บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ หอการค้า พ.ศ. 2509
    


พระราชบัญญัติ หอการค้า พ.ศ. 2509

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2509
เป็นปีที่ 21 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยหอการค้า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย คำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ. 2509" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2509/38/317/26 เมษายน 2509]

มาตรา 3 บรรดาบทกฎหมาย กฎและข้อบังคับอื่นในส่วนที่มี บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

หมวด 1
บททั่วไป
_____

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "หอการค้า" หมายความว่า สถาบันที่บุคคลหลายคนจัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงินหรือเศรษฐกิจ อันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกัน "รัฐวิสาหกิจ" หมายความว่า รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณเฉพาะที่เป็นนิติบุคคล และมีวัตถุที่ประสงค์เกี่ยวกับการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงินหรือเศรษฐกิจ
"สหกรณ์" หมายความว่า สหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ เฉพาะที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงิน หรือเศรษฐกิจ "นายทะเบียน" หมายความว่า นายทะเบียนกลางหอการค้า หรือนายทะเบียนหอการค้าประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราช บัญญัตินี้ มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวง กำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดกิจการอื่น เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้ บังคับได้

หมวด 2
การจัดตั้งหอการค้า
______

มาตรา 6 หอการค้ามี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้ (1) หอการค้าจังหวัด (2) หอการค้าไทย (3) หอการค้าต่างประเทศ (4) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

มาตรา 7 ให้จัดตั้งสำนักงานกลางทะเบียนหอการค้าขึ้นใน กรมการค้าภายใน กระทรวงเศรษฐการ เพื่อควบคุมการออกใบอนุญาตและ การจดทะเบียนหอการค้าทั่วราชอาณาจักร และทำหน้าที่เป็นสำนักงานทะเบียน หอการค้าประจำจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีด้วย ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีให้จัดตั้ง สำนักงานทะเบียนหอการค้าประจำจังหวัดขึ้นตรงต่อสำนักงานกลางทะเบียน หอการค้า ให้อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นนายทะเบียนกลางหอการค้า กับเป็นนายทะเบียนหอการค้าประจำจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีด้วย และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเป็น

นายทะเบียนหอการค้าประจำจังหวัด มาตรา 8 ห้ามมิให้ผู้ใดจัดตั้งหอการค้า เว้นแต่จะได้รับอนุญาต จากนายทะเบียน การตั้งสาขาหอการค้าจะกระทำมิได้ มาตรา 9 การขออนุญาตนั้น ให้ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งมีจำนวน ไม่น้อยกว่าห้าคน ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎกระทรวง มาตรา 10 เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขออนุญาต และได้สอบสวน พิจารณาแล้ว เห็นว่าข้อบังคับไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่เป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน และผู้เริ่มก่อการจัดตั้งเป็นผู้ซึ่งมีฐานะและความประพฤติดี ก็ให้ นายทะเบียนสั่งอนุญาต และออกใบอนุญาตหอการค้าให้แก่ผู้ขอ แล้วจดทะเบียน หอการค้าให้ด้วย ถ้านายทะเบียนมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้แจ้งคำสั่งเป็นหนังสือไปยัง ผู้ขออนุญาตโดยมิชักช้า ผู้ขออนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ โดยยื่นอุทธรณ์
เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่ที่ได้รับแจ้งคำสั่ง คำวินิจฉัย ของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด การอนุญาตให้ตั้งหอการค้าและการเลิกหอการค้า ให้นายทะเบียน กลางหอการค้าประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 11 ให้หอการค้าที่ได้รับอนุญาตและจดทะเบียนแล้ว เป็นนิติบุคคล มาตรา 12 ถ้าใบอนุญาตหอการค้าสูญหายหรือถูกทำลายให้ หอการค้ายื่นคำขอรับใบแทน มาตรา 13 หอการค้าต้องมีข้อบังคับ และข้อบังคับนั้นอย่างน้อย ต้องมีข้อความดังต่อไปนี้ (1) ชื่อ (2) วัตถุที่ประสงค์ (3) ที่ตั้งสำนักงาน (4) วิธีรับสมาชิกและให้สมาชิกออกจากหอการค้าตลอดจนสิทธิ และหน้าที่ของสมาชิก (5) การดำเนินกิจการของหอการค้า การตั้ง การออกจาก ตำแหน่ง และการประชุมของกรรมการตลอดจนการประชุมใหญ่
ข้อบังคับของหอการค้าต้องนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนพร้อมกับ การยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งหอการค้า ก่อนออกใบอนุญาต ถ้านายทะเบียน เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับนั้นก็ได้ มาตรา 14 หอการค้าจังหวัดจะจัดตั้งขึ้นและดำรงอยู่ได้เฉพาะ จังหวัดละหนึ่งหอเท่านั้น เว้นแต่จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีให้มีหอการค้า จังหวัดเพียงหอเดียว เรียกว่า หอการค้าไทย หอการค้าต่างประเทศจะจัดตั้งขึ้นและดำรงอยู่ได้เพียงสัญชาติละ หนึ่งหอเฉพาะแต่ในจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรีเท่านั้น มาตรา 15 หอการค้าไทย หอการค้าต่างประเทศ สมาคม การค้า รัฐวิสาหกิจและสหกรณ์ อาจรวมกันจัดตั้งขึ้นเป็นสภาหอการค้าแห่ง ประเทศไทยได้ มาตรา 16 ชื่อของหอการค้าต้องเป็นอักษรไทย แต่จะมีอักษร ต่างประเทศกำกับไว้ท้ายหรือใต้ชื่ออักษรไทยด้วยก็ได้ และจะใช้ชื่อได้แต่ เฉพาะที่ปรากฏในข้อบังคับเท่านั้น ห้ามมิให้ใช้ข้อความ "หอการค้าจังหวัด หอการค้าไทย หอการค้าต่างประเทศ หรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย"
หรือข้อความที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน ประกอบชื่อโดยมิได้เป็น หอการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ ให้หอการค้าจัดให้มีป้ายชื่ออ่านได้ชัดเจนติดไว้ที่หน้าสำนักงาน มาตรา 17 ห้ามมิให้บุคคลใดใช้ชื่อที่มีอักษรไทยประกอบว่า หอการค้า หรือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรืออักษรต่างประเทศ ซึ่งแปลหรืออ่านว่า หอการค้า หรือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในดวงตรา ป้ายชื่อ จดหมาย ใบแจ้งความ หรือเอกสารอย่างอื่นอันเกี่ยวกับ ธุรกิจ โดยมิได้เป็นหอการค้า เว้นแต่เป็นการใช้ในการขออนุญาตจัดตั้ง หอการค้า

มาตรา 18 ให้นายทะเบียนมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือ เรียกบุคคลใด ๆ มาสอบถามหรือให้ส่งเอกสารมาเพื่อประกอบการพิจารณา เกี่ยวกับการขออนุญาตจัดตั้งหอการค้าได้

หมวด 3
สมาชิกและคณะกรรมการของหอการค้า
_______

มาตรา 19 หอการค้ามีสมาชิกได้เพียง 4 ประเภท ดังต่อไปนี้
(1) สมาชิกสามัญ (2) สมาชิกวิสามัญ (3) สมาชิกสมทบ (4) สมาชิกกิตติมศักดิ์ สมาชิกสามัญเท่านั้นมีสิทธิได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการหอการค้า มาตรา 20 ภายใต้บังคับมาตรา 21 สมาชิกของหอการค้าจังหวัด ต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดที่หอการค้านั้นตั้งอยู่ และต้องเป็นบุคคลธรรมดา สัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่มีบุคคลสัญชาติไทยเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นเกินกึ่ง จำนวนเงินทุนของนิติบุคคลนั้น และเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจในทางการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงิน หรือเศรษฐกิจ หรือต้องเป็นสมาคม การค้าที่มีสมาชิกซึ่งมีสัญชาติไทยเกินกึ่งจำนวนของสมาชิกทั้งหมด หรือต้อง เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือสหกรณ์ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มิได้มีสัญชาติไทย หรือสมาคมการค้า ที่มีสมาชิกเป็นคนต่างด้าวเกินกึ่งจำนวนของสมาชิกทั้งหมด จะเป็นได้แต่เพียง สมาชิกสมทบของหอการค้าจังหวัดเท่านั้น หอการค้าจังหวัดต้องเป็นสมาชิกของหอการค้าไทย
มาตรา 21 หอการค้าไทยประกอบด้วยสมาชิกที่มีภูมิลำเนา อยู่ในจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยหรือ นิติบุคคลที่มีบุคคลสัญชาติไทยเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นเกินกึ่งจำนวนเงินทุน ของนิติบุคคลนั้น และเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจในทางการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงินหรือเศรษฐกิจ หรือเป็นรัฐวิสาหกิจ สหกรณ์หรือ หอการค้าจังหวัด มาตรา 22 หอการค้าต่างประเทศประกอบด้วยสมาชิกที่มี ภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็น บุคคลธรรมดาสัญชาติต่างประเทศ หรือนิติบุคคลที่มีบุคคลสัญชาติต่างประเทศ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นเกินกึ่งจำนวนเงินทุนของนิติบุคคลนั้น รวมทั้งสาขา ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนในต่างประเทศด้วย และเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจ ในทางการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงินหรือเศรษฐกิจ หอการค้าต่างประเทศต้องเป็นสมาชิกของสภาหอการค้าแห่ง ประเทศไทย มาตรา 23 สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งเป็นผู้แทนหอการค้าไทยมีจำนวนไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของ
 
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าต่างประเทศหอละห้าคน ผู้แทนสมาคมการค้าสมาคมละสองคน ผู้แทนรัฐวิสาหกิจแห่งละสองคน และ ผู้แทนสหกรณ์แห่งละสองคน บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกของหอการค้าไทย หอการค้าต่างประเทศ สมาคมการค้าหรือสหกรณ์ จะเป็นได้แต่เพียงสมาชิก สมทบของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเท่านั้น มาตรา 24 ให้มีคณะกรรมการหอการค้า ดังต่อไปนี้ (1) คณะกรรมการหอการค้าจังหวัดประกอบด้วยกรรมการ ซึ่งที่ประชุมใหญ่ เลือกตั้งจากสมาชิกสามัญ มีจำนวนตามข้อบังคับของหอการค้าจังหวัดนั้น (2) คณะกรรมการหอการค้าไทยประกอบด้วยกรรมการ ซึ่ง ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิกสามัญ มีจำนวนตามข้อบังคับของหอการค้าไทย แต่ในจำนวนนี้ต้องเลือกตั้งจากสมาชิกซึ่งเป็นผู้แทนหอการค้าจังหวัดต่าง ๆ ด้วยรวมกันไม่น้อยกว่าสามคน (3) คณะกรรมการหอการค้าต่างประเทศประกอบด้วยกรรมการ ซึ่งที่ประชุมใหญ่แห่งหอการค้าต่างประเทศเลือกตั้งจากสมาชิกสามัญ
 
มีจำนวนตามข้อบังคับของหอการค้าต่างประเทศนั้น (4) คณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย   (ก) ประธานกรรมการหอการค้าไทยเป็นประธานกรรมการ โดยตำแหน่ง   (ข) รองประธานกรรมการสองคน ให้คณะกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเลือกตั้งจากกรรมการฝ่ายหอการค้าไทยเป็น รองประธานคนที่หนึ่ง และจากกรรมการฝ่ายหอการค้าต่างประเทศเป็น รองประธานคนที่สอง   (ค) ประธานกรรมการหอการค้าต่างประเทศทุกคน เป็นกรรมการ   (ง) สมาชิกผู้แทนสมาคมการค้าซึ่งที่ประชุมใหญ่ของ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเลือกตั้งมีจำนวนรวมกันสี่คนเป็นกรรมการ   (จ) สมาชิกผู้แทนหอการค้าไทยซึ่งที่ประชุมใหญ่ของสภา หอการค้าแห่งประเทศไทยเลือกตั้งจำนวนเท่ากับจำนวนกรรมการใน (ค) และ (ง) รวมกันเป็นกรรมการ
 

(ฉ) สมาชิกผู้แทนรัฐวิสาหกิจและสหกรณ์ซึ่งกระทรวง เศรษฐการแต่งตั้งมีจำนวนรวมกันหกคน เป็นกรรมการ

หมวด 4
การดำเนินกิจการของหอการค้า
_______

มาตรา 25 ให้หอการค้ามีคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินกิจการ ของหอการค้า และเป็นผู้แทนของหอการค้าในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคล ภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการจะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งคนใด หรือหลายคนทำการแทนก็ได้ มาตรา 26 นอกจากการออกจากตำแหน่งกรรมการตามข้อบังคับ ของหอการค้าแล้ว ให้กรรมการหอการค้าออกจากตำแหน่งเมื่อเป็นบุคคล ล้มละลายหรือเมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ และ ไม่มีสิทธิเป็นกรรมการหอการค้าใด ๆ อีก เว้นแต่จะพ้นกำหนดสามปีนับแต่ ได้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย หรือนับแต่วันพ้นโทษ มาตรา 27 สมาชิกของหอการค้ามีสิทธิขอตรวจสอบกิจการ และทรัพย์สินของหอการค้าได้ โดยยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อหอการค้า
 
มาตรา 28 หอการค้ามีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ส่งเสริมการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงินและ เศรษฐกิจโดยทั่วไป เช่น รวบรวมสถิติ เผยแพร่ข่าวสารการค้า วิจัยเกี่ยวกับ การค้าและการเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การออกใบรับรองแหล่ง กำเนิดของสินค้า การวางมาตรฐานแห่งคุณภาพของสินค้า การตรวจสอบ มาตรฐานสินค้า จัดตั้งและดำเนินการสถานการศึกษาที่เกี่ยวกับการค้าและ เศรษฐกิจ พิพิธภัณฑ์สินค้า การจัดงานแสดงสินค้า การเป็นอนุญาโตตุลาการ ชี้ขาดข้อพิพาททางการค้า (2) รับปรึกษาและให้ข้อแนะนำแก่สมาชิกเกี่ยวกับการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงินหรือเศรษฐกิจ และช่วยอำนวยความ สะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจของสมาชิก (3) ให้คำปรึกษาและเสนอข้อแนะนำแก่รัฐบาลเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศ (4) ประสานงานในทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการค้ากับ ทางราชการ (5) ปฏิบัติกิจการอื่น ๆ ตามแต่จะมีกฎหมายระบุให้เป็นหน้าที่ ของหอการค้า หรือตามที่ทางราชการมอบหมาย
 
