ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2530
เป็นปีที่ 42 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยศิลปากร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดย
คำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
"พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
ศิลปากร พ.ศ. 2530"
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2530/277/1พ/31 ธันวาคม 2530]
|
|
มาตรา 3 ให้ยกเลิก (1)
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร
พ.ศ. 2511 (2) ประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ 181 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2515
บรรดากฎหมาย กฎ
และข้อบังคับอื่นที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
- มาตรา 4
ให้มหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ
มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2511
เป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรตามพระราช
บัญญัตินี้ และเป็นนิติบุคคล
- มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้
- "มหาวิทยาลัย" หมายความว่า
มหาวิทยาลัยศิลปากร
- "สภามหาวิทยาลัย" หมายความว่า
สภามหาวิทยาลัยศิลปากร
- "วิทยาเขต" หมายความว่า
เขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มี
คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่าคณะ
ตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปตั้งอยู่ในเขตนั้น
|
|
| มาตรา 6
ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตาม
พระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ประกาศนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด 1
บททั่วไป
_____
- มาตรา 7
ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาและวิจัย
มีวัตถุประสงค์
ให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง
ทำการสอน ทำการวิจัย ให้
บริการทางวิชาการแก่สังคมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- มาตรา 8
มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการ
ดังนี้
- (1) สำนักงานอธิการบดี
- (2) วิทยาเขต
- (3) บัณฑิตวิทยาลัย
- (4) คณะ
- (5) วิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยอาจให้มีสถาบัน
สำนัก ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา
7
เป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยอีกได้
- สำนักงานอธิการบดี
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นกอง
หรือหน่วยงาน
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
- คณะ และวิทยาลัย
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
ภาควิชา กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
หรือกอง
- บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน สำนัก
ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
|
|
สำนักงานเลขานุการ กอง
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่ากองอาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนก
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าแผนก
- มาตรา 9 การจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกวิทยาเขต บัณฑิต
วิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน
สำนัก และศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- การแบ่งส่วนราชการเป็นภาควิชา
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี
ฐานะเทียบเท่าภาควิชา
สำนักงานเลขานุการ กอง และแผนก
หรือหน่วยงาน
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองหรือแผนก
ให้ทำเป็นประกาศทบวง
มหาวิทยาลัย
- มาตรา 10
ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 7
มหาวิทยาลัยจะรับ
สถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้
และ มีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จ
การศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้
- การรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันการศึกษาชั้นสูง
หรือสถาบันวิจัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
โดยทำเป็น
ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย
- การควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบ
ในมหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 11*
นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน
มหาวิทยาลัยอาจมีรายได้ ดังนี้
- (1) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม
ค่าปรับ และค่าบริการ ต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัย
|
|
(2)
เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
(3)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุ
ซึ่งมหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล
หรือใช้ประโยชน์ (4)
รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ
ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครอง
ดูแล บำรุงรักษา ใช้และ
จัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมาย
ว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น
รายได้ของมหาวิทยาลัยรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการ
ตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง
ตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
เว้นแต่
เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา
และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญา
ซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ
*[มาตรา 11
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541]
- มาตรา 11 ทวิ*
บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมี
ผู้อุทิศให้หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของมหาวิทยาลัย
ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ
และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
- *[มาตรา 11 ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541]
- มาตรา 12
บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจะต้อง
จัดการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยดังระบุไว้ในมาตรา
7 หรือ
ตามวัตถุประสงค์ซึ่งผู้อุทิศทรัพย์สินให้แก่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้
|
|
หมวด 2
การดำเนินงาน
_______
มาตรา 13 ให้มีสภามหาวิทยาลัย
ประกอบด้วย (1) นายกสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง (2)
อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ได้แก่
อธิการบดีโดยตำแหน่ง (3)
ประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัย
และประธานกรรมการ
ส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง (4)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบห้าคน
ซึ่ง จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกโดยคำแนะนำ
ของอธิการบดีและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
(5) และ (6) (5)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนเก้าคน
ซึ่งเลือกตั้งจาก
ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการ สถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์และหัวหน้าหน่วยงานที่
เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(6)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนเก้าคน
ซึ่งเลือกตั้งจาก
คณาจารย์ประจำผู้ได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า
5 ปี
คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
และกรรมการ สภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
สภามหาวิทยาลัยโดยคำแนะนำของอธิการบดี
- มาตรา 14
การเลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 13 (5)
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการ วิทยาลัย
ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์ และ
|
|
หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
เป็นผู้เลือกตั้ง
ส่วนการเลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
13 (6) ให้
คณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยเป็นผู้เลือกตั้ง
คุณสมบัติของผู้รับเลือกตั้ง
ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง
กรรมการสภามหาวิทยาลัยตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ
มหาวิทยาลัย
- มาตรา 15 นายกสภามหาวิทยาลัย
กรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 13 (4)
และกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 13 (5) และ (6)
มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี
แต่จะทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกตั้งใหม่อีกได้
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง
นายกสภา
มหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
13 (4) (5) และ (6) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3)
ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น
- (4) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ถอดถอนเพราะขาด
คุณสมบัติของการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
|
|
ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 13 (4) (5) และ (6)
พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
และได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
แต่งตั้งหรือได้รับเลือกตั้งอยู่ในตำแหน่ง
เพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย พ้น
จากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้งนายก สภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือยังมิได้
เลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่
ให้นายกสภามหาวิทยาลัยหรือ
กรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการ
สภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือได้มีการเลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย
อื่นขึ้นใหม่แล้ว
- มาตรา 16
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการ
ทั่วไปของมหาวิทยาลัย
และโดยเฉพาะมีอำนาจและหน้าที่
ดังนี้
- (1)
วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัย
การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- (2)
วางระเบียบและออกข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและอาจมอบให้
ส่วนราชการใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้วางระเบียบและออกข้อบังคับสำหรับ
ส่วนราชการนั้นเป็นเรื่อง ๆ
ไปก็ได้
- (3) อนุมัติให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา
และ ประกาศนียบัตร
- (4) เสนอการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกวิทยาเขต บัณฑิต
วิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน
สำนักและศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะรวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของหน่วยงาน
ดังกล่าว
- (5)
อนุมัติการรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบ
ซึ่งสถาบันการศึกษา
ชั้นสูงและสถาบันวิจัย
- (6)
พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับ
มาตรฐานที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด
|
|
(7)
พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง
และพิจารณาถอดถอนอธิการบดี (8)
แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์หรือหัวหน้าหน่วยงาน
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
และหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้า
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
(9)
พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง
และพิจารณาถอดถอนศาสตราจารย์และศาสตราจารย์พิเศษ
(10)
แต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ
(11)
วางระเบียบและออกข้อบังคับต่าง
ๆ เกี่ยวกับการเงินและ
ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย (12)
อนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย
(13)
แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นใน
เรื่องหนึ่งเรื่องใด
หรือเพื่อมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด
อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย
(14)
ปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยที่มิได้ระบุให้
เป็นหน้าที่ของผู้ใด
- มาตรา 17
การประชุมของสภามหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตาม
ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 18
มหาวิทยาลัยอาจให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการ
มหาวิทยาลัยขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการ
และกรรมการ
อีกจำนวนหนึ่งซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง
- คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
มีหน้าที่ให้คำแนะนำ
ปรึกษาแก่มหาวิทยาลัยและสนับสนุนการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย
|
|
จำนวนและคุณสมบัติของกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
วาระในการดำรงตำแหน่ง
การพ้นจากตำแหน่ง
ตลอดจนการประชุม
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 19
ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการ
บริหารงานของมหาวิทยาลัย
และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี
หรือมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้
เพื่อ
ทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมาย
- เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชาให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี
และรองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดินและกฎหมายอื่น
- มาตรา 20
อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากบุคคลที่มีคุณสมบัติตาม
มาตรา 21
- อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระ
ติดต่อกันมิได้
- สำหรับรองอธิการบดี
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำ
ของอธิการบดีจากบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา
21
- สำหรับผู้ช่วยอธิการบดี
ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลที่มี
คุณสมบัติตามมาตรา 21
- เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี
พ้นจากตำแหน่งด้วย
|