือนหุ้นจากเดิม 20 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาทแล้ว ตามมติพิเศษของที่ประชุม และโดยที่ บรรษัทได้ตกลงเรียกหุ้นที่ชำระแล้วเพิ่มจากเดิม 6.1 ล้านบาท เป็น 30 ล้านบาท ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบรรษัท จึงจำเป็นต้องเพิ่ม มาตรา 15 ทวิ เพื่อให้บรรษัทมีอำนาจจะเลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นไว้ รอรับผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าเป็นกรรมการในกาลอันควรต่อไป
และโดยที่บรรษัทจะได้รับเงินกู้จากแหล่งอื่นในต่างประเทศ นอกจาก ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ จึงจำเป็นต้องเพิ่ม ความ "หรือที่แหล่งกู้ยืมอื่นใดในต่างประเทศ" เข้าไว้ในมาตรา 25 เพื่อ รัฐบาลจะทำสัญญากับบรรษัท เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงค่าของเงินบาทเทียบกับ เงินตราต่างประเทศสกุลที่ได้กู้ยืมจากแหล่งอื่นในต่างประเทศ [รก.2506/73/376/23 กรกฎาคม 25 06]

_________________
พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510

มาตรา 4 การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทยเพื่อทราบ ยอดรวมของเงินกู้ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุน อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ นี้ ให้ใช้อัตราปริวรรตในวันใช้บังคับสัญญากู้ซึ่งได้กระทำมาแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้อัตราที่คำนวณจากการเทียบค่า เสมอภาคของเงินบาทกับเงินตราต่างประเทศสกุลที่กู้ยืมสำหรับเงินกู้ที่กู้ ภายหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ ในขณะนี้การประกอบอุตสาหกรรมของเอกชนภายในประเทศควรได้รับ การส่งเสริมมากยิ่งขึ้น จึงสมควรขยายวงเงินค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัท ฯ จะพึงได้รับจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ หรือจากแหล่งกู้ยืมใดในต่างประเทศจาก 200 ล้านบาท เป็น 500 ล้าน บาท เพื่อให้บรรษัทมีเงินที่จะให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภายในประเทศ กู้ได้มากยิ่งขึ้น [รก.251 0/101/4พ/20 ตุลาคม 2510]
__________________
พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2522 หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 มีบทบัญญัติ บางประการยังไม่เหมาะสมกับภาวการณ์ในปัจจุบัน สมควรแก้ไขเพิ่มเติม โดยลดมูลค่าหุ้นของบรรษัทลงเป็นระดับเดียวกับมูลค่าของหลักทรัพย์จดทะเบียน ทั่ว ๆ ไป ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ไม่เป็นอุปสรรค ในการกระจายหุ้นออกสู่ผู้มีเงินออมส่วนย่อย และกำหนดให้มูลค่าหุ้นของบรรษัท สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อให้เป็นการคล่องตัว ตามภาวะของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ควรให้รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังได้มีส่วนในการกำหนดแนวนโยบายและกำกับการดำเนินงาน ของบรรษัทได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยให้การแต่งตั้งผู้จัดการทั่วไปของบรรษัทต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตราบเท ่าที่เงินซึ่งรัฐบาล ให้บรรษัทกู้ยืมยังคงมีค้างอยู่ หรือการค้ำประกันที่รัฐบาลให้ไว้ยังไม่สิ้นอายุการบังคับ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น [รก.2522/27/13พ/28 กุมภาพันธ์ 2522]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook