ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2542
เป็นปีที่ 54 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดี
อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นไว้
โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า
"พระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
พ.ศ. 2542"
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวัน
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2542/81ก/18/14 กันยายน 2542]
- มาตรา 3
ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
เว้นแต่ข้อความจะแสดงไว้
เป็นอย่างอื่น
- "ศาล" หมายความว่า
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- "คณะกรรมการ ป.ป.ช."
หมายความว่า
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ
ทุจริตแห่งชาติ
|
|
- "ประธาน ป.ป.ช." หมายความว่า
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการ
ทุจริตแห่งชาติ
- "กรรมการ ป.ป.ช." หมายความว่า
ประธานหรือกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ
- มาตรา 4
นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ
ห้ามมิให้
ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้
พิจารณาพิพากษา
- มาตรา 5 ในการพิจารณาคดี
ให้ศาลยึดรายงานของคณะกรรมการ
ป.ป.ช. เป็น
หลักในการพิจารณาและอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร
- ในการปฏิบัติหน้าที่
ศาลมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด
หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ
ตลอดจนขอให้ศาลอื่น
พนักงานสอบสวน หน่วยราชการ
หน่วยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
หรือราชการส่วนท้องถิ่น
ดำเนินการใดเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาได้
- ศาลมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมาย
- เพื่อให้กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเที่ยงธรรม
ให้บุคคล คณะบุคคล
หรือหน่วยงานตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
ให้ความร่วมมือในการดำเนินการ
ใด ๆ ตามที่ศาลขอหรือมอบหมาย
- มาตรา 6
ศาลมีอำนาจออกหมายอาญาและหมายใด
ๆ ตามที่ประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติ
- มาตรา 7
ให้ประธานศาลฎีการักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
หมวด 1
บททั่วไป
________
- มาตรา 8
ให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา
- เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนี้
ให้ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวนตามที่เห็นสมควรเป็นผู้พิพากษา
ประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาเพื่อปฏิบัติงานที่จำเป็นในระหว่าง
ที่ยังไม่มีองค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา
13 สำหรับคดีใดคดีหนึ่ง
|
|
มาตรา 9
ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
ดังต่อไปนี้ (1)
คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรี สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร
สมาชิกวุฒิสภา
หรือข้าราชการการเมืองอื่น
ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อ
ตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา
หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่
หรือ
ทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
(2)
คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาบุคคลตาม
(1) หรือบุคคลอื่นเป็นตัวการ
ผู้ใช้
หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดทางอาญาตาม
(1) (3)
คดีซึ่งประธานวุฒิสภาส่งคำร้องให้ศาลพิจารณาพิพากษาข้อกล่าวหาว่ากรรมการ
ป.ป.ช. ร่ำรวยผิดปกติ
กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่
ราชการ (4)
คดีที่ร้องขอให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกวุฒิสภา
ข้าราชการการเมืองอื่น
หรือผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภา
ท้องถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติตกเป็นของแผ่นดิน
- มาตรา 10 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
มีมติว่ากรณีมูลที่จะดำเนินคดีตามมาตรา
9 (1) (2) หรือ (4) ให้ประธาน ป.ป.ช.
ส่งรายงาน เอกสาร และพยานหลักฐาน
พร้อมทั้งความเห็น
ไปยังอัยการสูงสุดภายในสิบสี่วัน
เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดี
ีภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับเรื่องตามวรรคหนึ่ง
เว้นแต่ภายในระยะเวลาดังกล่าวอัยการสูงสุด
มีความเห็นว่าเรื่องที่ส่งมานั้นยังมีข้อไม่สมบูรณ์
และได้แจ้งข้อไม่สมบูรณ์นั้นไปยังคณะกรรมการ
ป.ป.ช.
- มาตรา 11
ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ตามมาตรา
10 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
และอัยการสูงสุดตั้งคณะทำงานขึ้นคณะหนึ่ง
โดยมีผู้แทนของแต่ละ
ฝ่ายจำนวนฝ่ายละเท่ากันเป็นคณะทำงาน
ให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ทำหน้าที่เป็นฝ่าย เลขานุการ
คณะทำงานมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์
และรวบรวมพยาน
หลักฐานให้สมบูรณ์
แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อไป
- ในกรณีที่คณะทำงานไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีได้ภายในกำหนดเวลา
สิบสี่วันนับแต่วันตั้งคณะทำงาน
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช .
มีอำนาจยื่นฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้ง
ทนายความให้ฟ้องคดีแทนได้
แต่ต้องฟ้องภายในสิบสี่วับนับแต่วันครบกำหนด
- มาตรา 12
การยื่นฟ้องเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาตามมาตรา
10 และมาตรา 11 ย่อม
กระทำได้ถ้าได้ฟ้องภายในอายุความ
|
|
มาตรา 13
เมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล
ให้ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่
ศาลฎีกาเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นองค์คณะ
ผู้พิพากษาเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวโดยเร็ว
แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบสี่วันนับแต่วันยื่น
ฟ้องคดี
ผู้พิพากษาคนใดประสงค์จะขอถอนตัวจากการได้รับเลือกให้แถลงต่อที่ประชุมใหญ่
ก่อนการลงคะแนน
และให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติว่าจะให้มีการถอนตัวหรือไม่
มติของที่ประชุมใหญ่
่เป็นที่สุด
การเลือกองค์คณะผู้พิพากษาแต่ละคดีให้ใช้วิธีการลงคะแนนลับ
ให้ผู้พิพากษา
ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงลงไปตามลำดับจนครบจำนวนเก้าคนเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นองค์คณะ
ผู้พิพากษาสำหรับคดีนั้น
ถ้ามีผู้ได้รับคะแนนเท่ากันในลำดับใดอันเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับเลือกเกิน
เก้าคน
ให้ประธานศาลฎีกาจับสลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก
ผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกเป็นองค์คณะผู้พิพากษามีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา
พิพากษาคดีจนกว่าจะสิ้นสุดอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
และ
ระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น
ห้ามมิให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาผู้นั้นไปทำงานที่อื่น
นอกศาลฎีกา
- มาตรา 14
ผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาย่อมพ้นหน้าที่ในคดีเมื่อ
- (1)
พ้นจากการเป็นข้าราชการตุลาการ
- (2)
ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า
ฯ ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ศาลอื่น
- (3)
ถอนตัวเนื่องจากการคันค้านผู้พิพากษา
และองค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่ง
ยอมรับตามคำคัดค้านในมาตรา 16
- ในกรณีที่มีเหตุตามวรรคหนึ่ง
ให้ดำเนินการเลือกผู้พิพากษาแทนที่ตามวิธีการ
ในมาตรา 13
- มาตรา 15 ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย
หรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้
ที่ทำให้ไม่สามารถนั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะได้และองค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า
หากเลื่อนการไต่สวน
พยานหลักฐานออกไปจะทำให้ล่าช้าและขาดความเที่ยงธรรม
ให้ดำเนินการเลือกผู้พิพากษาแทนที่ตาม
วิธีการในมาตรา 13
ในกรณีนี้ให้ผู้พิพากษาที่ถูกแทนที่สิ้นสุดอำนาจหน้าที่ในคดี
- มาตรา 16
หากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะคัดค้านผู้พิพากษาคนใดที่ได้รับเลือก
เป็นผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษา
เนื่องจากมีเหตุอันจะคัดค้านผู้พิพากษาได้
ให้ยื่นคำร้อง
ต่อศาลก่อนเริ่มการไต่สวนพยานหลักฐาน
ในการนี้
ให้องค์คณะผู้พิพากษาไต่สวนตามที่เห็น
สมควรแล้วมีคำสั่งยอมรับหรือยกคำคัดค้าน
คำสั่งนี้เป็นที่สุด
และให้นำบทบัญญัติว่าด้วย
การคัดค้านผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
|
|
- การคัดค้านผู้พิพากษาจะกระทำมิได้
หากได้เริ่มการไต่สวนพยานหลักฐานไปแล้ว
เว้นแต่ผู้คัดค้านจะสามารถแสดงต่อศาลได้ว่ามีเหตุสมควรทำให้ไม่สามารถคัดค้านได้ก่อนนั้น
- มาตรา 17
ให้องค์คณะผู้พิพากษาเลือกผู้พิพากษาคนหนึ่งในจำนวนเก้าคนเป็น
ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน
- ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมีอำนาจดำเนินการตามมติขององค์คณะผู้พิพากษา
และ
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาอีกสองคน
มีอำนาจออกคำสั่งใด ๆ
ที่มิได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้
- มาตรา 18
ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
มีอำนาจ
ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีเพื่อใช้แก่การปฏิบัติงานของศาลได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อ
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
- นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
กระบวนพิจารณา
ในศาลให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดดังกล่าว
ให้นำบทบัญญัติแห่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับสำหรับคดีอาญา
และบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับสำหรับคดีกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
โดยอนุโลม
- มาตรา 19
ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานต่อเนื่องติดต่อกัน
ไปทุกวันทำการจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา
เว้นแต่จะมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจ
ก้าวล่วงได้
- มาตรา 20
การทำคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดหรือการพิพากษาคดี
ให้ผู้พิพากษา
ในองค์คณะผู้พิพากษาทุกคนทำความเห็นในการวินิจฉัยคดีเป็นหนังสือพร้อมทั้งต้องแถลงด้วย
วาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ
และให้ถือมติตามเสียงข้างมาก
ในการนี้ องค์คณะผู้พิพากษาอาจ
มอบหมายให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาเป็นผู้จัดทำคำสั่งหรือคำพิพากษา
ตามมตินั้นก็ได้
- คำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือคำพิพากษาของศาล
ให้เปิดเผยโดยประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา
ส่วนความเห็นในการวินิจฉัยคดีของผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษา
ทุกคนให้เปิดเผยตามวิธีการที่ประธานศาลฎีกากำหนด
- มาตรา 21
ความเห็นในการวินิจฉัยคดีอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
- (1) ชื่อคู่ความทุกฝ่าย
- (2) เรื่องที่ถูกกล่าวหา
- (3) ข้อกล่าวหาและคำให้การ
- (4)
ข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณา
|
|
- (5)
เหตุผลในการวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
- (6)
บทบัญญัติของกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง
- (7) คำวินิจฉัยคดี
รวมทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง
ถ้ามี มาตรา 22
เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องจับกุมหรือคุมขังผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยเนื่องจาก
มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้น
จะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
คณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการไต่สวน
หรืออัยการสูงสุดอาจร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลออกหมายจับ
หรือหมายขังผู้นั้นได้
- ในกรณีที่มีการฟ้องคดีแล้ว
ไม่ว่าจะมีการคุมขังจำเลยมาก่อนหรือไม่
ให้องค์คณะ
ผู้พิพากษาพิจารณาถึงเหตุอันควรคุมขังจำเลยและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรหรือปล่อยชั่วคราว
จำเลยนั้นได้
หมวด 2
การดำเนินคดีอาญา
________
- มาตรา 23
ผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
ได้แก่
- (1) อัยการสูงสุด
- (2) คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ในการปฏิบัติตามมาตรา 11
- มาตรา 24
ในการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อ
กฎหมายหลายบทและบทใดบทหนึ่งอยู่ในอำนาจของศาล
ให้ศาลรับพิจารณาพิพากษาข้อหา
ความผิดบทอื่นไว้ด้วย
- มาตรา 25
การฟ้องคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
ไม่ต้อง ไต่สวนมูลฟ้อง
- ในวันยื่นฟ้องให้โจทก์ส่งสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ
ป.ป.ช. ต่อศาล
เมื่อใช้เป็นหลักในการพิจารณาและรวมไว้ในสำนวน
และศาลอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริง
และพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร
- มาตรา 26
การพิจารณาและไต่สวนพยานหลักฐานให้กระทำโดยเปิดเผยเว้นแต่
มีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะสำคัญให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาเป็นการลับได้
- มาตรา 27
เมื่อได้มีคำสั่งประทับฟ้องแล้วให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลย
และนัด
คู่ความมาศาลในวันพิจารณาครั้งแรก
|
|
- นับแต่วันที่จำเลยได้รับสำเนาฟ้องให้จำเลยมีสิทธิขอตรวจและขอคัดสำเนา
เอกสารในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ
ป.ป.ช.
- ในวันพิจารณาครั้งแรก
เมื่อจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง
ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง
และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่
จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง
คำให้การของจำเลยให้บันทึกไว้
ถ้าจำเลยไม่ให้การก็ให้บันทึกไว้
และให้ศาลกำหนดวันตรวจ
พยานหลักฐานโดยให้โจทก์และจำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน
- มาตรา 28
ให้โจทก์จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลพร้อมสำเนาในจำนวนที่
เพียงพอก่อนวันพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
- การยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อ
ได้รับอนุญาตจากองค์คณะผู้พิพากษา
เมื่อสามารถแสดงเหตุผลสมควรว่าไม่สามารถทราบ
ถึงพยานหลักฐานนั้น
หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
หรือเพื่อให้โอกาส
แก่จำเลยในการต่อสู้คดี
- มาตรา 29 ในวันตรวจพยานหลักฐาน
ให้โจทก์จำเลยส่งพยานเอกสาร
และพยานวัตถุต่อศาลเพื่อให้อีกฝ่ายตรวจสอบ
เว้นแต่องค์คณะผู้พิพากษาจะมีคำสั่ง
เป็นอย่างอื่น
เนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งพยานหลักฐานนั้น
หลังจากนั้นให้โจทก์
จำเลยแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานต่อองค์คณะผู้พิพากษา
- ในกรณีที่มิได้มีการโต้แย้งพยานหลักฐานใด
องค์คณะผู้พิพากษาจะมีคำสั่ง
ให้รับฟังพยานหลักฐานนั้นโดยไม่ต้องไต่สวนก็ได้
แต่หากมีการโต้แย้งพยานหลักฐานใด
หรือเมื่อศาลเห็นเอง
ให้องค์คณะผู้พิพากษาดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นต่อไป
- มาตรา 30
ในกรณีที่ต้องมีการไต่สวน
ให้องค์คณะผู้พิพากษากำหนด
วันเริ่มไต่สวนโดยให้โจทก์จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
- มาตรา 31 ในการไต่สวน
ให้องค์คณะผู้พิพากษาสอบถามพยานบุคคลเอง
โดย
การแจ้งให้พยานทราบประเด็นและข้อเท็จจริงซึ่งจะทำการไต่สวน
แล้วให้พยานเบิกความใน
ข้อนั้นโดยวิธีแถลงด้วยตนเองหรือตอบคำถามศาล
แล้วจึงให้โจทก์จำเลยถามเพิ่มเติมต่อไป
- มาตรา 32
เมื่อการไต่สวนพยานหลักฐานเสร็จสิ้น
โจทก์และจำเลยมีสิทธิแถลง
ปิดคดีของตนภายในเวลาที่ศาลกำหนด
แล้วให้องค์คณะผู้พิพากษามีคำพิพากษา
และให้อ่าน
คำพิพากษาในศาลโดยเปิดเผยภายในเจ็ดวันนับแต่วันเสร็จการพิจารณา
ถ้ามีเหตุสมควร
จะเลื่อนการอ่านไปก่อนก็ได้แต่ต้องไม่เกินสิบสี่วันและต้องบันทึกเหตุนั้นไว้
เว้นแต่ไม่อาจ
ได้ตัวจำเลยมาศาลในวันอ่านคำพิพากษา
|
|
- ในกรณีที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งตามวรรคหนึ่ง
แต่จำเลยไม่อยู่หรือ
ไม่มาฟังคำพิพากษาให้ศาลเลื่อนการอ่านไปและออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา
เมื่อได้ออก
หมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับ
ให้ศาลอ่านคำพิพากษา
หรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้
และให้ถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้ว
หมวด 3
การดำเนินคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
________
- มาตรา 33
ในการพิจารณาพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
เพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
ให้นำบทบัญญัติในหมวด 2 เว้นแต่
มาตรา 24 มาตรา 27 วรรคสาม และมาตรา 32
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- มาตรา 34
เมื่อได้รับคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
ให้ศาลประกาศ
คำร้องดังกล่าวในที่เปิดเผยตามวิธีการในข้อกำหนดตามมาตรา
18
- บุคคลภายนอกอาจร้องคัดค้านเข้ามาในคดีได้
แต่ต้องกระทำก่อนศาลมีคำพิพากษา
- มาตรา 35
ผู้ใดกล่าวอ้างโต้แย้งว่าทรัพย์สินที่ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินมิได้
้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติก็ดี
มิได้เป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติก็ดี
ผู้นั้นมีภาระการพิสูจน์ต่อศาล
- ถ้าผู้มีภาระการพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินที่ร้องขอให้
้ตกเป็นของแผ่นดินมิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ
หรือมิได้เป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
ให้ศาล
สั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
- ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนวิกลจริตไม่อยู่ในภาวะทำการพิสูจน์ต่อศาลได้
หรือผู้ที่กล่าวอ้างโดยโต้แย้งเป็นทายาทหรือผู้จัดการมรดก
ให้ศาลคำนึงถึงความสามารถในการ
พิสูจน์ของบุคคลดังกล่าวและพิจารณาพิพากษาตามที่เห็นเป็นการยุติธรรม
หมวด 4
การดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช.
________
- มาตรา 36
ในกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ดำเนินคดีต่อกรรมการ
ป.ป.ช. ตามมาตรา 300
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ให้ดำเนินการเลือกองค์คณะ
ผู้พิพากษาตามมาตรา 13
|
|
มาตรา 37
ให้องค์คณะผู้พิพากษาแต่งตั้งบุคคลจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคน
เป็น คณะกรรมการไต่สวน
ทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและทำความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินคดีตาม
คำร้องขอ
ในการดำเนินการของคณะกรรมการไต่สวน
ให้คณะกรรมการไต่สวนมีอำนาจ
หน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการ
ป.ป.ช.
ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริต โดยอนุโลม
- มาตรา 38
คณะกรรมการไต่สวนให้แต่งตั้งจากข้าราชการตุลาการระดับ
ไม่ต่ำกว่าชั้น 6
อย่างน้อยหนึ่งคน
และข้าราชการอัยการระดับไม่ต่ำกว่าชั้น
6 อย่างน้อยหนึ่งคน
และที่เหลือให้พิจารณาแต่งตั้งตามความเหมาะสมแก่คดีจากบุคคลผู้มีสัญชาติไทยที่มีอายุ
ไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปีในวันแต่งตั้งและต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
- (1)
รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ
10 หรือเทียบเท่า
- (2)
เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่าสิบปี
- (3)
เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน
การบัญชี
หรือวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้อง
กับเรื่องในคดี
โดยเคยปฏิบัติงานด้านดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี
- มาตรา 39
กรรมการไต่สวนต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
- (1)
เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
- (2)
เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่
เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- (3)
เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถหรือจิตฟั่นเฟือน
ไม่สมประกอบ
- (4)
ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
- (5)
อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
- (6)
เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี
- (7) เคยถูกไล่ออก ปลดออก
หรือให้ออกจากราชการ
หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ
เพราะทุจริตต่อหน้าที่
หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
- (8)
เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะ
ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
- มาตรา 40
กรรมการไต่สวนจะได้รับค่าป่วยการ
ค่าพาหนะเดินทาง ค่าเช่าที่พัก
และค่าตอบแทนอย่างอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
|
|
มาตรา 41
คณะกรรมการไต่สวนมีอำนาจสั่งให้กรรมการ
ป.ป.ช. ผู้ถูกกกล่าวหา
แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน
คู่สมรส
และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
เพื่อประกอบ การไต่สวนตามรายการ
วิธีการ
และภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการไต่สวนกำหนด
ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
แต่ไม่เกินหกสิบวัน
- มาตรา 42
คณะกรรมการไต่สวนต้องทำการไต่สวนและทำความเห็นให้เสร็จสิ้น
ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง
แต่องค์คณะผู้พิพากษาอาจขยายระยะเวลาให้เท่าที่จำเป็นได้
- ในกรณีที่คณะกรรมการไต่สวนมีมติว่าข้อกล่าวหาอันเป็นคดีอาญาต่อกรรมการ
ป.ป.ช.
นั้นมีมูลหรือมีมติว่ากรณีมีมูลน่าเชื่อว่ากรรมการ
ป.ป.ช. ร่ำรวยผิดปกติ
ให้คณะกรรมการไต่สวน
ส่งรายงานพร้อมทั้งเอกสารทั้งหมดที่มีอยู่ไปยังอัยการสูงสุด
เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล
- ให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนภายในสามสิบวัน
นับแต่วันได้รับเรื่องตามวรรคหนึ่ง
- การยื่นฟ้องเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาตามวรรคสาม
ย่อมกระทำได้ ถ้าได้ฟ้องภายใน
อายุความ
- ให้นำบทบัญญัติในหมวด 2 และหมวด 3
มาใช้บังคับในการดำเนินคดีตามหมวดนี้
้ด้วยโดยอนุโลม
- มาตรา 43
ในกรณีที่คณะกรรมการไต่สวนเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลให้คณะกรรมการ
ไต่สวนส่งรายงานพร้อมทั้งเอกสารทั้งหมดที่มีอยู่ไปยังองค์คณะผู้พิพากษาเพื่อดำเนินการต่อไป
- หากองค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าพยานหลักฐานที่คณะกรรมการไต่สวนรวบรวมยังไม่
่เพียงพอที่จะมีคำสั่งในเรื่องนี้
อาจกำหนดให้คณะกรรมการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ภายในระยะเวลาอันสมควรก่อนมีคำสั่งก็ได้
- หากองค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล
ให้พิพากษายกคำร้องขอ แต่หาก
องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าข้อกล่าวหามีมูล
ให้ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล
และ ให้นำมาตรา 42
วรรคสามถึงวรรคห้ามาใช้บังคับ
โดยอนุโลม
- มาตรา 44
ในการพิจารณาพิพากษาให้องค์คณะผู้พิพากษาดำเนินการไต่สวน
หาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร
เพื่อพิสูจน์ความเป็นจริงตามคำร้อง
ขอให้ดำเนินคดีโดยไม่ผูกมัดกับเหตุผลหรือพยานหลักฐานที่ปรากฎในคำร้องขอให้ดำเนินคดี
หรือในการไต่สวนหรือความเห็นของคณะกรรมการไต่สวน
หรือในการดำเนินคดีของอัยการ
สูงสุด
|