บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521
    


พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2521
เป็นปีที่ 33 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ พ.ศ.252"1 มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก.2521/59/42พ.]

มาตรา 3 ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503
(2) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2505
(3) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2507
(4) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510
(5) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 360 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515
(6) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2517
(7) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2519 บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติ นี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

ลักษณะ 1
บททั่วไป
_____

มาตรา 4* ในพระราชบัญญัตินี้ "ข้าราชการฝ่ายอัยการ" หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรับราชการ ในสำนักงานอัยการสูงสุดโดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือน ในสำนักงานอัยการสูงสุด
"ก.อ." หมายความว่า คณะกรรมการอัยการ
*[มาตรา 4 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 5 ข้าราชการฝ่ายอัยการได้แก่ (1) ข้าราชการอัยการ คือข้าราชการผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินคดี ตามกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ
(2) ข้าราชการธุรการ คือ ข้าราชการผู้มีหน้าที่ในทางธุรการ



มาตรา 6* อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่งและการรับเงิน ประจำตำแหน่งของข้าราชการอัยการ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่ง
สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อเทียบ กับตำแหน่งใดก็ให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการตามตำแหน่งนั้น
อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่งและการรับเงินประจำตำแหน่ง ของข้าราชการธุรการ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำ ตำแหน่งที่กำหนดไว้สำหรับข้าราชการพลเรือน
*[มาตรา 6 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538] มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการออมทรัพย์ของข้าราชการอัยการ คณะรัฐมนตรีจะวางระเบียบและวิธีการให้กระทรวงการคลังหักเงินเดือน ของข้าราชการอัยการไว้เป็นเงินสะสมก็ได้ โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินสะสมนั้น ให้ในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารพาณิชย์
เงินสะสมและดอกเบี้ยนี้ให้จ่ายคืนหรือให้กู้ยืมเพื่อดำเนินการตาม โครงการสวัสดิการสำหรับข้าราชการอัยการตามระเบียบที่กระทรวงการคลัง กำหนด มาตรา 8 ข้าราชการอัยการอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว ตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา มาตรา 9* [ยกเลิกแล้วโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538] มาตรา 10 ข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการการเมือง ข้าราชการวิสามัญ หรือข้าราชการซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือพนักงานเทศบาล ที่ไม่ใช่พนักงานเทศบาลวิสามัญ ซึ่งสอบคัดเลือกหรือทดสอบความรู้เพื่อบรรจุและ แต่งตั้งเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยได้ตามพระราชบัญญัตินี้



หากประสงค์จะโอนมาบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยเพื่อ นับเวลาราชการหรือเวลาทำงานของตนในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงาน เทศบาลเป็นเวลาราชการของข้าราชการอัยการตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย ก็ให้กระทำได้โดยสำนักงานอัยการสูงสุดทำความตกลงกับเจ้าสังกัด
*[มาตรา 10 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 11 บำเหน็จบำนาญของข้าราชการอัยการ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยการนั้น
ข้าราชการอัยการผู้ใดถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ผู้นั้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชนง ที่ลูกจ้างได้รับจริงในเดือนใดเป็นค่าจ้างรายเดือนของเดือนนั้น
เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนให้ถือว่าเงิน สมทบที่หักจากค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างในเดือนใดเป็นการจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้น และไม่ว่าเงิน สมทบนั้นจะได้หักไว้หรือนำส่งเดือนละกี่ครั้ง ให้ถือว่ามีระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเท่ากับ หนึ่งเดือน
*[มาตรา 6 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537] มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราใน บัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียมและกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราช บัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้



ลักษณะ 2
คณะกรรมการอัยการ
_______

มาตรา 15 ให้มีคณะกรรมการอัยการคณะหนึ่ง เรียก โดยย่อว่า ก.อ. ประกอบด้วย (1) ประธานกรรมการ ซึ่งเลือกตั้งจากผู้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการอัยการมาแล้วใน ตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุด หรือผู้ทรงคุณวุฒิในทาง กฎหมาย ซึ่งเป็นผู้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไป ทั้งนี้ ต้อง ไม่เคยเป็นสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองในระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาและ ไม่เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภาหรือทนายความ
(2) อัยการสูงสุดเป็นรองประธาน
(3) รองอัยการสูงสุด อัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา อัยการพิเศษฝ่ายคดี และอัยการพิเศษฝ่ายวิชาการ เป็นกรรมการอัยการโดยตำแหน่ง และ
(4) กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิหกคน ซึ่งข้าราชการอัยการที่ได้รับ เงินเดือนตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไป เป็นผู้เลือกจาก
(ก) ข้าราชการอัยการซึ่งรับเงินเดือนตั้งแต่ชั้น 4 ขึ้นไป และ มิได้เป็นกรรมการอัยการโดยตำแหน่งอยู่แล้ว สามคน
(ข) ผู้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการอัยการมาแล้ว และต้องไม่เป็นข้าราชการ การเมือง สมาชิกรัฐสภา กรรมการพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง หรือทนายความสามคน
ให้ ก.อ. แต่งตั้งข้าราชการฝ่ายอัยการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ ก.อ.
*[มาตรา 15 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534]



มาตรา 15 ทวิ* ในการเลือกประธาน ก.อ. ตามมาตรา 15 (1) ให้กรรมการอัยการตามมาตรา 15 (2) (3) และ (4) ประชุมกันกำหนด รายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นประธานไม่น้อยกว่าห้าชื่อส่งให้ข้าราชการอัยการ ผู้มีสิทธิเลือกตามมาตรา 15 (4) ทำการเลือกจากรายชื่อดังกล่าว เมื่อผล การเลือกเป็นประการใด ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
*[มาตรา 15 ทวิ เพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อย แห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 15 ตรี* ประธาน ก.อ. อยู่ในตำแหน่งคราวละสามปีนับแต่ วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง และอาจได้รับเลือกเพื่อโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งอีกได้ไม่เกินสองคราวติดต่อกัน
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ประธาน ก.อ. พ้นจาก ตำแหน่งเมื่อตาย ลาออก หรือขาดคุณสมบัติมาตรา 15 (1)
ในกรณีที่ประธาน ก.อ. พ้นจากตำแหน่งตามวาระ หรือพ้นจากตำแหน่ง ด้วยเหตุอื่น ให้ดำเนินการเลือกให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พ้นจาก ตำแหน่ง
ในระหว่างที่ประธาน ก.อ. พ้นจากตำแหน่ง ให้รองประธาน ก.อ. ทำหน้าที่ประธาน ก.อ.
*[มาตรา 15 ตรี แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อย แห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534]



มาตรา 16 เมื่อจะมีการเลือกกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่ง วิธีการเลือกกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง ให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกในราชกิจจานุเบกษา
*[มาตรา 16 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 17 กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งได้คราวละสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่
ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนถึงกำหนดวาระ ให้นายกรัฐมนตรีสั่งให้ดำเนินการ เลือกซ่อม เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิจะ เหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน นายกรัฐมนตรีจะไม่สั่งให้ดำเนินการเลือกซ่อมก็ได้
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกซ่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียง วาระของผู้ที่ตนแทน มาตรา 18 ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการอัยการว่างลง นอกจากการ พ้นจากตำแหน่งของกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิตามวาระ และมีความจำเป็นที่ จะต้องดำเนินการโดยรีบด่วน ก็ให้กรรมการอัยการที่เหลือดำเนินการไปได้ แต่ต้องมีกรรมการอัยการพอที่จะเป็นองค์ประชุม มาตรา 19* กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1) ครบกำหนดวาระ
(2) ตาย
(3) ลาออก




(4) เป็นกรรมการอัยการโดยตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่งข้าราชการ อัยการ ในกรณีที่เป็นกรรมการอัยการตามมาตรา 15 (4) (ก)
(5) กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการอัยการ ในกรณีที่เป็นกรรมการ อัยการตามมาตรา 15 (4) (ข)
(6) ไปเป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง กรรมการพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง หรือทนายความ
ในกรณีเป็นที่สงสัยว่า กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง กรรมการอัยการหรือไม่ ให้อัยการสูงสุดเสนอ ก.อ. เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
*[มาตรา 19 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 20 การประชุมของ ก.อ. ต้องมีกรรมการอัยการมาประชุม ไม่น้อยกว่าเจ็ดคนจึงเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานเป็น ประธานในที่ประชุม ถ้าประธานและรองประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้กรรมการอัยการในที่ประชุมเลือกกรรมการอัยการคนหนึ่งเป็น ประธาน
หากกรรมการอัยการโดยตำแหน่งว่างลง หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ผู้รักษาราชการแทน หรือผู้รักษาการในตำแหน่งตามกฎหมาย ทำหน้าที่กรรมการ อัยการแทนในระหว่างนั้น
ในการประชุมของ ก.อ. ถ้ามีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับกรรมการ อัยการผู้ใดโดยเฉพาะ ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ก.อ. มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยระเบียบการประชุมและการลงมติ



มาตรา 21 ในกรณีที่ ก.อ. มีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ *ให้อัยการสูงสุดเป็นผู้เสนอเรื่องต่อ ก.อ. แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิกรรมการอัยการ คนหนึ่งคนใดที่จะเสนอ
*[มาตรา 21 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 22 ก.อ.มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการให้ทำการใด ๆ แทนได้

ลักษณะ 3
ข้าราชการอัยการ
หมวด 1
การบรรจุ การแต่งตั้ง และการเลื่อนขั้นเงินเดือน
________

มาตรา 23* ตำแหน่งข้าราชการอัยการมีดังนี้ อัยการสูงสุด รองอัยการ สูงสุด อัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา อัยการพิเศษฝ่ายคดี อัยการพิเศษฝ่ายวิชาการ อัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษประจำเขต อัยการพิเศษประจำกรม อัยการ จังหวัดประจำกรม อัยการจังหวัด อัยการประจำกรม รองอัยการจังหวัด อัยการ ประจำกอง อัยการจังหวัดผู้ช่วย และอัยการผู้ช่วย
นอกจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง อาจให้มีตำแหน่งข้าราชการอัยการที่ เรียกชื่ออย่างอื่น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงได้ ตำแหน่งดังกล่าวจะเทียบกับ ตำแหน่งใดตามวรรคหนึ่งให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
การกำหนดตำแหน่งและการเทียบตำแหน่งตามวรรคสองต้องได้รับความ เห็นชอบของ ก.อ.
*[มาตรา 23 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538]



มาตรา 24* ข้าราชการอัยการให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่ง ที่ได้รับแต่งตั้งดังต่อไปนี้ (1) อัยการสูงสุด ให้ได้รับเงินเดือน ชั้น 8
(2) รองอัยการสูงสุด ให้ได้รับเงินเดือน ชั้น 7
(3) อัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา อัยการพิเศษฝ่ายคดี อัยการพิเศษ ฝ่ายวิชาการ อัยการพิเศษฝ่าย และอัยการพิเศษประจำเขต ให้ได้รับ เงินเดือนชั้น 6
(4) อัยการพิเศษประจำกรม ให้ได้รับเงินเดือน ชั้น 5
(5) อัยการจังหวัดประจำกรม และอัยการจังหวัด ให้ได้รับเงินเดือน ชั้น 4
(6) อัยการประจำกรม และรองอัยการจังหวัด ให้ได้รับเงินเดือน ชั้น 3
(7) อัยการประจำกอง และอัยการจังหวัดผู้ช่วย ให้ได้รับเงินเดือน ชั้น 2
(8) อัยการผู้ช่วย ให้ได้รับเงินเดือน ชั้น 1 สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อ เทียบกับตำแหน่งใดก็ให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งนั้น
ในกรณีข้าราชการอัยการได้เลื่อนตำแหน่ง ให้รับเงินเดือนในชั้น ที่สูงขึ้นตามตำแหน่ง และให้ได้รับเงินเดือนในอัตราขั้นต่ำของชั้นนั้น แต่ถ้าผู้นั้นได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของชั้นที่เลื่อนขึ้น ก็ให้ได้รับ เงินเดือนในขั้นของชั้นนั้น ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่ ในกรณี ที่เงินเดือนในขั้นของชั้นที่เลื่อนขึ้นไม่มีจำนวนที่เท่ากับเงินเดือนที่ได้ รับอยู่ก็ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นซึ่งมีจำนวนสูงมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับ อยู่น้อยที่สุด *[มาตรา 24 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 และ ความใน (3) แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538]



มาตรา 24 ทวิ* [ยกเลิกแล้วโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538] มาตรา 25 การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการอัยการและแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับ มอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งโดยวิธีการสอบคัดเลือกตามความใน หมวด 2 แห่งลักษณะนี้
แต่ถ้าผู้ใด (1) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ โดยมีหลักสูตรการศึกษาเดียวไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่ง ก.อ. เทียบว่าไม่ต่ำกว่า ปริญญาตรี และสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่ง เนติบัณฑิตยสภา
(2) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ โดยมีหลักสูตรการศึกษาหลักสูตรเดียวไม่น้อยกว่าสองปี หรือหลายหลักสูตรรวมกัน ไม่น้อยกว่าสองปี ซึ่ง ก.อ.เทียบว่า ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และสอบไล่ได้ตาม หลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และได้ประกอบวิชาชีพ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 33 (1) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(3) สอบไล่ได้เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิตและสอบไล่ได้ ชั้นเกียรตินิยมตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และ ได้ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา 33 (1) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่า หนึ่งปี หรือ
(4) สอบไล่ได้ปริญญาโทหรือปริญญาเอกทางกฎหมายในประเทศไทย และ สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และได้ ประกอบวิชาชีพตามที่ระบุไว้ในมาตรา 33 (1) (ค) เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี


เมื่อ ก.อ. พิจารณาเห็นว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 33 (2) ถึง (12) และได้ทำการทดสอบความรู้ในวิชากฎหมายแล้ว เห็นสมควรที่จะให้เข้ารับ ราชการ ก็ให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี สั่งบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วยได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และอัตราส่วนของจำนวนผู้สอบคัดเลือกได้ตามที่ ก.อ.กำหนด
การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ให้บรรจุ ให้ได้รับเงินเดือนในอัตราขั้นต่ำของชั้น
*[มาตรา 25 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 26 อัยการผู้ช่วยที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการ จังหวัดผู้ช่วยจะต้องได้รับการอบรมจากกรมอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และ ผลของการอบรมเป็นที่พอใจของ ก.อ.ว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และความ ประพฤติเหมาะสมที่จะเป็นอัยการจังหวัดผู้ช่วย
อัยการผู้ช่วยซึ่งได้รับการอบรมจากสำนักงานอัยการสูงสุดมาแล้วหนึ่งปี แต่ผลของการอบรมยังไม่เป็นที่พอใจของ ก.อ.ว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และความประพฤติเหมาะสมที่จะเป็นอัยการจังหวัดผู้ช่วย ก็ให้ได้รับการอบรม จากสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไปอีกหนึ่งปี เมื่อครบกำหนดดังกล่าวแล้วหากผล ของการอบรมยังไม่เป็นที่พอใจของ ก.อ. ให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชา ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการ
ในระหว่างเวลาปีแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดผู้ช่วย หากปรากฏว่าผู้ได้รับแต่งตั้งไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป *ให้นายกรัฐมนตรี หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบของ ก.อ. มีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการ
*[มาตรา 26 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534]



มาตรา 27 การแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งนอกจาก ตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ให้รัฐมนตรีเสนอ ก.อ. โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการของบุคคลนั้นเทียบกับงานในตำแหน่ง ข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้งนั้น ๆ เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนเมื่อได้รับ ความเห็นชอบแล้ว จึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มาตรา 28 การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการอัยการในชั้นหนึ่ง ๆ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเลื่อน ในเมื่อได้รับความเห็นชอบของ ก.อ. แล้ว โดยปกติ ปีละหนึ่งขั้น โดยคำนึงถึงคุณภาพและปริมาณงานของตำแหน่งและผลของงาน ที่ได้ปฏิบัติมา การรักษาวินัย ตลอดจนความสามารถ และความอุตสาหะในการ ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.อ. กำหนด
หลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.อ. กำหนด ให้ออกเป็นกฎกระทรวง มาตรา 29 การโอนข้าราชการอัยการไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ข้าราชการธุรการ โดยให้ได้รับเงินเดือนไม่สูงกว่าในขณะที่โอน ให้รัฐมนตรี สั่งได้ เมื่อข้าราชการอัยการผู้นั้นยินยอม และ ก.อ.เห็นชอบ
การโอนข้าราชการอัยการไปเป็นข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการ ฝ่ายอื่นให้รัฐมนตรีสั่งได้ เมื่อข้าราชการอัยการผู้นั้นยินยอม และ ก.อ.เห็นชอบ
*[วรรคสามของมาตรา 29 ยกเลิกโดยประกาศคณะรักษาความสงบ เรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 30 การโอนข้าราชการธุรการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ข้าราชการอัยการโดยให้ได้รับเงินเดือนไม่สูงกว่าในขณะที่โอนมา อาจทำได้ เมื่อ ก.อ.เห็นชอบ แต่ข้าราชการธุรการผู้นั้นอย่างน้อยต้องเคยเป็นข้าราชการ อัยการในตำแหน่งอัยการประจำกอง หรืออัยการจังหวัดผู้ช่วยมาแล้ว



มาตรา 31 ข้าราชการอัยการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งข้าราชการอัยการ ไปโดยมิได้มีความผิด หรือมีมลทินหรือมัวหมองในราชการ หรือไปรับราชการใน กระทรวงทบวงกรมอื่นเมื่อจะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการอัยการโดยรับ เงินเดือนไม่สูงกว่าขณะพ้นจากตำแหน่งข้าราชการอัยการ ถ้าไม่เป็นผู้ขาด คุณสมบัติตามมาตรา 33 (2) ถึง (12) ก็ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.อ. เห็นชอบ มาตรา 32 ข้าราชการอัยการผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมาย ว่าด้วยการรับราชการทหาร เมื่อผู้นั้นพ้นจากราชการทหาร โดยไม่มีความเสียหาย และประสงค์จะกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งข้าราชการอัยการ โดยรับเงินเดือน เท่าที่ได้รับอยู่ขณะที่ไปรับราชการทหาร ให้ยื่นคำขอภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันพ้นจากราชการทหาร ในกรณีเช่นว่านี้ ให้รัฐมนตรีสั่งบรรจุได้เมื่อ ก.อ. เห็นชอบ แต่ถ้าจะบรรจุให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขณะที่ไปรับราชการทหารให้บรรจุ ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ซึ่ง ก.อ.จะได้กำหนด

หมวด 2
การสอบคัดเลือก
______

มาตรา 33 ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ และ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (1) (ก) สอบไล่ได้เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต หรือนิติศาสตร์บัณฑิต หรือ สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่ง ก.อ. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
(ข) สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่ง เนติบัณฑิตยสภา และ




(ค) ได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นข้าราชการตุลาการ จ่าศาล รองจ่าศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี พนักงาน คุมประพฤติ นายทหารเหล่าพระธรรมนูญ หรือทนายความ หรือได้ประกอบวิชาชีพ ทางกฎหมายอย่างอื่นตามที่ ก.อ. กำหนด ทั้งนี้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี และให้ ก.อ. มีอำนาจออกระเบียบกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ นั้น ๆ ด้วย
(2) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(3) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี
(4) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(5) เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(6) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(7) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(8) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งให้พักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจาก ราชการไว้ก่อนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ หรือตาม กฎหมายอื่น
(9) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ
(10) ไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(11) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการ อัยการ หรือเป็นโรคที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง และ
(12) เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน ซึ่ง ก.อ. จะได้กำหนดได้ตรวจร่างกายและจิตใจแล้ว และ ก.อ. ได้พิจารณารายงาน ของแพทย์ เห็นว่าสมควรรับสมัครได้
ให้ ก.อ. มีอำนาจวางระเบียบเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบ คัดเลือกก่อนที่จะรับสมัครได้



มาตรา 34 ให้ ก.อ.มีอำนาจกำหนดหลักสูตรและวิธีการสอบ คัดเลือกตามมาตรา 33 ตลอดจนวางเงื่อนไขในการรับสมัคร
เมื่อสมควรจะมีการสอบคัดเลือกเมื่อใด ให้กรมอัยการเสนอต่อ ก.อ. ให้ ก.อ. จัดให้มีการสอบคัดเลือก เมื่อได้มีการสอบใหม่ และได้ประกาศผล ของการสอบแล้ว บัญชีสอบคัดเลือกคราวก่อนเป็นอันยกเลิก มาตรา 35 ผู้สอบคัดเลือกที่ได้คะแนนสูงให้ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการ อัยการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วยก่อนผู้ที่ได้รับคะแนนต่ำลงมาตาม ลำดับแห่งบัญชีสอบคัดเลือก หากได้คะแนนเท่ากันให้ใช้วิธีจับสลากเพื่อจัดลำดับที่ ระหว่างผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันนั้น
ผู้สอบคัดเลือกได้ผู้ใด หากขาดคุณสมบัติหรือลักษณะข้อใดข้อหนึ่งตาม มาตรา 33 หรือเป็นบุคคลที่ ก.อ. เห็นว่ามีชื่อเสียงหรือความประพฤติหรือ เหตุอื่น ๆ ที่ไม่เหมาะสมจะเป็นข้าราชการอัยการ ผู้นั้นเป็นอันหมดสิทธิเข้ารับ ราชการตามผลของการสอบคัดเลือกนั้น

หมวด 3
การพ้นจากตำแหน่ง
_______

มาตรา 36 ข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1) ตาย
(2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(3) ได้รับอนุญาตให้ลาออก
(4) โอนไปรับราชการทางอื่น
(5) ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วย การรับราชการทหาร




(6) ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 26 หรือมาตรา 37 หรือมาตรา 39
(7) ถูกสั่งลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
การพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการอัยการ เว้นแต่ตำแหน่งอัยการผู้ช่วย หากเป็นกรณีตาม (1) (2) หรือ (3) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ แต่ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตาม (4) (5) (6) หรือ (7) ให้นำความกราบ บังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง พระบรมราชโองการ ดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันโอนหรือวันออกจากราชการแล้วแต่กรณี มาตรา 37 ผู้ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการอัยการและแต่ตั้งให้ดำรง ตำแหน่งใด หากภายหลังปรากฏต่อ ก.อ. ว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา 25 หรือ มาตรา 33 ตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุ ให้รัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบของ ก.อ. สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่รับจาก ทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้ว ให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการ มาตรา 38 ข้าราชการอัยการผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งเพื่อ ให้นายก รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา เมื่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีสั่งอนุญาต แล้วให้ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีที่ข้าราชการอัยการขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก



นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้านายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับ มอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ จะยับยั้งการ อนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินสามเดือนนับแต่วันขอลาออกก็ได้
*[มาตรา 38 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 39* เมื่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจาก นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ข้าราชการอัยการผู้ใดออกจากราชการเพื่อรับ บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน เหตุทุพพลภาพ หรือเหตุรับราชการนาน ตามกฎหมาย ว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้ทำได้ด้วยความเห็นชอบของ ก.อ. แต่การ ให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ให้ทำได้เฉพาะในกรณี ดังต่อไปนี้ (1) เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้ดำเนินการสอบสวนตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 หมวด 2 แล้ว ไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่ากระทำผิดที่จะต้องถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก แต่ผู้นั้นมีมลทินหรือมัวหมอง จะให้รับราชการต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(2) เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดบกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่สมควรที่จะให้คงเป็นข้าราชการ อัยการต่อไป
(3) เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดย สม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ หรือ
(4) เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดขาดคุณสมบัติตามมาตรา 33 (2) หรือ (11) หรือเป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง หรือเป็นข้าราชการการเมือง เว้นแต่กรณีตามมาตรา 29 วรรคสาม
*[มาตรา 39 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534]



ลักษณะ 4
วินัย การรักษาวินัย และการลงโทษ
หมวด 1
วินัย
______

มาตรา 40 ข้าราชการอัยการต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้โดย เคร่งครัด ผู้ใดฝ่าฝืนจักต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 แห่งลักษณะนี้ มาตรา 41 ข้าราชการอัยการต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ มาตรา 42 ข้าราชการอัยการจะเป็นกรรมการพรรคการเมือง สมาชิก พรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองไม่ได้
ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา หรือผู้แทนทางการเมืองอื่นใดข้าราชการ อัยการจะเข้าเป็นตัวกระทำการ ร่วมกระทำการ หรือสนับสนุนในการโฆษณาหรือ ชักชวนใด ๆ ไม่ได้ มาตรา 43 ข้าราชการอัยการต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบกฎหมาย ห้ามมิให้ขัดขืน หลีกเลี่ยง ถ้าไม่เห็นพ้อง ด้วยกับคำสั่งนั้นจะเสนอความเห็นทัดทานเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้องเสนอโดยด่วน และเมื่อได้ทัดทานดังกล่าวแล้วผู้บังคับบัญชามิได้สั่งถอนหรือแก้คำสั่งที่สั่งไป ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม แต่ให้ผู้บังคับบัญชารีบรายงานขึ้นไปยัง อัยการสูงสุดตามลำดับ
ในการปฏิบัติราชการ ห้ามมิให้กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่จะได้รับอนุญาต
*[มาตรา 43 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534]



มาตรา 44 ข้าราชการอัยการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความ ระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม มาตรา 45 ข้าราชการอัยการต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องบอกถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย มาตรา 46 ข้าราชการอัยการต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้
ข้าราชการอัยการต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใด อันเป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียถึงเกียรติศักดิ์ แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ข้าราชการอัยการต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือที่ปรึกษากฎหมาย หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนบริษัท
ข้าราชการอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่น ของรัฐในทำนองเดียวกัน เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจาก ก.อ. มาตรา 47 ข้าราชการอัยการต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็น ผู้ประพฤติชั่ว เช่น ประพฤติตนเป็นคนเสเพล มีหนี้สินรุงรัง เสพของมึนเมา จนไม่สามารถครองสติได้ เล่นการพนันเป็นอาจิณ กระทำความผิดอาญา หรือ กระทำการอื่นใด ซึ่งความประพฤติหรือการกระทำดังกล่าวแล้วอาจทำให้เสีย เกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ มาตรา 48 ข้าราชการอัยการต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก และให้ ความสงเคราะห์ต่อประชาชนผู้มาติดต่อในกิจการอันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน โดยไม่ชักช้า
ห้ามมิให้ดูหมิ่นเหยียดหยามบุคคลใด ๆ และต้องสุภาพเรียบร้อยต่อ ประชาชน



มาตรา 49 ข้าราชการอัยการต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน ของทางราชการ มาตรา 50 ข้าราชการอัยการต้องสุภาพเรียบร้อยและรักษาความ สามัคคีระหว่างข้าราชการและต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหน้าที่ราชการ มาตรา 51 ข้าราชการอัยการต้องรักษาความลับของทางราชการ มาตรา 52 ผู้บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายอัยการผู้ใดรู้ว่าผู้อยู่ใต้บังคับ บัญชากระทำผิดวินัยแล้วไม่จัดการสอบสวนพิจารณาและดำเนินการตามความใน หมวด 2 และหมวด 3 แห่งลักษณะนี้ หรือตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ พลเรือน แล้วแต่กรณี หรือไม่จัดการลงโทษตามอำนาจและหน้าที่หรือจัดการ ลงโทษโดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาผู้นั้นกระทำผิดวินัย

หมวด 2
การรักษาวินัย
______

มาตรา 53 เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดถูกกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่ สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการสอบสวนชั้นต้นโดยมิชักช้า
วิธีการสอบสวนชั้นต้นจะทำโดยให้ผู้มีกรณีเกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องราวเป็น หนังสือ หรือโดยบันทึกเรื่องราวและความเห็นก็ได้
เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สอบสวนชั้นต้นแล้ว เห็นว่า ข้าราชการอัยการผู้ใด กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการตามมาตรา 63 แต่ถ้าเห็นว่าเป็น กรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ดำเนินการตามมาตรา 54 หรือมาตรา 56 แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเกินอำนาจของตนให้รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไป ตามลำดับเพื่อดำเนินการตามควรแก่กรณี


มาตรา 54* ข้าราชการอัยการผู้ใดซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นว่ากระทำผิด วินัยอย่างร้ายแรงที่มีโทษถึงไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก ให้ผู้บังคับบัญชาต่อไปนี้ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นอย่างน้อยสามคน เพื่อทำการสอบสวน คือ (1) ประธาน ก.อ. สำหรับข้าราชการอัยการทุกชั้น
(2) อัยการสูงสุด สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2
กรรมการตามวรรคหนึ่งต้องเป็นข้าราชการอัยการ
ในการสอบสวนนั้น คณะกรรมการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหา และ รายละเอียดเท่าที่มีอยู่ให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยทราบ และต้องให้โอกาส แก่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหา ได้ด้วย
ให้คณะกรรมสอบสวนดำเนินการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็วกำหนดอย่างช้า ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง ถ้ามีความจำเป็น ซึ่งจะสอบสวนไม่ทัน ภายในกำหนดนั้นก็ให้ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสองครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลา ไม่เกินสิบห้าวัน และต้องแสดงเหตุที่ต้องขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง แต่ถ้าขยาย เวลาแล้วยังสอบสวนไม่เสร็จ จะขยายเวลาต่อไปอีกได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจาก ผู้แต่งตั้ง
หลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวกับการสอบสวนให้เป็นไปตามที่ ก.อ. กำหนด เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้รายงานเสนอ ความเห็นต่ออัยการสูงสุด โดยให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาตามลำดับได้แสดงความ เห็นเสียก่อนด้วย ถ้าคณะกรรมการหรือผู้บังคับบัญชาดังกล่าว หรืออัยการสูงสุด เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ก็ให้อัยการสูงสุดทำความเห็นรายงานไปยัง ก.อ. เมื่อ ก.อ.ได้พิจารณาเห็นสมควรลงโทษ ไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ จึงให้ประธาน ก.อ. สั่งไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการต่อไป
ในกรณีข้าราชการอัยการถูกฟ้องคดีอาญา จะใช้คำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ประกอบการพิจารณาของ ก.อ. โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้
*[มาตรา 54 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534]



มาตรา 55 ให้กรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมาย อาญาและให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการสอบสวน และ โดยเฉพาะให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วยคือ (1) เรียกให้กระทรวงทบวงกรม หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาหกิจชี้แจง ข้อเท็จจริงส่งเอกสารและหลักฐาน ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมาชี้แจงหรือ ให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน
(2) เรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสาร และหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน มาตรา 56 ข้าราชการอัยการผู้ใด กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและ เป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่ ก.อ.กำหนด หรือได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ เป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาหรือต่อคณะกรรมการสอบสวน ประธาน ก.อ.จะพิจารณา สั่งลงโทษโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบของ ก.อ.ก่อน
*[มาตรา 56 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 57* ข้าราชการอัยการผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่าง ร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าจะให้อยู่ ในหน้าที่ราชการระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ จะสั่งให้พักราชการก็ได้ ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจให้พักราชการ คือ (1) ประธาน ก.อ. สำหรับข้าราชการอัยการทุกชั้น
(2) อัยการสูงสุด สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2




การให้พักราชการนั้น ให้พักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา หรือตลอด เวลาที่คดียังไม่ถึงที่สุดเมื่อสอบสวนพิจารณาเสร็จแล้ว หรือคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้า ปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้พักราชการมิได้กระทำความผิดและไม่มีมลทิน หรือมัวหมอง ให้ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งให้พักราชการสั่งให้รับราชการตามเดิม เงินเดือน ของผู้ถูกสั่งให้พักราชการดังกล่าว ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
*[มาตรา 57 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 58 ข้าราชการอัยการผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่าง ร้ายแรงหรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็น ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ แม้ภายหลังผู้นั้นจะพ้นจาก ตำแหน่งข้าราชการอัยการไปแล้ว ก็อาจมีการสอบสวนหรือพิจารณาเพื่อลงโทษ หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้เป็นไปตามลักษณะนี้ได้ เว้นแต่ข้าราชการอัยการผู้นั้น จะพ้นจากตำแหน่งเพราะตาย

หมวด
การลงโทษ
_____

มาตรา 59 โทษผิดวินัยมี 5 สถาน คือ (1) ไล่ออก
(2) ปลดออก
(3) ให้ออก
(4) งดบำเหน็จความชอบ
(5) ภาคทัณฑ์ การสั่งลงโทษข้าราชการอัยการในสถานไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกนั้น จะกระทำได้เมื่อได้ดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 แห่ง ลักษณะนี้แล้ว




มาตรา 60* การไล่ออกนั้น ประธาน ก.อ.จะสั่งลงโทษได้ เมื่อข้าราชการ อัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังต่อไปนี้ (1) ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
(2) ทำความผิดอาญาและต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เว้นแต่ เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(3) ต้องคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วย ล้มละลาย
(4) เปิดเผยความลับของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อย่างร้ายแรง
(5) ละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลา เกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(6) ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย และการขัดคำสั่งนั้น อาจเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(7) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดย จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหาย แก่ราชการอย่างร้ายแรง
(8) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
*[มาตรา 60 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 61 การปลดออกนั้น ประธาน ก.อ. จะสั่งลงโทษได้ เมื่อ ข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะต้อง ถูกไล่ออกจากราชการ หรือถึงขนาดที่จะต้องไล่ออกแต่มีเหตุอันควรลดหย่อน




มาตรา 62 การให้ออกนั้น ประธาน ก.อ.จะสั่งลงโทษได้ เมื่อ ข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะต้อง ถูกปลดออก หรือถึงขนาดที่จะต้องถูกปลดออก แต่มีเหตุอันควรลดหย่อน
ผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรานี้ ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จ บำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ
*[มาตรา 62 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 63* ข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง และ ผู้บังคับบัญชาสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่าสมควรลงโทษเพียงสถานงดบำเหน็จ ความชอบเป็นเวลาไม่เกินสามปี หรือถ้ามีเหตุสมควรปรานี จะลงโทษเพียง ภาคทัณฑ์โดยจะให้ทำทัณฑ์บนไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้ ก็ให้ผู้บังคับบัญชารายงานตาม ลำดับถึงอัยการสูงสุดเพื่อเสนอ ก.อ. เมื่อ ก.อ. พิจารณาเห็นสมควรลงโทษ สถานใด ก็ให้รายงานไปยังประธาน ก.อ. เพื่อสั่ง
*[มาตรา 63 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534] มาตรา 64 ในคำสั่งลงโทษ ให้แสดงว่าผู้รับโทษนั้นกระทำผิดวินัย ในกรณีใดตามมาตราใด มาตรา 65* ถ้าปรากฏว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยได้สั่งไปโดยผิดหลง ให้ประธาน ก.อ. มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เป็นคุณแก่ผู้ถูกลงโทษได้ แต่ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ จะต้องได้รับอนุมัติจาก ก.อ. ก่อน
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้ภายใน กำหนดสองปีนับแต่วันสั่งลงโทษ
*[มาตรา 65 แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534]



ลักษณะ 5
ข้าราชการธุรการ
_______


มาตรา 66 ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการธุรการ ให้นำกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ มาใช้บังคับ
ตำแหน่งข้าราชการอัยการใดเป็นตำแหน่งผู้บังคับบัญชาข้าราชการธุรการ โดยเทียบกับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งใด ให้กำหนดโดยกฎ ก.พ.

บทเฉพาะกาล
_______


มาตรา 67 ให้กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอยู่ในตำแหน่งในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะได้ มีการเลือกกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน หนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 68 ผู้ใดเป็นข้าราชการอัยการตามพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503 อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการอัยการตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป โดยให้ได้รับเงินเดือนในอัตราเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่ เว้นแต่ผู้ที่ได้รับ เงินเดือนไม่ถึงขั้นต่ำของชั้นตามบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้ ผู้นั้นได้รับเงินเดือนขั้นต่ำของชั้นนั้น มาตรา 69 ผู้ใดเป็นข้าราชการธุรการสามัญตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503 อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการธุรการตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป




มาตรา 70 ผู้ใดเป็นข้าราชการธุรการวิสามัญตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503 อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้นั้นเป็นข้าราชการธุรการวิสามัญต่อไป และให้นำ มาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 71 ข้าราชการฝ่ายอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัย ในขณะที่ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503 ใช้บังคับ และ ผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้ดำเนินการสอบสวนแล้ว ถ้าการสั่งและการสอบสวนพิจารณา ที่ได้กระทำไปแล้วถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ให้ถือว่าเป็นอันสมบูรณ์ ถ้ากรณียังค้างระหว่างการสอบสวน ก็ให้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายนั้น ต่อไปจนกว่าจะเสร็จ แต่การพิจารณาและการสั่งลงโทษให้ดำเนินการตาม พระราชบัญญัตินี้ มาตรา 72 ผู้ที่ได้ยื่นใบสมัครเข้าเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่ง อัยการผู้ช่วยไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงถือคุณสมบัติตามพระราช บัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503
ผู้ที่ ก.อ. ได้ลงมติให้รับเข้าเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการ ผู้ช่วยได้ตามมาตรา 14 และผู้สอบคัดเลือกได้ตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503 ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงมีสิทธิได้รับบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการ ผู้ช่วยต่อไป มาตรา 73 ในระหว่างที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ที่จะได้ประกาศใช้ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 มิให้ นำความในมาตรา 39 (4) ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการการเมืองมาใช้บังคับ แก่ข้าราชการอัยการ




มาตรา 74 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาบรรจุบุคคลซึ่งเคยรับราชการ และออกจากราชการไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เข้ารับราชการ ให้ปรับ เงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการให้เข้าชั้น และขั้นตามบัญชีที่ใช้ บังคับอยู่ในวันที่กลับเข้ารับราชการ
ในกรณีที่ผู้เข้ารับราชการเป็นผู้ซึ่งออกจากราชการก่อนมีการปรับอัตราเงินเดือน ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2507 พระราช บัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 360 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 หรือพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2517 ให้ปรับเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจาก ราชการ ตามพระราชบัญญัติและประกาศนั้น ๆ เสียก่อน แล้วจึงปรับเงินเดือนตาม วรรคหนึ่ง
ในกรณีที่มีการปรับเงินเดือนของผู้ที่กลับเข้ารับราชการตามวรรคหนึ่งและ วรรคสองแล้วยังปรากฏว่าผู้เข้ารับราชการได้รับเงินเดือนไม่ถึงขั้นต่ำของชั้นตาม บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้ ก.อ.เป็นผู้พิจารณา ว่าผู้นั้นสมควรได้รับการบรรจุในชั้นหรือขั้นใด ทั้งนี้ ก.อ. จะกำหนดให้ได้รับ เงินเดือนในชั้นที่ต่ำกว่าขั้นต่ำของชั้นเป็นกรณีเฉพาะรายก็ได้ มาตรา 75 ข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการการเมือง ข้าราชการวิสามัญ หรือข้าราชการซึ่งอยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือพนักงานเทศบาล ที่ไม่ใช่พนักงานเทศบาลวิสามัญซึ่งสอบคัดเลือก หรือทดสอบความรู้เพื่อบรรจุและ แต่งตั้งเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503 และเจ้าสังกัดได้ทำความตกลงกับกรมอัยการ ให้โอนมาบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ให้นับเวลาราชการหรือเวลาทำงานของตนขณะที่เป็นราชการ หรือ พนักงานเทศบาลเป็นเวลาราชการของข้าราชการอัยการตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย




มาตรา 76 ในระหว่างที่ยังมิได้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ กฎหมายว่าด้วยเงินเดือนของข้าราชการผู้ถูกสั่งพักราชการ และ กฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวข้าราชการ พนักงานเทศบาล พนักงานสุขาภิบาล และพนักงานองค์การของรัฐเพื่อให้มีผลบังคับรวมถึงข้าราชการฝ่ายอัยการตาม พระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการ กฎหมายว่าด้วยเงินเดือนของข้าราชการผู้ถูกสั่งพักราชการ และกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวข้าราชการ พนักงานเทศบาล พนักงานสุขาภิบาล และพนักงานองค์การของรัฐอยู่ต่อไป มาตรา 77 ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา ออกกฎกระทรวง กฎ ก.พ. ข้อกำหนด ข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราช บัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎ ก.พ. ข้อกำหนด ข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศที่ใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาใช้บังคับโดยอนุโลมเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
นายกรัฐมนตรี
_____________________________

*[อัตราบัญชีท้ายฯ ยกเลิกแล้วโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538 โดยนำไปบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งซึ่ง เป็นกฎหมายเฉพาะ]



_________________________________

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503 ได้ใช้บังคับมานานแล้ว แม้จะได้ปรับปรุงแก้ไขมาหลายครั้ง ก็ยังมีบทบัญญัติหลายมาตราไม่เหมาะสมกับ กาลสมัย และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการบริหารงานบุคคลในปัจจุบัน สมควร จะได้ปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่ อันจะทำให้ราชการของกรมอัยการดำเนินไปได้ ผลดียิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

บทเฉพาะกาล

_

________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521 (มาตรา 5)

มาตรา 5 การปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการให้เข้า ชั้นและขั้นตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ หมายเลข 1 ท้าย พระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่ทั้งนี้ จะต้องไม่ ต่ำกว่าชั้นและขั้นที่ข้าราชการอัยการผู้นั้นดำรงอยู่และได้รับอยู่เดิม
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521 (มาตรา 6)

มาตรา 6 เพื่อประโยชน์ในการบรรจุบุคคลซึ่งเคยเป็นข้าราชการ อัยการและออกจากราชการไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับกลับเข้ารับราชการ ให้ปรับอัตราเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการให้ตรงกับชั้นและขั้น ตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ที่ใช้อยู่ในขณะ กลับเข้ารับราชการ และให้นำมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาใช้บังคบโดยอนุโลม



_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก อัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการที่ปรับปรุงใหม่ไม่ได้ส่วนสัมพันธ์กับอัตราเงินเดือน ของข้าราชการประเภทอื่น ๆ ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว สมควรแก้ไขอัตรา เงินเดือนข้าราชการอัยการให้เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2524 (มาตรา 5)

มาตรา 5 ตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ข้าราชการอัยการ ได้รับเงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ หมายเลข 2 ท้าย พระราชบัญญัตินี้ โดยให้ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการที่ได้รับตามบัญชี อัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ หมายเลข 2 ท้ายพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521 ให้เข้าชั้นและขั้นตามบัญชีอัตรา เงินเดือนดังกล่าว ตามบัญชีกำหนดการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการท้าย พระราชบัญญัตินี้
เมื่อได้ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการตามวรรคหนึ่งแล้วข้าราชการ อัยการผู้ใดได้รับเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำของชั้น เมื่อจะพิจารณาเลื่อนขั้น เงินเดือนในปีงบประมาณต่อไป ให้ปรับให้ข้าราชการอัยการผู้นั้นได้รับเงินเดือน สูงขึ้น 1 ขั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณนั้นแล้วจึงพิจารณาเลื่อน ขั้นเงินเดือนประจำปีตามปกติ



_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2524 (มาตรา 6)

มาตรา 6 เพื่อประโยชน์ในการบรรจุบุคคลซึ่งเคยเป็นข้าราชการ อัยการ และออกจากราชการไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ กลับเข้ารับ ราชการ ให้ปรับอัตราเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการให้ตรงกับ ชั้นและขั้นตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการท้ายพระราชบัญญัตินี้ที่ใช้อยู่ ในขณะกลับเข้ารับราชการ และให้นำมาตรา 74 วรรคสอง และวรรคสาม แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 และมาตรา 6 แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521 มาใช้ บังคับโดยอนุโลมด้วย
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2524

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก อัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้ส่วนสัมพันธ์กับอัตรา เงินเดือนของข้าราชการประเภทอื่น สมควรแก้ไขอัตราเงินเดือนข้าราชการ อัยการให้เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2531 (มาตรา 5)

มาตรา 5 การปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการให้เข้าชั้นและขั้น เงินเดือนตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ บัญชี ก. บัญชีอัตราเงินเดือน ข้าราชการอัยการ บัญชี ข. บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ บัญชี ค. หรือ บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ บัญชี ง. ท้ายพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี ให้เป็นไปตามบัญชีกำหนดการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการและตามระยะ เวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด



เมื่อปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการตามวรรคหนึ่งแล้ว เฉพาะ ข้าราชการอัยการผู้ได้รับเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำหรือสูงกว่าขั้นสูงของชั้น ให้ ได้รับเงินเดือนในขั้นตามที่กำหนดไว้ในบัญชีกำหนดการปรับอัตราเงินเดือน ข้าราชการอัยการ
ข้าราชการอัยการซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งนับแต่วันปรับอัตราเงินเดือน ข้าราชการตามวรรคหนึ่ง ถ้าได้รับเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำของชั้นที่ได้เลื่อนตาม บัญชีกำหนดการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการให้ได้รับเงินเดือนในขั้นต่ำ ของบัญชีกำหนดการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ แต่ถ้าได้รับเงินเดือน สูงกว่าขั้นต่ำของชั้นที่ได้เลื่อนตามบัญชีกำหนดการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการ อัยการ ก็ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นที่ได้รับอยู่
ผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วยนับแต่วันปรับ อัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการตามวรรคหนึ่ง ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นต่ำตาม บัญชีกำหนดการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ
การรับเงินเดือนในขั้นต่อ ๆ ไปของข้าราชการอัยการตามวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2531 (มาตรา 6)

มาตรา 6 การปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการตามมาตรา 5 ให้มีผลเป็นการปรับขั้นเงินเดือนข้าราชการอัยการที่ได้รับอยู่ตามไปด้วย
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2531 (มาตรา 7)

มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการบรรจุบุคคลซึ่งเคยเป็นข้าราชการ อัยการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 และ ออกจากราชการไปก่อนวันที่บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการตาม บัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ กลับเข้ารับราชการ ให้ปรับอัตราเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับ



อยู่ก่อนออกจากราชการให้เข้าชั้นและขั้นเงินเดือนตามบัญชีกำหนดการปรับอัตรา เงินเดือนข้าราชการอัยการที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา 5 และให้นำ มาตรา 74 วรรคสอง และวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2524 มาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2531 (มาตรา 8)

มาตรา 8 ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บัญชีอัตรา เงินเดือนข้าราชการอัยการบัญชี ก. ตามมาตรา 6 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้นำบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ หมายเลข 3 ท้ายพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2524 มาใช้บังคับไปพลางก่อน
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2531

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก อัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการในบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2524 ได้ใช้มาเป็นเวลานานไม่เหมาะสม กับสถานภาพของตำแหน่งและภาวะการครองชีพในปัจจุบัน จำเป็นต้องกำหนดจำนวน ขั้นเงินเดือน อัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการแต่ละชั้น และปรับปรุงบัญชีอัตรา เงินเดือนข้าราชการอัยการเสียใหม่ รวมทั้งให้มีการให้ใช้บัญชีอัตราเงินเดือน แต่ละบัญชีได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้



_________________________________

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49

โดยที่ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 47 จัดตั้งสำนักงานอัยการสูงสุดขึ้นเป็นส่วนราชการภายใต้การกำกับดูแลของ นายกรัฐมนตรี โดยให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทยไปเป็นของสำนักงานอัยการสูงสุด ในการนี้จำเป็นต้อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการให้สอดคล้องกัน หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้ [รก.2534/37/55พ.]
_________________________________

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 (ข้อ 7)

ข้อ 7 ให้แก้ไขคำว่า รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมาย จากรัฐมนตรี หรือคำว่า รัฐมนตรี ในมาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 38 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 เป็น นายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมาย จากนายกรัฐมนตรี และแก้ไขคำว่า รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมาย จากรัฐมนตรี หรือคำว่า รัฐมนตรี ในมาตรา 27 มาตรา 54 มาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 60 มาตรา 61 มาตรา 62 มาตรา 63 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 เป็น ประธาน ก.อ.
_________________________________

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 (ข้อ 8)

ข้อ 8 ให้แก้ไขคำว่า อธิบดี และ รองอธิบดี ในพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 เป็น อัยการสูงสุด และ รองอัยการสูงสุด ตามลำดับ



_________________________________

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 (ข้อ 9)

ข้อ 9 ให้นายกรัฐมนตรีสั่งให้มีการเลือกประธานกรรมการอัยการ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ และในระหว่างที่ยังมิได้ เลือกประธานกรรมการอัยการ ให้รองประธานกรรมการอัยการทำหน้าที่ ประธานกรรมการอัยการ
_________________________________

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 (ข้อ 10)

ข้อ 10 ภายใต้บังคับมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 ให้กรรมการข้าราชการอัยการ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้บังคับ ยังคงอยู่ใน ตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 (มาตรา 8)

มาตรา 8 เพื่อประโยชน์ในการบรรจุบุคคลซึ่งเคยเป็นข้าราชการ อัยการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 และ ออกจากราชการไปก่อนวันที่บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการตามพระราช บัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ กลับเข้ารับราชการ ให้ปรับอัตราเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับ อยู่ก่อนออกจากราชการให้เข้าชั้นและขั้นเงินเดือนตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ตามมาตรา 3 และให้นำมาตรา 74 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราช บัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 และมาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2531 มาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย



_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก การกำหนดตำแหน่งและชั้นเงินเดือนของข้าราชการอัยการตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 ยังไม่เหมาะสม และอัตราเงินเดือน ข้าราชการอัยการในบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ อัยการ พ.ศ. 2521 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2531 ไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคา ผู้บริโภค และยังไม่สอดคล้องกับอัตราค่าจ้างในกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ ข้าราชการอัยการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพในทางกฎหมาย มีหน้าที่บริหารงาน กระบวนการยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน และรักษาผลประโยชน์ ของรัฐ ซึ่งนับว่าเป็นอำนาจหน้าที่ที่มีความสำคัญยิ่ง ประกอบกับขณะนี้ได้มีการ ปรับปรุงโครงสร้างอัตราเงินเดือนข้าราชการฝ่ายอื่น ๆ ให้เหมาะสม จึงเห็น สมควรปรับปรุงกำหนดจำนวนชั้นและขั้นอัตราเงินเดือนของข้าราชการอัยการ เสียใหม่ และเห็นควรกำหนดให้มีเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการด้วย เพื่อความเหมาะสมกับสภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้
_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538

มาตรา 8 ให้ยกเลิกบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการและบัญชี อัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการท้ายพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2538



_________________________________

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538

เหตุผล:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการแยก บัญชีอัตราเงินเดือนและบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการอัยการไป บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งซึ่งเป็นกฎหมาย เฉพาะแล้ว สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook