ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2533
เป็นปีที่ 45 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรยกฐานะวิทยาลัยอุบลราชธานี
มหาวิทยาลัย ขอนแก่น
เป็นมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้
โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
"พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
อุบลราชธานี พ.ศ. 2533"
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2533/131/60/29 กรกฎาคม 2533]
|
|
- มาตรา 3 ให้วิทยาลัยอุบลราชธานี
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ซึ่งจัดตั้งขึ้น
โดยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขอนแก่น
พ.ศ. 2521 เป็นมหาวิทยาลัย
อุบลราชธานีตามพระราชบัญญัตินี้
- มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
- "มหาวิทยาลัย" หมายความว่า
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
- "สภามหาวิทยาลัย" หมายความว่า
สภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
- มาตรา 5
ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
- ประกาศนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
หมวด 1
บททั่วไป
_____
- มาตรา 6
ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาและวิจัย
มีวัตถุประสงค์ให้
การศึกษาส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง
ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการ
ทางวิชาการแก่สังคมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- ให้มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล
มีฐานะเป็นกรมในทบวงมหาวิทยาลัย
- มาตรา 7
มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการ
ดังนี้
- (1) สำนักงานอธิการบดี
- (2) บัณฑิตวิทยาลัย
- (3) คณะ
- (4) วิทยาลัย
|
|
- มหาวิทยาลัยอาจให้มีสถาบัน
สำนัก ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา
6
เป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยอีกได้
- สำนักงานอธิการบดี
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นกอง
หรือหน่วยงานที่
เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
- คณะ และวิทยาลัย
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
ภาควิชา กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
หรือกอง
- บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน สำนัก
ศูนย์
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ
กอง
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
- สำนักงานเลขานุการ กอง
และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่ากอง
อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนก
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ที่มีฐานะเทียบเท่าแผนก
- มาตรา 8 การจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกบัณฑิตวิทยาลัย
คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก
และศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ
เทียบเท่าคณะ
ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- การแบ่งส่วนราชการเป็นภาควิชา
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี
ฐานะเทียบเท่าภาควิชา
สำนักงานเลขานุการ กอง และแผนก
หรือหน่วยงาน
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองหรือแผนก
ให้ทำเป็นประกาศ
ทบวงมหาวิทยาลัย
- มาตรา 9
ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 6
มหาวิทยาลัยจะรับ
สถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้
และ มีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จ
การศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้
|
|
- การรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือ
สถาบันวิจัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และให้ทำเป็นประกาศ
ทบวงมหาวิทยาลัย
- การควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบใน
มหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 10*
นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน
มหาวิทยาลัยอาจมีรายได้ ดังนี้
- (1) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม
ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัย
- (2)
เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
- (3)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุซึ่ง
มหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล
หรือใช้ประโยชน์
- (4) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ
- ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครอง
ดูแล บำรุงรักษา ใช้และ
จัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมาย
ว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น
- รายได้ของมหาวิทยาลัยรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการตาม
วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตาม
กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
เว้นแต่
เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา
และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญา
ซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ
- *[มาตรา 10
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
|
|
- มาตรา 10 ทวิ*
บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมี
ผู้อุทิศให้หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของมหาวิทยาลัย
ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ
และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
- *[มาตรา 10 ทวิ
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
- มาตรา 11
บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจะต้อง
จัดการเพื่อประโยชน์ภายในขอบวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา
6
- เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัยจะต้องจัดการตาม
เงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้
และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
หมวด 2
การดำเนินการ
______
- มาตรา 12* ให้มีสภามหาวิทยาลัย
ประกอบด้วย
- (1) นายกสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง
- (2)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง
ได้แก่ อธิการบดี
ประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัย
และประธานกรรมการส่งเสริมกิจการ
มหาวิทยาลัย
- (3)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสามคน
ซึ่งเลือกจากผู้ดำรง
ตำแหน่งคณบดี
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสภาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
และผู้อำนวยการศูนย์
หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
คณะ
- (4)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสี่คน
ซึ่งเลือกจากผู้ดำรง
ตำแหน่งคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย
และมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (3)
|
|
- (5)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสิบคน
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย
- (6)
กรรมการและเลขานุการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งคน
ซึ่งอธิการบดีเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี
- ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง
เป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย
และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่แทน
นายกสภามหาวิทยาลัย
เมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
หรือ
เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
- หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา
และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภา
มหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ของมหาวิทยาลัย
- *[มาตรา 12
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
- มาตรา 13*
การเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
12 (3) ให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี
ผู้อำนวยการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการ
สำนัก ผู้อำนวยการศูนย์
และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
คณะเป็นผู้เลือก
ส่วนการเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
12 (4)
ให้คณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยเป็นผู้เลือก
- คุณสมบัติของผู้รับเลือก
ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการ
สภามหาวิทยาลัยตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- *[มาตรา 13
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
- มาตรา 14
นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ตามมาตรา 12 (3) (4) (5) และ (6)
มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี
แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้
|
|
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง
นายกสภา มหาวิทยาลัย
และกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
12 (4) (5) และ (6) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ถอดถอนเพราะขาด
คุณสมบัติของการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
- (4)
ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
มาตรา 12 (3) (4) (5) และ (6)
พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
และได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้ง
หรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้ง
หรือได้รับเลือกอยู่ในตำแหน่ง
เพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
- ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจาก
ตำแหน่งตามวาระ
แต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้งนายกสภา
มหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือยังมิได้เลือก
กรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่
ให้นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการ
สภามหาวิทยาลัยซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือได้มีการเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่แล้ว
- ในกรณีที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกตามมาตรา
12 (3) (4) และ (5)
พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน
สภามหาวิทยาลัย
จะไม่เลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
|
|
- มาตรา 15
สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการ
ทั่วไปของมหาวิทยาลัย
และโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่
ดังนี้
- (1)
วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัย
การให้บริหารทางวิชาการแก่สังคม
และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- (2)
วางระเบียบและออกข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
และอาจมอบ
ให้ส่วนราชการใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้วางระเบียบและออกข้อบังคับสำหรับ
ส่วนราชการนั้นเป็นเรื่อง ๆ
ไปก็ได้
- (3) อนุมัติให้ปริญญา
ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา
และ ประกาศนียบัตร
- (4) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกบัณฑิตวิทยาลัย
คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก
และศูนย์
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี
ฐานะเทียบเท่าคณะ
รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของหน่วยงานดังกล่าว
- (5)
อนุมัติการรับสถาบันการศึกษาชั้นสูงและสถาบันวิจัยเข้าสมทบ
หรือการยกเลิกการสมทบ
- (6)
พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับ
มาตรฐานที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด
- (7)
พิจารณาเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ แต่งตั้งและ
พิจารณาถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
อธิการบดี ศาสตราจารย์
และศาสตราจารย์พิเศษ
- (8)
แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการ วิทยาลัย
ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้า
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ
รองศาสตราจารย์พิเศษ
และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
- (9)
อนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย
- (10)
วางระเบียบและออกข้อบังคับต่าง
ๆ เกี่ยวกับการเงินและ
ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
|
|
- (11)
แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นใน
เรื่องหนึ่งเรื่องใด
หรือเพื่อมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ใน
อำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย
- (12)
พิจารณาและให้ความเห็นชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของ
มหาวิทยาลัยตามที่อธิการบดีเสนอ
และอาจมอบหมายให้อธิการบดีดำเนินการ
อย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยก็ได้
- (13)
พิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติในเรื่องอื่น
ๆ ที่เกี่ยวกับ
กิจการของมหาวิทยาลัยซึ่งมิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ
- มาตรา 16
การประชุมของสภามหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 17
ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยขึ้น
คณะหนึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการ
และกรรมการส่งเสริมกิจการ
มหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่งซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง
- คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษา
แก่มหาวิทยาลัย
และสนับสนุนการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย
- จำนวนและคุณสมบัติของกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
วาระ การดำรงตำแหน่ง
การพ้นจากตำแหน่ง
ตลอดจนการประชุม ให้เป็นไปตาม
ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
- มาตรา 18
ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหาร
งานของมหาวิทยาลัย
และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี
หรือจะมีทั้ง
รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี
เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดี
มอบหมายก็ได้
|
|
- จำนวนรองอธิการบดีตามวรรคหนึ่ง
ให้มีจำนวนไม่เกินเจ็ดคน
- เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชา
ให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี
และ รองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
และกฎหมายอื่น
- มาตรา 19*
อธิการบดีนั้นจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้ง
โดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา
20
- อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกัน
มิได้
- นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสอง
อธิการบดี พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง
- (4)
กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุด
ให้จำคุก
เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- (5)
ถูกให้ออกจากราชการเพราะเหตุมีมลทินหรือมัวหมอง
ในกรณีที่ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
- (6) สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอน
- รองอธิการบดี
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดี
จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
20 และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนใน
มหาวิทยาลัย
- ผู้ช่วยอธิการบดี
ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตาม
มาตรา 20
และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในวิทยาลัย
|