ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2533
เป็นปีที่ 45 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยนเรศวร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
"พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
นเรศวร พ.ศ. 2533"
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2533/131/1พ/29 กรกฎาคม 2533]
|
|
- มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
- "มหาวิทยาลัย" หมายความว่า
มหาวิทยาลัยนเรศวร
- "สภามหาวิทยาลัย" หมายความว่า
สภามหาวิทยาลัยนเรศวร
- มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตาม
พระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
- ประกาศนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด 1
บททั่วไป
_______
- มาตรา 5
ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมหาวิทยาลัยหนึ่ง
เรียกว่า มหาวิทยาลัยนเรศวร
เป็นสถานศึกษาและวิจัย
มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา
ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง
ทำการสอน ทำการวิจัย
ให้บริการทาง วิชาการแก่สังคม
และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- ให้มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล
มีฐานะเป็นกรมในทบวงมหาวิทยาลัย
- มาตรา 6
มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการ
ดังนี้
- (1) สำนักงานอธิการบดี
- (2) บัณฑิตวิทยาลัย
- (3) คณะ
- (4) วิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยอาจให้มีสถาบัน
สำนัก ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา
5
เป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยอีกได้
|
|
- สำนักงานอธิการบดี
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองหรือหน่วยงาน
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
- คณะและวิทยาลัย
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
ภาควิชา กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
หรือกอง
- บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน สำนัก
ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
- สำนักงานเลขานุการ กอง
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่ากอง
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าแผนก
- มาตรา 7 การจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกบัณฑิตวิทยาลัย
คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก
และศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี
ฐานะเทียบเท่าคณะ
ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- การแบ่งส่วนราชการเป็นภาควิชา
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี
ฐานะเทียบเท่าภาควิชา
สำนักงานเลขานุการ กอง และแผนก
หรือหน่วยงาน
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองหรือแผนก
ให้ทำเป็นประกาศทบวง
มหาวิทยาลัย
- มาตรา 8
ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 5
มหาวิทยาลัยจะรับ
สถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้
และ มีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จ
การศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้
- การรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือ
สถาบันวิจัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และให้ทำเป็นประกาศ
ทบวงมหาวิทยาลัย
|
|
- การควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบใน
มหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 9*
นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน
มหาวิทยาลัยอาจมีรายได้ ดังนี้
- (1) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม
ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัย
- (2)
เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
- (3)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุซึ่ง
มหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล
หรือใช้ประโยชน์
- (4) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ
- ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครอง
ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และ
จัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมาย
ว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น
- รายได้ของมหาวิทยาลัยรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการ
ตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง
ตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
เว้นแต่
เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา
และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อ
ทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ
- *[มาตรา 9
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
- มาตรา 9 ทวิ*
บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมี
ผู้อุทิศให้หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของมหาวิทยาลัย
ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ
และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
- *[มาตรา 9 ทวิ
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
|
|
- มาตรา 10
บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจะต้อง
จัดการเพื่อประโยชน์ภายในขอบวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา
5
- เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัยจะต้องจัดการตาม
เงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้
และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
หมวด 2
การดำเนินการ
________
- มาตรา 11 ให้มีสภามหาวิทยาลัย
ประกอบด้วย
- (1) นายกสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง
- (2)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง
ได้แก่ อธิการบดี
ประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัย
และประธานกรรมการส่งเสริมกิจการ
มหาวิทยาลัย
- (3)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสามคน
ซึ่งเลือกจากผู้ดำรง
ตำแหน่งคณบดี
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
และผู้อำนวยการศูนย์
หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่าคณะ
- (4)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสองคน
ซึ่งเลือกจากผู้ดำรง
ตำแหน่งทางวิชาการตั้งแต่รองศาสตราจารย์ขึ้นไป
- (5)
กรรมการและเลขานุการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งคน
ซึ่ง
อธิการบดีเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี
- (6)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเจ็ดคน
ซึ่งทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย
|
|
- ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
คนหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย
และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทำ
หน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัยเมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติ
หน้าที่ได้
หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
- หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา
และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายก
สภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไป
ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และให้ทำเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย
- มาตรา 12
การเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
11 (3) ให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการ
สำนัก ผู้อำนวยการศูนย์
และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่าคณะเป็นผู้เลือก
ส่วนการเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 11 (4)
ให้คณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยเป็นผู้เลือก
- คุณสมบัติของผู้รับเลือก
ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการ
สภามหาวิทยาลัยตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และ
ให้ทำเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย
- มาตรา 13
นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ตามมาตรา 11 (3) (4) (5) และ (6)
มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี
แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง
นายกสภา
มหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
11 (3) (4) (5) และ (6) พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
|
|
- (3) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ถอดถอน เพราะขาด
คุณสมบัติของการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
- (4)
ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยใน
ประเภทนั้น
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 11 (3) (4) (5) และ (6)
พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
แต่งตั้งหรือได้รับเลือกอยู่ในตำแหน่ง
เพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจาก
ตำแหน่งตามวาระ
แต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้งนายกสภา
มหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือยังมิได้เลือก
กรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่
ให้นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการ
สภามหาวิทยาลัยซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือได้มีการเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่แล้ว
- ในกรณีที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกตามมาตรา
11 (3) (4) และ (5)
พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน
สภามหาวิทยาลัย
จะไม่เลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
- มาตรา 14
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการ
ทั่วไปของมหาวิทยาลัย
และโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
- (1)
วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัย การ
ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
|
|
- (2)
วางระเบียบและออกข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และอาจมอบให้
ส่วนราชการใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้วางระเบียบและออกข้อบังคับสำหรับ
ส่วนราชการนั้นเป็นเรื่อง ๆ
ไปก็ได้
- (3) อนุมัติให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา
และ ประกาศนียบัตร
- (4) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกบัณฑิตวิทยาลัย
คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก
และศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี
ฐานะเทียบเท่าคณะ
รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของหน่วยงานดังกล่าว
- (5)
อนุมัติการรับสถาบันการศึกษาชั้นสูงและสถาบันวิจัยเข้าสมทบ
หรือการยกเลิกการสมทบ
- (6)
พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับ
มาตรฐานที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด
- (7)
พิจารณาเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง และ
พิจารณาถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรง
คุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์
และศาสตราจารย์พิเศษ
- (8)
แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์
หรือหัวหน้าหน่วยงาน
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รอง
ศาสตราจารย์พิเศษ
และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
- (9)
อนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย
- (10)
วางระเบียบและออกข้อบังคับต่าง
ๆ เกี่ยวกับการเงินและ
ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
- (11)
แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็น
ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด
หรือเพื่อมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด
อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย
|
|
- (12)
พิจารณาและให้ความเห็นชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของ
มหาวิทยาลัยตามที่อธิการบดีเสนอ
และอาจมอบหมายให้อธิการบดีดำเนินการ
อย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยก็ได้
- (13)
พิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติในเรื่องอื่น
ๆ ที่เกี่ยวกับ
กิจการของมหาวิทยาลัยซึ่งมิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ
- มาตรา 15
การประชุมของสภามหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 16
ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยขึ้นคณะหนึ่ง
ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยผู้ทรง
คุณวุฒิจำนวนหนึ่งซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง
- คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษา
แก่มหาวิทยาลัย
และสนับสนุนการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย
- จำนวนและคุณสมบัติของกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
วาระ การดำรงตำแหน่ง
การพ้นจากตำแหน่ง
ตลอดจนการประชุม ให้เป็นไปตาม
ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 17
ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหาร
งานของมหาวิทยาลัย
และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี
หรือ
จะมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี
เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่
อธิการบดีมอบหมายก็ได้
- จำนวนรองอธิการบดีตามวรรคหนึ่งให้มีจำนวนไม่เกินเจ็ดคน
- เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชา
ให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี
และ รองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดินและกฎหมายอื่น
|
|
- มาตรา 18*
อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
แต่งตั้งจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
19
- อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อ
กันมิได้
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสอง
อธิการบดีพ้น จากตำแหน่ง เมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง
- (4)
กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- (5)
ถูกให้ออกจากราชการเพราะเหตุมีมลทินหรือมัวหมอง
ในกรณี
ที่ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
- รองอธิการบดี
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดี
จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
19
- ผู้ช่วยอธิการบดี
ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตาม
มาตรา 19
- เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี
พ้นจากตำแหน่งด้วย
- *[มาตรา 18 วรรคสี่ และวรรคห้า
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
- มาตรา 19* อธิการบดี รองอธิการบดี
และผู้ช่วยอธิการบดีต้องมี
คุณสมบัติได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน
อุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือ
|