ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2480)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ.เจ้าพระยา พิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่ 17 ตุลาคม
พุทธศักราช 2482
เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน
- โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า
สมควรจัดการควบคุมการชลประทาน
ราษฎร์
เพื่อคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของราษฎร
- จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า
"พระราชบัญญัติการชลประทาน
ราษฎร์ พุทธศักราช 2482"
|
|
มาตรา 2* ให
้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป *[รก.2482/-/1294/26 ตุลาคม 2482]
- มาตรา 3
ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมการเหมืองฝายและพนัง
พุทธศักราช 2477
พระราชบัญญัติควบคุมการเหมืองฝายและพนังแก้ไขเพิ่มเติม
พุทธศักราช 2478
และพระราชบัญญัติควบคุมการเหมืองฝายและพนัง
(ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2480
กับบรรดากฎหมาย กฎ
และข้อบังคับอื่นๆ
ซึ่งบัญญัติไว้แล้ว
ในพระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งมีข้อความขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
- มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
- "การชลประทาน" หมายความว่า
กิจการที่บุคคลได้จัดทำขึ้น
เพื่อส่งน้ำจากน้ำหรือแหล่งน้ำใด
ๆ เป็นต้นว่า แม่น้ำ ลำธาร ห้วย
หนอง คลอง บึง บาง
ไปใช้ในการเพาะปลูก
และให้หมายถึงกิจการที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อป้องกัน
การเสียหายแก่การเพาะปลูกอันเกี่ยวกับน้ำ
- "การชลประทานส่วนบุคคล"
หมายความว่า
การชลประทานที่บุคคล
คนเดียวหรือหลายคนได้จัดทำขึ้น
เพื่อประโยชน์แก่การเพาะปลูกของบุคคลนั้น
ๆ โดยเฉพาะ
- "การชลประทานส่วนราษฎร"
หมายความว่า
การชลประทานที่ราษฎร
ได้ร่วมกันจัดทำขึ้น เพื่อป
ระโยชน์แก่การเพาะปลูกของราษฎรในท้องที่
- "การชลประทานส่วนการค้า"
หมายความว่า
การชลประทานที่บุคคล
ได้จัดทำขึ้นเพื่อค่าตอบแทนจากผู้ที่ต้องการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกจากการ
ชลประทานนั้น
- "เขตการชลประทาน" หมายความว่า
เขตที่ดินซึ่งได้รับประโยชน์
จากการชลประทานนั้น
- "เครื่องอุปกรณ์การชลประทาน"
หมายความว่า สิ่งของใด ๆ ที่
ใช้ประกอบสำหรับทำการชลประทาน
|
|
- "เจ้าพนักงาน" หมายความว่า
คณะกรมการจังหวัด ข้าหลวงประจำ
จังหวัด คณะกรมการอำเภอ นายอำเภอ
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
หัวหน้าหรือผู้ช่วย
หัวหน้าการชลประทานและเจ้าพนักงานผู้ควบคุมการชลประทาน
- มาตรา 5
เพื่อประโยชน์แก่การแบ่งปันน้ำในยามขาดแคลน
หรือ
เพื่อความปลอดภัยหรือผาสุกของสาธารณชนให้คณะกรมการจังหวัดมีอำนาจ
สั่งปิดหรืองดใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของการชลประทานทุกประเภทไว้ได้ชั่วคราว
หรือสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อชักน้ำไปใช้ในการนั้นได้
- ในกรณีที่เกี่ยวกับการแบ่งปันน้ำในยามขาดแคลน
ให้ผู้ได้รับ ประโยชน์เป็น
ผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนั้น
- มาตรา 6
ห้ามมิให้ผู้ใดใช้น้ำจากการชลประทานส่วนบุคคลหรือ
การชลประทานส่วนราษฎรเกินความจำเป็น
หรือเอาน้ำไปทิ้งเสียโดยเปล่า
ประโยชน์ในเมื่อเจ้าพนักงานได้สั่งห้าม
หมวด 1
การชลประทานส่วนบุคคล
______
- มาตรา 7
ผู้ใดจะทำการชลประทานส่วนบุคคล
จะต้องขอและ
ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน
เว้นแต่จะได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์
แก่เนื้อที่ไม่เกินสองร้อยไร่
หรือเป็นการกระทำชั่วครั้งคราวซึ่งมิได้มีการ
ก่อสร้างไว้เป็นประจำแต่ทั้งนี้ต้องไม่กีดขวางทางน้ำสาธารณะหรือทำให้
เสียหายแก่บุคคลอื่น
- การขออนุญาตนั้น
ให้ยื่นคำขอต่อคณะกรมการอำเภอเจ้าของท้องที่
และให้คณะกรมการอำเภอปิดประกาศโฆษณาไว้
ณ ที่ว่าการอำเภอและใน
ตำบลติดต่อกับตำบลที่จะทำการชลประทานนั้นเป็นเวลาสิบห้าวัน
ผู้ใดเห็นว่าตน
|
|
จะได้รับความเสียหายจากการชลประทานนี้
ให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรมการ
อำเภอภายในระยะเ
วลาดังกล่าวแล้ว
เฉพาะในกรณีฉุกเฉินให้พิจารณาอนุญาต
ไปก่อนได้
- การอนุญาตตามความในวรรคต้น
- 1)
ถ้าทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เนื้อที่ไม่เกินห้าร้อยไร่และอยู่ใน
ท้องที่อำเภอเดียวกัน
ให้คณะกรมการอำเภอนั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตแล้ว
รายงานให้จังหวัดทราบ
และให้จังหวัดรายงานไปยังกระทรวงเกษตราธิการ
- 2)
ถ้าทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เนื้อที่ไม่เกินหนึ่งพันไร่และอยู่ใน
ท้องที่จังหวัดเดียวกัน
ให้คณะกรมการจังหวัดนั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตแล้ว
รายงานไปยังกระทรวงเกษตราธิการ
- 3)
ถ้าทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เนื้อที่เกินกว่าหนึ่งพันไร่
หรือ
เนื้อที่คาบเกี่ยวต่างจังหวัดกัน
ให้กระทรวงเกษตราธิการเป็นผู้พิจารณา
อนุญาต
- เจ้าของการชลประทานส่วนบุคคลที่ทำอยู่แล้วก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
จะต้องขออนุญาตภายในกำหนดเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้
- มาตรา 8
ผู้ขออนุญาตทำการชลประทานตามความในมาตรา
7 จะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
- (1)
เสนอแผนที่สังเขปซึ่งแสดงรายการ
ต่อไปนี้
-
- (ก)
จำนวนเนื้อที่เพาะปลูกที่มีอยู่ในเวลาที่ขออนุญาต
-
- (ข)
จำนวนเนื้อที่ซึ่งจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นเนื่องจากการ
ชลประทานนั้น
-
- (ค) แนวทางน้ำ แหล่งน้ำ
หมู่บ้านและสถานที่ถาวรต่าง ๆ
เท่าที่มีอยู่ในเขตนั้น
-
- (ง)
แนวทางและจุดที่ตั้งของการชลประทานที่ขอทำขึ้น
|
|
- (2) เสนอรายละเอียด คือ
-
- (ก)
สภาพของลำน้ำที่จะใช้ทำการชลประทานนั้นในฤดูแล้งมีน้ำ
เหลืออยู่เพียงใด
ในฤดูน้ำมีน้ำตามปกติเท่าใด
และระดับน้ำสูงที่สุดเท่าใดโดย
คิดจากระดับท้องน้ำขึ้นมา
-
- (ข) ความกว้าง ลึกของลำน้ำเดิม
และขนาดส่วนสัดของการ
ชลประทานที่ขอทำขึ้น
-
- (ค)
จำนวนเจ้าของนาภายในเขตที่จะได้รับน้ำจากการ
ชลประทานนั้นรวมทั้งที่มีอยู่เดิมและที่จะมีขึ้นใหม่
- (3) ให้ชี้แจงว่า
การชลประทานรายอื่นได้มีอยู่ก่อนแล้วในลำน้ำนั้น
หรือไม่
ถ้ามีให้แจ้งเขตและระยะที่ตั้งถัดไปทางเหนือน้ำ
1 ราย ทางใต้น้ำ 1 ราย
- มาตรา 9
ในกรณีที่คณะกรมการจังหวัดเห็นว่า
การชลประทาน
ส่วนบุคคลรายใดมีปริมาณน้ำเกินความจำเป็นแล้ว
ก็ให้มีอำ นาจสั่งเฉลี่ยน้ำให้
แก่ที่ดินที่ใกล้เคียงได้เป็นครั้งคราว
แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จะต้องช่วยเหลือ
เจ้าของหรือผู้ควบคุมตามสมควร
- การชลประทานส่วนบุคคลรายใดที่ได้ทำมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี
ถ้าคณะกรมการจังหวัดเห็นเป็นการจำเป็นที่จะขยายเขตการชลประทานให้
กว้างขวางออกไปเพื่อประโยชน์ของราษฎรหมู่มาก
ก็ให้มีอำนาจสั่งเปลี่ยน
ประเภทการชลประทานส่วนบุคคลรายนั้นเป็นการชลประทานส่วนราษฎรได้
โดยให้ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการชลประทานนั้นร่วมกันออกเงินค่าทำขวัญ
ตามส่วนมากและน้อย
- ถ้าหากไม่ตกลงกันในเรื่องเงินค่าทำขวัญ
คณะกรมการจังหวัด
และผู้ที่จะได้รับประโยชน์มีสิทธิที่จะขอให้ตั้งอนุญาโตตุลาการได้
- ถ้าจะต้องตั้งอนุญาโตตุลาการตามความในวรรคก่อน
ให้นำบท
บัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้
บังคับโดยอนุโลม
|
|
มาตรา 10
เจ้าของการชลประทานส่วนบุคคล
จะต้องปฏิบัติการ
มิให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของบุคคลอื่นและจะต้องปล่อยน้ำให้ที่ดิน
ที่อ
ยู่ใกล้เคียงซึ่งเคยได้รับน้ำจากการชลประทานนั้นมาแต่ก่อนได้ใช้สอยตาม
สมควร
ถ้าเจ้าของหรือผู้ควบคุมกระทำหรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่ง
อย่างใดอันอาจจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือสิ่งสาธารณประโยชน์
ให้คณะกรมการอำเภอมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ควบคุมกระทำอย่างหนึ่ง
อย่างใดได้ตามที่เห็นสมควร
ถ้าพ้นกำหนดเวลา
เจ้าของหรือผู้ควบคุมไม่ปฏิบัติ
ตาม
ให้คณะกรมการอำเภอมีอำนาจเข้าดำเนินการเพื่อป้องกันความเสียหาย
ได้ทันที
- มาตรา 10 ทวิ*
ในการจัดทำการชลประทานส่วนบุคคลตามหมวดนี้
ไม่ว่าจะต้องขออนุญาตตามมาตรา 7
หรือไม่ก็ตาม
ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ที่ดิน
ของบุคคลอื่นหรือที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ผู้จัดทำการชลประทาน
ส่วนบุคคลดังกล่าวอาจทำทางน้ำผ่านที่ดินนั้นได้
เมื่อขอและได้รับอนุญาตจาก
พนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว
แต่ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินดังกล่าว
- การขออนุญาตตามวรรคหนึ่ง
ให้ผู้ขออนุญาตยื่นคำขอต่อนายอำเภอ
เจ้าของท้องที่และจะต้องปฏิบัติตามมาตรา
8 (1) ด้วย และให้นายอำเภอ
แจ้งให้เจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินที่จะทำทางน้ำผ่านทราบโดยจดหมายลง
ทะเบียนไปยังภูมิลำเ
นาของเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินพร้อมทั้งปิดประกาศ
ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด
ที่ว่าการเขต ที่ว่าการอำเภอ
ที่ทำการกำนันใน ท้องที่
และที่ดินที่จะทำทางน้ำผ่านล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
ผู้ใดเห็นว่า
ตนจะได้รับความเสียหายจากการทำทางน้ำผ่านที่ดิน
ให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ
นายอำเภอภายในระยะเวลาดังกล่าวแล้ว
เฉพาะในกรณีฉุกเฉินให้พิจารณา
อนุญาตไปก่อนได้
- ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาตตามคำขอ
ให้ปิดประกาศและ
แจ้งการอนุญาตพร้อมทั้งรายละเอียดให้เจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินทราบ
โดยวิธีการดังระบุไว้ในวรรคสองล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
|
|
- ให้นำมาตรา 7 วรรคสาม
มาใช้บังคับแก่การอนุญาตตามวรรคหนึ่ง
โดยอนุโลม ทั้งนี้
ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมตามหลักชลประทาน
และ
จะต้องให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินน้อยที่สุด
- จำนวนเงินค่าทดแทนนั้นไม่อาจตกลงกันได้
ผู้ขออนุญาตอาจร้องขอ
ต่อคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ
ประธานสภาจังหวัดเป็นรองประธานก
รรมการ
