ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
เป็นปีที่ 54 ในรัชการปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นไว้
โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า
"พระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. 2542"
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวัน
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2542/114ก/1/17 พฤศจิกายน 2542]
- มาตรา 3 ให้ยกเลิก
- (1)
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ในวงราชการ พ.ศ. 2518
- (2)
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ในวงราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530
- (3)
พระราชบัญญัติการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539
|
| |
- มาตรา 4
ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- "เจ้าหน้าที่ของรัฐ"
หมายความว่า
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ข้าราชการหรือ
พนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีตำแหน่ง
หรือเงินเดือนประจำ
พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานใน
รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ
ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง
เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
และให้หมายความรวมถึง กรรมการ
อนุกรรมการ
ลูกจ้างของส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ
และบุคคลหรือ
คณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใด
อย่างหนึ่งตามกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ
รัฐวิสาหกิจ
หรือกิจการอื่นของรัฐ
- "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"
หมายความว่า
- (1) นายกรัฐมนตรี
- (2) รัฐมนตรี
- (3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- (4) สมาชิกวุฒิสภา
- (5) ข้าราชการการเมืองอื่นนอกจาก
(1) และ (2) ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ
ข้าราชการการเมือง
- (6)
ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่าย
รัฐสภา
- (7) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิก
สภากรุงเทพมหานคร
- (8)
ผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลนคร
- (9)
ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ที่มีรายได้หรืองบประมาณไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง"
หมายความว่า
ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการ
ระดับกรม ทบวง หรือกระทรวง
สำหรับข้าราชการพลเรือน
ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ
หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สำหรับข้าราชการทหาร
ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร
กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ
หัวหน้า
หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
หรือผู้ดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายอื่นบัญญัติ
|
| |
- "ผู้เสียหาย" หมายความว่า
ผู้เสียหายจากการกระทำอันเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่
ของรัฐร่ำรวยผิดปกติการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา
หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
- "ผู้ถูกกล่าวหา" หมายความว่า
ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาหรือมีพฤติการณ์ปรากฏแก่
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า
ได้กระทำการอันเป็นมูลที่จะนำไปสู่
การถอดถอนจากตำแหน่งการดำเนินคดีอาญา
การขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
หรือการ ดำเนินการทางวินัย
ตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
และให้หมายความ รวมถึงตัวการ
ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนในการกระทำดังกล่าวด้วย
- "ประธานกรรมการ" หมายความว่า
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ
- "กรรมการ" หมายความว่า
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
- "อนุกรรมการ" หมายความว่า
อนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- "เลขาธิการ" หมายความว่า
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ
- "พนักงานเจ้าหน้าที่"
หมายความว่าเลขาธิการและข้าราชการในสังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
และให้หมายความรวมถึงข้าราชการ
หรือพนักงานซึ่งมาช่วยราชการในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติ
ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้แต่งตั้งให้ปฏิบัติการ
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- "ทุจริตต่อหน้าที่"
หมายความว่า
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่ง
หรือหน้าที่หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่ง
หรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น
หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่
ทั้งนี้ เพื่อ
แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
- "ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ"
หมายความว่า
การที่ทรัพย์สินหรือหนี้สินในบัญชีแสดง
รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยื่นเมื่อพ้นจากตำแหน่งมีการ
เปลี่ยนแปลงไปจากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้ยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่งในลักษณะ
ที่ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือหนี้สินลดลงผิดปกติ
- "ร่ำรวยผิดปกติ" หมายความว่า
การมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สิน
เพิ่มขึ้นมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ
หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร
สืบเนื่อง
มาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่
|
| |
- มาตรา 5
ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
และให้มีอำนาจออกประกาศหรือระเบียบ
กับแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ
เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- ประกาศและระเบียบตามวรรคหนึ่งที่มีผลเป็นการทั่วไปเมื่อได้ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด 1
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
________
- มาตรา 6
ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเรียก
โดยย่อว่า "คณะกรรมการ ป.ป.ช."
ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการผู้ทรง
คุณวุฒิอื่นอีกแปดคน
ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา
- มาตรา 7
การสรรหาและการเลือกกรรมการให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
- (1)
ให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการจำนวนสิบห้าคน
ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานศาลปกครองสูงสุด
อธิการบดี
ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือเจ็ดคน
ผู้แทนพรรค
การเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคละหนึ่งคนซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ
ห้าคน
และให้คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่สรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน
สิบแปดคนเสนอต่อประธานวุฒิสภา
โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น
ทั้งนี้
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
มติ
ในการเสนอชื่อต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่
มีอยู่
- (2)
ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติเลือกบุคคลผู้ได้รับการเสนอ
ชื่อในบัญชีตาม (1)
ซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ
ในการนี้ให้บุคคลซึ่งได้รับคะแนนสูงสุด
และมีคะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาเป็นผู้ได้รับเลือกเป็น
กรรมการ
แต่ถ้าผู้ได้รับเลือกที่ได้คะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ
วุฒิสภามีจำนวนไม่ครบเก้าคน
ให้นำรายชื่อของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อที่เหลืออยู่ทั้งหมดมาให้
สมาชิกวุฒิสภาออกเสียงลงคะแนนเลือกอีกครั้งหนึ่งต่อเนื่องกันไป
และในกรณีนี้ ให้ผู้ได้รับคะแนน
สูงสุดเรียงลงไปตามลำดับจนครบจำนวนเป็นผู้ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ
ถ้ามีผู้ได้รับคะแนน
เท่ากันในลำดับใดอันเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับเลือกเกินเก้าคน
ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าผู้ใดเป็น
ผู้ได้รับเลือก
|
| |
- ให้ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตาม
(2)
ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็น
ประธานกรรมการแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ
- ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธาน
กรรมการและกรรมการ
- มาตรา 8
ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการต้องเป็นผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริต
เป็นที่ประจักษ์มีคุณสมบัติตามมาตรา
9
และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา
10
- มาตรา 9
ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- (1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
- (2)
มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปีบริบูรณ์
- (3) เคยเป็นรัฐมนตรี
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการ
แผ่นดินของรัฐสภา
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
หรือรับ
ราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุด
อธิบดีหรือเทียบเท่า หรือดำรง
ตำแหน่งไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์
- มาตรา 10
ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
- (1) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกวุฒิสภา
ข้าราชการการเมือง สมาชิก
สภาท้องถิ่น
หรือผู้บริหารท้องถิ่น
- (2)
เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะ
สามปีก่อนวันได้รับการเสนอชื่อ
- (3) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
กรรมการการเลือกตั้ง
ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ตุลาการศาลปกครอง
หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
- (4)
วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
- (5) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต
หรือนักบวช
- (6)
ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
- (7)
อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
- (8) ติดยาเสพติดให้โทษ
- (9)
เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี
|
| |
- (10)
ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
- (11)
เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไปโดยได้พ้นโทษ
มายังไม่ถึงห้าปีในวันได้รับการเสนอชื่อ
เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
- (12) เคยถูกไล่ออก ปลดออก
หรือให้ออกจากราชการ
หน่วยงานของรัฐหรือ รัฐวิสาหกิจ
เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
- (13)
เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะ
ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
- (14)
อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา
34 และ มาตรา 41
- (15)
เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งและยังไม่พ้นกำหนดห้าปี
นับแต่วันที่วุฒิสภามีมติจนถึงวันได้รับการเสนอชื่อ
- มาตรา 11
ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการต้อง
- (1)
ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
- (2)
ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ
ส่วนท้องถิ่นหรือไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือของหน่วยงานของรัฐ
- (3)
ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน
บริษัท
หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดย
มุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน
หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด
- (4) ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด
- เมื่อวุฒิสภาเลือกบุคคลตาม (1) (2) (3)
หรือ (4) โดยได้รับความยินยอมของ
บุคคลนั้นผู้ได้รับเลือกจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อได้ลาออกจากการเป็นบุคคลตาม
(1) (2) หรือ (3)
หรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนเลิกประกอบวิชาชีพอิสระตาม
(4) แล้ว ซึ่งต้อง
กระทำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือก
แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพ
อิสระภายในเวลาที่กำหนด
ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยรับเลือกให้เป็นกรรมการ
และให้นำบทบัญญัติ มาตรา 14
มาใช้บังคับ
- มาตรา 12
กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์
ทรงแต่งตั้ง
และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
- กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการ
ซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่
- มาตรา 13
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา
12 กรรมการพ้นจาก ตำแหน่ง เมื่อ
|
| |
- (1) ตาย
- (2) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
- (3) ลาออก
- (4) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9
หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 10
- (5)
กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 11
- (6)
วุฒิสภามีมติให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา
16
- (7) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก
- เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง
ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้และ
ให้ถือว่า คณะกรรมการ
ป.ป.ช.ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่
- มาตรา 14
เมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่ง
ให้เริ่มดำเนินการตามมาตรา 7
ภายใน
สามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
- ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา
13 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 7
มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีนี้
ให้คณะกรรมการสรรหาจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิเป็น
จำนวนสองเท่าของผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งต่อประธานวุฒิสภา
- ในกณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งในระหว่างที่อยู่นอกสมัยประชุมของรัฐสภา
ให้ดำเนินการตามมาตรา 7
ภายในสามสิบวันนับแต่วันเปิดสมัยประชุมของรัฐสภา
- มาตรา 15
ให้กรรมการมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน
คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ต่อประธานวุฒิสภาเมื่อเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง
และให้นำบทบัญญัติมาตรา 32 มาตรา 33
มาตรา 35 วรรคหนึ่งและวรรคสาม
มาตรา 41 และ มาตรา 119
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- มาตรา 16
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวน
สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาว่ากรรมการ
ผู้ใดกระทำการขาดความเที่ยงธรรม
จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
หรือมีพฤติการณ์
ที่เป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง
และขอให้วุฒิสภามีมติให้
พ้นจากตำแหน่งได้
- มติของวุฒิสภาให้กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่งต้องมีคะแนนเสียง
ไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
|
| |
- มาตรา 17 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกวุฒิสภา
หรือสมาชิกของทั้งสองสภา
มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภามีสิทธิเข้าชื่อ
ร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากรรมการผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ
กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
- คำร้องขอตามวรรคหนึ่งต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
กระทำการตามวรรคหนึ่งเป็นข้อ ๆ
ให้ชัดเจนและให้ยื่นต่อประธานวุฒิสภา
เมื่อประธานวุฒิสภา
ได้รับคำร้องแล้วให้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
เพื่อพิจารณาพิพากษา
- ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับคำร้อง
กรรมการผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นมิได้จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนก
คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ยกคำร้องดังกล่าว
- การดำเนินคดีในชั้นศาลให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- มาตรา 18 เงินเดือน
เงินประจำตำแหน่ง
และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธาน
กรรมการ และกรรมการ
ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
หมวด 2
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
_______
- มาตรา 19 คณะกรรมการ ป.ป.ช.
มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
- (1)
ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภา
ตามหมวด 5 การถอดถอนจากตำแหน่ง
- (2)
ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นเพื่อส่งไปยัง
อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามหมวด
6
การดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา
308 ของรัฐธรรมนูญ
- (3)
ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ
กระทำความผิดฐาน
ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่
ในการยุติธรรม
- (4)
ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของ
เจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมืองตามหมวด 3
การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน
|
| |
- (5)
กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและชั้นหรือระดับของ
เจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
- (6)
กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ
เจ้าหน้าที่ของรัฐและการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งนายก
รัฐมนตรีและรัฐมนตรี
- (7)
รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่พร้อมข้อสังเกตต่อคณะ
รัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร
และวุฒิสภา ทุกปี
และนำรายงานนั้นออกพิมพ์เผยแพร่ต่อไป
- (8) เสนอมาตรการ ความเห็น
หรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี
รัฐสภา ศาล หรือ
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ
หรือวางแผนงานโครงการ
ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
หรือหน่วยงานของรัฐ
เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่
การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการ
ยุติธรรม
- (9)
ดำเนินการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือ
คำพิพากษาให้ยกเลิกหรือเพิกถอนสิทธิหรือเอกสารสิทธิที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้อนุมัติหรืออนุญาต
ให้สิทธิประโยชน์หรือออกเอกสารสิทธิแก่บุคคลใดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบของ
ทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ
- (10)
ดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับ
ความซื่อสัตย์สุจริต
รวมทั้งดำเนินการให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมในการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต
- (11)
ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งเลขาธิการ
- (12)
แต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย
- (13)
ดำเนินการอื่นตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติหรือ
กฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
ป.ป.ช.
- มาตรา 20 การประชุมของคณะกรรมการ
ป.ป.ช. ต้องมีกรรมการมาประชุม
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม
แต่องค์ประชุมในการ
พิจารณาและวินิจฉัย
หรือให้ความเห็นชอบต้องประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่าสองในสาม
ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
- มาตรา 21
การประชุมให้เป็นไปตามระเบียบการที่คณะกรรมการ
ป.ป.ช. กำหนด
- การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบล่วงหน้าไม่
น้อยกว่าสามวัน
เว้นแต่กรรมการนั้นจะได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว
กรณีดังกล่าวนี้จะทำ
หนังสือแจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่ได้มาประชุมก็ได้
- บทบัญญัติในวรรคสองมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนซึ่งประธาน
กรรมการจะนัดประชุมเป็นอย่างอื่นก็ได้
|
| |
มาตรา 22
ประธานกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการประชุม
และเพื่อรักษา
ความเรียบร้อยในการประชุม
ให้ประธานกรรมการมีอำนาจออกคำสั่งใด
ๆ ตามความจำเป็นได้
ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้
กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
- มาตรา 23
การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
เว้นแต่การลงมติในการ
วินิจฉัยหรือให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
ประธาน
ในที่ประชุมและกรรมการต้องลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติ
โดยมติของที่ประชุมต้องไม่น้อยกว่าสอง
ในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
- กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้
ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
- มาตรา 24
ในการประชุมต้องมีรายงานการประชุมเป็นหนังสือ
- ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม
และถ้ากรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเห็นแย้งเป็นหนังสือก็ให้บันทึกไว้ด้วย
- มาตรา 25
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้
คณะกรรมการ ป.ป.ช.
มีอำนาจดังต่อไปนี้
- (1) มีคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงาน
หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ
หน่วยงาน ของรัฐ
รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น
ปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของ
คณะกรรมการ ป.ป.ช.
หรือเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด
หรือเรียกบุคคลใด
มาให้ถ้อยคำหรือให้ให้ถ้อยคำเพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนข้อเท็จจริง
- (2)
ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถาน
สถานที่ ทำการหรือสถานที่อื่นใด
รวมทั้งยานพาหนะของบุคคลใด ๆ
ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและ
พระอาทิตย์ตกหรือในระหว่างเวลาที่มีการประกอบกิจการเพื่อตรวจสอบ
ค้น ยึด หรืออายัด เอกสาร
ทรัพย์สิน
หรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไต่สวนข้อเท็จจริง
และหากยังดำเนินการ
ไม่แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าวให้สามารถดำเนินการต่อไปได้จนกว่าจะแล้วเสร็จ
- (3) มีหนังสือขอให้หน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
ราชการ ส่วนท้องถิ่น
หรือหน่วยงานเอกชนดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติหน้าที่
การไต่สวน ข้อเท็จจริง
หรือการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการ
ป.ป.ช.
|