ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2521
เป็นปีที่ 33 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้
โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
สุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2521
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2521/99/1พ/21 กันยายน 2521]
|
|
- มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
- "มหาวิทยาลัย" หมายถึง
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- "สภามหาวิทยาลัย" หมายถึง
สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- "สภาวิชาการ" หมายถึง
สภาวิชาการมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตาม
พระราชบัญญัตินี้
หมวด 1
บททั่วไป
_____
- มาตรา 5
ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมหาวิทยาลัยหนึ่ง
เรียกว่า
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
เป็นสถาบันการศึกษาแบบไม่มีชั้นเรียน
ของตนเอง
มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาและส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง
ทำการวิจัย
ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
และทะนุบำรุงวัฒนธรรม
- ให้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเป็นนิติบุคคล
มีฐานะเป็นกรม
สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย
- มาตรา 6
การให้การศึกษาของมหาวิทยาลัย
จะต้องใช้ระบบสื่อ
การสอนทางไปรษณีย์
วิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์หรือวิธีการอย่างอื่น
ที่ผู้ศึกษาสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง
โดยไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียนตามปกติ
|
|
- คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและการรับเข้าศึกษา
ในมหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดโดยไม่ต้อง
สอบคัดเลือก
- มาตรา 7
การให้การศึกษาของมหาวิทยาลัยให้แบ่งเป็นสาขาวิชา
- การจัดตั้ง ยุบรวม
และเลิกสาขาวิชาให้ทำเป็นประกาศทบวง
มหาวิทยาลัยโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- มาตรา 8
มหาวิทยาลัยอาจมีส่วนราชการ
ดังนี้
- (1) สำนักงานอธิการบดี
- (2) สถาบันเพื่อการวิจัย
และสำนักเพื่อส่งเสริมการศึกษาหรือเพื่อ
บริการทางวิชาการ
- สำนักงานอธิการบดี
อาจแบ่งส่วนราชการเป็น กอง
และแผนก หรือ
ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
- สถาบันและสำนักอาจแบ่งส่วนราชการเป็นศูนย์
ฝ่าย และสำนักงาน เลขานุการ
- ศูนย์ ฝ่าย
และสำนักงานเลขานุการ
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนก
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
- มาตรา 9 การจัดตั้ง ยุบรวม
และเลิก สำนักงานอธิการบดี
สถาบัน และสำนัก ตามมาตรา 8
ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- การแบ่งส่วนราชการเป็นศูนย์
ฝ่าย สำนักงานเลขานุการ กอง และ
แผนก
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้ทำเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย
โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
|
|
- มาตรา 10
ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 5
มหาวิทยาลัยจะรับ
สถาบันวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้
และมีอำนาจให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จ
การศึกษาจากสถาบันวิชาการชั้นสูงนั้น
ๆ ได้
- การรับสถาบันวิชาการชั้นสูง
เข้าสมทบในมหาวิทยาลัย
ให้ทำเป็น
ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย
โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- การควบคุมสถาบันวิชาการชั้นสูงซึ่งเข้าสมทบในมหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
- มาตรา 11
นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน
มหาวิทยาลัยอาจมีรายได้ ดังนี้
- (1) เงินผลประโยชน์
และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัย
- (2)
ทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่มหาวิทยาลัย
- รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
- มาตรา 12
บรรดาทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจะต้องจัดการเพื่อ
ประโยชน์และตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
หมวด 2
การดำเนินงาน
_____
- มาตรา 13 ให้มีสภามหาวิทยาลัย
ประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง
ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยหรือผู้แทน
|
|
| อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์หรือผู้แทน
อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขหรือผู้แทน
ผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน
ผู้ว่าการการ
สื่อสารแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน
และอธิการบดีซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
กรรมการสภาวิชาการซึ่งสภาวิชาการเลือกจำนวนหนึ่งคน
กับกรรมการสภา
มหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง มีจำนวน
ไม่น้อยกว่าสี่คนแต่ไม่เกินเก้าคน
ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยคนหนึ่ง
เป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย
และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่แทน
นายกสภามหาวิทยาลัย
เมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
หรือ
เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่ง
เป็นเลขานุการสภา
มหาวิทยาลัยโดยคำแนะนำของอธิการบดี
- มาตรา 14 นายกสภามหาวิทยาลัย
และกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งสองปี
แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งใหม่ อีกก็ได้
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
หรือในกรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้ง
|
|
ไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง
ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระ
ที่เหลืออยู่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิใหม่
ให้นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจาก
ตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง นายกสภามหาวิทยาลัย
และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิใหม่
- มาตรา 15
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไป
ของมหาวิทยาลัยและโดยเฉพาะมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
- (1)
วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัย
การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
และการทะนุบำรุงวัฒนธรรม
ทั้งนี้ โดยให้
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยและนโยบายของรัฐ
- (2)
จัดวางระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- (3) อนุมัติให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา
และ ประกาศนียบัตร
- (4) พิจารณาการจัดตั้ง ยุบ รวม
และเลิก สำนักงานอธิการบดี
สถาบัน สำนักและสาขาวิชา
แล้วแต่กรณี
- (5)
อนุมัติการรับสถาบันวิชาการชั้นสูงเข้าสมทบในมหาวิทยาลัย
|
|
- (6)
พิจารณาการแต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดีและศาสตราจารย์
ประจำ
- (7)
อนุมัติการแต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี
ผู้อำนวยการ สถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
รองผู้อำนวยการสถาบัน
รองผู้อำนวยการสำนัก
รองศาสตราจารย์
และผู้ช่วยศาสตราจารย์
- (8)
จัดวางระเบียบเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
- (9)
แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกระทำการใด
ๆ ตามที่สภามหาวิทยาลัย มอบหมาย
- (10)
หน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่
ของผู้ใดโดยเฉพาะ
- มาตรา 16 ให้มีสภาวิชาการ
ประกอบด้วยอธิการบดีเป็นประธานสภา
วิชาการ
ประธานกรรมการประจำสาขาวิชา
ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการ
สำนัก และศาสตราจารย์ประจำ
เป็นกรรมการโดยตำแหน่งกับผู้แทนคณาจารย์
ประจำที่คณาจารย์เลือกจากคณาจารย์
ประจำสาขาวิชา
สาขาวิชาละหนึ่งคน เป็นกรรมการ
- ให้สภาวิชาการแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการสภาวิชาการ
โดยคำแนะนำของอธิการบดี
- มาตรา 17
ผู้แทนคณาจารย์ประจำดำรงตำแหน่งสองปี
แต่อาจได้
รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งใหม่อีกได้
- ในกรณีที่ผู้แทนคณาจารย์ประจำพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
และได้มี
การเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้ได้รับเลือกอยู่ในตำแหน่งได้เพียงครบ
ตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน
|
|
- มาตรา 18
สภาวิชาการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
- (1) พิจารณากำหนดหลักสูตร
การสอนและการวัดผลการศึกษา
- (2) เสนอการให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรชั้นสูง
อนุปริญญาและ ประกาศนียบัตร
- (3) เสนอการจัดตั้ง ยุบรวม และเลิก
สถาบัน สำนักและสาขาวิชา
- (4)
พิจารณาการรับสถาบันวิชาการชั้นสูงเข้าสมทบในมหาวิทยาลัย
- (5)
เสนอแนะการแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
- (6)
พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งและถอดถอน
ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์
และผู้ช่วยศาสตราจารย์
- (7) จัดหาวิธีการอันจะยังการศึกษา
การวิจัย และการบริการ
ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยให้เจริญยิ่งขึ้น
- (8)
พิจารณาให้ความเห็นแก่สภามหาวิทยาลัยในเรื่องเกี่ยวกับวิชาการ
ของมหาวิทยาลัย
- (9)
แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกระทำการใด
ๆ ตามที่สภาวิชาการ มอบหมาย
- มาตรา 19
การประชุมของสภามหาวิทยาลัย
การประชุมของสภา วิชาการ
การประชุมของคณะกรรมการประจำสาขาวิชา
ตลอดจนหลักเกณฑ์และ
วิธีการเกี่ยวกับการเสนอการแต่งตั้ง
หรือการเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
และกรรมการสภาวิชาการ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัย
กำหนด
|
|
- มาตรา 20
ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในการ
บริหารงานของมหาวิทยาลัย
และจะมีรองอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้
เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีจะมอบหมาย
- อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำ
ของสภามหาวิทยาลัยจากผู้ซึ่งได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัย
หรือ
ได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่ง
หรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยอื่น
หรือสถานศึกษา
ชั้นสูงอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
- อธิการบดีดำรงตำแหน่งสี่ปี
แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้ง ใหม่อีกก็ได้
การถอดถอนอธิการบดีก่อนครบวาระ
ต้องนำความกราบบังคมทูล
เพื่อทรงถอดถอน
- รองอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับอธิการบดี
และให้อธิการบดี
เป็นผู้เสนอแต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดีต่อสภามหาวิทยาลัย
- รองอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งพร้อมกับอธิการบดี
- มาตรา 21
ในกรณีที่อธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้รองอธิการบดี
เป็นผู้รักษาการแทน
ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคนให้รองอธิการบดีที่อธิการบดี
มอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน
ถ้าอธิการบดีไม่ได้มอบหมายให้รองอธิการบดี
ที่มีอาวุโสเป็นผู้รักษาการแทน
- ในกรณีที่ไม่มีรองอธิการบดีหรือรองอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือ
ในกรณีที่ตำแหน่งอธิการบดีว่างลง
ให้นายกสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งกรรมการสภา
มหาวิทยาลัยคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนอธิการบดี
|
|
- มาตรา 22
ในสาขาวิชาหนึ่งให้มีคณะกรรมการประจำสาขาวิชา
คณะหนึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง
และกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า
สามคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน
ซึ่งคณาจารย์ประจำในสาขาวิชานั้นเลือก
- ให้คณะกรรมการประจำสาขาวิชาแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเลขานุการ
- ประธานกรรมการและกรรมการประจำสาขาวิชาดำรงตำแหน่งสี่ปี
แต่อาจได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งใหม่อีกได้
- คณะกรรมการประจำสาขาวิชามีหน้าที่พิจารณาดำเนินงานด้านบริหาร
และวิชาการของสาขาวิชา
และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่สภามหาวิทยาลัยหรือสภาวิชาการ
มอบหมาย
- มาตรา 23 ในสถาบันหรือสำนักหนึ่ง
ให้มีผู้อำนวยการสถาบันหรือ
ผู้อำนวยการสำนักคนหนึ่ง
เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในกิจการของสถาบัน
หรือสำนัก
และจะมีรองผู้อำนวยการสถาบันหรือรองผู้อำนวยการสำนักคนหนึ่ง
หรือหลายคนก็ได้เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการสถาบันหรือ
ผู้อำนวยการสำนักจะมอบหมาย
- ผู้อำนวยการสถาบันหรือผู้อำนวยการสำนักนั้น
สภามหาวิทยาลัยจะได้
แต่งตั้งจากคณาจารย์หรือเจ้าหน้าที่อื่นของมหาวิทยาลัย
และให้ดำรงตำแหน่ง สี่ปี
แต่อาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
- รองผู้อำนวยการสถาบันหรือรองผู้อำนวยการสำนักต้องมีคุณสมบัติ
เช่นเดียวกับผู้อำนวยการสถาบันหรือผู้อำนวยการสำนัก
และให้อธิการบดี
|