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด
เกษตรจังหวัด ผู้แทนกรมชลประทาน
และนายอำเภอ
หรือปลัดอำเภอผู้เป็น
หัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่เป็นกรรมการ
เป็นผู้กำหนดโดยให้คำนึงถึง
สภาพของที่ดินตลอดจนประโยชน์ที่ผู้ขออนุญาตจะได้รับและความเสียหาย
ที่จะเกิดแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินอื่นด้วย
- เมื่อคณะกรรมการได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนตามวรรคห้าแล้ว
เจ้าของที่ดินไม่ยอมรับเงินค่าทดแทน
และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปิดประกาศตาม
วรรคสามโดยอนุโลม
และได้วางเงินค่าทดแทนดังกล่าวต่อศาลแล้ว
ผู้ขออนุญาต
มีสิทธิเข้าดำเนินการได้
- การที่เจ้าของที่ดินไม่ยินยอมตกลงในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดิน
ตามที่คณะกรรมการกำหนดในวรรคห้า
รับหรือไม่รับเงินค่าทดแทนที่ได้วางไว้
ต่อศาล
ไม่ตัดสิทธิเจ้าของที่ดินจะฟ้องเรียกเงินส่วนที่ตนเห็นว่าควรจะได้รับ
ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
นับแต่วันที่ได้วางเงินต่อศาล
ในกรณีศาลพิพากษา
ให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น
ให้เจ้าของที่ดินได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ
เจ็ดครึ่งต่อปีในเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นนับจากวันที่วางเงินค่าทดแทนต่อศาล
- การที่เจ้าของที่ดินฟ้องคดียังศาลตามวรรคเจ
็ด ไม่เป็นเหตุให้การ
ครอบครองการใช้ที่ดินของผู้ขออนุญาตสะดุดหยุดลง
- *[มาตรา 10 ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2523]
|
|
| มาตรา 10 ตรี* ทางน้ำตามมาตรา 10
ทวิ ต้องใช้เพื่อประโยชน์
ของที่ดินที่ได้รับน้ำจากทางน้ำนั้น
ถ้าต่อมาที่ดินที่ได้รับน้ำนั้นหมดความจำเป็น
ที่จะใช้น้ำจากทางน้ำนั้นเพื่อประกอบการเพาะปลูกอีกต่อไป
เมื่อเจ้าของหรือ
ผู้ครอบครองที่ดินที่มีทางน้ำผ่านร้องขอและได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว
ให้สิทธิของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ได้รับน้ำจากทางน้ำนั้นเป็นอันสิ้นสุดลง
ในระหว่างที่ทางน้ำจะต้องใช้เพื่อประโยชน์ของที่ดินที่ได้รับน้ำ
เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ได้รับน้ำมีสิทธิทำการทุกอย่างอันจำเป็นเพื่อรักษา
และใช้ทางน้ำนั้นโดยให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่มี
ทางน้ำผ่านน้อยที่สุดตามพฤติการณ์
*[มาตรา 10 ตรี
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2523] หมวด 2
การชลประทานส่วนราษฎร
______
- มาตรา 11 แม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง
คลอง บึง บาง หรือ
ทางน้ำแหล่งน้ำใด ๆ นั้น
เมื่อข้าหลวงประจำจังหวัดเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อ
ประโยชน์แก่การชลประทาน
ก็ให้มีอำนาจประกาศกำหนดเขตไว้ได้
และภายใน เขตที่กำหนดไว้นั้น
ข้าหลวงประจำจังหวัดมีอำนาจที่จะสั่งห้ามมิให้กระทำการใด
ๆ
อันเป็นการขัดขวางแก่การชลประทาน
- มาตรา 12
การชลประทานส่วนราษฎรที่จะจัดทำขึ้นใหม่ให้เป็นไป
ตามความเห็นชอบของราษฎรส่วนมากที่จะได้รับประโยชน์จากการชลประทานนั้น
โดยการคำนวณเสียงตามมาตรา 22 (ก)
ให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากราษฎรและ
พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรา
7 นอกจากวรรคสุดท้าย
|
|
มาตรา 13
ให้นายอำเภอมีอำนาจตั้งบุคคลที่สมควรตามความ
เห็นชอบของราษฎรส่วนมากที่ได้รับประโยชน์ในเขตการชลประทาน
เป็นหัวหน้า การชลประทานรายนั้น
หรือเป็นผู้ช่วยตามจำนวนที่เห็นสมควร
และให้มีอำนาจ
ถอดถอนบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังว่านั้นในเมื่อราษฎรส่วนมา
กเห็นสมควร
- มาตรา 14
การเกณฑ์แรงงานหรือเครื่องอุปกรณ์การชลประทาน
ส่วนราษฎรในเวลาปกติ
ให้นายอำเภอเป็นผู้สั่งเกณฑ์
ในเวลาฉุกเฉิน ให้กรมการอำเภอ
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
หรือหัวหน้าการชลประทานเป็นผู้สั่งเกณฑ์
จากผู้ที่ได้รับประโยชน์ในเขตการชลประทานนั้น
- มาตรา 15
การเกณฑ์เครื่องอุปกรณ์การชลประทานส่วนราษฎร
ให้เจ้าพนักงานคำนวณให้พอเพียงต่อการทำ
แล้วกำหนดเกณฑ์เอาตามเนื้อที่
ที่ทำการเพาะปลูกโดยเฉลี่ยไร่หนึ่งมีส่วนเท่า
ๆ กัน
เศษของไร่หรือผู้ที่มีเนื้อที่
ไม่ถึงหนึ่งไร่ ให้นับเป็นหนึ่ง
- มาตรา 16
การเกณฑ์แรงและแบ่งงานทำการชลประทานส่วนราษฎร
ให้จัดแบ่งมากน้อยตามส่วนของจำนวนเนื้อที่ที่มีไว้เพื่อทำการเพาะปลูกผู้ที่มี
กรรมสิทธิ์ที่ดิน
หรือผู้ครอบครองที่ดินนั้น
- งานใดที่แบ่งแยกกันทำไม่ได้
ให้เกณฑ์แรงและแบ่งงานโดยคำนวณ
ดังต่อไปนี้
ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือผู้ครอบครองที่ดินคนใดมีเนื้อที่ไม่เกินสิบไร่ให้ไป
ทำงานคนหนึ่ง
ถ้ามากกว่าสิบไร่ให้คำนวณทวีขึ้นไป
โดยอัตราสิบไร่ต่อหนึ่งคน
เศษของสิบไร่ถ้าถึงครึ่งให้นับเป็นหนึ่ง
- มาตรา 17 ในการแบ่งปันก
ารงานและเครื่องอุปกรณ์การชลประทาน
ส่วนราษฎรให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
หัวหน้าการชลประทาน
หรือผู้ช่วยในเขตการ
ชลประทานนั้นเป็นผู้แบ่งและควบคุมงานจนกว่าจะแล้วเสร็จ
|
| หน้า
10 / 17 |
มาตรา 18
การบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมแก้ไข
การชลประทาน ส่วนราษฎร
ให้ราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากการชลประทานนั้น
มีหน้าที่ทำงาน
ตามคำสั่งเกณฑ์ของเจ้าพนักงาน
ในการนี้ถ้ามีกรณีโต้แย้งเกิดขึ้น
ให้นายอำเภอมีอำนาจสั่งดำเนินการ
ตามที่เห็นสมควรเพื่อให้เสร็จก่อนฤดูทำการเพาะปลูก
- มาตรา 19
ถ้าเขตก่อสร้างของการชลประทานส่วนราษฎรตรงที่ใด
ไม่มีที่ขุดดินหรือทิ้งมูลดินพอ
ก็ให้นายอำเภอมีอำนาจสั่งให้ขุดหรือทิ้งมูลดินในที่ดิน
ที่ใกล้หรือข้างเคียงซึ่งติดต่อกับเขตก่อสร้างของการชลประทานนั้น
ห่างข้างละ ไม่เกิน 5 เมตร
- มาตรา 20 เพื่อประโยชน์ในการขุด
ทำ ซ่อมหรือแก้ไขการ
ชลประทานส่วนราษฎร
ให้นายอำเภอมีอำนาจสั่งตัด ฟัน
ชัก ลาก ไม้กระยาเลย
หวงห้ามชนิดที่ 3
ในป่าได้ตามที่เห็นสมควร
- มาตรา 21 การแบ่งปันน้
ำในเขตการชลประทานส่วนราษฎร
ให้เป็นหน้าที่ของกำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าการชลประทาน
หรือผู้ช่วยเป็นผู้
แบ่งปันตามส่วนของจำนวนเนื้อที่ที่ทำการเพาะปลูก
เว้นแต่ในกรณีที่ตกลงกัน ไม่ได้
จึงให้นายอำเภอหรือผู้แทน กำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน
และหัวหน้าการชลประทาน
ในส่วนที่เกี่ยวข้องนั้น
ไม่น้อยกว่าสามนายเป็นผู้พิจารณาสั่งชี้ขาดตามเสียงข้างมาก
- ในเวลาน้ำไม่พอแจกจ่ายให้เป็นประโยชน์แก่การเพาะปลูก
ได้ทั่วถึงกัน
ให้นายอำเภอหรือผู้แทนประชุมกำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน และหัวหน้า
การชลประทานในเขตการชลประทานนั้นพิจารณาสั่งชี้ขาดตามเสียงข้างมาก
- ตามความในวรรคสองนี้
ถ้าเป็นกรณีในระหว่างอำเภอต่ออำเภอ
ให้นำมาตรา 22 (ข) และ (ค)
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
|