บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ ประกันชีวิต พ.ศ.253
    


พระราชบัญญัติ ประกันชีวิต พ.ศ.2535

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2535
เป็นปีที่ 47 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย คำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2535/46/1/10 เมษายน 2535] มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2510 มาตรา 4 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่การประกอบธุรกิจประกันชีวิต ของธนาคารออมสินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารออมสิน มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ "บริษัท" หมายความว่า บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ และหมายความรวมถึง สาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต ในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

"สำนักงานใหญ่" หมายความรวมถึงสำนักงานสาขาของบริษัทประกัน ชีวิตต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตในราชอาณาจักรตาม พระราชบัญญัตินี้ด้วย "การประกอบธุรกิจประกันชีวิต" หมายความรวมถึงการประกอบธุรกิจ ประกันต่อด้วย "เงินกองทุน" หมายความว่า ทรัพย์สินส่วนที่เกินกว่าหนี้สินของบริษัท ตามราคาประเมินทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทที่ประเมินตามพระราชบัญญัตินี้ "ตัวแทนประกันชีวิต" หมายความว่า ผู้ซึ่งบริษัทมอบหมายให้ทำการ ชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท "นายหน้าประกันชีวิต" หมายความว่า ผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคค ล ทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท โดยกระทำเพื่อบำเหน็จเนื่องจากการนั้น "กองทุน" หมายความว่า กองทุนเพื่อการพัฒนาธุรกิจประกันชีวิต "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้ "นายทะเบียน" หมายความว่า อธิบดีกรมการประกันภัยหรือผู้ซึ่งอธิบดี กรมการประกันภัยมอบหมาย "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราช บัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงกำหนด ค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดกิจการอื่น เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กับออกประกาศตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

หมวด 1
บริษัท
______

ม าตรา 7 ภายใต้บังคับมาตรา 8 การประกอบธุรกิจประกันชีวิตจะ กระทำได้เมื่อได้จัดตั้งขึ้นในรูปบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด และโดยได้รับ
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตจากรัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี การจัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดตามวรรคหนึ่งต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี ในการนี้จะกำหนดเงื่อนไข ให้ปฏิบัติก่อนให้ความเห็นชอบก็ได้ เมื่อได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดและได้วาง หลักทรัพย์ประกันตามมาตรา 20 กับทั้งได้ดำรงไว้ซึ่งเงินกองทุนตามมาตรา 27 แล้ว จึงให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตต่อรัฐมนตรีภายใน ระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่ได้ จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว การขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตและการออกใบอนุญาต ประกอบธุรกิจประกันชีวิต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฎกระทรวง และในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยก็ได้ มาตรา 8 บริษัทประกันชีวิตต่างประเทศจะตั้งสาขาของบริษัทเพื่อ ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตจาก รัฐมนตรี โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี ในการนี้รัฐมนตรีจะอนุญาตโดยมีเงื่อนไขก็ได้ การขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตและการออกใบอนุญาต ประกอบธุรกิจประกันชีวิตโดยตั้งเป็นสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศ ตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง สาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ประกันชีวิต ต้องดำรงทรัพย์สินไว้ในประเทศไทยตามจำนวน ชนิด วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จำนวนทรัพย์สินที่รัฐมนตรีกำหนดต้อง ไม่ต่ำกว่าจำนวนเงินกองทุนที่บริษัทต้องดำรงตามมาตรา 27 รัฐมนตรีจะออกใบอนุญาตตามความในวรรคหนึ่งก็ต่อเมื่อบริษัทได้วาง หลักทรัพย์ประกันตามมาตรา 20 และดำรงไว้ซึ่งทรัพย์สินในประเทศไทย ตามวรรคสามแล้ว บริษัทที่เป็นสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศจะเปิดสาขา ณ ที่ใด ๆ มิได้ สาขาให้หมายความรวมถึงสำนักงานที่แยกออกจากสำนักงานใหญ่ของ บริษัทไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างใด และได้รับเงินค่าใช้จ่ายจากบริษัทไม่ว่าโดย ทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงสถานที่ที่ได้รับความเห็นชอบ จากนายทะเบียนให้ใช้เป็นที่ตั้งหน่วยปฏิบัติการข้อมูล สถานที่เก็บเอกสาร และสถานที่ฝึกอบรมที่เกี่ยวกับกิจการของบริษัท
มาตรา 9 หุ้นของบริษัทจะต้องเป็นหุ้นสามัญชนิดระบุชื่อผู้ถือ มีมูลค่า ของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท และข้อบังคับของบริษัทต้องไม่มีข้อจำกัด ในการโอนหุ้น มาตรา 10 บริษัทต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ ไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และต้องมีกรรมการ เป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด มาตรา 11 บุคคลใดได้หุ้นของบริษัทใดมา และการได้มานั้นเป็น เหตุให้จำนวนหุ้นหรือบุคคลผู้ถือหุ้นอยู่เป็นไปโดยฝ่าฝืนมาตรา 10 และ ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 12 บุคคลน ั้นจะยกเอาการถือหุ้นในส่วนที่เกินจำนวน ที่ถือไว้ขึ้นใช้ยันต่อบริษัทนั้นมิได้ และบริษัทจะจ่ายเงินปันผลหรือเงิน ตอบแทนอื่นใดให้แก่บุคคลนั้น หรือให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม ของผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นส่วนที่เกินมิได้ มาตรา 12 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา 10 และ มาตรา 11 ให้บริษัทตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าสามเดือนก่อนการ ประชุมผู้ถือหุ้นทุกคราว และแจ้งผลการตรวจสอบต่อนายทะเบียนตามรายการ และภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนด ในกรณีที่พบว่ามีจำนวนหุ้นที่ ผู้ถือหุ้นถือหุ้นโดยฝ่าฝืนมาตรา 10 ให้บริษัทแจ้งให้ผู้นั้นทราบภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ตรวจพบและให้ผู้นั้นดำเนินการแก้ไขภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันรับแจ้ง มาตรา 13 บทบัญญัติมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 และ มาตรา 12 มิให้นำมาใช้บังคับแก่บริษัทที่เป็นสาขาของบริษัทประกันชีวิต ต่างประเทศตามมาตรา 8 มาตรา 14 บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตจะ ควบกับบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดอื่นมิได้ เว้นแต่จะควบกับบริษัทที่ ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตด้ว ยกัน การควบบริษัทตามวรรคหนึ่งเข้ากัน ให้กระทำได้เมื่อได้รับความ เห็นชอบจากรัฐมนตรี ในการให้ความเห็นชอบรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขให้ ปฏิบัติก่อนให้ความเห็นชอบก็ได้ เมื่อได้จดทะเบียนควบบริษัทเข้ากันตามกฎหมายแล้ว บริษัทใหม่ที่ควบ เข้ากันต้องขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามมาตรา 7 ภายใน ระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันจดทะเบียน บริษัทใหม่ที่ควบเข้ากันนั้น ในระหว่างขอรับใบอนุญาต ให้ประกอบธุรกิจประกัน ชีวิตไปพลางได้ตามใบอนุญาตเดิม หากไม่ขอรับใบอนุญาตภายในกำหนด ดังกล่าวหรือควบบริษัทเข้ากันโดยฝ่าฝืนมาตรานี้ ให้ถือว่าใบอนุญาตประกอบ ธุรกิจประกันชีวิตเดิมที่ออกให้แก่บริษัทก่อนควบเข้ากันนั้นเป็นอันสิ้นอายุ
มาตรา 15 นอกจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ประกันชีวิต บริษัทต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับการประกอบธุรกิจ ประกันชีวิตทุกปี เว้นแต่ปีที่ออกใบอนุญาต บริษัทใดไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายในสามเดือนนับแต่วันสิ้นปีป ฏิทิน ให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตของบริษัทนั้นสิ้นอายุ มาตรา 16 เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีใบอนุญาต ประกอบธุรกิจประกันชีวิตของบริษัทใดสิ้นอายุ ให้ถือว่าบริษัทนั้นถูกสั่ง เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต มาตรา 17 บริษัทตามมาตรา 7 ที่จะเปิดสาขาหรือย้ายที่ตั้ง สำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขา ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนและ ให้นำความในมาตรา 8 วรรคหก มาใช้บังคับโดยอนุโลม การขออนุญาตและการอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา 18 ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญา ประกันชีวิตกับบุคคลใด ๆ เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า "ประกันชีวิต" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน นอกจากบุคคล ดังต่อไปนี้ (1) บริษัท (2) สมา คมที่มีสมาชิกส่วนมากเป็นบริษัทหรือสมาคมที่มีสมาชิก ส่วนมากเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท (3) สมาคมที่มีสมาชิกส่วนมากเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้า ประกันชีวิต (4) สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานที่มีสมาชิกส่วนมากเป็น พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท (5) ตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิตที่ใช้เพื่อเป็นคำ แสดงชื่อในธุรกิจการเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิตของตน แล้วแต่กรณี (6) สถาบันการศึกษาวิชาประกันชีวิตหรือสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจประกันชีวิตซึ่งใช้เพื่อเป็นคำแสดงชื่อของสถาบันนั้น (7) กรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง สมาชิก หรือผู้มีฐานะ มีตำแหน่ง หรือหน้าที่ใด ๆ ในบริษัท สมาคม สหภาพแรงงาน สถาบันการศึกษาวิชา ประกันชีวิต หรือสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันชีวิตตาม (1)(2)(3) (4) และ (6) ซึ่งใช้เพื่อแสดงความเป็นกรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง สมาชิก
หรือความมีฐานะ มีตำแหน่ง หรือหน้าที่ของตนในบริษัท สมาคม สหภาพแรงงาน หรือสถาบันดังกล่าว มาตรา 20 บริษัทต้องมีหลักทรัพย์ของบริษัทวางไว้กับนายทะเบียน เป็นหลักทรัพย์ประกันมีมูลค่าตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หลักทรัพย์ของบริษัทที่ต้องวางไว้กับนายทะเบียนจะเป็นเงินสด พันธบัตร รัฐบาลไทย หรือทรัพย์สินอย่างอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดก็ได้ บริษัทอาจขอเปลี่ยนแปลงหลักทรัพย์ประกันที่วางไว้ได้ ทั้งนี้ ภายใต้ บังคับวรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา 21 ในกรณีที่หลักทรัพย์ประกันของบริษัทใดมีมูลค่าลดต่ำ ลงกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 20 ให้นายทะเบียนสั่งให้ บริษัทนั้นนำหลักทรัพย์ประกันมาเพิ่มจนครบจำนวนที่กำหนดภายในสองเดือน นับแต่วันได้รับคำสั่ง มาตรา 22 ในกรณีที่หลักทรัพย์ประกันของบริษัทใดมีมูลค่าเพิ่มขึ้น กว่าที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 20 ให้นายทะเบียนมีอำนาจ สั่งถอนหลักทรัพย์ประกันส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นนั้นได้ ตามคำขอของบริษัท ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้น มาตรา 23 ให้บริษัทจัดสรรเบี้ยประกันภัยไว้เป็นเงินสำรอง ประกันภัย สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่ยัง มีความผูกพันอยู่ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีจะประกาศกำหนดให้บริษัท จัดสรรเงินสำรองอื่นอันจำเป็นด้วยก็ได้ มาตรา 24 รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทวางเงินสำรอง ประกันภัยเป็นมูลค่าไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าของเงินสำรองประกันภัยตาม มาตรา 23 ไว้กับนายทะเบียน เงินสำรองประกันภัยที่วางไว้กับนายทะเบียนจะเป็นเงินสด พันธบัตรรัฐบาลไทย หรือทรัพย์สินอย่างอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ก็ได้ และให้นำความในมาตรา 21 และมาตรา 22 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม มาตรา 25 ในกรณีที่หลักทรัพย์ประกันที่บริษัทวางไว้กับ นายทะเบียนตามมาตรา 20 และเงินสำรองที่บริษัทวางไว้กับนายทะเบียน ตามมาตรา 24 เป็นทรัพย์สินที่การโอนหรือการได้มาซึ่งทรัพย์สินนั้น จะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย หรือต้องกระทำต่อ บุคคลอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการโอนหรือการได้มาซึ่งทรัพย์สินนั้น
ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้ าที่หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง นั้นทราบ และห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องนั้นโอน หรือให้ไปซึ่งทรัพย์สินนั้น จนกว่านายทะเบียนจะมีหนังสือแจ้งการถอน หรือการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินนั้น มาตรา 26 หลักทรัพย์ประกันที่บริษัทวางไว้ตามมาตรา 20 และ เงินสำรองตามมาตรา 23 ที่บริษัทวางไว้กับนายทะเบียนตามมาตรา 24 ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่บริษัทยังมิได้ เลิกกัน ในกรณีที่บริษัทเลิกกัน ให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจาก การเอาประกันภัย มีบุริมสิทธิพิเศษเหนือทรัพย์สินที่วางเป็นหลักทรัพย์ ประกันตามมาตรา 20 และเงินสำรองตามมาตรา 23 ที่วางไว้กับ นายทะเบียนตามมาตรา 24 และมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าว ก่อนเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษอื่น ในกรณีที่บริษัทล้มละลาย ให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิด จากการเอาประกันภัยมีบุริมสิทธิพิเศษเหนือทรัพย์สินที่วางเป็นหลักทรัพย์ ประกันตามมาตรา 20 และเงินสำรองตามมาตรา 23 ที่วางไว้กับ นายทะเบียนตามมาตรา 24 มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าว อย่างเดียวกันกับเจ้าหนี้มีประกันตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย ทรัพย์สินของบริษัทนอกจากหลักทรัพย์ประกันตามมาตรา 20 และ เงินสำรองตามมาตรา 23 ที่วางไว้กับนายทะเบียนตามมาตรา 24 ให้ เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัยมีสิทธิได้รับ ชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกันกับผู้ทรงบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 27 บริษัทต้องดำรงไว้ซึ่งเงินกองทุนตลอดเวลาที่ ประกอบธุรกิจประกันชีวิตเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสองของเงินสำรอง ตามมาตรา 23 แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาท

หมวด 2
การควบคุมบริษัท
________

มาตรา 28 นอกจากการประกันชีวิต บริษัทจะลงทุนประกอบ ธุรกิจอื่นใดได้เฉพาะที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ในการนี้รัฐมนตรีจะกำหนด เงื่อนไขสำหรับการประกอบธุรกิจนั้น ๆ ให้บริษัทปฏิบัติด้วยก็ได้ มาตรา 29 กรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทออกให ้แก่ผู้เอาประกันภัย
ต้องเป็นไปตามแบบและข้อความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ รวมทั้งเอกสารประกอบหรือแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยด้วย แบบและข้อความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้แล้วตาม วรรคหนึ่ง เมื่อนายทะเบียนเห็นสมควรหรือเมื่อบริษัทร้องขอ นายทะเบียนจะสั่ง ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหรือยกเลิกแบบหรือข้อความนั้นบางส่วน หรือทั้งหมดก็ได้ ในกรณีที่บริษัทออกกรมธรรม์ประกันภัยแตกต่างไปจากแบบหรือ ข้อความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีสิทธิเลือกให้ บริษัทต้องรับผิดในการชำระหนี้ตามแบบกรมธรรม์ประกันภัยหรือข้อความที่ บริษัทออกให้นั้น หรือตามแบบหรือข้อความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบ ไว้แล้วก็ได้ และไม่ว่าผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ ประกันภัยจะใช้สิทธิดังกล่าวนี้ประการใดหรือไม่ย่อมไม่เป็นเหตุให้บริษัท พ้นความผิดที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ใ นกรณีที่บริษัทออกกรมธรรม์ประกันภัยโดยใช้แบบหรือข้อความที่ นายทะเบียนมิได้ให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ผู้เอาประกันภัย จะเลือกให้บริษัทต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้น หรือจะบอกเลิกสัญญา ประกันชีวิตนั้นเสียและให้บริษัทคืนเบี้ยประกันภัยทั้งสิ้นที่ได้ชำระไว้แล้ว แก่บริษัทก็ได้ และไม่ว่าผู้เอาประกันภัยจะใช้สิทธิดังกล่าวนี้ประการใด หรือไม่ ย่อมไม่เป็นเหตุให้บริษัทพ้นความผิดที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 30 อัตราเบี้ยประกันภัยที่บริษัทกำหนด จะต้องได้รับความ เห็นชอบจากนายทะเบียน อัตราเบี้ยประกันภัยที่นายทะเบียนเห็นชอบไว้แล้ว เมื่อนายทะเบียน เห็นสมควรหรือเมื่อบริษัทร้องขอ นายทะเบียนจะสั่งให้เปลี่ยนอัตรานั้น เสียใหม่ก็ได้ การเปลี่ยนอัตราใหม่ไม่มีผลกระทบกระเทือนกรมธรรม์ประกันภัย ที่ได้กำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ก่อนแล้ว มาตรา 31 ห้ามมิให้บริษัทออกกรมธรรม์ประกันภัยโดยระบุ จำนวนเงินอันจะพึงใช้ให้เป็นเงินตราต่างประเทศแก่ผู้เอาประกันภัยหรือ ผู้รับประโยชน์ มาตรา 32 การคำนวณผลกำไรของบริษัทว่ามีหรือไม่และเท่าใด เพื่อประโยชน์ในการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น บริษัทต้องได้รับความเห็นชอบ จากนายทะเบียน มาตรา 33 ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังต่อไปนี้ (1) ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย
(2) ลดทุนโดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียนโดย ความเห็นชอบของรัฐมนตรี (3) ฝากเงินไว้ที่อื่นนอกจากที่ธนาคาร บริษัทเงินทุนหรือบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ (4) เก็บเงินสดไว้ที่อื่นนอกจากเก็บไว้ที่สำนักงานของบริษัท (5) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดให้แก่กรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทเพื่อเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับ หรือเนื่องจากธุรกิจหรือการกระทำใด ๆ เว้นแต่เป็นการจ่ายบำเหน็จ เงินเดือน โบนัส หรือเงินอย่างอื่นที่พึงจ่ายตามปกติ (6) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดให้แก่ตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้า ประกันชีวิต นอกจากเงินค่าจ้างหรือบำเหน็จที่พึงจ่ายตามปกติ (7) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื ่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใด เป็นค่า นายหน้า หรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท (8) จ่ายบำเหน็จให้แก่บุคคลที่ช่วยให้มีการทำสัญญาประกันชีวิต ซึ่ง มิใช่ตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิตของบริษัท (9) ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่   (ก) เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจหรือสำหรับใช้ เพื่อสวัสดิการของพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทตามสมควร   (ข) เพื่อใช้สำหรับการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนดตามมาตรา 28   (ค) เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทได้มาจากการรับชำระหนี้หรือ จากการบังคับจำนอง การซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ตาม (ก) หรือ (ข) หรือการได้ อสังหาริมทรัพย์มาจากการรับชำระหนี้ตาม (ค) ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือ จากนายทะเบียน ในการอนุญาตนายทะเบียนจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วย ก็ได้ (10) ให้ประโยชน์เป็นพิเศษแก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยนอกเหนือไป จากที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย (11) รับชำระเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยลดลงต่ำกว่าจำนวน ที่ต้องชำระ (12) ตั้งหรือมอบหมายบุคคลอื่นนอกจากตัวแทนประกันชีวิต นายหน้า ประกันชีวิต หรือพนักงานของบริษัทซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการรับเงินเป็นผู้รับ ชำระเบี้ยประกันภัย
(13) ออกกรมธรรม์ประกันภัยโดยไม่มีลายมือชื่อของกรรมการ ผู้มีอำนาจผูกพันบริษัทและไม่ได้ประทับตราของบริษัทตามที่ได้จดทะเบียนไว้ หรือไม่มีลายมือชื่อของผู้จัดการสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศ ตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตและไม่ได้ประทับตรา ของบริษัทนั้นด้วย ถ้ามี (14) โฆษณาจูงใจอันเป็นเท็จหรือเกินความจริงเกี่ยวกับบริษัทหรือ ธุรกิจประกันชีวิตของบริษัท (15) ตั้งหรือมอบหมายบุคคลอื่นนอกจากตัวแทนประกันชีวิตของบริษัท ไปชักชวนชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท ทั้งนี้ เว้นแต่เป็นการกระทำของกรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทซึ่ง กระทำการในนามบริษัท หรือ (16) ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่า ร วมกันสูงกว่าที่นายทะเบียนกำหนดแก่กรรมการ หรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการและได้รับความเห็นชอบ จากนายทะเบียน มาตรา 34 บริษัทต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่ตกเป็นของบริษัท ตามมาตรา 33(9) ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทมีไว้เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบ ธุรกิจ หรือสำหรับใช้เพื่อสวัสดิการของพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท หรือ เพื่อใช้สำหรับการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นตามมาตรา 33(9)(ก) หรือ (ข) ถ้ามิได้ใช้อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวแล้ว ให้จำหน่ายภายในเก้าปีนับแต่วันที่ เลิกใช้ (2) อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทได้มาจากการรับชำระหนี้ หรือจากการ บังคับจำนองตามมาตรา 33(9)(ค) ให้จำหน่ายภายในเก้าปีนับแต่วันที่ ได้มา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้มีไว้เพื่อใช้ในกิจการตาม มาตรา 33(9)(ก) หรือ (ข) กำหนดระยะเวลาที่กำหนดตาม (1) และ (2) นายทะเบียนอาจ ขยายให้อีกได้ไม่เกินสามปีเมื่อบริษัทร้องขอก่อน สิ้นระยะเวลานั้นโดยมี เหตุผลอันสมควรในการอนุญาตนายทะเบียนจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ปฏิบัติ ไว้ด้วยก็ได้ มาตรา 35 ห้ามมิให้บริษัทตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน บุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัท (1) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
(2) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต (3) เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ ของบริษัทในช่วงเวลาที่บริษัทนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกัน ชีวิตหรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย (4) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ ของบริษัทอื่นที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต เว้นแต่จะได้รับ ยกเว้นตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (5) ถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มี อำนาจในการจัดการของบริษั ทตามมาตรา 54 (6) เป็นข้าราชการการเมือง (7) เป็นข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมบริษัท เว้นแต่ เป็นกรณีของบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือการดำเนินงานของบริษัทหรือเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 54 มาตรา 36 ห้ามมิให้บริษัทแต่งตั้งหรือมอบหมายบุคคลใดนอกจาก กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัททำการรับประกันชีวิต รับเบี้ย ประกันภัย และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ว่าบางส่วน หรือทั้งหมด นอกจากการประกันต่อ มาตรา 37 ห้ามมิให้บริษัทประวิงการใช้เงินแก่ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย หรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัย ที่ต้องจ่าย หรือคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือจ่ายหรือคืนไปโดยไม่สุจริต การกระทำหรือการปฏิบัติใด ๆ ของบริษัทที่จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืน ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนด มาตรา 38 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนมีอำนาจประกาศกำหนดให้บริษัทปฏิบัติการใด ๆ ในเร ื่อง ต่อไปนี้ได้ (1) การเก็บเบี้ยประกันภัย (2) การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัท (3) การประกันต่อ (4) การจำแนกประเภทค่าใช้จ่าย
(5) อัตราเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยและเงื่อนไขในการ จ่ายเงินนั้น (6) อัตราค่าจ้างหรือบำเหน็จสำหรับตัวแทนประกันชีวิตและนายหน้า ประกันชีวิต (7) แบบ ขนาด ตัวอักษร ภาษาที่ใช้ และข้อความของหนังสือมอบ อำนาจของบริษัทรวมทั้งเอกสารแสดงการรับเงินของบริษัท (8) การให้กู้ยืมเงินโดยมีกรมธรรม์ประกันภัยเป็นประกัน (9) การจ่ายเงินปันผลแก่ผู้เอาประกันภัย มาตรา 39 ในการติดต่อกับประชาชน บริษัทต้องเปิดทำการตาม วันและเวลาที่นายทะเบียนประกาศกำหนด แต่ทั้งนี้ บริษัทจะเปิดทำการ เกินกว่าที่กำหนดก็ได้ มาตรา 40 ให้บริษัทจัดทำสมุดทะเบียนและสมุดบัญชีเกี่ยวกับธุรกิจ ของบริษัทตามแบบและรายการที่นายทะเบียนกำหนด เมื่อมีเหตุจะต้องลงในสมุดทะเบียนและสมุ ดบัญชีของบริษัทเกี่ยวกับ ธุรกิจของบริษัท ให้บริษัทลงรายการที่เกี่ยวกับเหตุนั้นในสมุดทะเบียนและ สมุดบัญชีเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัท ทั้งนี้ ไม่ช้ากว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่มี เหตุอันจะต้องลงรายการนั้น มาตรา 41 ให้บริษัทเก็บรักษาสมุดทะเบียนและสมุดบัญชีตาม มาตรา 40 ไว้ที่สำนักงานของบริษัทไม่น้อยกว่าสิบปีนับแต่วันที่ลงรายการ ครั้งสุดท้ายในสมุดทะเบียนหรือสมุดบัญชีนั้น หรือนับแต่วันที่บริษัทพ้นจาก ความรับผิดตามรายการที่มีความรับผิดหลังสุด ทั้งนี้ แล้วแต่อย่างใดจะ ยาวกว่า มาตรา 42 ผู้มีส่วนได้เสียจะขอตรวจดูสมุดทะเบียนตามมาตรา 40 เฉพาะรายการที่ตนเกี่ยวข้องหรือจะขอให้บริษัทคัดสำเนารายการดังกล่าว โดยรับรองว่าถูกต้องด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเสียค่าบริการตามที่นายทะเบียน กำหนด มาตรา 43 บริษัทต้องจัดส่งรายงานประจำปีแสดงฐานะการเงิน และกิจการของบริษัทสำหรับรอบปีปฏิทินที่ล่วงแล้วต่อนายทะเบียน ตามแบบ และรายการที่นายทะเบียนกำหนดภายในห้าเดือนนับแต่วันสิ้น ปีปฏิทิน สำหรับบริษัทที่เป็นสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศ ต้องส่ง รายงานประจำปีของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศที่ตนเป็นสาขาด้วยภายใน ห้าเดือนนับแต่วันสิ้นปีบัญชีของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศนั้น รายงานประจำปีตามมาตรานี้ ต้องมีการรับรองโดยผู้สอบบัญชีด้วย มาตรา 44 ถ้าปรากฏว่ารายงานประจำปีที่บริษัทส่งตามมาตรา 43
วรรคหนึ่ง ไม่ถูกต้องหรือไม่มีรายการครบถ้วนบริบูรณ์ ให้นายทะเบียนมีอำนาจ สั่งให้บริษัทแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องหรือครบถ้วนบริบูรณ์ภายในระยะเวลาที่ นายทะเบียนกำหนด ในกรณีที่บริษัทไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าบริษัทมิได้ ส่งรายงานประจำปีตามมาตรา 43 มาตรา 45 ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้บริษัทยื่นรายงานหรือ เอกสารใด ๆ ตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราว ตามแบบและรายการที่ นายทะเบียนกำหนดก็ได้ และนายทะเบียนจะให้ทำคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือ ขยายความแห่งรายงานหรือเอกสารนั้นด้วยก็ได้ รายงานหรือเอกสารที่ยื่นหรือแสดงหรือทำคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือ ขยายความตามวรรคหนึ่ง บริษัทต้องทำให้ครบถ้วนตรงต่อความเป ็นจริง มาตรา 46 ให้บริษัทประกาศรายการย่อตามแบบที่นายทะเบียน กำหนดแสดงสินทรัพย์และหนี้สินที่มีอยู่ในวันสิ้นปีปฏิทินภายในสิบห้าวันนับแต่ วันที่ส่งรายงานประจำปีตามมาตรา 43 ในหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่าย ในท้องถิ่นที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่อย่างน้อยหนึ่งฉบับมีระยะเวลา ไม่น้อยกว่าสามวัน และให้ปิดประกาศไว้ในที่ที่เปิดเผย ณ สำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขาของบริษัทไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนด้วย มาตรา 47 ให้บริษัทส่งรายงานการตรวจสอบฐานะการเงิน รวมทั้งการคำนวณความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อนายทะเบียน ทุกรอบหนึ่งปี ซึ่งรับรองโดยบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและความรู้ตามที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนด รายงานนั้นให้ทำตามแบบและรายการที่นายทะเบียนกำหนด และต้องยื่นต่อนายทะเบียนไม่ช้ากว่าสิบเดือนนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน ไม่ว่าในระยะเวลาใดเมื่อเห็นสมควร นายทะเบียนจะสั่งให้ บริษัทปฏิบัติการตรวจสอบและส่งรายงานตามความในวรรคหนึ่งก็ได้ ในกรณีดั่งว่านี้ ให้นำกำหนดระยะเว ลาการยื่นรายงานต่อนายทะเบียน ตามวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยให้เริ่มนับแต่วันที่บริษัทได้รับคำสั่งจาก นายทะเบียน มาตรา 48 ให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ ตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของบริษัท และเพื่อประโยชน์ในการ ตรวจสอบให้นายทะเบียน และพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ (1) เข้าไปในสำนักงานของบริษัทในระหว่างเวลาทำการ เพื่อทราบข้อเท็จจริง ในการนี้ให้มีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานอื่น ๆ จากกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทและ สอบถามบุคคลดังกล่าวได้ (2) เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจของบริษัท หรือสถานที่ใด ๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสมุดบัญชี เอกสาร หรือดวงตรา หรือหลักฐานอื่น
อันเกี่ยวกับกิจการสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท เพื่อตรวจสอบหรือประเมิน ราคาทรัพย์สินของบริษัท ในระหว่างเวลาทำการหรือในเวลาระหว่าง พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก (3) สั่งให้บริษัทหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทส่งเอกสาร หรือหลักฐาน อื่น ๆ (4) เรียกบุคคลดังกล่าวใน (1) หรือ (3) มาให้ถ้อยคำหรือ จะสั่งให้บุคคลดังกล่าวยื่นคำชี้แจงแสดงข้อเท็จจริงตามที่ต้องการก็ได้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม วรรคหนึ่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร มาตรา 49 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ นายทะเบียน และพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวตามแบบที่กำหนดใน กฎกระทรวงเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องร้องขอ มาตรา 50 ผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะขอตรวจดูสมุดทะเบียนและ เอกสารที่เกี่ยวแก่สมุดทะเบียนที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ และขอคัดสำเนา โดยมีคำรับรองของนายทะเบียนได้ โดยยื่นคำขอต่อนายทะเบียนตามแบบ ที่นายทะเบียนกำหนด มาตรา 51 เมื่อบริษัทใดประสงค์จะเลิกกิจการ ให้บริษัทนั้นแจ้ง ความประสงค์ที่จะเลิกกิจการต่อนายทะเบียนให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า สามเดือนก่อนเลิกกิจการ ในกรณีที่บริษัทซึ่งเป็นสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศเลิก กิจการให้มีการชำระบัญชี ในการชำระบัญชีนั้นให้นำความในมาตรา 65 มาตรา 66 และมาตรา 67 มาใช้บังคับโดยอ นุโลม มาตรา 52 จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ตาม กรมธรรม์ประกันภัย หรือทายาทของผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับตาม กรมธรรม์ประกันภัย หากมิได้เรียกร้องจากบริษัทจนล่วงพ้นอายุความแล้ว ให้บริษัทนำส่งเงินดังกล่าวเข้ากองทุนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ครบกำหนด อายุความ มาตรา 53 เมื่อปรากฏหลักฐานต่อนายทะเบียนว่าบริษัทใดมีฐานะ หรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน นายทะเบียนด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการดังกล่าวได้ภายใน ระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนด ในการนี้จะสั่งให้เพิ่มทุนหรือลดทุนด้วยก็ได้ ในกรณีที่บริษัทใดไม่เพิ่มทุนหรือลดทุนภายในกำหนดเวลาที่นายทะเบียน สั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าคำสั่งของนายทะเบียนเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น นับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาตามคำสั่งของนายทะเบียนดังกล่าว ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องให้บริษัทใดเพิ่ มทุนหรือลดทุน เพื่อให้บริษัทนั้นสามารถพยุงฐานะและการดำเนินการต่อไปได้ นายทะเบียน
ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีจะสั่งให้บริษัทเพิ่มทุนหรือลดทุนทันทีก็ได้ โดยให้ถือว่าคำสั่งของนายทะเบียนดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ในการเพิ่มทุนหรือลดทุนตามวรรคสองหรือวรรคสาม มิให้นำ มาตรา 1220 มาตรา 1224 มาตรา 1225 และมาตรา 1226 แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 136 วรรคสอง (2) มาตรา 139 และ มาตรา 141 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ มาตรา 54 เมื่อปรากฏหลักฐานต่อนายทะเบียนว่าบริษัทใดมีฐานะ หรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน หรือกรรมการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการ ดำเนินงานของบริษัทใด ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา 53 นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นถอดถอนกรรมการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบ ในการดำเนินงานของบริษัทผู้เป็นต้นเหตุดังกล่าวออกจากตำแหน่งได้ ในกรณีที่นายทะเบียนสั่งถอดถอนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้บริษัทนั้น แต่งตั้งบุคคลอื่นโดยความเห็นชอบจากนายทะเบียนเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าว แทนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันถอดถอน ในกรณีที่บริษัทใดไม่ถอดถอนบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือถอดถอนแล้ว ไม่แต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าดำรงตำแหน่งแทนตามวรรคสอง นายทะเบียนด้วย ความเห็นชอบของรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งถอดถอนบุคคลดังกล่าวหรือแต่งตั้ง บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนไปดำรงตำแหน่งเป็นเวลาไม่เกินสามปี และ มิให้นำความในมาตรา 35(4) มาใช้บังคับ ให้ผู้ซึ่งนายทะเบียนแต่งตั้งตามวรรคสามได้รับค่าตอบแทนตามที่ รัฐมนตรีกำหนด โดยให้จ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้น และในระหว่างเวลา ที่บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งอยู่ ผู้ถือหุ้นของบริษัทจะมีมติเพิกถอนหรือ เปลี่ยนแปลงคำสั่งของนายทะเบียนมิได้ บุคคลซึ่งถูกถอดถอนตามคำสั่งของนายทะเบียนจะเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือดำเนินการใด ๆ ในบริษัทนั้นไม่ได้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้ถือว่าคำสั่งของนายทะเบียนที่ให้ถอดถอนหรือแต่งตั้งตามมาตรานี้ เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น มาตรา 55 ในกรณีที ่นายทะเบียนมีคำสั่งตามมาตรา 53 หรือ มาตรา 54 แล้ว แต่ฐานะการเงินและการดำเนินงานของบริษัทก็ยังไม่ดีขึ้น รัฐมนตรีจะสั่งให้มีการควบคุมบริษัทนั้น หรือจะมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบธุรกิจของบริษัทนั้นเสียก็ได้ มาตรา 56 เมื่อมีการควบคุมบริษัทใด ให้นายทะเบียนแจ้งคำสั่ง
นั้นไปยังบริษัทและให้ปิดคำสั่งนั้นไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของบริษัทนั้น กับทั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่าย ในท้องถิ่นที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่อย่างน้อยสองฉบับ มาตรา 57 เมื่อมีการควบคุมบริษัทใด ให้รัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการ ควบคุมบริษัทนั้นประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอื่นอีก ไม่น้อยกว่าสองคน คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของบริษัท นั้นได้ทุกประการและให้ประธานกรรมการเป็นผู้แทนของบริษัทนั้น ทั้งนี้ มิให้นำความในมาตรา 35(4) มาใช้บังคับ ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รัฐมนตรี แต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน คณะกรรมการมีอำนาจมอบหมายให้กรรมการ พนักงานและลูกจ้าง ของบริษัทที่ถูกควบคุมหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ของบริษัทได้ การตั้งคณะกรรมการและการแต่งตั้งกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทน ประธานกรรมการให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 58 เมื่อมีการควบคุมบริษัทใด ห้ามมิให้กรรมการและ พนักงานของบริษัทดำเนินกิจการของบริษัทนั้น เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการควบคุมบริษัท มาตรา 59 เมื่อมีการควบคุมบริษัทใด ให้กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทนั้นจัดการตามควร เพื่อปกป้องรักษาทรัพย์สินและ ประโยชน์ของบริษัทไว้ และรีบรายงานกิจการและมอบทรัพย์สินพร้อมด้วย สมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา และสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของ บริษัทให้แก่คณะกรรมการควบคุมบริษัทนั้นโดยมิชักช้า มาตรา 60 คณะกรรมการควบคุมบริษัทมีอำนาจสั่งให้บุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือให้แสดง หรือส่งสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตราและ หลักฐานอื ่นอันเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของบริษัทที่ถูกควบคุม มาตรา 61 เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่าบริษัทที่ถูก ควบคุมจะดำเนินกิจการของตนเองต่อไปได้ ให้รายงานต่อรัฐมนตรี ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรจะมีคำสั่งให้เลิกการควบคุมเสียก็ได้ เมื่อรัฐมนตรี มีคำสั่งเช่นว่านั้น ให้นายทะเบียนแจ้งคำสั่งนั้นไปยังบริษัทและให้ประกาศ คำสั่งในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายในท้องถิ่น ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่อย่างน้อยสองฉบับ มาตรา 62 เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่าบริษัทที่ถูก ควบคุมไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ และมีเหตุสมควรเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามมาตรา 64 ให้รายงานต่อรัฐมนตรี
ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควรจะมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบ ธุรกิจประกันชีวิตของบริษัทนั้นเสียตามมาตรา 64 ก็ได้

มาตรา 63 คณะกรรมการควบคุมบริษัทอาจได้รับเงินค่าตอบแทน ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐมนตรีกำหนด โดยให้จ่ายจากทรัพย์สินของบริษัท

หมวด 3
การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต
________

มาตรา 64 รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ประกันชีวิต เมื่อปรากฏแก่รัฐมนตรีว่าบริษัท (1) มีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สินหรือมีฐานะการเงินไม่มั่นคงอันอาจ เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน (2) ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวง เงื่อนไข ที่รัฐมนตรีกำหนด หรือประกาศที่ออกหรือกำหนดตามความในพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรี นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่ง สั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในเมื่ออาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน (3) หยุดประกอบธุรกิจประกันชีวิตโดยไม่มีเหตุอันสมควร (4) ประวิงการจ่ายเงินที่ต้องใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัย หรือ ประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยที่ต้องจ่ายหรือคืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือ จ่ายหรือคืนไปโดยไม่สุจริต (5) ถ้าประกอบธุรกิจประกันชีวิตต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้เอาประกันภัย หรือปร ะชาชน มาตรา 65 เมื่อบริษัทใดถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ประกันชีวิตให้บริษัทนั้นเลิกกันนับแต่วันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและให้มี การชำระบัญชี ในการชำระบัญชีนั้นให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี การใด ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ ผู้ถือหุ้นให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ นายทะเบียน มาตรา 66 เพื่อประโยชน์แก่การชำระบัญชี ให้ถือว่าบริษัทซึ่ง เป็นสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศเป็นบริษัทจำกัด และเพื่อ ประโยชน์แก่การนี้ ให้ถือว่านายทะเบียนและกรมการประกันภัยเป็น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วแต่กรณี และการเสนอรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ ผู้ถือหุ้น ให้เสนอต่อนายทะเบียน แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบถึงสิทธิเรียกร้องใด ๆ ที่มีต่อบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศนั้น

มาตรา 67 ผู้ชำระบัญชีซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 65 อาจ ได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด โดยให้จ่ายจากทรัพย์สินของบริษัท

หมวด 4
ตัวแทนประกันชีวิตและนายหน้าประกันชีวิต
________

มาตรา 68 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือ นายหน้าประกันชีวิต เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน คำขอรับใบอนุญาตและใบอนุญาต ให้เป็นไปตามแบบที่นายทะเบียน กำหนด ใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตให้ระบุด้วยว่าเป็นตัวแทนประกันชีวิต ของบริษัทใด มาตรา 69 ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิต ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (1) บรรลุนิติภาวะ (2) มีภูมิลำเนาในประเทศไทย (3) ไม่เป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (4) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต เว้นแต่ได้พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี ก่อนวันขอรับใบอนุญาต (5) ไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย (6) ไม่เป็นนายหน้าประกันชีวิต (7) ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือใบอนุญาต เป็นนายหน้าประกันชีวิตในระยะเวลาสามปีก่อนวันขอรั บใบอนุญาต (8) ได้รับการศึกษาวิชาประกันชีวิตจากสถาบันการศึกษาที่ นายทะเบียนประกาศกำหนดหรือสอบความรู้เกี่ยวกับการประกันชีวิตได้ตาม หลักสูตรและวิธีการที่นายทะเบียนประกาศกำหนด มาตรา 70 ผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 69 ประสงค์จะเป็นตัวแทน ประกันชีวิตของบริษัทใด ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตของ บริษัทนั้นต่อนายทะเบียน พร้อมด้วยหนังสือแสดงความต้องการของบริษัท ให้ผู้นั้นเป็นตัวแทนประกันชีวิต เมื่อนายทะเบียนได้พิจารณาคำขอตามวรรคหนึ่งเป็นที่พอใจแล้ว
ให้ออกใบอนุญาตให้ผู้นั้นเป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทที่แสดงความต้องการ เมื่อได้ออกใบอนุญาตแล้วให้แจ้งให้บริษัททราบ ผู้ที่เป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทใดอยู่แล้ว อาจขอรับใบอนุญาต เป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทอื่นอีกได้ คำขอรับใบอนุญาตเช่นว่านี้ ผู้ขอต้องยื่นหนังสือแสดงความยินยอมของบริษัทที่ผู้นั้นเป็นตัวแทนประกันชีวิต อยู่แล้วพร้อมด้วยหนังสือแสดงความต้องการของบริษัทใหม่ที่ต้องมีข้อ ความ แสดงไว้ด้วยว่าบริษัทใหม่นั้นได้ทราบแล้วว่าผู้ขอเป็นตัวแทนประกันชีวิต ของบริษัทใดอยู่แล้ว เมื่อนายทะเบียนได้ออกใบอนุญาตแล้วให้แจ้งบริษัท ที่เกี่ยวข้องทราบ หนังสือแสดงความต้องการตามวรรคหนึ่งและหนังสือแสดงความ ยินยอมตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามแบบที่นายทะเบียนกำหนด มาตรา 71 ตัวแทนประกันชีวิตอาจทำสัญญาประกันชีวิตในนาม ของบริษัทได้เมื่อได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัท ตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต หรือพนักงานของบริษัท ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการรับเงิน อาจรับเบี้ยประกันภัยในนามของบริษัท ได้เมื่อได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัท หนังสือมอบอำนาจของบริษัทตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ทำ ตามแบบที่นายทะเบียนกำหนด หนังสือมอบอำนาจของบริษัท แม้มิได้ทำตามแบบที่นายทะเบียน กำหนดก็ไม่เป็นเหตุให้เสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกเพราะเหตุที่มิได้ทำ ตามแบบที่กำหนดนั้น มาตรา 72 บุคคลธรรมดาซึ่งจะขอรับใบอนุญาตเป็นนายหน้า ประก ันชีวิตได้ ต้องไม่เป็นตัวแทนประกันชีวิต หรือเป็นกรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทใด และให้นำความในมาตรา 69(1) (2)(3)(4)(5)(7) และ (8)มาใช้บังคับโดยอนุโลม นิติบุคคลอาจขอรับใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิตได้เมื่อ (1) นิติบุคคลนั้นมีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย (2) กิจการดังกล่าวอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น (3) นิติบุคคลนั้นมีพนักงานหรือลูกจ้างที่ได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้า ประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้เป็นผู้ทำการแทนนิติบุคคลดังกล่าว และ (4) นิติบุคคลนั้นต้องไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นนายหน้า ประกันชีวิตในระยะเวลาสามปีก่อนวันขอรับใบอนุญาต
มาตรา 73 บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 72 ประสงค์จะเป็นนายหน้าประกันชีวิต ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนด ให้เป็นไป การออกใบอนุญาตให้นิติบุคคลเป็นนายหน้าประกันชีวิต>คำขอรับใบอนุญาตและใบอนุญาตตามมาตรานี้ ให้ทำตามแบบที่ นายทะเบียนกำหนด มาตรา 74 นายหน้าประกันชีวิตต้องมีสำนักงานตามที่ระบุไว้ ในคำขอรับใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิต ในกรณีย้ายสำนักงาน ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนเป็นหนังสือภายในห้าวันนับแต่วันที่ย้าย มาตรา 75 ให้นายหน้าประกันชีวิตจัดทำสมุดทะเบียน สมุดบัญชี และเอกสารเกี่ยวกับธุรกิจของตนตามแบบและรายการที่นายทะเบียนกำหนด เมื่อมีเหตุจะต้องลงในสมุดทะเบียน สมุดบัญชี และเอกสารตาม วรรคหนึ่งให้นายหน้าประกันชีวิตลงรายการเกี่ยวกับเหตุนั้นในสมุดทะเบียน สมุดบัญชี และเอกสารเช่นว่านั้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีเหตุจะต้องลง รายการนั้น มาตรา 76 ให้นายหน้าประกันชีวิตเก็บรักษาสมุดทะเบียน สมุดบัญชี และเอกสารเกี่ยวกับธุรกิจของตนรวมทั้งเอกสารประกอบการ ลงสมุดทะเบียนและสมุดบัญชีไว้ที่สำนักงานของตนไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วัน ลงรายการครั้งสุดท้ายในสมุดทะเบียนหรือสมุดบัญชีนั้น มาตรา 77 ใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตและใบอนุญาตเป็น นายหน้าประกันชีวิตให้มีอายุหนึ่งปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต ถ้าผู้รับใบอนุญาต ดังกล่าวประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตต่อ นายทะเบียนตามแบบที่นายทะเบียนกำหนดภายในกำหนดสองเดือน ก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ ถ้าผู้ได้รับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งได้ต่ออายุใบอนุญาตครบสองคราว ติดต่อกันแล้วและได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตต่อไป ให้ใบอนุญาตที่ออกให้ ในคราวต่อไปนั้นมีอายุห้าปี มาตรา 78 นายหน้าประกันชีวิตผู้ใด ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ผู้จัดการ พนักงานหรือลูกจ้างในบริษัทใด ให้ใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิต ของผู้นั้นสิ้นสุดลง มาตรา 79 ในกรณีที่บริษัทได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้เอา ประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้นแล้วก็ดี หรือได้ส่งมอบ แก่นายหน้าประกันชีวิตเพื่อส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตาม กรมธรรม์ประกันภัยนั้นก็ดี ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เอาประกันภัยรายนั้น ได้ชำระเบี้ยประกันภัยแก่บริษัทแล้ว
มาตรา 80 เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการปฏิบัติของนายหน้า ประกันชีวิต น ายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกให้นายหน้า ประกันชีวิตมาให้ถ้อยคำหรือสั่งให้ส่งสมุดทะเบียน สมุดบัญชี หรือเอกสาร ใด ๆ หรือให้ส่งรายงานตามแบบและรายการที่นายทะเบียนกำหนดเพื่อ ตรวจสอบหรือจะเข้าไปในสำนักงานของบุคคลดังกล่าวในเวลาระหว่าง พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกเพื่อตรวจสอบดังกล่าวก็ได้ ในการนี้ นายหน้าประกันชีวิตต้องอำนวยความสะดวกตามสมควร มาตรา 81 นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตเป็นตัวแทน ประกันชีวิต หรือใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิต เมื่อปรากฏแก่นายทะเบียน ว่าตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิต (1) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ (2) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 69 หรือมาตรา 72 แล้วแต่กรณี (3) ดำเนินงานทำให้เกิดหรืออาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอา ประกันภัย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือประชาชน เมื่อนายทะเบียนสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้แจ้ง คำสั่งนั้นไปยังผู้ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต มาตรา 82 ผู้ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 81 มีสิทธิ อุทธรณ์ต่อรั ฐมนตรีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่ง คำวินิจฉัย ของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด มาตรา 83 ห้ามมิให้ผู้ใดชักชวน แนะนำ หรือกระทำด้วยประการ ใด ๆ เพื่อให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับผู้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตใน ต่างประเทศหรือกับบุคคลใด ๆ นอกจากผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้

ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่นายหน้าประกันชีวิตซึ่ง ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนให้ทำการชี้ช่องหรือจัดการให้ผู้ที่ได้รับ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ทำสัญญาประกันต่อ กับผู้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตในต่างประเทศ

หมวด 5
กองทุนเพื่อการพัฒนาธุรกิจประกันชีวิต
_______

มาตรา 84 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งเรียกว่า "กองทุนเพื่อ การพัฒนาธุรกิจประกันชีวิต" มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการพัฒนา ธุรกิจประกันชีวิตให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ
มาตรา 85 บริษัทใดไม่นำเงินส่งเข้ากองทุนให้ถูกต้องตาม มาตรา 52 ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของเงินที่ไม่ได้ นำส่งดังกล่าว มาตรา 86 ให้กองทุนประกอบด้วย (1) เงินที่ได้รับตามมาตรา 126 (2) เงินที่ได้รับตามมาตรา 52 (3) เงินเพิ่มที่ได้รับตามมาตรา 85 (4) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีผู้มอบให้ และ (5) ดอกผลของกองทุน มาตรา 87 เงินและทรัพย์สินตามมาตรา 86 ให้เป็นของกรมการ ประกันภัยและไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

มาตรา 88 การเบิกจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินและการบริหาร กองทุนให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวง การคลัง

หมวด 6
บทกำหนดโทษ
______

มาตรา 89 บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 วรรคห้า มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 17 มาตรา 21 หรือไม่ปฏิบัติตาม เงื่อนไขที่รัฐ มนตรีกำหนดตามมาตรา 7 วรรคสี่ มาตรา 8 วรรคหนึ่ง หรือ เงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนดตามมาตรา 33(9) วรรคสอง หรือมาตรา 34 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และถ้าเป็น กรณีกระทำความผิดต่อเนื่อง ให้ปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลา ที่ยังฝ่าฝืนอยู่ มาตรา 90 บริษัทใดไม่ตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้น หรือไม่แจ้ง ผู้ถือหุ้นอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 12 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่อง ให้ปรับอีกวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ มาตรา 91 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 18 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ สองปีถึงห้าปีหรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสองหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ มาตรา 92 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 19 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ ยังฝ่าฝืนอยู่
มาตรา 9 3 บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 มาตรา 28 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 มาตรา 53 มาตรา 54 หรือไม่วางเงินสำรองประกันภัยตามมาตรา 24 หรือไม่ปฏิบัติ ตามข้อกำหนดที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 38 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ห้าแสนบาท และถ้าเป็นกรณีการกระทำความผิดต่อเนื่อง ให้ปรับอีกไม่เกิน วันละสองหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ มาตรา 94 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ห้าหมื่นบาท มาตรา 95 บริษัทใดออกกรมธรรม์ประกันภัยหรือเอกสารประกอบ หรือแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยโดยฝ่าฝืนมาตรา 29 หรือกำหนดอัตรา เบี้ยประกันภัยโดยฝ่าฝืนมาตรา 30 หรือฝ่าฝืนมาตรา 31 หรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 32 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาตรา 96 บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท มาตรา 97 บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 41 ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาตรา 98 บริษัทใดฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 40 มาตรา 43 มาตรา 46 มาตรา 47 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา 45 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ มาตรา 99 บริษัทใดไม่ยอมให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจดูสมุดทะเบียน หรือไม่ยอมคัดสำเนารายการให้ตามที่ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอตามมาตรา 42 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท มาตรา 100 บริษัทใดจงใจแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิด ความจริงที่ต้องบอกให้แจ้งในการยื่นรายการหรือให้คำชี้แจงตามมาตรา 45 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท มาตรา 101 ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา 48 หรือฝ่าฝืนคำสั่งของ นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา 48 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 102 บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาตรา 103 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 54 วรรคห้า ต้องร ะวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 104 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 58 มาตรา 59 หรือมาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
มาตรา 105 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 106 ตัวแทนประกันชีวิตผู้ใดทำสัญญาประกันชีวิตโดยไม่ได้รับ มอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัทตามมาตรา 71 วรรคหนึ่ง หรือตัวแทน ประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต หรือพนักงานของบริษัทผู้ใดรับเบี้ยประกันภัย โดยไม่ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัทตามมาตรา 71 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 107 นายหน้าประกันชีวิตผู้ใดไม่มีสำนักงานตามที่ระบุไว้ใน คำขอรับใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิต หรือตามที่ได้แจ้งการย้ายสำนักงาน ไว้ต่อนายทะเบียนตามมาตรา 74 ต้องระวางโทษปรับตั้ง แต่หนึ่งหมื่นบาท ถึงห้าหมื่นบาท มาตรา 108 นายหน้าประกันชีวิตผู้ใดย้ายสำนักงานโดยไม่แจ้งต่อ นายทะเบียนตามมาตรา 74 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท มาตรา 109 นายหน้าประกันชีวิตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง หรือไม่ลงรายการในสมุดทะเบียนและสมุดบัญชีตามมาตรา 75 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ สองพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ มาตรา 110 นายหน้าประกันชีวิตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 76 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท มาตรา 111 นายหน้าประกันชีวิตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกของ นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งเรียกตามมาตรา 80 ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 112 ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา 80 ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิ นหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 113 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 83 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 114 ในกรณีที่บริษัทใดจงใจกระทำความผิดเพราะฝ่าฝืน มาตรา 23 มาตรา 28 หรือมาตรา 36 หรือจงใจแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริงที่ต้องบอกให้แจ้งหรือให้ทำคำชี้แจงตามมาตรา 45 กรรมการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของบริษัทนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัท นั้นด้วย มาตรา 115 ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดอย่างใด อย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) ในการดำเนินงานของบริษัท กรรมการหรือบุคคลใดซึ่ง รับผิดชอบในบริษัทกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามบทบัญญัติในหมวด 1 หมวด 3 หมวด 4 หมวด 5 หรือหมวด 7 ของลักษณะ 12 แห่งประมวล กฎหมายอาญา หรือมาตรา 40 มาตรา 41 หรือมาตรา 42 แห่งพระราช บัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัท จำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 หรือมาตรา 215 หรือมาตรา 216 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 (2) ในการสอบบัญชีของบริษัท ผู้สอบบัญชีผู้ใดกระทำความผิดตาม มาตรา 269 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติ กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 (3) ผู้ใดเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดหรือเป็นผู้สนับสนุนการกระทำ ความผิดตาม (1) หรือ (2) ให้ถือว่ากรมการประกันภัยเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ในความผิดตามมาตรานี้ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ให้พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สิน หรือราคา หรือค่าสินไหมทดแทน เพื่อความเสียหายแทนผู้ได้รับความเสียหายด้วย ในการนี้ให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 116 ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานว่าบุคคลใดกระทำความผิด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 115 และกรมการประกันภัยเห็นว่าหากปล่อย เนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชนให้กรมการ ประกันภัยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลนั้นหรือทรัพย์สินซึ่งตาม กฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น แต่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้เกิน กว่าหกเดือนไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีมีการฟ้องคดีต่อศาลให้คำสั่งยึดหรืออายัด ดังกล่าวคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีมีเหตุจำเป็น ไม่สามารถฟ้องคดีได้ภายในหกเดือน ศาลที่มีเขตอำนาจจะสั่งขยายระยะ เวลาออกไปอีกตามคำขอของกรมการประกันภัยก็ได้ ให้กรมการประกันภัยมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมการ ประกันภัย เป็นผู้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง
การยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวล รัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีตามวรรคหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลดังกล่าวจะ หลบหนีออกนอกราชอาณาจักร เมื่อกรมการประกันภัยร้องขอ ให้ศาลอาญา มี อำนาจสั่งห้ามมิให้บุคคลนั้นออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนได้ ในกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วน เมื่ออธิบดีกรมการประกันภัยหรือบุคคลที่อธิบดีกรม การประกันภัยมอบหมายแจ้งให้อธิบดีกรมตำรวจทราบ ให้อธิบดีกรมตำรวจ มีอำนาจสั่งห้ามมิให้บุคคลนั้นออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว ได้เป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวันจนกว่าศาลอาญาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของศาลอาญาหรือของอธิบดีกรมตำรวจที่สั่งตาม วรรคสี่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท มาตรา 117 ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ยกเว้นมาตรา 91 และ มาตรา 116 ให้คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้ คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้มีจำนวนสามคน และคนหนึ่งต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา

เมื่อคณะกรรมการได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใด และผู้ต้องหาได้ ชำระค่าปรับตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว ให้คดีนั้นเป็นอันเลิกกัน

บทเฉพาะกาล
__________

มาตรา 118 ให้ถือว่าบรรดาบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 เป็นบริษัทที่ได้รับ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ถือว่าสาขา ของบริษัทที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายดังกล่าวอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ เป็นสาขาของบริษัทที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ตามเงื่อนไข ที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ในการอนุญาต มาตรา 119 บริษัทตามมาตรา 118 บริษัทใดได้ออกหุ้นไว้แล้ว โดยไม่เป็นไปตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้บริษัทนั้นดำเนินการ แก้ไขให้ถูกต้องตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัตินี้ ภายในสองปีนับแต่ วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 120 บริษัทตามมาตรา 118 บริษัทใดมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ ที่เป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ตามมาตรา 10 แห่ง
พระราชบัญญัตินี้ให้คงมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการที่เป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย ในอัตราที่เป็นอยู่ได้ต่อไป มาตรา 121 ให้บริษัทตามมาตรา 118 ที่มีสำนักงานแยก ออกจากสำนักงานใหญ่และประกอบการใด ๆ เพื่อประโยชน์ของบริษัท ตามมาตรา 118 ยื่นขอรับอนุญาตเป็นสาขาให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเลิกสำนักงานนั้นเสีย ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และภายในระยะเวลาดังกล่าวมิให้ ถือว่าบริษัทตามมาตรา 118 ฝ่าฝืนมาตรา 17 มาตรา 122 ให้บริษัทตามมาตรา 118 วางหลักทรัพย์ประกัน ให้ถูกต้องตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ กฎกระทรวงออกตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 123 ให้บริษัทตามมาตรา 118 จัดให้มีการดำรงไว้ ซึ่งเงินกองทุนให้ถูกต้องตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัตินี้ภายในสามปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 124 มิให้นำบทบัญญัติในมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับแก่บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทตามมาตรา 118 ได้มาหรือ มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และต้อง จำหน่ายไปตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัตินี้ภายในเก้าปีนับแต่วันที่เลิกใช้หรือวันที่ได้มาซึ่ง อสังหาริมทรัพย์นั้น แล้วแต่กรณี เว้นแต่อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทตามมาตรา 118 ได้มาหรือมีอยู่ก่อนวันที่ 14 เมษายน 2510 มาตรา 125 มิให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับแก่ผู้ที่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน บุคคลผู้มีอำนาจในการ จัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทตามมาตรา 118 อยู่แล้วโดยชอบก่อนหรือใน วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 126 เงินที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ ประกันภัยหรือทายาทของผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งสิทธิเรียกร้องเงินนั้นขาดอายุความแล้วและอยู่ในครอบครองของบริษัทใน วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บริษัทตรวจสอบและนำส่งเงินดังกล่าว เข้ากองทุนภายในสามเดือนนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นำ ความในมาตรา 85 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 127 บริษัทตามมาตรา 118 บ ริษัทใดได้รับอนุญาตให้ ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยอยู่แล้ว ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บริษัทนั้นประกอบธุรกิจประกัน วินาศภัยตามใบอนุญาตนั้นต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) หลักทรัพย์ประกันที่บริษัทต้องวางไว้กับนายทะเบียนและ
เงินกองทุนที่บริษัทดำรงไว้ตามมาตรา 20 และมาตรา 27 แห่งพระราช บัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี ต้องเป็นหลักทรัพย์ประกันและเงินกองทุนต่างหากจาก หลักทรัพย์ประกันและเงินกองทุนที่บริษัทตามมาตรา 118 ต้องวางและ ดำรงไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย (2) ต้องแยกรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันวินาศภัยออก เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันชีวิต (3) ในกรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ประกันชีวิตตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่ารัฐมนตรีมีคำสั่ง เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทตามมาตรา 118 นั้นด้วย ให้บริษัทตามวรรคหนึ่ง จัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่เพื่อขอรับใบอนุญาต ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยกา รประกันวินาศภัย โดย รับโอนบรรดาทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันภัย ตลอดทั้งพนักงานและลูกจ้างในส่วนของธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทตาม มาตรา 118 เป็นของบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่นั้นให้แล้วเสร็จภายในแปดปีนับแต่ วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่จัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่เพื่อขอรับ ใบอนุญาตภายในกำหนดเวลาดังกล่าวหรือปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรานี้ ให้ถือว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัทตามมาตรา 118 นั้นเป็น อันสิ้นอายุ มาตรา 128 ในกรณีที่มีเหตุผลอันจำเป็น ให้รัฐมนตรีมีอำนาจ ขยายระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 119 มาตรา 121 มาตรา 122 และ มาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัตินี้ได้เมื่อบริษัทตามมาตรา 118 ร้องขอโดย แสดงเหตุผลอันจำเป็นให้ปรากฏ แต่ระยะเวลาที่ขยายให้ดังกล่าวต้อง ไม่เกินสองปีนับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 119 มาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 123 มาตรา 129 ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือ ใบอนุญาตเป็นนายหน้าป ระกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิตตาม พระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี มาตรา 130 ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตและ ใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2510 ในขณะเดียวกันแจ้งการเลิกกระทำการเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้า ประกันชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่งต่อนายทะเบียนภายในสองเดือนนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และเมื่อพ้นระยะดังกล่าวหากผู้ใดมิได้แจ้งการ
บอกเลิกการเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อนายทะเบียน ให้ถือว่าใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิตของผู้นั้นสิ้นสุด ลงตั้งแต่วันสิ้นระยะเวลาให้แจ้งการบอกเลิกดังกล่าว

มาตรา 131 ให้บรรดากฎกระทรวง ประกาศ หรือเงื่อนไขใน การอนุญาตที่ออกหรือกำหนดซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบ ัญญัติ นี้จนกว่าจะได้มีกฎกระทรวง ประกาศ หรือเงื่อนไขที่ออกหรือกำหนด ตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อานันท์ ปันยารชุน
นายกรัฐมนตรี

อัตราค่าธรรมเนียม _______

     (1) คำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต            100,000 บาท
     (2) ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต                      1,000,000 บาท
     (3) ใบอนุญาตให้เปิดสาขาของบริษัท                                20,000 บาท
     (4) การอนุญาตให้ย้ายสำนักงานใหญ่หรือสาขา                    5,000 บาท
     (5) ค่าสมัครสอบความรู้เพื่อขอรับใบอนุญาต
         เป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิต                                   200 บาท
     (6) ใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิต                                     400 บาท
     (7) ใบอนุญาตให้นิติบุคคลเป็นนายหน้าประกันชีวิต             20,000 บาท
     (8) ใบอนุญาตให้บุคคลธรรมดาเป็นนายหน้าประกันชีวิต           400 บาท
     (9) ใบแทนใบอนุญาตทุกชนิด                                                  200 บาท
    (10) ค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับการประกอบธุรกิจ
         ประกันชีวิต                                                                   50,000 บาท
    (11) การให้ต่ออายุใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิต
         ประเภท 1 ปี                                                                       200 บาท
    (12) การให้ต่ออายุใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิต
         ประเภท 5 ปี                                                                    1,000 บาท
    (13) การให้ต่ออายุใบอนุญาตให้นิติบุคคลเป็นนายหน้า
          ประกันชีวิต  ประเภท 1 ปี                                                6,000 บาท
    (14) การให้ต่ออายุใบอนุญาตให้นิติบุคคลเป็นนายหน้า
         ประกันชีวิต  ประเภท 5 ปี                                               30,000 บาท
    (15) การให้ต่ออายุใบอนุญาตให้บุคคลธรรมดา
         เป็นนายหน้าประกันชีวิต  ประเภท 1 ปี                                  200 บาท
    (16) การให้ต่ออายุใบอนุญาตให้บุคคลธรรมดา
         เป็นนายหน้าประกันชีวิต  ประเภท 5 ปี                               1,000 บาท
    (17) การขอตรวจดูเอกสาร                               ครั้งละ                 50 บาท
    (18) การคัดหรือรับร องสำเนาเอกสาร              หน้าละ                 50 บาท
    (19) คำขอรับความเห็นชอบในแบบและข้อความแห่ง
          กรมธรรม์ประกันภัย เอกสารประกอบหรือแนบท้าย
          กรมธรรม์ประกันภัย                               แบบละ    1,000 บาท
    (20) คำขอรับความเห็นชอบการกำหนด
          อัตราเบี้ยประกันภัย                                แบบละ    1,000 บาท
_________________________
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎหมาย ว่าด้วยการประกันชีวิตฉบับปัจจุบันได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติ หลายประการไม่เหมาะสมกับกาลสมัยและไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ และสังคมที่กำลังขยายตัวในปัจจุบันและในอนาคต ประกอบกับได้มีการเปลี่ยนฐานะ ของสำนักงานประกันภัยเป็นกรมการประกันภัย ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการ ขยายตัวของธุรกิจประกันชีวิต สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการ ประกอบธุรกิจประกันชีวิตให้มีความคล่องตัวและสามารถอำนวยประโยชน์แก่ผู้เอา ประกันภัยเพิ่มขึ้น ตลอดจนควรกำหนดขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของนายทะเบียน และพนักงานเจ้าหน้าที่เ สียใหม่ เพื่อให้สามารถควบคุมและกำกับดูแลกิจการธุรกิจ ประกันชีวิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ _________________________ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎหมาย ว่าด้วยการประกันชีวิตฉบับปัจจุบันได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติ หลายประการไม่เหมาะสมกับกาลสมัยและไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ และสังคมที่กำลังขยายตัวในปัจจุบันและในอนาคต ประกอบกับได้มีการเปลี่ยนฐานะ ของสำนักงานประกันภัยเป็นกรมการประกันภัย ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการ ขยายตัวของธุรกิจประกันชีวิต สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการ ประกอบธุรกิจประกันชีวิตให้มีความคล่องตัวและสามารถอำนวยประโยชน์แก่ผู้เอา ประกันภัยเพิ่มขึ้น ตลอดจนควรกำหนดขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของนายทะเบียน และพนักงานเจ้าหน้าที่เ สียใหม่ เพื่อให้สามารถควบคุมและกำกับดูแลกิจการธุรกิจ ประกันชีวิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook