ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2539
เป็นปีที่ 51 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยทักษิณ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
"พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทักษิณ
พ.ศ. 2539"
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2539/57ก/1/31 ตุลาคม 2539]
- มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
- "มหาวิทยาลัย" หมายความว่า
มหาวิทยาลัยทักษิณ
- "สภามหาวิทยาลัย" หมายความว่า
สภามหาวิทยาลัยทักษิณ
- "วิทยาเขต" หมายความว่า
เขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีคณะ
สถาบัน สำนัก วิทยาลัย ศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
คณะตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปตั้งอยู่ในเขตนั้นตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
- "สภาคณาจารย์" หมายความว่า
สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยทักษิณ
|
|
- มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตาม
พระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
- ประกาศนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
หมวด 1
บททั่วไป
_______
- มาตรา 5
ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมหาวิทยาลัยหนึ่ง
เรียกว่า "มหาวิทยาลัยทักษิณ"
เป็นสถานศึกษาและวิจัย
มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา
ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง
ทำการสอน ทำการวิจัย
ให้บริการทาง วิชาการแก่สังคม
และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- ให้มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล
มีฐานะเป็นกรมในทบวงมหาวิทยาลัย
- มาตรา 6
มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการ
ดังนี้
- (1) สำนักงานอธิการบดี
- (2) สำนักงานวิทยาเขต
- (3) บัณฑิตวิทยาลัย
- (4) คณะ
- (5) สถาบัน
- (6) สำนัก
- มหาวิทยาลัยอาจให้มีวิทยาลัย
ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา
5 เป็น
ส่วนราชการในมหาวิทยาลัยอีกได้
- สำนักงานอธิการบดีและสำนักงานวิทยาเขต
อาจแบ่งส่วนราชการเป็น
กองหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
- คณะและวิทยาลัย
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
ภาควิชา กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือ
กอง
- บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน สำนัก
ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
กอง หรือ
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
- สำนักงานเลขานุการ กอง
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่ากอง
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าแผนก
|
|
- มาตรา 7 การจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกสำนักงานวิทยาเขต
บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สถาบัน สำนัก
วิทยาลัย และศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- การแบ่งส่วนราชการเป็นภาควิชา
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี
ฐานะเทียบเท่าภาควิชา
สำนักงานเลขานุการ กอง และแผนก
หรือหน่วยงาน
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองหรือแผนก
ให้ทำเป็นประกาศทบวง
มหาวิทยาลัย
- มาตรา 8
ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 5
มหาวิทยาลัยจะรับ
สถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้
และมี อำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการ
ศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้
- การรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือ
สถาบันวิจัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และให้ทำเป็นประกาศทบวง
มหาวิทยาลัย
- การควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบใน
มหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 9
นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน
มหาวิทยาลัย อาจมีรายได้ ดังนี้
- (1) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม
ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัย
- (2)
เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
- (3)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุซึ่งมหาวิทยาลัย
ปกครองดูแลหรือใช้ประโยชน์
- (4) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ
- ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครอง
ดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหา
ผลประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วย
ที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น
- รายได้ของมหาวิทยาลัยรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการตาม
วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตาม
กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
เว้นแต่เบี้ยปรับ
ที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษาและเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อทรัพย์สิน
หรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ
- มาตรา 10
บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศ
ให้
หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของมหาวิทยาลัยตั้งแต่
วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ
และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ
มหาวิทยาลัย
|
|
- มาตรา 11
บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจะต้อง
จัดการเพื่อประโยชน์ภายในขอบวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา
5
- เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัยจะต้องจัดการตามเงื่อนไข
ที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้
และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
หมวด 2
การดำเนินการ
_______
- มาตรา 12 ให้มีสภามหาวิทยาลัย
ประกอบด้วย
- (1) นายกสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้ง
- (2)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง
ได้แก่ อธิการบดี
ประธานสภาคณาจารย์
และประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
- (3)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหกคน
ซึ่งเลือกจากผู้ดำรง
ตำแหน่งรองอธิการบดี คณบดี
ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
และผู้อำนวยการศูนย์
หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
- (4)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหกคน
ซึ่งเลือกตั้งจากคณาจารย์
ประจำของมหาวิทยาลัยซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม
(3)
- (5)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบสองคน
ซึ่งจะได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย
- ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง
เป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย
และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่แทนนายก
สภามหาวิทยาลัยเมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
หรือเมื่อไม่มี
ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
- ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการสภา
มหาวิทยาลัยโดยคำแนะนำของอธิการบดี
และอาจแต่งตั้งบุคคลใดเป็นผู้ช่วย
เลขานุการด้วยก็ได้
- หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา
และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายก
สภามหาวิทยาลัย
และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
ตลอดจน คุณสมบัติของผู้รับเลือก
ผู้เลือก หรือผู้รับเลือกตั้ง
และวิธีการเลือกกรรมการ
สภามหาวิทยาลัยตาม (3) และ (4)
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
|
|
- มาตรา 13
นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ตามมาตรา 12 (3) (4) และ (5)
มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี
แต่จะ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกหรือได้รับเลือกตั้งใหม่
อีกได้
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง
นายกสภา
มหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
12 (3) (4) และ (5) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ถอดถอน เพราะขาด
คุณสมบัติของการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
- (4)
ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 12 (3) (4) และ (5)
พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ
และได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกหรือเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง
แทนแล้ว
ให้ผู้ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้งหรือได้รับเลือกหรือ
ได้รับเลือกตั้งอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจาก
ตำแหน่งตามวาระ
แต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้งนายกสภา
มหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือยังมิได้เลือกหรือ
เลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่
ให้นายกสภามหาวิทยาลัยหรือ
กรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการ
สภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือได้มีการเลือกหรือเลือกตั้งกรรมการสภา
มหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่แล้ว
- ในกรณีที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกหรือเลือกตั้งตาม
มาตรา 12 (3) และ (4)
พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน
สภามหาวิทยาลัยจะไม่เลือกหรือเลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยขึ้นแทน
ตำแหน่งที่ว่างก็ได้
- มาตรา 14
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการ
ทั่วไปของมหาวิทยาลัย
และโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่
ดังนี้
- (1)
วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัย
การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
|
|
- (2)
วางระเบียบและออกข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และอาจมอบ
ให้ส่วนราชการใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้วางระเบียบและออกข้อบังคับสำหรับ
ส่วนราชการนั้นเป็นเรื่อง ๆ
ไปก็ได้
- (3) อนุมัติให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา
และ ประกาศนียบัตร
- (4) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกสำนักงานวิทยาเขต
บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สถาบัน สำนัก
วิทยาลัย และศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของหน่วยงานดังกล่าว
- (5)
อนุมัติการรับสถาบันการศึกษาชั้นสูงและสถาบันวิจัยเข้าสมทบหรือ
การยกเลิกการสมทบ
- (6)
พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับ
มาตรฐานที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด
- (7)
พิจารณาเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง และ
พิจารณาถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
อธิการบดี ศาสตราจารย์
และศาสตราจารย์พิเศษ
- (8)
แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้า
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ
รองศาสตราจารย์พิเศษ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
และอาจารย์พิเศษ
- (9)
แต่งตั้งและถอดถอนประธานกรรมการหรือกรรมการส่งเสริม
กิจการมหาวิทยาลัย
- (10)
อนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย
- (11)
วางระเบียบและออกข้อบังคับต่าง
ๆ เกี่ยวกับการเงินและ
ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
- (12)
แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นใน
เรื่องหนึ่งเรื่องใด
หรือเพื่อมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ใน
อำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย
- (13)
พิจารณาและให้ความเห็นชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของ
มหาวิทยาลัยตามที่อธิการบดีเสนอ
และอาจมอบหมายให้อธิการบดีดำเนินการ
อย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยก็ได้
|
|
- (14)
พิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติในเรื่องอื่น
ๆ ที่เกี่ยวกับ
กิจการของมหาวิทยาลัยซึ่งมิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ
- มาตรา 15
การประชุมของสภามหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 16
ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยขึ้นคณะหนึ่ง
ประกอบด้วยประธานกรรมการ
และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่งซึ่งสภา
มหาวิทยาลัยแต่งตั้ง
- คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและ
ข้อแนะนำแก่มหาวิทยาลัย
และสนับสนุนการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย
- จำนวนและคุณสมบัติของกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
วาระการดำรงตำแหน่ง
การพ้นจากตำแหน่ง
ตลอดจนการประชุม ให้เป็นไป
ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 17
ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหาร
งานของมหาวิทยาลัย
และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี
หรือจะมีทั้ง
รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี
เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดี
มอบหมายก็ได้
- จำนวนรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี
ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ของมหาวิทยาลัย
- เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชา
ให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี
รองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี
และผู้ช่วยอธิการบดีเป็นผู้ช่วยอธิบดี
ตามกฎหมาย
ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายอื่น
- มาตรา 18
อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
19
- อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกัน
มิได้
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสอง
อธิการบดีพ้น จากตำแหน่ง เมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง
- (4)
กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- (5)
ถูกให้ออกจากราชการเพราะเหตุมีมลทินหรือมัวหมองในกรณี
ที่ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
|
|
- รองอธิการบดี
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดี
จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
19 และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนใน
มหาวิทยาลัย
- ผู้ช่วยอธิการบดี
ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตาม
มาตรา 19
และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
และให้อธิการบดีมี
อำนาจถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดีด้วย
- เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี
พ้นจากตำแหน่งด้วย
- มาตรา 19 อธิการบดี รองอธิการบดี
และผู้ช่วยอธิการบดี ต้องมี
คุณสมบัติดังนี้
- (1)
ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน
อุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์
ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น
ที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามหลักเกณฑ์
และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
หรือ
- (2)
ได้ปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน
อุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์
ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น
ที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามหลักเกณฑ์
และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
หรือเคยดำรงตำแหน่ง
กรรมการสภามหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
- มาตรา 20
อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่
ดังนี้
- (1)
บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย
กฎ ระเบียบ
ข้อบังคับของทางราชการ
รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของ
มหาวิทยาลัย
- (2) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน
การพัสดุ สถานที่
และทรัพย์สินอื่น
ของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย
ระเบียบ
และข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- (3) จัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัย
และปฏิบัติตามนโยบายและแผนงาน
รวมทั้งติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านต่าง
ๆ ของมหาวิทยาลัย
- (4) รักษาระเบียบวินัย จรรยาบรรณ
และมารยาทแห่งวิชาชีพของ
ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
และส่งเสริมกิจการนิสิต
- (5)
เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยในกิจการทั่วไป
- (6)
เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการด้านต่าง
ๆ ของมหาวิทยาลัย
ต่อสภามหาวิทยาลัย
|
|
- (7)
ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
หรือตาม
ที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
- มาตรา 21
ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติราชการ
ได้
ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคน
ให้รองอธิการบดีที่อธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้าอธิการบดี มิได้มอบหมาย
ให้รองอธิการบดีที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือไม่มีผู้รักษาราชการแทน
อธิการบดีตามความในวรรคหนึ่ง
หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ให้สภา
มหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
19 เป็นผู้รักษาราชการแทน
อธิการบดี และให้นำมาตรา 37
วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- มาตรา 22
ให้มีสภาคณาจารย์ประกอบด้วยกรรมการซึ่งคณาจารย์
ประจำของมหาวิทยาลัยเลือกตั้งจากคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย
- สภาคณาจารย์มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำในกิจการของ
มหาวิทยาลัยต่ออธิการบดี
และหน้าที่อื่นตามที่อธิการบดีมอบหมาย
- องค์ประกอบ จำนวนกรรมการ
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง
วาระ การดำรงตำแหน่ง
การพ้นจากตำแหน่ง
และการดำเนินงานของสภาคณาจารย์
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 23 ในวิทยาเขตหนึ่ง
ให้มีรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับ
บัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาเขตนั้นแทนอธิการบดีตามที่ได้รับมอบหมาย
และจะให้มีผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่
อธิการบดีมอบหมายก็ได้
- มาตรา 24 ในวิทยาเขตหนึ่ง
ให้มีคณะกรรมการประจำวิทยาเขต
ประกอบด้วย
รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตเป็นประธานกรรมการ
คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการศูนย์
และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะในวิทยาเขตนั้น
เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
และกรรมการซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจาก
คณาจารย์ประจำในวิทยาเขตนั้นมีจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการ
โดยตำแหน่งแต่ไม่น้อยกว่าสามคน
- ให้คณะกรรมการประจำวิทยาเขตแต่งตั้งบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็น
เลขานุการของคณะกรรมการ
- กรรมการซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี
แต่อาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
- การประชุมของคณะกรรมการประจำวิทยาเขต
ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 25
คณะกรรมการประจำวิทยาเขตมีอำนาจและหน้าที่
ดังนี้
|
|
- (1)
ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินกิจการต่าง
ๆ ของวิทยาเขตแก่อธิการบดี
- (2)
ประสานงานระหว่างบัณฑิตวิทยาลัย
คณะ สถาบัน สำนัก วิทยาลัย ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะภายในวิทยาเขต
- (3)
พิจารณาเสนอการออกระเบียบปฏิบัติของวิทยาเขตต่ออธิการบดี
และวางระเบียบหรือออกข้อบังคับอื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
- (4) พิจารณาเสนอแผนพัฒนา
แผนงานและงบประมาณประจำปีของ
หน่วยงานต่าง ๆ
ของวิทยาเขตต่ออธิการบดี
- (5)
ปฏิบัติงานอื่นตามที่อธิการบดีมอบหมาย
- มาตรา 26 ในบัณฑิตวิทยาลัย
ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและ
รับผิดชอบงานของบัณฑิตวิทยาลัย
และจะให้มีรองคณบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้
เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมาย
- คณบดีนั้น
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีจาก
บุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 27
- รองคณบดีนั้น
ให้อธิการบดีแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณบดีจากบุคคล
ผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 27
- คณบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
- เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองคณบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
- มาตรา 27
คณบดีและรองคณบดีจะต้องเป็นข้าราชการพลเรือนใน
มหาวิทยาลัย
และมีคุณสมบัติได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย
หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนหรือมี
ประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน
อุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่น
ตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 28
การจัดให้มีคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย
การกำหนดองค์ประกอบ
อำนาจและหน้าที่
รวมทั้งวาระการดำรงตำแหน่ง
ของคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย
และการจัดระบบบริหารงานในบัณฑิต
วิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
|