บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

กฎมนเฑียรบาล ว่าด้วยการสมรสพระราชวงศ์
    

ประชาธิปก ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า กฎมนเฑียรบาลว่าด้วยการ สมรสพระราชวงศ์นั้น ได้ทรงพระราชดำริมาก่อนที่ได้ตราพระราชบัญญัติธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 แล้วว่า ควรจะเปลี่ยนแปลงให้ เหมาะแก่สมัย สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบด้วยพระราชดำริ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตรากฎมนเฑียรบาลขึ้นไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา 1* ให้ใช้กฎมนเฑียรบาลนี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2475/-/256/11 สิงหาคม 2475]

มาตรา 2 ตั้งแต่วันที่ใช้กฎมนเฑียรบาลนี้สืบไป ให้ยกเลิกบรรดา กฎหมาย กฎมนเฑียรบาล กฎและข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วใน กฎมนเฑียรบาลนี้ หรือซึ่งแย้งกับกฎมนเฑียรบาลนี้

มาตรา 3 พระราชวงศ์ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป ถ้าจะทำการสมรส กับผู้ใด ท่านว่าต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เสียก่อน

มาตรา 4 เจ้าหญิงองค์ใด ถ้าจะทำการสมรสกับผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าใน พระราชวงศ์ อันเป็นการไม่ต้องด้วยพระราชประเพณีนิยม ท่านว่าต้องกราบ ถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์เสียก่อน

มาตรา 5 ถ้าพระราชวงศ์องค์ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ ในมาตรา 3 และมาตรา 4 ท่านว่าให้ถอดเสียจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ประกาศมา ณ วันที่ 8 สิงหาคม พุทธศักราช 2475 เป็นปีที่ 8 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับพระบรมราชโองการ
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
ประธานคณะกรรมการราษฎร

กฎมณเฑียรบาลเพิ่มเติม*
_______

มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนตทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรังเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า กฎมณเฑียรบาลที่มีอยู่แล้ว ยังหาพอเพียงแก่การไม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกกฎมณเฑียรบาล เพิ่มเติมดังต่อไปนี้

มาตรา 1 ผู้ใดรับหญิงนครโสภณี ฤาหญิงแพศยาหาเลี้ยงชีพโดยทาง บำรุงกามเข้ามาร่วมสังวาศกันภายในเขตพระราชสำนักแห่งใด ๆ ท่านว่า มันประพฤติละเมิดพระราชอาญาโดยอาการอันลามก ให้ลงพระราชอาญาทั้งชาย และหญิงผู้ประพฤติทุราจารนั้น มีระวางโทษจำขังไม่เกินคนละ 1 ปี

มาตรา 2 ผู้ใดรู้เห็นเป็นใจในความประพฤติทุราจารเช่นนี้ ถ้ามัน เป็นเจ้าของห้อง ท่านว่ามันมีความผิดเสมอตัวการ ต้องระวางโทษจำขังไม่เกิน 1 ปี แต่ถ้ามันมิใช่เจ้าของห้อง ให้ลงพระราชอาญาเพียงกึ่งหนึ่ง แห่งพระราชอาญา ที่ตัวการได้รับ ประกาศมา ณ วันที่ 21 พฤษภาคม พระพุทธศักราช 2458 เป็นวันที่ 1653 ในราชกาลปัจจุบันนี้ *[รก.2458/-/80/30 พฤษภาคม 2458]

พระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยพระราชวงศ์ แลผู้มีบรรดาศักดิ์
ทำลายชีพตนเอง*
_______

ศุภมัสดุพระพุทธศาสนกาล เป็นอดีตภาค 2458 พรรษา ปัจจุบันสมัย กุมภาพันธมาศ สัตตวีสติมสุรทิน อาทิตย์วาร โดยกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรม นราธิราช พินิตประชานารถมหาสมตวงศ์ อติศัยพงศวิมลรัตน์ วรขัตติยราชนิก โรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ เบื้องอุตรภาคแห่ง ท้องพระโรงในค่ายหลวง ตำบลบ้านโป่ง มณฑลราชบุรี พร้อมด้วยเสนาบดี มหาอำมาตย์ราชเสวก แลนายเสือป่า มีอาทิ คือ

มหาอำมาตย์เอก (นายกองตรี) เจ้าพระยาอภัยราชามหายุติธรรมธร เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ๑
มหาเสวกเอก (นายพลตรี นายพลเสือป่า) เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี เสนาบดีกระทรวงวัง ๑
จางวางเอก (นายพลเสือป่า) พระยาบุรุษยรัตน ราชพัลลภ อธิบดีกรมชาวที่ ๑
จางวางโท (นายพลตรี นายพลเสือป่า) พระยา ประสิทธิ์ศุภการ อธิบดีกรมมหาดเล็ก ผู้ช่วยสมุหราชองครักษ์ ๑
พระตำรวจโท (นายกองตรี) พระยาราชวัลภานุศิษฐ สมุหพระตำรวจ ๑
นายพลโท พระยา เทพอรชุน สมุหราชองครักษ์ ๑
มหาเสวกโท พระยาศรีสุนทรโวหาร ผู้ช่วย ราชเลขานุการ ๑
มหาเสวกโท พระยาศรีวรวงษ์ ปลัดทูลฉลองกระทรวง มุรธาธร ๑
มหาเสวกตรี พระยาบำเรอภักดิ์ สมุหพระราชมณเฑียร ๑
นายหมวดเอก เจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ หัวหมื่นมหาดเล็ก ราชองครักษ์เสือป่า ๑

และข้าทูลลอองธุลีพระบาทราชบริพารฝ่ายทหาร พลเรือน แลเสือป่า นอกนี้ มีเป็นเอนกคณนา ห้อมล้อมฝ่าพระบาทยุคลบทมาลย์ ปริหารพระราชอิศริยยศ โดยกำหนดฐานันดร จึงมีพระบรมราชโองการมานพระสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้า ฯ ว่าได้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ตามรายงานกระทรวงกลาโหมว่า นายพันตรีหลวงโลหะอาวุธ (หม่อมราชวงษ์ชวน ทินกร ณ กรุงเทพ) สมุห บาญชีกรมแสงสรรพยุทธ ซึ่งเป็นผู้มีพิรุธในเรื่องที่เงินในกรมแสงสรรพยุทธ หายนั้น ได้ทำลายชีพตนเองในที่คุมขัง ทรงพระราชดำริว่า อันการปลงชีพ ตนเองเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่นิยม ทั้งในพระพุทธศาสนา แลอาณาจักร และโลก คือ ในทางพระพุทธศาสนาย่อมถือว่าเป็นอัตตะวินิบาต ในทางอาณาจักรก็ถือ ว่าเป็นอันทำลายชีวิตมนุษย์ผู้หนึ่งเหมือนกัน และในทางโลกนับว่าเป็นคนวิปริตผิด ธรรมดา จึงเป็นกรรมอันพระราชวงศ์ แลข้าราชการผู้มีบรรดาศักดิ์ไม่พึง ประพฤติ เมื่อผู้ใดประพฤติกรรมอันลามกเห็นปานฉะนี้แล้ว ผู้นั้นย่อมเป็นผู้มี ความผิด หาควรจะได้รับเกียรติยศอย่างหนึ่งอย่างใดในทางราชการไม่ เพราะฉนั้น อย่าให้เจ้าพนักงานจัดเครื่องประดับเกียรติยศพระราชทานสำหรับ ศพนายพันตรีหลวงโลหะอาวุธ (หม่อมราชวงษ์ชวน ทินกร ณ กรุงเทพ) เลย

อนึ่ง ต่อไปเมื่อหน้าถ้าผู้หนึ่งผู้ใดในราชตระกูลก็ดี ข้าราชการผู้มียศ บรรดาศักดิ์ก็ดี ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการปลงชีวิตตนเอง ห้ามมิให้เจ้าพนักงาน จัดเครื่องประดับเกียรติยศศพพระราชทานเป็นอันขาด ให้เสนาบดีวังเป็นหน้าที่รักษาพระราชกฤษฎีกานี้ *[รก.2458/-/481/5 มีนาคม 2458]

พระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยการไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก*
_________

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า ตามความนิยมที่เคยมีเป็นพระราชประเพณีมาแต่ก่อน ๆ ถ้ามีเหตุพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่งพระองค์ใดสิ้นพระชนม์ลง ในพระราช สำนักได้ไว้ทุกข์เป็นการแสดงความเคารพถวายแด่ผู้ที่สิ้นพระชนม์ บางพระองค์ มีกำหนดถึง 100 วันเศษ หรือบางพระองค์ก็น้อยกว่านั้นบ้าง บัดนี้ ทรงพระราช ดำริเห็นว่า ในสมัยนี้มีราชการแผ่นดินเปลี่ยนแปลงเจริญรุ่งเรืองขึ้น จำเป็น จะต้องแก้ไขพระราชประเพณีไว้ทุกข์ให้เหมาะแก่กาลสมัย เพื่อให้เป็นการสะดวก แก่ราชการที่ควรจะต้องจัดต้องประพฤติต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาให้เป็นแบบฉบับสำหรับราชการตั้งแต่นี้ต่อไป ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการในพระราชสำนัก นับทั้งราชองครักษ์ด้วย มีกำหนดที่จะไว้ทุกข์ในเวลามีเหตุเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์สิ้นพระชนม์ลง เป็น กำหนดดังต่อไปนี้

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ 4 เดือน พระเจ้าลูกยาเธอ 2 เดือน สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ 2 เดือน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ 2 เดือน พระเจ้าพี่ยาเธอ 1 เดือน พระเจ้าน้องยาเธอ 1 เดือน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอทุกชั้น 1 เดือน พระเจ้าบรมวงศ์เธอทุกชั้น 15 วัน นอกจากนี้ พระบรมวงศานุวงศ์ที่นับเนื่องตามฐานว่าเป็นพระญาติ ใกล้ชิด จะทรงไว้ทุกข์เพิ่มเติมส่วนพระองค์อย่างบุคคลสามัญให้ซึ่งกันและกันอีก ช้านานไปเท่าใด ย่อมไม่มีข้อห้าม พระราชกฤษฎีกานี้ ให้ถือว่าเป็นระเบียบสำหรับไว้ทุกข์แต่เฉพาะ พระบรมวงศานุวงศ์เพียงที่กำหนดพระเกียรติยศไว้ข้างต้นเท่านั้น และถ้าจะทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เพิ่มวันขึ้นถวายเป็นพระเกียรติยศพิเศษในคราวใด ก็ได้ ตามแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควร จะไม่เป็นการขัดขวางแก่พระราช กฤษฎีกานี้โดยอย่างหนึ่งอย่างใด พระบรมราชโองการดำรัสสั่งแต่วันที่ 22 สิงหาคม พระพุทธศักราช 2456 เป็นวันที่ 1016 ในรัชกาลปัจจุบันนี้ *[รก.2456/-/194/24 สิงหาคม 2456]

พระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยที่รโหฐานในพระราชสำนัก*
_______

พระราชปรารภ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า แต่โบราณมาสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมิได้เคยต้องทรงกำหนด เขตพระราชฐานบางตอนว่า ที่นั้น ๆ เพียงนั้น ๆ เป็นที่รโหฐาน คือ เป็นที่ ซึ่งผู้ใดจะเข้าไปมิได้นอกจากได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต หรือมี พระราชดำรัสเรียกเข้าไปโดยเฉพาะ ที่ไม่ได้เคยต้องทรงขีดเส้นเช่นนี้ เพราะ ประการหนึ่ง คนทั่วไปย่อมมีความเกรงกลัวพระราชอาญา ไม่กล้าเข้าไปใน พระบรมมหาราชวังโดยพลการตนเองเลย และมิได้เคยคิดหรือฝันไปอย่างอื่น นอกจากว่าพระราชวังย่อมเป็นที่รโหฐานโดยแท้ทั่วทุกแห่ง อีกประการหนึ่ง ข้าราชการยังมีจำนวนน้อยจึงได้รู้ขนบธรรมเนียมและรู้พระราชนิยมอยู่ทั่วกัน เป็นอันไม่มีผู้ใดฝ่าฝืนพระราชนิยมในเรื่องที่รโหฐานนั้นเลย ต่อมาเกิดมีข้าราชการบางจำพวก ซึ่งมีความคิดความเห็นเป็นอย่าง ที่ตนเองเข้าใจว่าเป็นอย่างใหม่ สำคัญคิดว่าตนมีวิชาความรู้ดีกว่าบิดามารดา ปู่ย่า ตายายของตน คนจำพวกนี้ดูเหมือนจะเข้าใจไปเสียว่า พระราชวังเป็น สาธารณสถาน คือ เป็นที่ใครจะไปจะมาเมื่อใด ๆ ก็ได้ตามใจ และโดยความ ทะเยอทะยานของตนที่จะเสมอหน้ากับคนอื่น เห็นใครเข้าได้ถึงไหนก็จะเข้าไป

ถึงบ้าง ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน โดยทรงพระมหากรุณาแก่ข้าราชการ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เข้าเฝ้าได้โดยเสมอหน้ากัน อย่างมากที่สุดที่จะพึงจัดให้ เป็นไปได้ แต่ถ้าแม้ว่าจะโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าราชการทุกคนเฝ้าได้ทุกแห่งไป ก็เป็นการฟั่นเฝือเหลือเกิน และสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็จะไม่ทรงมีเวลาที่จะ ทรงพระราชสำราญโปร่งพระราชหฤทัยได้บ้างเลย จึงต้องมีกำหนดขีดขั้นว่าที่ นั้น ๆ เพียงนั้น ๆ เป็นที่รโหฐาน หรือเรียกตามศัพท์ที่เข้าใจกันอยู่โดยมากว่า เป็นข้างในในที่เช่นนี้ ในชั้นต้นมีกำหนดเข้าใจกันอยู่ว่า เฉพาะข้าราชการใน พระราชสำนักเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้ ครั้นต่อมาข้าราชการมีจำนวนมากขึ้น ความรู้ในขนบธรรมเนียมและพระราชนิยมก็ไม่มีทั่วถึงกัน จึงเกิดมีความเข้าใจผิด ไปได้ต่าง ๆ เช่น เห็นข้าราชการในพระราชสำนักเข้าเฝ้าในที่รโหฐานได้ก็ มีจิตริษยา เห็นเป็นว่าพวกข้าราชการเหล่านี้ได้เปรียบตน หาคิดไม่ว่าการที่ ข้าราชการในพระราชสำนัก เข้าไปในที่รโหฐานได้นั้นเพราะเขาเป็นผู้มีหน้าที่ เช่นนั้น กลับคิดเห็นไขว้เขวไปต่าง ๆ เมื่อความคิดเขวกันไปได้เพียงนี้แล้ว ก็ทำให้เกิดระแวงสงสัยพวกข้าราชการในพระราชสำนักอยู่เป็นเนืองนิจ ใช่แต่ เท่านั้น มิหนำซ้ำเมื่อพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชดำรัสอนุญาตให้ผู้ใดเข้าเฝ้าได้ ในที่รโหฐานก็พลอยระแวงสงสัยผู้นั้นไปด้วย ที่เป็นไปทั้งนี้ก็เพื่อความทะเยอ ทะยานแล้วจึงเลยเป็นเหตุให้ริษยา และคอยมองหาช่องหาทางที่จะเข้าใกล้ชิด พระองค์บ้างเนือง ๆ โดยความเข้าใจผิดเช่นนี้ เมื่อมีอะไรเป็นรูปสโมสรหรือ สมาคมอันใดขึ้น ถ้าแม้ว่ามีสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินอยู่ในนั้น ก็คงจะไม่พ้นความ รำคาญต่าง ๆ มีข้อสำคัญอยู่เป็นสองสถาน คือ สถานหนึ่ง จะมีผู้ที่ทะเยอทะยาน อยากเข้าเป็นสมาชิก โดยความหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์ในส่วนตัวอย่างใด อย่างหนึ่ง และถ้าไม่ได้เข้าก็คงจะมีความโทมนัสและพูดจาหาความต่าง ๆ อีกสถานหนึ่ง จะมีผู้ที่ช่างคิดมาก คิดเห็นการเป็นสลักสำคัญใหญ่โตเกินไปกว่า ที่เป็นอยู่จริง เพราะฉะนั้นสโมสรหรือสมาคมที่จะตั้งขึ้นเพื่อบำรุงพระราชสำราญ ก็กลายเป็นเครื่องนำมาซึ่งความรำคาญพระราชหฤทัย

แต่ความจำเป็นในส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีอยู่บ้าง คือ เมื่อเป็นเวลาที่ว่างพระราชกิจแล้ว ก็ย่อมจะมีพระราชประสงค์ที่ทรง พระสำราญอย่างสามัญชนบ้าง และต้องมีเวลาที่ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ให้ข้าราชการบางคนได้เข้าเฝ้าบ้างโดยไม่เกี่ยวแก่ทาง หน้าที่ราชการ แต่เพื่อมิให้ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นเพราะไม่รู้ความจริงดังกล่าว แล้วข้างต้น จึงทรงพระราชดำริเห็นสมควรประกาศอธิบายประเพณีเดิมให้ ทราบไว้ กล่าวคือ กำหนดที่ในพระราชสำนักเป็นที่ระโหฐาน แต่คำว่าระโหฐานนี้ ก็มีคนเข้าใจน้อยลงทุกทีแล้ว เพราะฉะนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระราชกฤษฎีกาไว้ดังต่อไปนี้

พระราชกฤษฎีกา
_______

ข้อ 1 ที่รโหฐาน แปลว่า ที่ลับลี้ ที่เงียบ จึงเป็นที่สำราญ และ ผู้คนไม่พลุกพล่าน

ข้อ 2 พระราชวังทุกแห่ง สวนหลวงหรือที่ดินซึ่งนับว่าติดต่อกับพระราชฐาน ให้ถือว่าเป็นที่ระโหฐานทั่วไป ถึงวังเจ้านายหรือบ้านข้าราชการ ตลอดจนถึงบ้านราษฎร ก็ย่อมเป็นที่รโหฐานแห่งเจ้าของ

ข้อ 3 เมื่อกำหนดลงว่าพระราชวังและสวนหลวง หรือที่ดินซึ่งนับว่า ติดต่อกับพระราชฐาน เป็นที่รโหฐานทั่วไปเช่นนี้แล้ว ก็ต้องพึงเข้าใจต่อไปว่า บรรดาสถานที่ ตึกรามทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นที่รโหฐานทุกแห่งไปไม่ว่าหลังใด แห่งใด ถึงแม้ตึกรามที่ใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงใด กรมใดก็ดี ถ้าอยู่ใน เขตพระบรมมหาราชวังแล้วก็ต้องนับว่าเป็นที่รโหฐานทั้งสิ้น และต้องถือว่า กระทรวงและกรมนั้น ๆ มาอาศัยที่ภายในพระราชวังเพื่อเป็นที่ทำการเท่านั้น จะถือว่าเป็นสาธารณสถานไม่ได้เป็นอันขาด

ข้อ 4 เมื่อพระราชวังและสวนหลวง หรือที่ดินซึ่งนับว่าติดต่อกับ พระราชฐานเป็นที่รโหฐานเช่นนี้แล้ว ก็ต้องพึงเข้าใจว่า การที่ผู้ใดจะเข้า ออกก็ได้แต่ โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแห่งพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าของบ้านเท่านั้น ผู้ใดจะถือว่าตนมี อำนาจอันชอบธรรมที่จะเดินเข้าออกได้ตามอำเภอใจไม่ได้เป็นอันขาด ต้อง เข้าใจว่าจะเดินเข้าออกที่บ้านสามัญชนตามอำเภอใจไม่ได้ฉันใด ก็เข้าออก ที่พระราชวังไม่ได้ฉันนั้น

ข้อ 5 ตามที่กล่าวไว้แล้วในข้อ 3 ที่ทำการของกระทรวงบางกระทรวง ในเวลานี้ยังตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงพระบรมมหาราชวัง ที่ไปตั้งอยู่ เช่นนี้ก็เป็นเพราะแต่ที่กระทรวงหนึ่ง ๆ ก็เหมือนส่วนหนึ่ง ๆ แห่งการใน พระองค์พระเจ้าแผ่นดิน เจ้ากระทรวงก็เป็นคนใช้ของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่ง ได้รับมอบให้ดูแลคนใช้อื่น ๆ การงานใด ๆ ก็มาทำอยู่ใกล้ ๆ เพื่อสะดวก แก่พระเจ้าแผ่นดินประเพณีอันนี้ใช้กันเรื่อย ๆ มา แต่ระเบียบราชการ เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยข้าราชการมีจำนวนมากขึ้น แต่มีความรู้สึกว่า เป็นข้าพระเจ้าแผ่นดินนั้นน้อยลงจึงเข้าใจผิดไปว่าที่ทำการเป็นสาธารณสถาน อันหนึ่ง เลยเหมาเอาพระราชวังเป็นสาธารณสถานไปด้วย ความเข้าใจ อันนี้ผิดโดยแท้ พระเจ้าแผ่นดินยังทรงมีอำนาจอันชอบธรรมเต็มที่ ๆ จะทรง กำหนดอนุญาตหรือห้ามผู้ใด ๆ มิให้เข้าในพระบรมมหาราชวัง หรือแม้จะทรง ห้ามทั่วไปก็ได้ แต่ถ้าแม้จะทรงห้ามเช่นนั้นก็อาจที่จะเป็นทางเสียราชการได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องทรงวางเป็นกำหนดไว้ดังนี้ คือ

(ก) ตลอดเวลาที่ ๆ ทำการของกระทรวงหรือกรมในราชการแผ่นดิน ยังคงต้องตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ให้เสนาบดีกระทรวงวังจัดการผ่อนผันใน เรื่องคนเข้าออก เฉพาะในส่วนที่จำเป็นต้องไปทำการในสถานที่นั้น เพื่อมิให้เสีย ราชการ แต่ว่า

(ข) ต้องให้เป็นที่เข้าใจกันชัดเจนว่า ผู้ที่ได้รับผ่อนผันเช่นนี้จะถือว่า เป็นผู้ที่ได้รับพระบรมราชานุญาต หรือว่ามีอำนาจอันชอบธรรมที่จะเข้าออกใน พระบรมมหาราชวังตอนอื่น ๆ และสวนหลวง หรือที่ดินซึ่งนับว่าติดต่อกับพระราช ฐานทั่วไปไม่ได้ คือต้องเข้าใจว่าการที่อนุญาตให้เข้าไปทำการในพระบรม มหาราชวังไม่ใช่แปลว่าอนุญาตให้เข้าที่ระโหฐานของพระเจ้าแผ่นดินได้ทั่วไป

ข้อ 6 สถานที่ ตึก เรือน โรงใด ๆ ถึงแม้ว่าดูประหนึ่งว่าเป็นสโมสรสถาน หรือสมาคมก็ดี ถ้าแม้ว่าอยู่ภายในเขตพระราชวังและสวนหลวง หรือที่ดินซึ่งนับว่าติดต่อกับพระราชฐานแล้ว ต้องพึงเข้าใจว่าเป็นที่รโหฐาน ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นข้าราชการผู้ใด ๆ จะหวังเข้าเป็นสมาชิกใช้สถานที่เช่นนั้น ไม่ได้เป็นอันขาด เว้นเสียแต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็นพิเศษ เฉพาะบุคคล หรือจะมีพระราชดำรัสให้หาเข้าไปในที่นั้น จึงจะเข้าไปได้ จะถือว่าเหมือนอย่างสมาคมหรือสโมสรอย่างที่ตั้งอยู่ภายนอกเขตพระราชวัง และสวนหลวง หรือที่ดินซึ่งนับว่าติดต่อกับพระราชฐานไม่ได้เป็นอันขาด การที่ ข้าราชการในพระราชสำนักหรือนอกพระราชสำนักบางคน จะได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ใช้สถานที่เช่นกล่าวมาแล้วนั้น โดยอาการคล้ายเป็นสโมสร ไม่เป็นพยานว่าใคร ๆ ก็มีอำนาจอันชอบธรรมที่จะใช้สถานที่นั้นได้เท่ากัน เพราะ สถานที่อันนั้นอยู่ในที่รโหฐาน หรือใช้ตามศัพท์สามัญว่า อยู่ในบ้านโดยแท้ และ การที่ผู้ใด ๆ จะเข้าออกในบ้านใดก็แล้วแต่ความพอใจแห่งเจ้าของบ้านเท่านั้น พระราชกฤษฎีกาอันนี้ ให้เป็นหน้าที่เสนาบดีกระทรวงวัง สมุหราช องครักษ์ และสมุหพระตำรวจ จะรักษาให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และถ้าแม้มีผู้ใด เคลือบแคลงสงสัยหรือเข้าใจข้อความผิดเพี้ยนไป ก็ให้เป็นหน้าที่ชี้แจงให้เข้าใจ พระบรมราชโองการดำรัสสั่งตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน รัตนโกสินทร์ศก 131 เป็นวันที่ 588 ในรัชกาลปัจจุบันนี้ *[รก.ร.ศ.131/-/106/23 มิถุนายน ร.ศ. 131]

กฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์*
________

มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหา วชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมว่า การเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ตามธรรมดาได้ทรงทราบและได้ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์โดยสมควรแก่พระเกียรติยศ แต่ก็มี บางรายที่มิได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบก่อน โดยเกรงว่าจะเป็นการรบกวน ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทบ้าง โดยเหตุอื่นบ้าง บางรายได้ทรงทราบว่าการ ได้เป็นไปโดยไม่สมควรแก่พระเกียรติยศ ฯ มีพระราชประสงค์จะอุปถัมภ์บำรุง พระบรมราชตระกูลไว้ให้สูงศักดิ์ กับทั้งจะแสดงให้พระราชวงศ์ทรงทราบว่า มีพระราชหฤทัยประสงค์จะพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่พระราชวงศ์ ให้ทั่วถึงกัน จึงพระราชดำรัสสั่งเฉพาะเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี เสนาบดีกระทรวงวังให้ประกาศเป็นกฎมณเฑียรบาลไว้ว่า

1. ตั้งแต่นี้ต่อไป เจ้านายในพระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปจะ ทำการเสกสมรสกับผู้ใด ให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตก่อน เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงจะ กระทำการพิธีนั้นได้

2. ที่ ๆ จะทำการพิธีเสกสมรสต้องเป็นที่สมควรที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานน้ำสังข์ได้ จะได้ทรงกำหนดตามที่ทรงพระราช ดำริเห็นสมควร

3. ถ้าผู้ใดทำฝ่าฝืนไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าได้ทำผิด ฐานละเมิดต่อพระองค์ผู้ทรงเป็นกุลเชษฐในพระราชวงศ์

  ประกาศมา ณ วันที่ 10 มิถุนายน พระพุทธศักราช 2461 *[รก.2461/-/146/23 มิถุนายน 2461]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook