บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.2523
    


พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.2523

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2523
เป็นปีที่ 35 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ครู พ.ศ.2523" มาตรา 2* พระราชบัญญัติให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2523 เป็นต้นไป *[รก.2523/158/37]

มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
"ข้าราชการครู" หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งตาม พระราชบัญญัตินี้ให้รับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือน ในกระทรวงศึกษาธิการ
"หน่วยงานทางการศึกษา"* หมายความว่า (1) โรงเรียน วิทยาลัย และสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นของกระทรวง ศึกษาธิการ
(2) สำนักงานศึกษาธิการกิ่งอำเภอ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ สำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานศึกษาธิการเขต และหน่วยศึกษานิเทศก์
(3) สำนักงานการประถมศึกษากิ่งอำเภอ สำนักงานการประถมศึกษา อำเภอ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด และสำนักงานการประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร
(4) สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด และสำนักงานสามัญศึกษากรุงเทพ มหานคร
(5) ส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ แผ่นดินและมีลักษณะทำนองเดียวกับ (2) หรือ (3) และ ก.ค.กำหนดให้เป็น หน่วยงานทางการศึกษา *[บทนิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535] "กรม" หมายความรวมถึง ส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในกระทรวง ศึกษาธิการซึ่งมีข้าราชการครูในสังกัดด้วย
"อ.ก.ค.จังหวัด" หมายความรวมถึง อ.ก.ค.กรุงเทพมหานครด้วย
"อธิบดี" หมายความรวมถึง หัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมใน กระทรวงศึกษาธิการด้วย
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้



มาตรา 4 ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่ เกี่ยวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ มาใช้บังคับแก่ข้าราชการครูโดยอนุโลม เว้นแต่ในพระราชบัญญัตินี้จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
ในกรณีที่นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับตาม วรรคหนึ่ง ให้บรรดาอำนาจและหน้าที่ของ ก.พ. เป็นอำนาจและหน้าที่ของ ก.ค. และในกรณีใดที่กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนกำหนดให้ ก.พ.ออก กฎ ก.พ. หรือระเบียบ ในกรณีนั้น ให้ ก.ค.ออกกฎ ก.ค. หรือระเบียบแทน
บรรดาคำว่า "ข้าราชการพลเรือน" ที่มีอยู่ในกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ และข้อบังคับอื่นใด ให้หมายความรวมถึงข้าราชการครูด้วย เว้นแต่ จะได้มีกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ หรือข้อบังคับอื่นใด บัญญัติไว้สำหรับ ข้าราชการครูโดยเฉพาะ มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้

หมวด 1
คณะกรรมการข้าราชการครู
______

มาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการข้าราชการครูคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า ก.ค. ประกอบด้วยรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคุรุสภา ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือการ บริหารงานบุคคลซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการหรือเคยรับราชการ ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือตำแหน่งที่เทียบเท่ามาแล้ว และมิได้เป็น ข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภา กรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่



ในพรรคการเมือง จำนวนห้าคน โดยต้องเป็นผู้ซึ่งรับราชการอยู่ไม่น้อยกว่า สามคน และข้าราชการครูผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครู จำนวนเจ็ดคน เป็นกรรมการ และเลขาธิการ ก.ค. เป็นกรรมการและเลขานุการ

ให้ ก.ค. เลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นรองประธานกรรมการ คุณสมบัติและสัดส่วนของผู้แทนข้าราชการครู และวิธีการเลือกตั้งผู้แทน ข้าราชการครูตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค. มาตรา 7 ก.ค. มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการบริหาร งานบุคคล และการจัดระบบราชการในหน่วยงานทางการศึกษา
(2) ออกกฎ ก.ค. และระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎ ก.ค. เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้ว ให้ใช้บังคับได้
(3) ตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้บังคับ พระราชบัญญัตินี้ มติของ ก.ค. เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้ใช้บังคับได้
(4) ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ แนะนำชี้แจง เพื่อให้หน่วยงานทาง การศึกษาและกรมปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ในการนี้ให้มีอำนาจเรียก เอกสารและหลักฐานจากหน่วยงานทางการศึกษาและกรม ให้ผู้แทนหน่วยงาน ทางการศึกษาหรือกรม ข้าราชการหรือบุคคลใดมาชี้แจงข้อเท็จจริง และให้มี อำนาจออกระเบียบให้หน่วยงานทางการศึกษาและกรมรายงานเกี่ยวกับการสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย และ การออกจากราชการ ตลอดจนรายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในลักษณะหน้าที่ และความรับผิดชอบของตำแหน่ง และเกี่ยวกับทะเบียนประวัติของข้าราชการครู ไปยัง ก.ค.