มาตรา 29 ภายใต้บังคับมาตรา 28 ห้ามมิให้หอการค้า กระทำการใด ๆ ดังต่อไปนี้ (1) ประกอบวิสาหกิจโดยหอการค้านั้นเอง หรือเข้าดำเนินการ ในการประกอบวิสาหกิจของสมาชิก หรือเข้ามีส่วนถือหุ้น เป็นหุ้นส่วน หรือ ร่วมทุนในการประกอบวิสาหกิจกับบุคคลใด ๆ (2) ดำเนินการด้วยประการใด ๆ ในอันที่จะกดราคาสินค้า หรือค่าบริการให้ตกต่ำเกินสมควร หรือทำให้สูงเกินสมควร หรือทำให้เกิด ปั่นป่วนเกี่ยวกับราคาสินค้าหรือค่าบริการ (3) ให้เงิน หรือให้กู้ยืมเงินแก่สมาชิกหรือบุคคลอื่นใด เว้นแต่ เป็นการให้เพื่อการกุศลสาธารณะ หรือตามหน้าที่ศีลธรรม หรือตามควรแก่ อัธยาศัยในสังคม (4) ดำเนินการด้วยประการใด ๆ เพื่อเพิ่ม ลด หรือจำกัด ปริมาณการผลิต ปริมาณสินค้าที่จำหน่ายหรือบริการอื่น และการดำเนินการ ดังกล่าวนั้นเป็นผลเสียหายแก่ตลาดการค้า การเงิน ภายในหรือภายนอก ประเทศ หรือเศรษฐกิจของประเทศ (5) ดำเนินการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายการ แข่งขันอันพึงมีตามปกติวิสัยของการประกอบวิสาหกิจ เว้นแต่จะเป็นการ
 
ปฏิบัติตามนโยบายหรือระเบียบของทางราชการ (6) ดำเนินการด้วยประการใด ๆ อันอาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน (7) กีดกันหรือขัดขวางมิให้ผู้ใดซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิก ได้ตามข้อบังคับของหอการค้าเข้าเป็นสมาชิก หรือบังคับด้วยประการใด ๆ ให้เข้าเป็นสมาชิกโดยผู้นั้นไม่สมัครใจ หรือให้สมาชิกออกจากหอการค้า โดยเจตนาอันไม่สุจริต หรือขัดต่อข้อบังคับของหอการค้า (8) เปิดเผยสถิติ เอกสาร หรือข้อความอันเกี่ยวกับประโยชน์ ส่วนได้เสีย โดยเฉพาะของสมาชิกผู้ใด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็น หนังสือจากสมาชิกผู้นั้น (9) ให้ หรือยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการดำเนินกิจการ ในหน้าที่ของกรรมการ มาตรา 30 ห้ามมิให้หอการค้าแบ่งปันผลกำไรหรือรายได้ ให้แก่สมาชิก หรือดำเนินการในทางการเมือง
 

หมวด 5
ควบคุมหอการค้า
_______

มาตรา 31 ให้นายทะเบียนมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ กรรมการหรือสมาชิกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของหอการค้า หรือให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินงานหรือรายงานการประชุมของ หอการค้าได้ มาตรา 32 เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบในสำนักงานของหอการค้าได้ ในระหว่างเวลาทำงานของหอการค้า ในการปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดง บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรี กำหนด ในการปฏิบัติการของนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม วรรคหนึ่ง ให้ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกหรือช่วยเหลือตามสมควร หรือให้คำชี้แจงแก่นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ขอร้อง

 
มาตรา 33 ให้หอการค้าจัดทำทะเบียนสมาชิกเก็บรักษาไว้ที่ สำนักงานของหอการค้าและให้ส่งสำเนาทะเบียนสมาชิกนั้นแก่นายทะเบียน ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตและจดทะเบียนเป็นหอการค้า ทะเบียนสมาชิกนั้นอย่างน้อยให้มีรายการดังต่อไปนี้ (1) ชื่อและสัญชาติของสมาชิก (2) ชื่อที่ใช้ในการประกอบวิสาหกิจและประเภทของวิสาหกิจ (3) ที่ตั้งสำนักงานของสมาชิก (4) วันที่เข้าเป็นสมาชิก เมื่อมีการรับสมาชิกใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทะเบียน สมาชิก ให้หอการค้าแจ้งการรับสมาชิกใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงนั้นต่อ นายทะเบียนภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่รับสมาชิกใหม่หรือมีการ เปลี่ยนแปลง

มาตรา 34 ให้หอการค้าจัดทำงบดุลอย่างน้อยครั้งหนึ่งทุกรอบ สิบสองเดือน อันจัดว่าเป็นรอบปีในทางบัญชีของหอการค้านั้น งบดุลนั้นต้องมีรายการแสดงจำนวนสินทรัพย์และหนี้สินของ หอการค้า กับทั้งบัญชีรายรับรายจ่าย งบดุลต้องทำให้แล้วเสร็จ และจัดให้มี

 
ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้วนำเสนอเพื่ออนุมัติต่อที่ประชุมใหญ่ของหอการค้า ภายในกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่สิ้นปีการบัญชี มาตรา 35 ให้หอการค้าจัดทำรายงานประจำปี แสดงผล การดำเนินกิจการของหอการค้าเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในคราวที่เสนองบดุล และให้ส่งสำเนารายงานกับงบดุลไปยังนายทะเบียนภายในกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันที่มีการประชุมใหญ่ มาตรา 36 การแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับของหอการค้า จะกระทำได้ก็แต่โดยมติของที่ประชุมใหญ่ และต้องนำไปจดทะเบียนต่อ นายทะเบียนภายในกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ แต่ถ้า นายทะเบียนเห็นว่าการแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับนั้นขัดต่อวัตถุประสงค์ ของหอการค้า หรือขัดต่อกฎหมาย ห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียน การแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับนั้น ถ้านายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนการแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับ ให้นำมาตรา 10 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
 
มาตรา 37 การตั้งกรรมการหรือการเปลี่ยนตัวกรรมการ ของหอการค้า ต้องนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันตั้งหรือเปลี่ยนตัวกรรมการ ถ้านายทะเบียนเห็นว่าผู้ได้รับการตั้งให้เป็นกรรมการนั้นเป็น ผู้ซึ่งไม่มีฐานะสมควรหรือมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า อาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นายทะเบียนมีอำนาจจะไม่รับจดทะเบียนผู้นั้น เป็นกรรมการของหอการค้า มาตรา 38 ผู้ใดประสงค์จะขอตรวจหรือคัดเอกสาร หรือ ขอให้คัดและรับรองสำเนาเอกสารเกี่ยวกับหอการค้า ให้ยื่นคำขอ ตามแบบ ที่นายทะเบียนกลางหอการค้ากำหนด มาตรา 39 เมื่อปรากฏว่าคณะกรรมการ กรรมการหรือสมาชิก ของหอการค้ากระทำการใด ๆ อันอาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจความมั่นคงของ ประเทศ หรือต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้คณะกรรมการ กรรมการหรือ สมาชิกนั้นระงับหรือจัดการแก้ไขการกระทำนั้นภายในระยะเวลาที่ นายทะเบียนกำหนด
มาตรา 40 เมื่อหอการค้ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 29 รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้กรรมการทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล ออกจากตำแหน่งได้ ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการหรือกรรมการนั้นไม่มีสิทธิ เป็นกรรมการหอการค้าอีก เว้นแต่จะพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่ถูกรัฐมนตรี สั่งให้ออกจากตำแหน่ง มาตรา 41 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าหอการค้าใดจะดำเนินการ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้นายทะเบียน มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้หอการค้านั้นแจ้งวันเวลาประชุมทุกคราวมาให้ นายทะเบียนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ในกรณีเช่นนี้ให้นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปฟังการประชุมได้ หอการค้าใดไม่แจ้งวันเวลาประชุมตามคำสั่งของนายทะเบียน ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้หอการค้านั้นงดการประชุมได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน เก้าสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนสั่ง ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้งดการประชุม ให้นำมาตรา 10 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 42 ถ้าที่ประชุมใหญ่ของหอการค้าลงมติอันเป็นการฝ่าฝืน กฎหมายหรือข้อบังคับของหอการค้า เมื่อสมาชิกคนหนึ่งคนใดหรือพนักงาน เจ้าหน้าที่ร้องขอ ให้นายทะเบียนมีอำนาจเพิกถอนมตินั้นได้ แต่ในกรณีที่ สมาชิกร้องขอให้เพิกถอนนั้นให้กระทำภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ ได้ลงมตินั้น มาตรา 43 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้เลิกหอการค้าได้ในกรณี ดังต่อไปนี้ (1) เมื่อปรากฏว่าการกระทำของหอการค้าผิดต่อกฎหมายหรือ เป็นภัยต่อเศรษฐกิจความมั่นคงของประเทศ หรือต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) เมื่อหอการค้าปฏิบัติการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 29 และ การกระทำนั้นเป็นการเสียหายอย่างร้ายแรง (3) เมื่อหอการค้าไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป หรือหยุด ดำเนินกิจการตั้งแต่สองปีขึ้นไป (4) เมื่อปรากฏว่าหอการค้าให้ หรือยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ กรรมการดำเนินกิจการในหน้าที่ของกรรมการ กรรมการของหอการค้าที่รัฐมนตรีสั่งให้เลิกตาม (1) (2) หรือ (4) ผู้ใดซึ่งมีส่วนในการกระทำอันเป็นเหตุให้หอการค้านั้นถูกรัฐมนตรี

สั่งให้เลิก ไม่มีสิทธิเป็นกรรมการหอการค้าอีก เว้นแต่จะพ้นกำหนดสามปี นับแต่วันที่รัฐมนตรีสั่งให้เลิกหอการค้านั้น

หมวด 6
การเลิกหอการค้า
______

มาตรา 44 หอการค้าย่อมเลิกด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เมื่อที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิก (2) เมื่อล้มละลาย (3) เมื่อรัฐมนตรีสั่งให้เลิกตามมาตรา 43 ให้หอการค้าที่เลิกตาม (1) หรือ (2) แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่เกิดมีเหตุที่ทำให้เลิก

มาตรา 45 ภายใต้บังคับมาตรา 10 วรรคสาม เมื่อหอการค้าใด เลิกไปเพราะเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 44 ให้นายทะเบียน เพิกถอนใบอนุญาตและขีดชื่อหอการค้านั้นออกจากทะเบียน ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าหอการค้านั้นคงดำเนินการต่อไปได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อการชำระ บัญชีเท่านั้น มาตรา 46 การชำระบัญชีหอการค้าซึ่งเลิกตามมาตรา 44 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันว่าด้วยการชำระบัญชี

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด มาใช้บังคับโดย อนุโลม

มาตรา 47 เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด จะแบ่งให้แก่สมาชิกของหอการค้าไม่ได้ ทรัพย์สินทั้งนั้นจะต้องโอนไปให้แก่ นิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุที่ประสงค์เกี่ยวกับการกุศลสาธารณะตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับ ของหอการค้า หรือถ้าไม่ได้ระบุไว้ก็ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ว่าจะ โอนไปให้แก่นิติบุคคลใดที่มีวัตถุที่ประสงค์เกี่ยวกับการกุศลสาธารณะในกรณี นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ให้ทรัพย์สินที่เหลือนั้นตกเป็นของรัฐ

หมวด 7
บทกำหนดโทษ
______

มาตรา 48 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 49 ผู้ใดเป็นสมาชิกของหอการค้าที่มิได้รับอนุญาตตาม มาตรา 8 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท มาตรา 50 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 16 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าสิบบาทจนกว่าจะได้จัดการแก้ไข ให้ถูกต้อง
มาตรา 51 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน สองพันบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าสิบบาทจนกว่าจะเลิกใช้ มาตรา 52 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา 18 หรือมาตรา 31 หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคสี่ ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินหนึ่งพันบาท มาตรา 53 หอการค้าใดไม่ยอมให้สมาชิกตรวจสอบกิจการและ ทรัพย์สินของหอการค้านั้นตามมาตรา 27 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท มาตรา 54 หอการค้าใดฝ่าฝืนมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท มาตรา 55 กรรมการของหอการค้าผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 29 หรือ กระทำการอันเป็นการผิดวัตถุที่ประสงค์ของหอการค้าและการกระทำนั้น เป็นภัยต่อเศรษฐกิจความมั่นคงของประเทศหรือต่อความสงบเรียบร้อยหรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท มาตรา 56 หอการค้าใดฝ่าฝืนมาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36 หรือมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินหนึ่งพันบาท
มาตรา 57 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตาม มาตรา 39 หรือมาตรา 41 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินสองพันบาท มาตรา 58 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 40 หรือยังขืนเป็นกรรมการหรือ สมาชิกของหอการค้าที่เลิกตามมาตรา 44 หรือตามมาตรา 61 วรรคสาม แล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 59 หอการค้าใดฝ่าฝืนมาตรา 44 วรรคสอง หรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 46 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

มาตรา 60 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 47 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล
______

มาตรา 61 บรรดาหอการค้า สภาการค้า หรือสมาคมที่มีลักษณะ หรือวัตถุที่ประสงค์อย่างเดียวกับหอการค้าที่ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หาก ประสงค์จะเป็นหอการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ต้องขออนุญาตเป็นหอการค้า ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและเมื่อได้รับ
อนุญาตให้เป็นหอการค้าตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้นายทะเบียนสมาคมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขีดชื่อหอการค้า สภาการค้า หรือสมาคมนั้น ออกเสียจากทะเบียนสมาคม บรรดาทรัพย์สินและหนี้สินของหอการค้า สภาการค้า หรือสมาคม ที่มีลักษณะหรือวัตถุที่ประสงค์อย่างเดียวกับหอการค้าที่ได้รับอนุญาตและ จดทะเบียนเป็นหอการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ ให้โอนมาเป็นของหอการค้า ที่ได้จัดตั้งขึ้นใหม่ ถ้าหอการค้า สภาการค้า หรือสมาคมที่มีลักษณะหรือวัตถุที่ประสงค์ อย่างเดียวกับหอการค้าที่ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ไม่ขออนุญาตเป็นหอการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ ภายในกำหนด เวลาดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นอันเลิกและให้นายทะเบียนสมาคม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขีดชื่อหอการค้า สภาการค้า หรือสมาคม นั้นออกเสียจากทะเบียนสมาคม ถ้าหอการค้า สภาการค้า หรือสมาคมที่มีลักษณะหรือวัตถุที่ประสงค์ อย่างเดียวกับหอการค้าไม่พอใจในคำสั่งของนายทะเบียนตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ที่ให้ขีดชื่อออกจากทะเบียนสมาคม ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้

โดยยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรี ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับ แจ้งคำสั่ง คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรี

ค่าธรรมเนียม
_______

    (1) คำขอ                                                       ฉบับละ        2 บาท
    (2) ใบอนุญาตหอการค้า                                 ฉบับละ    500 บาท
    (3) ใบแทนใบอนุญาตหอการค้า                                      50 บาท
    (4) การจดทะเบียนแก้ไขหรือเพิ่มเติม  
        ข้อบังคับ หรือการจดทะเบียนตั้ง
        หรือเปลี่ยนตัวกรรมการ                                 ครั้งละ       5 บาท
    (5) การขอตรวจหรือคัดเอกสาร                         ครั้งละ       5 บาท
    (6) การขอให้คัดและรับรองสำเนาเอกสาร          ฉบับละ      20 บาท
__________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก ในเวลานี้ไม่มีกฎหมายที่วางระเบียบการจัดตั้งและการดำเนินงานของ หอการค้าไว้โดยตรง หอการค้าต่าง ๆ รวมทั้งสภาการค้าต้องจดทะเบียน เป็นสมาคมธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และแม้ว่ารัฐบาล จะได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสมาคมการค้าขึ้นเป็นเอกเทศ โดยแยกสมาคม การค้าออกจากสมาคมธรรมดาก็ดี แต่เนื่องจากหอการค้ามีลักษณะแตกต่างกับ สมาคมการค้าทั้งในส่วนประกอบและหน้าที่ จึงสมควรตรากฎหมายว่าด้วย หอการค้าขึ้นโดยเฉพาะ

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook