ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2540
เป็นปีที่ 52 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุดลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย
คำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
"พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540"
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2540/51ก/24/1 ตุลาคม 2540]
- มาตรา 3 บรรดาบทกฎหมาย กฎ
และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติ
ไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้ พระราชบัญญัตินี้แทน
- มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
- "มหาวิทยาลัย" หมายความว่า
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
- "สภามหาวิทยาลัย" หมายความว่า
สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย
|
|
- "สภาวิชาการ" หมายความว่า
สภาวิชาการมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
- "วิทยาเขต" หมายความว่า
เขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีคณะ
สถาบัน สำนัก ศูนย์ วิทยาลัย
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
คณะ สถาบัน สำนัก ศูนย์
หรือวิทยาลัย
ตั้งแต่สองส่วนงานขึ้นไปตั้งอยู่ในเขตนั้น
ตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
- "รัฐมนตรี" หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
- มาตรา 5
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตาม
พระราชบัญญัตินี้
หมวด 1
การจัดตั้ง วัตถุประสงค์
และอำนาจหน้าที่
_______
- มาตรา 6
ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมหาวิทยาลัยหนึ่งเรียกว่า
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
และเป็นนิติบุคคล
- ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาและวิจัย
มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา
วิจัย ส่งเสริม
และให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณร
และคฤหัสถ์
รวมทั้งการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- มาตรา 7
ให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ
- มาตรา 8
มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนงานดังนี้
- (1) สำนักงานอธิการบดี
- (2) สำนักงานวิทยาเขต
- (3) บัณฑิตวิทยาลัย
- (4) คณะ
- (5) สถาบัน
- (6) สำนัก
- (7) ศูนย์
- (8) วิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยอาจให้มีหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
คณะ สถาบัน สำนัก ศูนย์
หรือวิทยาลัย
เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ระบุ
ไว้ในมาตรา 6
เป็นส่วนงานในมหาวิทยาลัยอีกได้
- สำนักงานอธิการบดีและสำนักงานวิทยาเขต
อาจแบ่งส่วนงานเป็นกอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
|
|
- บัณฑิตวิทยาลัย
อาจแบ่งส่วนงานเป็นสำนักงานคณบดี
กอง หรือ
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
- คณะ
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
อาจแบ่ง
ส่วนงานเป็นสำนักงานคณบดี
ภาควิชา กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี
ฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง
- สถาบัน สำนัก ศูนย์ วิทยาลัย
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่าสถาบัน สำนัก ศูนย์
หรือวิทยาลัย
อาจแบ่งส่วนงานเป็นสำนักงานบริหาร
กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
- มาตรา 9 การจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกสำนักงานวิทยาเขต
บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สถาบัน สำนัก
ศูนย์ วิทยาลัย
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
สถาบัน สำนัก ศูนย์ หรือวิทยาลัย
ให้ทำเป็น
ข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- การแบ่งส่วนงานเป็นกอง
สำนักงานคณบดี ภาควิชา
สำนักงานบริหาร
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าส่วนงานดังกล่าว
ให้ทำเป็น
ประกาศของมหาวิทยาลัยโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- มาตรา 10
ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 6
มหาวิทยาลัยจะ
รับสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยด้านพระพุทธศาสนาเข้าสมทบใน
มหาวิทยาลัยก็ได้
และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นใด
ชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยด้าน
พระพุทธศาสนานั้นได้
- การรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตาม
ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยโดยประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา
- การควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยด้านพระพุทธศาสนา
ที่รับเข้าสมทบตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 11
กิจการของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วย
การคุ้มครองแรงงาน
กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
และกฎหมายว่าด้วยการ
ประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
แต่ผู้ปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัยต้อง
ได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง
แรงงาน
กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
- ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจค้ำประกันหนี้เงินกู้
หรือหนี้ใด ๆ ของ
มหาวิทยาลัยได้เสมือนมหาวิทยาลัยเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการ
ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการค้ำประกัน
|
|
มาตรา 12
มหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่กระทำการต่าง
ๆ
ภายในวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา
6 และอำนาจหน้าที่เช่นว่านี้
ให้รวมถึง (1) ซื้อ สร้าง จัดหา โอน
รับโอน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ
ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน
ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง
หรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ
ในทรัพย์สิน
และจำหน่ายสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร
ตลอดจนรับทรัพย์สินที่มีผู้อุดหนุนหรืออุทิศให้
การจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยให้กระทำ
ได้เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาตามมาตรา
13 วรรคสาม ซึ่งมีวัตถุประสงค์
ให้จำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนได้ (2)
รับค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง
ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ
และค่าบริการ
ในการให้บริการภายในอำนาจและหน้าที่ของมหาวิทยาลัย
รวมทั้งทำความตกลง
และกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าตอบแทนและค่าบริการนั้น
(3)
ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของเอกชนใน
กิจการที่เกี่ยวกับการสอน
การวิจัย
การให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนา
แก่สังคม
และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (4)
กู้ยืมเงิน ให้กู้ยืมเงิน
โดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สินหรือ
ลงทุน ทั้งนี้
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยที่
กำหนดในมาตรา 6 (5)
ร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ
ในกิจการที่เกี่ยวกับการสอน
การวิจัย
การให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนา
แก่สังคม
และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (6)
จัดให้มีทุนการศึกษาและทุนการวิจัยในสาขาวิชาต่าง
ๆ
- มาตรา 13
รายได้ของมหาวิทยาลัยมีดังนี้
- (1)
เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี
- (2)
เงินอุดหนุนและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
- (3) เงินอุดหนุนจากศาสนสมบัติกลาง
เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม
ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ
และค่าบริการต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัย
- (4)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการลงทุนและจากทรัพย์สินของ
มหาวิทยาลัย
- (5)
รายได้หรือผลประโยชน์อย่างอื่น
เงินอุดหนุนทั่วไปตาม (1) นั้น
รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่มหาวิทยาลัย
โดยตรง
โดยการเสนอแนะของกระทรวงศึกษาธิการ
เป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับ
ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยที่กำหนดใน
มาตรา 6
|
|
- ให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งมหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศให้
หรือซื้อด้วยเงิน
รายได้ของมหาวิทยาลัย
หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
เป็นกรรมสิทธิ์ ของมหาวิทยาลัย
- ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครอง
ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหา
ประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
- รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตาม
กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
- ในกรณีรายได้มีจำนวนไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
ของมหาวิทยาลัยและค่าภาระต่าง ๆ
ที่เหมาะสม
และมหาวิทยาลัยไม่สามารถ
หาเงินจากแหล่งอื่นได้
รัฐบาลพึงจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่มหาวิทยาลัย
เท่าจำนวนที่จำเป็น
- มาตรา 14
ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการ
บังคับคดี
และบุคคลใดจะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับมหาวิทยาลัยในเรื่อง
ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยมิได้
- มาตรา 15
บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจะต้องจัดการ
เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามที่กำหนดในมาตรา
6 หรือตามวัตถุ
ประสงค์ซึ่งผู้อุทิศทรัพย์สินให้แก่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้
- มาตรา 16 ภายใต้บังคับของมาตรา 12 (1)
กรรมสิทธิ์ใน
อสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยจะจำหน่ายหรือโอนได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ
หมวด 2
การดำเนินการ
_____
- มาตรา 17
ให้มีสภามหาวิทยาลัยประกอบด้วย
- (1) นายกสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งจาก
พระเถระ
- (2)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง
ได้แก่ อธิการบดี
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย
อธิบดีกรมการศาสนา
ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
- (3)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนเจ็ดรูป
ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช
ทรงแต่งตั้งจากพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีหรือคณบดี
โดยคำแนะนำ
ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง
|
|
- (4)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่น้อยกว่าหกรูป
หรือคน แต่ไม่เกินแปดรูปหรือคน
ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งจากพระภิกษุ
หรือคฤหัสถ์
โดยคำแนะนำของกรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง
และ
ในจำนวนนี้จะต้องเป็นพระภิกษุไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
- ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งเป็น
พระภิกษุรูปหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย
และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัย
ทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัยเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
- ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีซึ่งเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งเป็น
เลขานุการสภามหาวิทยาลัยโดยคำแนะนำของอธิการบดี
- มาตรา 18
นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ตามมาตรา 17 (3) และ (4)
มีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี
แต่สมเด็จ
พระสังฆราชจะทรงแต่งตั้งใหม่อีกได้
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง
นายกสภา
มหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
17 (3) และ (4) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (1) มรณภาพหรือตาย
- (2) ลาออก
- (3) พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
- (4) สมเด็จพระสังฆราชทรงถอดถอน
- (5)
ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยใน
ประเภทนั้น
- (6)
ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่ในความผิด
อันได้กระทำโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ
- (7) เป็นบุคคลล้มละลาย
- (8)
เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 17 (3) และ (4)
พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
และสมเด็จพระสังฆราช
ทรงแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้ที่ได้ทรงแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเพียง
เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
- ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้น
ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ
สภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 17 (3) และ (4)
พ้นจากตำแหน่งตามวาระ
แต่ยังมิได้ทรงแต่งตั้ง
นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยขึ้นใหม่
ให้นายกสภา
|
|
| มหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
จนกว่าจะได้ทรงแต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ขึ้นใหม่ มาตรา 19
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการ
ทั่วไปของมหาวิทยาลัย
และโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
(1)
วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัย การ
ให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนาแก่สังคม
และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (2)
วางระเบียบ ออกข้อบังคับ
ข้อกำหนด และประกาศของ
มหาวิทยาลัย
และอาจมอบหมายให้ส่วนงานใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้วางระเบียบ
และออกประกาศสำหรับส่วนงานดังกล่าวก็ได้
(3) อนุมัติให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา
และ ประกาศนียบัตร (4)
อนุมัติการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกสำนักงานวิทยาเขต
บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สถาบัน สำนัก
ศูนย์ วิทยาลัย
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
สถาบัน สำนัก ศูนย์ หรือวิทยาลัย
รวมทั้งการ
แบ่งส่วนงานของหน่วยงานดังกล่าว
(5) อนุมัติการรับเข้าสมทบ
หรือการยกเลิกการสมทบของสถาบัน
การศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยด้านพระพุทธศาสนา
(6)
อนุมัติการเปิดสอนและหลักสูตรการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา
ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย
รวมทั้งการยุบ รวม
และยกเลิกหลักสูตรและ สาขาวิชา (7)
พิจารณาดำเนินการเพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง
และ พิจารณาถอดถอนอธิการบดี (8)
พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้ง
และพิจารณาถอดถอนศาสตราจารย์
และศาสตราจารย์พิเศษ (9)
แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี
ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี
ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบัน
สำนัก ศูนย์ หรือวิทยาลัย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ
รองศาสตราจารย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์
(10)
ออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย
เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่ง
การกำหนดอัตราเงินเดือน
เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน
ค่าจ้าง
สวัสดิการและประโยชน์อย่างอื่น
การบรรจุและแต่งตั้ง
การรับเงินเดือน
เงินประจำตำแหน่ง
ค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง
การออกจากงาน การรักษาวินัย
การดำเนินการทางวินัย
การร้องทุกข์
และการอุทธรณ์การลงโทษ
ของคณาจารย์
เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง |
|
- (11)
กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการจัดหารายได้
ออกข้อบังคับและวาง ระเบียบต่าง
ๆ
เกี่ยวกับการบริหารงานการเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
- (12)
อนุมัติงบประมาณรายจ่ายของมหาวิทยาลัย
- (13) แต่งตั้งคณะกรรมการ
คณะอนุกรรมการ
หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
เพื่อกระทำการใด ๆ
อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย
- (14)
ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของอธิการบดี
รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
คณะ สถาบัน สำนัก ศูนย์
หรือวิทยาลัย
- (15)
ปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยที่มิได้ระบุให้เป็น
หน้าที่ของผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ
- มาตรา 20
ให้มีสภาวิชาการประกอบด้วย
- (1) ประธานสภาวิชาการ ได้แก่
อธิการบดี
- (2) กรรมการสภาวิชาการโดยตำแหน่ง
ได้แก่ รองอธิการบดีที่เป็น
พระภิกษุ คณบดี
ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
สถาบัน สำนัก ศูนย์ หรือวิทยาลัย
และศาสตราจารย์
- (3) กรรมการสภาวิชาการ
ซึ่งคณาจารย์ประจำเลือกจากคณาจารย์
ประจำคณะ คณะละสามคน
- คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการสภาวิชาการตาม
(3)
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- ให้สภาวิชาการแต่งตั้งรองอธิการบดีซึ่งเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นเลขานุการ
สภาวิชาการโดยคำแนะนำของอธิการบดี
มาตรา 21
กรรมการสภาวิชาการตามมาตรา 20 (3)
มีวาระ การดำรงตำแหน่งสองปี
แต่อาจได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอีกได้
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง
กรรมการ สภาวิชาการตามมาตรา 20 (3)
พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (1) มรณภาพหรือตาย
- (2) ลาออก
- (3)
ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภาวิชาการในประเภทนั้น
|
|
- ในกรณีที่กรรมการสภาวิชาการตามมาตรา
20 (3) พ้นจากตำแหน่ง ก่อนวาระ
และได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้ที่ได้รับเลือกนั้นอยู่ใน
ตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
- ในกรณีที่กรรมการสภาวิชาการตามมาตรา
20 (3) พ้นจากตำแหน่ง ตามวาระ
แต่ยังมิได้เลือกกรรมการสภาวิชาการขึ้นใหม่
ให้กรรมการสภา วิชาการ
ซึ่งพ้นจากตำแหน่งนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มีการเลือกกรรมการ
สภาวิชาการขึ้นใหม่
- มาตรา 22
สภาวิชาการมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
- (1) พิจารณากำหนดหลักสูตร การสอน
และการวัดผลการศึกษา
- (2) เสนอการให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา
และ ประกาศนียบัตร
- (3) เสนอการจัดตั้ง ยุบ รวม
และเลิกสำนักงานวิทยาเขต
บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สถาบัน สำนัก
ศูนย์ วิทยาลัย
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
สถาบัน สำนัก ศูนย์ หรือวิทยาลัย
รวมทั้ง
การแบ่งส่วนงานในหน่วยงานดังกล่าว
- (4)
ควบคุมดูแลการจัดการศึกษาวิชาการพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามพระบาลีในพระไตรปิฎก
- (5)
พิจารณาการรับสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยด้านพระพุทธ
ศาสนาเข้าสมทบในมหาวิทยาลัย
- (6)
พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งและถอดถอน
ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ
รองศาสตราจารย์
และผู้ช่วยศาสตราจารย์
ต่อสภามหาวิทยาลัย
- (7)
พิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งรองศาสตราจารย์พิเศษ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
และอาจารย์พิเศษ
- (8)
พิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งหัวหน้าภาควิชา
และหัวหน้า
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
- (9)
จัดหาวิธีการอันจะทำให้การศึกษา
การวิจัย การให้บริการทาง
วิชาการพระพุทธศาสนาแก่สังคม
และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเจริญยิ่งขึ้น
- (10)
พิจารณาให้ความเห็นแก่สภามหาวิทยาลัยในเรื่องเกี่ยวกับ
วิชาการพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัย
- (11) แต่งตั้งคณะกรรมการ
คณะอนุกรรมการ
หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
เพื่อกระทำการใด ๆ
อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาวิชาการ
- (12)
ให้คำปรึกษาแก่อธิการบดีและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัย
หรืออธิการบดีมอบหมาย
|
|
มาตรา 23
การประชุมของสภามหาวิทยาลัยและสภาวิชาการ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 24
ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด
และรับผิดชอบการ
บริหารงานของมหาวิทยาลัย
และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดีหรือ
จะมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
ก็ได้
เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมาย
- มาตรา 25 อธิการบดีนั้น
สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งจาก
พระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
26 โดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย
- อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และสมเด็จพระสังฆราชจะทรง
แต่งตั้งใหม่อีกได้
- รองอธิการบดี
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดี
จากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 26
และให้มีรองอธิการบดีเป็นคฤหัสถ์อย่างน้อยหนึ่งคน
- ผู้ช่วยอธิการบดี
ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
34
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (1) มรณภาพ
- (2) ลาออก
- (3) พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
- (4)
สมเด็จพระสังฆราชทรงถอดถอนโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย
- เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี
พ้นจากตำแหน่งด้วย
- มาตรา 26
อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติได้รับปริญญา
ชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหา
วิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในมหาวิทยาลัย
หรือ
ในสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
หรือมีประสบการณ์ด้านการ
บริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
- มาตรา 27
อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
- (1)
บริหารงานของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย
กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกำหนด
รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
- (2) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน
พัสดุ
สถานที่และทรัพย์สินอื่นของ
มหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับ
และข้อกำหนดของ มหาวิทยาลัย
- (3)
ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการนิสิต
- (4) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอนอาจารย์
เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง รวมทั้ง
ดำเนินการบริหารงานบุคคลตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
|