(5) รายงานนายกรัฐมนตรีในกรณีที่ปรากฏว่าหน่วยงานทางการ ศึกษา กรม อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. จังหวัดใด หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ไม่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ หรือปฏิบัติการโดย ไม่เหมาะสม เพื่อนายกรัฐมนตรีจะได้พิจารณาและสั่งการต่อไป
(6) รักษาทะเบียนประวัติข้าราชการครู
(7) รับรองคุณวุฒิของผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพเพื่อ ประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครู และกำหนดอัตราเงินเดือน ที่ควรได้รับ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงอัตราเงินเดือนตามที่คณะกรรมการข้าราชการ พลเรือนกำหนดสำหรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพเดียวกันด้วย
(8) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(9) ปฏิบัติการอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น มาตรา 8 ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานของ ก.ค. ตาม มาตรา 7 (5) ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งให้หน่วยงานทางการศึกษา กรม อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. จังหวัด แล้วแต่กรณี ปฏิบัติการให้ถูกต้องหรือ เหมาะสมต่อไป แต่ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับมติของ ก.ค. ให้ ก.ค. รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
เมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งหรือคณะรัฐมนตรีมีมติประการใด ให้ ก.ค. และหน่วยงานทางการศึกษา กรม อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. จังหวัด แล้วแต่กรณี ปฏิบัติตาม หรือสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือมติเดิมให้เป็นไป ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือตามมติของคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี แม้ข้าราชการครูผู้นั้นจะได้ออกจากราชการไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แล้วก็ตาม มาตรา 9 กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งและกรรมการซึ่งได้รับ เลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครู มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี



มาตรา 10 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 9 กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งและกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทน ข้าราชการครูพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ตาย
(2) ลาออก
(3) เป็นบุคคลล้มละลาย
(4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิด ลหุโทษ
(6) คณะรัฐมนตรีให้ออก สำหรับกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง
(7) พ้นจากการเป็นข้าราชการสำหรับกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จากข้าราชการ
(8) พ้นจากการเป็นข้าราชการครู สำหรับกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้ง เป็นผู้แทนข้าราชการครู
ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ผู้อื่นเป็นกรรมการแทน หรือให้มีการเลือกตั้งข้าราชการครูเป็นกรรมการแทน แล้วแต่กรณี เว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน และให้กรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน อยู่ใน ตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน มาตรา 11 ในการประชุม ก.ค. ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม



มาตรา 12 การประชุม ก.ค. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ภายใต้บังคับมาตรา 23 การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการ คนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานใน ที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา 13 ในการประชุม ก.ค. ถ้ามีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับ ตัวกรรมการผู้ใดโดยเฉพาะ ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม มาตรา 14 บุคคลใดจะเป็นผู้แทนข้าราชการครูใน ก.ค. อ.ก.ค. กรม อ.ก.ค. จังหวัด คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ คณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัด คณะกรรมการการประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการการประถมศึกษาอำเภอ หรือคณะกรรมการ การประถมศึกษากิ่งอำเภอ ในขณะเดียวกันได้เพียงตำแหน่งเดียว มาตรา 15 ให้มี (1) อนุกรรมการข้าราชการครูสามัญประจำกรม เรียกโดยย่อว่า อ.ก.ค. กรม โดยออกนามกรมนั้น ๆ
(2) อนุกรรมการข้าราชการครูสามัญประจำจังหวัด เรียกโดยย่อว่า อ.ก.ค. จังหวัด โดยออกนามจังหวัดนั้น ๆ
(3) อนุกรรมการข้าราชการครูสามัญประจำการกรุงเทพมหานคร เรียกโดยย่อว่า อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร มาตรา 16 อ.ก.ค. กรม ประกอบด้วยอธิบดีเป็นประธานอนุกรรมการ รองอธิบดีคนหนึ่งซึ่งอธิบดีมอบหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือการบริหาร งานบุคคลซึ่ง ก.ค. แต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าระดับ 7 หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า และมิได้เป็นข้าราชการการเมือง



สมาชิกรัฐสภา กรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง จำนวนสามคน และข้าราชการครูผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครู สังกัดกรม จำนวนสามคนเป็นอนุกรรมการ และผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้า กองการเจ้าหน้าที่เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
ให้ อ.ก.ค. กรม เลือกอนุกรรมการคนหนึ่งเป็นรองประธาน อนุกรรมการ
ในกรณีที่ยังมิได้กำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้ากอง การเจ้าหน้าที่ หรือกำหนดแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง ให้เลขานุการกรม เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ มาตรา 17 อ.ก.ค. จังหวัด ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ รองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นประธานอนุกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือการบริหารงานบุคคลซึ่ง ก.ค. แต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 6 หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า และมิได้เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภา กรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองจำนวนสามคน และข้าราชการครูผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครูสังกัดสำนักงาน การประถมศึกษาจังหวัด จำนวนสามคนเป็นอนุกรรมการ และผู้อำนวยการ การประถมศึกษาจังหวัดเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
ให้ อ.ก.ค. จังหวัด เลือกอนุกรรมการคนหนึ่งเป็นรองประธาน อนุกรรมการ



มาตรา 18 อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครหรือรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานครมอบหมาย เป็นประธานอนุกรรมการ รองอธิบดีกรมวิชาการหนึ่งคน ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการมอบหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือการบริหารงาน บุคคลซึ่ง ก.ค. แต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าระดับ 6 หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า และมิได้เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภา กรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง จำนวนสามคน และข้าราชการครูผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนข้าราชการครูสังกัด สำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวนสามคน เป็นอนุกรรมการ และผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานครเป็นอนุกรรมการและ เลขานุการ
ให้ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานครเลือกอนุกรรมการคนหนึ่งเป็นรอง ประธานอนุกรรมการ มาตรา 19 คุณสมบัติและวิธีการเลือกตั้งผู้แทนข้าราชการครูตาม มาตรา 16 วรรคหนึ่ง มาตรา 17 วรรคหนึ่ง และมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค. มาตรา 20 ให้ อ.ก.ค. กรม มีอำนาจและหน้าที่ปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้และตามที่ ก.ค. มอบหมาย รวมทั้งให้ความเห็นในเรื่อง การบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูแก่อธิบดี
ให้ อ.ก.ค. จังหวัด มีอำนาจและหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ เฉพาะข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดและตามที่ ก.ค. มอบหมาย



ให้ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร มีอำนาจและหน้าที่ปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้เฉพาะข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพ มหานคร และตามที่ ก.ค. มอบหมาย
ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 และ มาตรา 13 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 21 ก.ค. มีอำนาจตั้งอนุกรรมการวิสามัญ เรียกโดยย่อว่า อ.ก.ค. วิสามัญ เพื่อทำการใด ๆ แทนได้
ในกรณีที่ตั้ง อ.ก.ค.วิสามัญ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาเรื่องการ ดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ การร้องทุกข์หรือการอุทธรณ์ ให้ตั้งจากกรรมการ ก.ค. ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอย่างน้อยสองคน และ กรรมการ ก.ค. ซึ่งเป็นผู้แทนข้าราชการครูจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งใน สามของจำนวนอนุกรรมการทั้งหมด และให้นำมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 22 ให้มีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู โดยมี เลขาธิการ ก.ค. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และบริหารราชการของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในหน้าที่ของ ก.ค.
(2) วิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการ ครู และการจัดระบบราชการในหน่วยงานทางการศึกษาเพื่อเสนอ ก.ค. และ ผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง
(3) ติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติของหน่วยงาน ทางการศึกษา กรม อ.ก.ค. กรม และ อ.ก.ค. จังหวัด และเสนอ ก.ค.



ว่าไม่ควรให้รับราชการต่อไป ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ ถ้าเห็นว่าควร ให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ภายในกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติ หน้าที่ตามวรรคหนึ่ง จะสั่งให้ผู้นั้นทดลองปฏิบัติหน้าที่ต่อไปก็ได้โดยให้ ผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่งและผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 ดำเนินการ ตามมาตรานี้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเห็นว่าควรให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปได้เมื่อ ครบกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 รายงานให้ ก.ค. ทราบตามวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ค.
ข้าราชการครูซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ ไปรับราชการ ทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร เมื่อได้รับการบรรจุและ แต่งตั้งตามมาตรา 52 แล้ว ให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในตำแหน่งที่ได้รับ แต่งตั้ง
ผู้อยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใด ถ้าได้รับแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งอื่นให้เริ่มทดลองปฏิบัติหน้าที่ใหม่
ผู้อยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะมีความประพฤติไม่ดี หรือไม่มีความรู้ หรือไม่มีความสามารถ เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง ให้ถือเสมือนหนึ่งว่า ไม่เคยเป็นข้าราชการครู แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากทางราชการใน ระหว่างที่ผู้นั้นทดลองปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 44 การแต่งตั้งข้าราชการครูให้ดำรงตำแหน่งที่ ก.ค. ยังมิได้กำหนดตามมาตรา 31 จะกระทำมิได้ มาตรา 45 ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการครู ตำแหน่งใด ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้นตามที่ ก.ค. กำหนดไว้ ในมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง



ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็น ก.ค. อาจอนุมัติให้แต่งตั้ง ข้าราชการครูจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะต่างไปจากที่กำหนดไว้ใน มาตรฐานกำหนดตำแหน่งก็ได้
ในกรณีที่ ก.ค. กำหนดให้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพใด เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ให้หมายถึงปริญญาหรือประกาศนียบัตร วิชาชีพที่ ก.ค. รับรอง มาตรา 46 การย้ายข้าราชการครูผู้ดำรงตำแหน่งใดไปแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งอื่นในกรมเดียวกัน ต้องย้ายไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับเดียวกัน
การย้ายข้าราชการครูไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งซึ่งได้รับเงินเดือน ในระดับต่ำกว่าเดิม และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมิได้ดำรง ตำแหน่งที่ ก.ค. กำหนดตามมาตรา 31 ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ ก.ค. กำหนดตามมาตรา 31 จะกระทำได้เมื่อได้รับอนุมัติจาก ก.ค. แล้ว มาตรา 47 การเลื่อนข้าราชการครูขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขึ้น ให้เลื่อนและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขัน หรือผู้สอบคัดเลือกเพื่อดำรงตำแหน่งนั้นได้ หรือจากผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อ ดำรงตำแหน่งนั้น
กรณีใดจะเลื่อนและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้ ผู้สอบคัดเลือกได้ หรือผู้ได้รับคัดเลือก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค. กำหนด
การสอบแข่งขันให้เป็นไปตามมาตรา 38 ส่วนการสอบคัดเลือก และคัดเลือกให้ อ.ก.ค. กรมหรือ อ.ก.ค. จังหวัด แล้วแต่กรณี เป็นผู้ ดำเนินการ หลักสูตรและวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการสอบคัดเลือก คุณสมบัติ ของผู้มีสิทธิสมัครสอบคัดเลือก เกณฑ์การตัดสิน การขึ้นบัญชี และการยกเลิก บัญชีผู้สอบคัดเลือกได้ ตลอดจนวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือก ให้เป็นไป ตามที่ ก.ค. กำหนด



มาตรา 48 การแต่งตั้งข้าราชการครูให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 47 สำหรับผู้สอบแข่งขันได้ ให้แต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ สำหรับ ผู้สอบคัดเลือกได้ หรือผู้ได้รับคัดเลือกให้แต่งตั้งได้ตามความเหมาะสม โดย คำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ความประพฤติ และประวัติการรับราชการ มาตรา 49 การโอนข้าราชการครูไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ข้าราชการครูในต่างกรม อาจกระทำได้เมื่อผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนนั้นแล้ว โดยให้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับที่ไม่สูงกว่าเดิม และรับเงินเดือนในขั้นที่ไม่สูง กว่าเดิม
การโอนข้าราชการครูซึ่งเป็นผู้สอบแข่งขันได้ ผู้สอบคัดเลือกได้ หรือ ผู้ได้รับคัดเลือกให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค. กำหนด มาตรา 50 การโอนพนักงานเทศบาล หรือข้าราชการซึ่งมิใช่ ข้าราชการครูตามพระราชบัญญัตินี้ และมิใช่พนักงานเทศบาลหรือข้าราชการ ซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ ข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการ วิสามัญ มาบรรจุเป็นข้าราชการครู อาจกระทำได้ถ้าผู้นั้นสมัครใจและ หน่วยงานทางการศึกษาที่จะรับโอนยินยอม โดยทำความตกลงกับเจ้าสังกัด แล้วเสนอเรื่องให้ ก.ค. พิจารณาอนุมัติ ในการนี้ให้ ก.ค. พิจารณาโดยคำนึง ถึงประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับ ทั้งนี้ จะบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับใด และให้ได้รับเงินเดือนเท่าใด ให้ ก.ค. เป็นผู้พิจารณากำหนด แต่เงินเดือนที่จะให้ได้รับจะต้องไม่สูงกว่า ข้าราชการครูซึ่งมีคุณวุฒิ ความสามารถ และความชำนาญงานทัดเทียมกัน



เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการ ให้ถือเวลาทำงานหรือ เวลาราชการของผู้ซึ่งโอนตามวรรคหนึ่ง ในขณะที่เป็นพนักงานเทศบาล หรือข้าราชการ เป็นเวลาราชการของข้าราชการครูตามพระราชบัญญัติ นี้ด้วย

มาตรา 51 ข้าราชการครูผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตาม มาตรา 46 มาตรา 47 หรือมาตรา 49 แล้ว หากภายหลังปรากฏว่า เป็นผู้ขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 42 แต่งตั้งข้าราชการครูผู้นั้นให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งซึ่ง ได้รับเงินเดือนในระดับเดียวกันที่ต้องใช้คุณสมบัติเฉพาะที่ข้าราชการครู ผู้นั้นมีอยู่ มาตรา 52 ข้าราชการครูผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมาย ว่าด้วยการรับราชการทหาร เมื่อข้าราชการครูผู้นั้นพ้นจากราชการทหาร โดยไม่มีความเสียหายแล้ว ประสงค์จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู ในหน่วยงานทางการศึกษาเดิม ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันพ้นจาก ราชการทหาร ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 42 สั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งและรับเงินเดือนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค. กำหนด มาตรา 53 ข้าราชการครูผู้ใดได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ ออกจากราชการไปปฏิบัติงานใด ๆ ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นสำหรับการ คำนวณบำเหน็จบำนาญเหมือนเต็มเวลาราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ ถ้าข้าราชการครูผู้นั้นกลับเข้ารับราชการภายในสี่ปี นับแต่วันออกจากราชการไปปฏิบัติงานนั้น ๆ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 42 สั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่ ก.ค. กำหนด

มาตรา 54 ข้าราชการครูผู้ใดออกจากราชการไปแล้ว และมิใช่ เป็นกรณีออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ ถ้าสมัครเข้ารับ ราชการและทางราชการต้องการจะรับผู้นั้นเข้ารับราชการ ให้ผู้มีอำนาจ ตามมาตรา 42 สั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค. กำหนด มาตรา 55 พนักงานเทศบาลหรือข้าราชการซึ่งมิใช่ข้าราชการครู ตามพระราชบัญญัตินี้ และมิใช่พนักงานเทศบาล หรือข้าราชการซึ่งออกจาก งานหรือออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ ข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการวิสามัญ ผู้ใดออกจากงานหรือออกจากราชการไปแล้ว ถ้า สมัครเข้ารับราชการในตำแหน่งข้าราชการครู และกรมใดต้องการจะรับ ผู้นั้นเข้ารับราชการ ให้กรมนั้นเสนอเรื่องให้ ก.ค. พิจารณาอนุมัติ ในการนี้ ให้ ก.ค. พิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับ และให้นำ มาตรา 50 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 56 ผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 50 มาตรา 52 มาตรา 53 มาตรา 54 หรือมาตรา 55 หากปรากฏ ภายหลังว่าขาดคุณสมบัติทั่วไปโดยไม่ได้รับการยกเว้นในกรณีขาดคุณสมบัติตาม มาตรา 23 หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้นโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก ก.ค. ตามมาตรา 45 อยู่ก่อน หรือมีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังเป็นผู้ขาด คุณสมบัติเนื่องจากกรณีต้องหานั้น ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 สั่งให้ ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ ได้รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น และถ้าการเข้ารับราชการเป็น ไปโดยสุจริต ให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ



มาตรา 57 ถ้าตำแหน่งข้าราชการครูว่างลงหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ข้าราชการครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้เป็นครั้งคราว และเป็น กรณีที่มิได้บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการครูที่เห็นสมควร รักษาการในตำแหน่งนั้นชั่วคราวได้ ในกรณีที่ตำแหน่งใดว่างลงหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ราชการได้ และมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยไว้ ให้ผู้ดำรง ตำแหน่งผู้ช่วย เป็นผู้รักษาการในตำแหน่ง ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหลายคน ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 มีอำนาจแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยคนหนึ่งหรือหลายคนรักษาการในตำแหน่งตามลำดับไว้เป็นการล่วงหน้าได้
ความในวรรคสองไม่กระทบกระเทือนอำนาจของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ ตามมาตรา 42 ที่จะแต่งตั้งข้าราชการครูผู้ใดเป็นผู้รักษาการในตำแหน่ง ตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมาย ในกรณีผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 แต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งตามความในวรรคหนึ่ง ให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยดังกล่าวในวรรคสอง พ้นจากความเป็นผู้รักษาการในตำแหน่ง นับแต่ เวลาที่ผู้รักษาการในตำแหน่งตามความในวรรคหนึ่งเข้ารับหน้าที่
ให้ผู้รักษาการในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มีอำนาจและ หน้าที่ตามตำแหน่งที่รักษาการนั้น ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นแต่งตั้งให้ผู้ดำรง ตำแหน่งนั้น ๆ เป็นกรรมการ หรือให้มีอำนาจและหน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาการ ในตำแหน่งทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจและหน้าที่อย่างนั้น แล้วแต่กรณี ในระหว่างที่รักษาการในตำแหน่ง มาตรา 58 ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 มีอำนาจสั่งให้ ข้าราชการครูประจำหน่วยงานทางการศึกษา ประจำกรม หรือประจำกอง แล้วแต่กรณี เป็นการชั่วคราว โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิมได้ตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ค.



การให้ได้รับเงินเดือน การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การรักษาวินัย และการออกจากราชการของข้าราชการครูตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ค.

หมวด 5
การเลื่อนขั้นเงินเดือน วินัยและการรักษาวินัย
การออกจากราชการ การร้องทุกข์ และการอุทธรณ์
_______

มาตรา 59 การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการครู ให้ผู้บังคับบัญชา ต่อไปนี้เป็นผู้สั่งเลื่อน (1) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับข้าราชการครูซึ่งดำรง ตำแหน่งที่ได้รับเงินเดือนในระดับ 10 และระดับ 9
(2) อธิบดี สำหรับข้าราชการครูซึ่งดำรงตำแหน่งที่ได้รับเงินเดือน ในระดับ 8 ระดับ 7 และระดับ 6
(3) อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย สำหรับข้าราชการครูซึ่งดำรง ตำแหน่งที่ได้รับเงินเดือนตั้งแต่ระดับ 5 ลงมา
(4) ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด และผู้อำนวยการ การประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำหรับข้าราชการครูสังกัดสำนักงาน การประถมศึกษาจังหวัด หรือสำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ได้รับเงินเดือนตั้งแต่ระดับ 6 ลงมา มาตรา 60 การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการครู ให้ผู้บังคับบัญชา พิจารณาโดยคำนึงถึงคุณภาพและปริมาณงานของตำแหน่ง และผลของงาน ที่ได้ปฏิบัติมา การรักษาวินัย ตลอดจนความสามารถและความอุตสาหะใน การปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ค.



ในกรณีที่ไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีให้ข้าราชการครูผู้ใด ให้ผู้บังคับบัญชาชี้แจงเหตุผลในผู้นั้นทราบ มาตรา 61 ในส่วนที่เกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย การออกจาก ราชการ การร้องทุกข์ และการอุทธรณ์ ให้บรรดาอำนาจและหน้าที่ของ ก.พ. เป็นอำนาจและหน้าที่ของ ก.ค. อำนาจและหน้าที่ของ อ.ก.พ. กระทรวง และ อ.ก.พ. จังหวัด เป็นอำนาจและหน้าที่ของ อ.ก.ค. กรม หรือ อ.ก.ค. จังหวัด แล้วแต่กรณี และให้อำนาจและหน้าที่ของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 เป็น อำนาจและหน้าที่ของผู้อำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัตินี้

บทเฉพาะกาล
_____

มาตรา 62 ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา กฎ ก.ค. หรือระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎ ก.พ. กฎ ก.จ. มติคณะรัฐมนตรี มติของคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน มติของคณะกรรมการข้าราชการส่วนจังหวัด ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่ใช้อยู่เดิม มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 63 ให้ดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนข้าราชการครูตาม มาตรา 6 มาตรา 16 และมาตรา 17 ให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา



มาตรา 64 ในวาระเริ่มแรกที่ยังไม่มีผู้แทนข้าราชการครู (1) ให้ ก.ค. ประกอบด้วยรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคุรุสภา ผู้ทรง คุณวุฒิในหลักราชการหรือการบริหารงานบุคคล ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจาก ผู้ซึ่งรับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีมาแล้ว จำนวนห้าคน ข้าราชการครูซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวนเจ็ดคน เป็น กรรมการ และให้เลขาธิการ ก.ค. เป็นกรรมการและเลขานุการ
(2) ให้ อ.ก.ค. กรม ประกอบด้วยอธิบดีเป็นประธานอนุกรรมการ รองอธิบดีคนหนึ่งซึ่งอธิบดีมอบหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือการ บริหารงานบุคคลซึ่ง ก.ค. แต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการ หรือเคยรับราชการ ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 7 มาแล้ว จำนวนสามคน เป็นอนุกรรมการ และให้ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้ากองการเจ้าหน้าที่เป็นอนุกรรมการ และเลขานุการ
(3) ให้ อ.ก.ค. จังหวัด ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นประธาน อนุกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือการ บริหารงานบุคคลซึ่ง ก.ค. แต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการหรือเคยรับราชการ ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 6 จำนวนสามคนเป็นอนุกรรมการ และให้ ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
(4) ให้ อ.ก.ค. กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร หรือรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครมอบหมายเป็นประธานอนุกรรมการ รองอธิบดีกรมวิชาการ หนึ่งคนซึ่งอธิบดีกรมวิชาการมอบหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิในหลักราชการหรือ การบริหารงานบุคคลซึ่ง ก.ค.แต่งตั้งจากผู้ซึ่งรับราชการหรือเคยรับ



ราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 6 หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า จำนวน สามคน และผู้อำนวยการสำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เป็น อนุกรรมการและเลขานุการ
ผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่งต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิก รัฐสภา กรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการครูตาม (1) ให้ พ้นจากตำแหน่งในวันที่ประกาศผลการเลือกตั้งข้าราชการครูตามมาตรา 63 และให้นำมาตรา 16 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่ อ.ก.ค. กรม ตาม (2) โดยอนุโลม มาตรา 65 ผู้ใดเป็นข้าราชการครูตามพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือ ว่าผู้นั้นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 66 ผู้ใดเป็นข้าราชการส่วนจังหวัดสามัญหรือข้าราชการครู ส่วนจังหวัดอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และได้โอนมาเป็นข้าราชการ ครูตามกฎหมายว่าด้วยการโอนกิจการบริหารโรงเรียนประชาบาลขององค์การ บริหารส่วนจังหวัด และโรงเรียนประถมศึกษาของกรมสามัญศึกษา กระทรวง ศึกษาธิการ ไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการ ครูตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 67 ข้าราชการครูผู้ใดมีกรณีกระทำผิดวินัยหรือกรณีที่สมควร ให้ออกจากราชการก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้บังคับบัญชาตาม พระราชบัญญัตินี้ดำเนินการดังต่อไปนี้



(1) ในกรณีที่ไม่ต้องสอบสวน ให้พิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว สั่งลงโทษหรือส่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่มี กรณีนั้น
(2) ในกรณีที่จะต้องสอบสวน และยังมิได้สั่งสอบสวน ให้สั่งสอบสวน และพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าพบว่ามีกรณีกระทำผิดวินัยหรือกรณีที่ สมควรให้ออกจากราชการ ให้สั่งลงโทษหรือสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่มีกรณีนั้น
(3) ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาเดิมได้สั่งให้สอบสวนโดยถูกต้องตาม กฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น แต่ยังสอบสวนไม่เสร็จ ให้ผู้มีอำนาจสอบสวน ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายนั้นต่อไป จนเสร็จ และให้พิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าพบว่ามีกรณีกระทำผิด วินัยหรือมีกรณีที่สมควรให้ออกจากราชการ ให้สั่งลงโทษหรือสั่งให้ผู้นั้น ออกจากราชการ ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่มีกรณีนั้น
(4) ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาเดิมได้สั่งให้สอบสวน และได้สอบสวน และพิจารณาโดยถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นเสร็จแล้ว ให้การ สอบสวนและพิจารณานั้นเป็นอันใช้ได้และให้นำผลการสอบสวนและ พิจารณานั้นมาใช้ลงโทษหรือสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการตามกฎหมายที่ใช้ อยู่ในขณะที่มีกรณีนั้น มาตรา 68 ผู้ใดเป็นข้าราชการพลเรือนวิสามัญตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือเป็นข้าราชการส่วนจังหวัดวิสามัญ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด ซึ่งโอนตาม พระราชบัญญัติโอนกิจการบริหารโรงเรียนประชาบาลขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัด และโรงเรียนประถมศึกษาของกรมสามัญศึกษา กระทรวง ศึกษาธิการ ไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ



กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2523 ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการพลเรือนวิสามัญ ต่อไป และให้นำมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาใช้บังคับแก่ผู้นั้น โดยอนุโลม


มาตรา 69 ข้าราชการพลเรือนวิสามัญตามมาตรา 68 ผู้ใดดำรง ตำแหน่งที่ ก.ค. พิจารณาเห็นว่าทำหน้าที่อย่างเดียวกับข้าราชการครู ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 42 สั่งให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการครูตาม พระราชบัญญัตินี้ โดยให้ได้รับเงินเดือนเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่ ทั้งนี้ เฉพาะผู้ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) มีคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา 23
(2) เป็นผู้ได้รับประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนต้นตาม แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2503 หรือที่กระทรวงศึกษาธิการ รับรองว่าเทียบเท่าและเป็นข้าราชการพลเรือนวิสามัญ หรือข้าราชการ ส่วนจังหวัดวิสามัญในตำแหน่งที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกับข้าราชการครูติดต่อ กันมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
ผู้ใดเป็นข้าราชการพลเรือนวิสามัญตามวรรคหนึ่ง แต่ไม่อยู่ในเกณฑ์ ตาม (2) ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการพลเรือนวิสามัญไปพลางก่อน เมื่อเข้าเกณฑ์ ตาม (2) จึงให้เป็นข้าราชการครูตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้ได้รับเงินเดือน ในอัตราเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่ มาตรา 70 บรรดากิจการที่กำหนดเป็นอำนาจและหน้าที่ของ ก.ค. ตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าได้มีการดำเนินการไปแล้ว หรือกำลังดำเนินการอยู่ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้าการนั้นได้กระทำ โดยชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ให้ถือว่าการนั้นได้ดำเนินการไปแล้วหรือกำลังดำเนินการ อยู่ตามพระราชบัญญัตินี้



มาตรา 71 การใดอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร ราชการส่วนจังหวัด ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การดำเนินการต่อไป สำหรับการนั้นให้เป็นไปตามที่ ก.ค. กำหนด มาตรา 72 การใดที่เคยดำเนินการได้ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือน หรือกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่มิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ จะดำเนินการได้ประการใดให้เป็นไปตามที่ ก.ค. กำหนดโดยไม่ขัดหรือแย้ง กับกฎหมาย ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี *[ยกเลิกบัญชีอัตราเงินเดือนและบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการ พลเรือนซึ่งอนุโลมนำมาใช้กับข้าราชการครู โดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2538 โดยการแยกไปบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงิน ประจำตำแหน่งซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะแล้ว]



____________________

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก กฎหมายว่าด้วยครูได้กำหนดให้คุรุสภาเป็นองค์การบริหารงานบุคคลสำหรับ ข้าราชการครูแทน ก.พ. เพราะข้าราชการครูมีเป็นจำนวนมากและกระจัด กระจายไปทั่วประเทศ อีกทั้งลักษณะงาน ตำแหน่ง หน้าที่ของข้าราชการครู ก็แตกต่างไปจากข้าราชการพลเรือนประเภทอื่น แต่คุรุสภาก็มิได้จัดตั้งขึ้นเป็น ส่วนราชการเพื่อการบริหารงานบุคคล ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินงานบริหาร งานบุคคลสำหรับข้าราชการครูต่อไปตามโครงสร้างและระบบบริหารการศึกษา ที่จะปรับปรุงขึ้นใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างและระบบบริหารการประถม ศึกษาที่กำหนดให้มอบอำนาจการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูไป ดำเนินงานในระดับจังหวัด เพื่อให้การบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครู ไปดำเนินงานในระดับจังหวัด เพื่อให้การบริหารงานบุคคลมีความคล่องตัวและ สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

____________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก ได้มีการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการของกรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้มีสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดและสำนักงานสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร โดยมีผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด ผู้ช่วยผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด ผู้อำนวยการสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร และผู้ช่วยผู้อำนวยการสามัญศึกษา กรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานในสำนักงานดังกล่าว สมควรกำหนด ให้หน่วยงานข้างต้นและตำแหน่งดังกล่าวข้างต้นเป็นหน่วยงานทางการศึกษาและ ข้าราชการครู กับกำหนดให้ ก.ค. มีอำนาจกำหนดหน่วยงานทางการศึกษาเพื่อ ให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความคล่องตัวขึ้น เนื่องจากได้มีการปรับปรุงบัญชี อัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือน และกำหนดบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่ง



ของข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนขึ้นใหม่ ซึ่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูบัญญัติให้นำบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการ พลเรือนมาใช้บังคับแก่ข้าราชการครูโดยอนุโลม สมควรกำหนดบัญชีอัตราเงิน ประจำตำแหน่งข้าราชการครู ประเภทของตำแหน่งข้าราชการครู และการ รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการครูให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้
____________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2538

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มี การแยกบัญชีอัตราเงินเดือนและบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการ พลเรือนซึ่งอนุโลมนำมาใช้กับข้าราชการครูไปบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วย เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะแล้ว สมควรแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูให้สอดคล้องกัน ประกอบกับ การกำหนดให้ข้าราชการครูได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งก็ควรจะได้คำนึงถึง หลักเกณฑ์การรับเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายดังกล่างด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook