|
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2537
เป็นปีที่ 49 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
"พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
มหาสารคาม พ.ศ. 2537"
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2537/54ก/1/8 ธันวาคม 2537]
|
|
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
"มหาวิทยาลัย" หมายความว่า
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
"สภามหาวิทยาลัย" หมายความว่า
สภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม
"วิทยาเขต" หมายความว่า
เขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีคณะ
สถาบัน สำนัก วิทยาลัย ศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
คณะ
ตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปตั้งอยู่ในเขตนั้น
ตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
"สภาคณาจารย์" หมายความว่า
สภาคณาจารย์มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม
- มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตาม
พระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
- ประกาศนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บ้งคับได้
หมวด 1
บททั่วไป
_________
- มาตรา 5
ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมหาวิทยาลัยหนึ่งเรียกว่า
"มหาวิทยาลัยมหาสารคาม"
เป็นสถานศึกษาและวิจัย
มีวัตถุประสงค์ให้การ ศึกษา
ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง
ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการ
ทางวิชาการแก่สังคมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- ให้มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล
มีฐานะเป็นกรมในทบวงมหาวิทยาลัย
- มาตรา 6
มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการ
ดังนี้
- (1) สำนักงานอธิการบดี
- (2) สำนักงานวิทยาเขต
- (3) บัณฑิตวิทยาลัย
|
|
(4) คณะ (5) สถาบัน (6) สำนัก
มหาวิทยาลัยอาจให้มีวิทยาลัย
ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา
5 เป็นส่วน
ราชการในมหาวิทยาลัยอีกได้
สำนักงานอธิการบดี
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นกอง
หรือหน่วยงานที่
เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
คณะและวิทยาลัย
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
ภาควิชา กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
หรือกอง บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน
สำนัก ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
กอง หรือ
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
สำนักงานเลขานุการ กอง
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่ากอง
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนก
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าแผนก
- มาตรา 7 การจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกสำนักงานวิทยาเขต
บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สถาบัน สำนัก
วิทยาลัย และศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- การแบ่งส่วนราชการเป็นภาควิชา
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่าภาควิชา
สำนักงานเลขานุการ กอง และแผนก
หรือหน่วยงานที่เรียก
ชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองหรือแผนก
ให้ทำเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย
|
|
มาตรา 8
ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 5
มหาวิทยาลัยจะรับ
สถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้
และมี อำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการ
ศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้
การรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือ
สถาบันวิจัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและให้ทำเป็นประกาศ
ทบวงมหาวิทยาลัย
การควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบใน
มหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 9
นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน
มหาวิทยาลัยอาจมีรายได้ ดังนี้
- (1) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม
ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัย
- (2)
เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
- (3)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุ
ซึ่งมหาวิทยาลัยปกครองดูแลหรือใช้ประโยชน์
- (4) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ
- ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครอง
ดูแล บำรุงรักษา ใช้และ
จัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมาย
ว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น
- รายได้ของมหาวิทยาลัยรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการตาม
วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตาม
กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
เว้นแต่เบี้ยปรับ
ที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษาและเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อทรัพย์สิน
หรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ
|
|
มาตรา 10*
บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศ
ให้หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของมหาวิทยาลัยไม่ถือเป็น
ที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
*[มาตรา 10
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
- มาตรา 11
บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจะต้อง
จัดการ
เพื่อประโยชน์ภายในขอบวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา
5
- เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัยจะต้องจัดการตาม
เงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
หมวด 2
การดำเนินการ
___________
- มาตรา 12 ให้มีสภามหาวิทยาลัย
ประกอบด้วย
- (1) นายกสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง
- (2)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง
ได้แก่ อธิการบดี
ประธานสภาคณาจารย์และประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
- (3)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนแปดคน
ซึ่งเลือกจากผู้ดำรง
ตำแหน่งรองอธิการบดี คณบดี
ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการวิทยาลัยและผู้อำนวยการศูนย์หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
- (4)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนแปดคน
ซึ่งเลือกตั้งจาก
คณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม
(3) จำนวน หกคน
และเลือกตั้งจากข้าราชการของมหาวิทยาลัยจำนวนสองคน
|
|
(5)
กรรมการและเลขานุการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งคน
ซึ่งอธิการบดีเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี
(6)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบสี่คน
ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย
ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
คนหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย
และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัย
ทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย
เมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติ
หน้าที่ได้
หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา
และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายก
สภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
ตลอดจนคุณสมบัติ ของผู้รับเลือก
ผู้เลือก
และวิธีการเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
(3) และ (4)
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และให้ทำเป็นประกาศ
ทบวงมหาวิทยาลัย
- มาตรา 13
นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ตามมาตรา 12 (3)(4)(5) และ(6)
มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี
แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้ง
หรืออาจได้รับเลือกหรือได้รับ
เลือกตั้งใหม่อีกได้
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระในวรรคหนึ่ง
นายกสภา
มหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
12 (3) (4) (5) และ (6) พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ถอดถอน เพราะขาด
คุณสมบัติของการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
- (4)
ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น
|
|
ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 12 (3) (4) (5) และ (6)
พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ
และได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้ง
หรือได้มีการเลือกหรือเลือกตั้งผู้ดำรง
ตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง หรือได้รับเลือก
หรือได้รับเลือกตั้งอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจาก
ตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้งนายกสภา มหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือยังมิได้เลือก
หรือเลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่
ให้นายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะ
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภา
มหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือได้มีการเลือกหรือเลือกตั้งกรรมการสภา
มหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่แล้ว
ในกรณีที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกหรือเลือกตั้งตาม
มาตรา 12 (3) (4) และ (5)
พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกิน
เก้าสิบวัน
สภามหาวิทยาลัยจะไม่เลือกหรือเลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
- มาตรา 14
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการ
ทั่วไปของมหาวิทยาลัยและโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่
ดังนี้
- (1)
วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัย
การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- (2)
วางระเบียบและออกข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และอาจมอบให้
ส่วนราชการใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้วางระเบียบและออกข้อบังคับสำหรับส่วน
ราชการนั้นเป็นเรื่อง ๆ ไปก็ได้
- (3) อนุมัติให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา
และ ประกาศนียบัตร
|
|
| (4) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกสำนักงานวิทยาเขต
บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สถาบัน สำนัก
วิทยาลัย และศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียก
ชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะรวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของหน่วยงาน
ดังกล่าว (5)
อนุมติการรับสถาบันการศึกษาชั้นสูงและสถาบันวิจัยเข้าสมทบ
หรือการยกเลิกการสมทบ (6)
พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับ
มาตรฐานที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด
(7)
พิจารณาเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง และ
พิจารณาถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
อธิการบดี ศาสตราจารย์
และศาสตราจารย์พิเศษ (8)
แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้า
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ
รองศาตราจารย์พิเศษ
ผู้ช่วยศาตราจารย์พิเศษ
และอาจารย์พิเศษ (9)
แต่งตั้งและถอดถอนประธานกรรมการหรือกรรมการส่งเสริม
กิจการมหาวิทยาลัย (10)
อนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย
(11)
วางระเบียบและออกข้อบังคับต่าง
ๆ เกี่ยวกับการเงินและ
ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย (12)
แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นใน
เรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือเพื่อมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ใน
อำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย
(13)
พิจารณาและให้ความเห็นชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของ
มหาวิทยาลัยตามที่อธิการบดีเสนอ
และอาจมอบหมายให้อธิการบดีดำเนินการ
อย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยก็ได้
|
|
(14)
พิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติในเรื่องอื่น
ๆ ที่เกี่ยวกับ
กิจการของมหาวิทยาลัยซึ่งมิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ
- มาตรา 15
การประชุมของสภามหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 16
ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยขึ้น
คณะหนึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการ
และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่ง
ซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง
- คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและ
ข้อแนะนำแก่มหาวิทยาลัยและสนับสนุนการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย
- จำนวนและคุณสมบัติของกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
วาระการดำรงตำแหน่ง
การพ้นจากตำแหน่ง
ตลอดจนการประชุม ให้เป็นไป
ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 17
ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหาร
งานของมหาวิทยาลัยและอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี
หรือจะมีทั้ง
รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี
เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดี
มอบหมายก็ได้
- เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชาให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี
และ
รองอธิการบดีเป็นรองอธิบดีตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
และกฎหมายอื่น
- มาตรา 18
อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง
โดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
19
|
|
อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อ
กันมิได้
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสอง
อธิการบดี พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1)
ตาย (2) ลาออก (3)
ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง (4)
กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(5)
ถูกให้ออกจากราชการเพราะเหตุมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูก
สอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
รองอธิการบดี
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดี
จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
19 และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนใน
มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยอธิการบดี
ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตาม
มาตรา 19
และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่งให้รองอธิการบดี
และผู้ช่วยอธิการบดีพ้น
จากตำแหน่งด้วย
- มาตรา 19 อธิการบดี รองอธิการบดี
และผู้ช่วยอธิการบดี ต้องมี
คุณสมบัติดังนี้ คือ
- (1)
ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา
อื่นที่สภามหาวิทยารับรอง
และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหาร
มาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัย
รับรอง หรือ
|