บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2518
    


พระราชบัญญัติ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2518

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518
เป็นปีที่ 30 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย คำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา 1* พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสถาบัน เทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2518" *[แก้ไขโดยพระราชบัญญัติเปลี่ยนชื่อวิทยาลัยเทคโนโลยีและ อาชีวศึกษาเป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ.2532]

มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2518/48/1พ/27 กุมภาพันธ์ 2518] มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ "สถาบัน" หมายความว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล "สภาสถาบัน" หมายความว่า สภาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้

หมวด 1
บททั่วไป
_____

มาตรา 5 ให้สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลเป็นสถาบันการศึกษาและ การวิจัย มีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตครูอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรี ให้การศึกษา ทางด้านวิชาชีพทั้งระดับต่ำกว่าปริญญา ระดับปริญญาตรี และประกาศนียบัตร ชั้นสูง ทำการวิจัยส่งเสริมการศึกษาทางด้านวิชาชีพ และให้บริการทางวิชาการ แก่สังคม ให้สถาบันเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 6 สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการดังนี้ (1) สำนักงานอธิการบดี (2) คณะ และอาจให้มีสถาบันเพื่อการวิจัยและสำนักเพื่อส่งเสริมวิชาการและ ทดสอบเป็นส่วนราชการในสถาบันอีกได้
สำนักงานอธิการบดีอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองและแผนก คณะอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการและภาควิชา สถาบันเพื่อการวิจัยและสำนักเพื่อส่งเสริมวิชาการและทดสอบ อาจมีสำนักงานเลขานุการได้ สำนักงานเลขานุการอาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนก มาตรา 7 การจัดให้มีและแบ่งส่วนราชการตามมาตรา 6 ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 8 ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 5 สถาบันจะรับสถาบัน การศึกษาวิชาชีพหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในสถาบันก็ได้ หรือ รับเข้ารวมในรูปของคณะก็ได้ และมีอำนาจให้ปริญญาตรี อนุปริญญา หรือ ประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาวิชาชีพ หรือสถาบันวิชาการชั้นสูงนั้น ๆ ได้ สถาบันมีอำนาจสั่งให้สถาบันการศึกษาวิชาชีพหรือสถาบันวิชาการ ชั้นสูงที่รับเข้าสมทบตามวรรคหนึ่ง พ้นจากการสมทบในสถาบันเมื่อใดก็ได้ การรับเข้าสมทบหรือการรับเข้ารวมหรือการเลิกสมทบตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการโดยประกาศในราชกิจจา นุเบกษา การควบคุมสถาบันการศึกษาวิชาชีพหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงที่รับ เข้าสมทบในสถาบันนั้น ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภาสถาบันกำหนด มาตรา 9 นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดินสถาบัน อาจมีรายได้ดังนี้ (1) เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของสถาบัน (2) ทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่สถาบัน
รายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่จะต้องนำส่งกระทรวงการคลัง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่สถาบันต้องแสดงรายรับรายจ่าย โดยเปิดเผยตามระบบอันถูกต้องของการบัญชี มาตรา 10 บรรดาทรัพย์สินของสถาบันจะต้องจัดการเพื่อประโยชน์ และตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน ทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่สถาบัน จะต้องจัดการตามเงื่อนไขข้อบังคับและ วัตถุประสงค์ซึ่งผู้ให้กำหนดไว้

หมวด 2
การดำเนินงาน
______

มาตรา 11 ให้มีสภาสถาบันประกอบด้วย (1) นายกสภาสถาบัน ได้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการโดยตำแหน่ง (2) อุปนายกสภาสถาบัน ได้แก่ อธิบดีกรมอาชีวศึกษาและอธิบดี กรมศิลปากรโดยตำแหน่ง (3) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดี รอง อธิการบดี และคณะบดี (4) กรรมการสภาสถาบัน ซึ่งจะได้เลือกตั้งจากคณาจารย์ประจำ จำนวนไม่เกินหกคน (5) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกโดยคำแนะนำของสภาสถาบัน ตาม (1) (2) (3) และ (4) มีจำนวนไม่เกินหกคน ให้หัวหน้าสำนักงานอธิการบดีเป็นกรรมการและเลขานุการสภา สถาบันโดยตำแหน่ง
มาตรา 12 การเลือกตั้งกรรมการสภาสถาบันตามาตรา 11 (4) ให้บรรดาคณาจารย์ประจำเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งกรรมการสภาสถาบันตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดเป็นข้อบังคับของสภาสถาบัน มาตรา 13 ให้กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 11 (4) ดำรง ตำแหน่งหนึ่งปี ซึ่งอาจได้รับเลือกตั้งใหม่อีกก็ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกัน เกินสองปีมิได้ มาตรา 14 ให้กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งสองปี ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ ในกรณีที่กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว หรือในกรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันผู้ทรง คุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการสภา สถาบันซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว มาตรา 15 สภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไป ของสถาบันและมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (1) ออกข้อบังคับและวางระเบียบของสถาบัน ตลอดจนกำหนด คุณสมบัติและพื้นความรู้ของผู้มีสิทธิเข้าศึกษาในสถาบัน (2) อนุมัติหลักสูตรต่าง ๆ ของสถาบัน (3) หาวิธีการให้กิจการของสถาบันเจริญยิ่งขึ้น (4) อนุมัติการให้ปริญญาตรี ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา และ ประกาศนียบัตร
(5) พิจารณาให้ความเห็นอันเกี่ยวกับการศึกษาทางเทคโนโลยีและ วิทยาศาสตร์และการอาชีวศึกษาตามที่ส่วนราชการต่าง ๆ หารือ (6) พิจารณาการจัดตั้ง ยุบรวม และเลิก คณะ สถาบันเพื่อการวิจัย สำนักเพื่อส่งเสริมวิชาการและทดสอบ และภาควิชา (7) พิจารณารับสถาบันการศึกษาวิชาชีพหรือสถาบันวิชาการชั้นสูง เข้าสมทบหรือรับเข้ารวมเป็นคณะในสถาบัน หรือพิจารณาให้สถาบันการศึกษา วิชาชีพหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงที่รับเข้าสมทบพ้นจากการสมทบในสถาบัน (8) พิจารณาการแต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน รองผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการสำนัก หัวหน้าภาควิชา ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (9) วางระเบียบเกี่ยวกับการจัดทำและการพิจารณางบประมาณ การเงินและทรัพย์สินของสถาบัน มาตรา 16 ให้นายกสภาสถาบันเป็นผู้เรียกประชุมสภาสถาบัน ถ้ากรรมการสภาสถาบันตั้งแต่เจ็ดคนขึ้นไปร้องขอให้สภาสถาบันประชุม เพื่อกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้นายกสภาสถาบันเรียกประชุมสภาสถาบัน ในการประชุมต้องมีกรรมการสภาสถาบันมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้นายกสภาสถาบันเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่นายกสภาสถาบัน ไม่อาจมาประชุมได้ ให้อุปนายกสภาสถาบันคนหนึ่งเป็นประธานในกรณีที่นายก สภาสถาบันและอุปนายกสภาสถาบันไม่อาจมาประชุมได้ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการ สภาสถาบันคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม มาตรา 17 การลงมติให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่ง ให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานใน ที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา 18 ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ ใน การบริหารงานของสถาบัน และจะให้มีรองอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีจะมอบหมาย อธิการบดีนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำ ของสภาสถาบัน และให้ดำรงตำแหน่งสี่ปี ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ การถอดถอน อธิการบดีก่อนครบวาระ ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ถอดถอน รองอธิการบดีนั้นให้สภาสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดี จากคณาจารย์ประจำ และให้ดำรงตำแหน่งชั่วระยะเวลาที่อธิการบดีนั้นดำรง ตำแหน่งอยู่ เว้นแต่จะได้มีการถอดถอนในระยะเวลาดังกล่าว มาตรา 19 อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องมีคุณวุฒิดังนี้ (1) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา อื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือบริหารงานทางด้านวิชาการ มาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในสถาบันหรือในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ซึ่งสภาสถาบันรับรอง หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสองปี หรือ (2) ได้ปริญญาตรีจากสถาบัน หรือได้ปริญญาหรือเทียบเท่าจาก มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการ สอนหรือบริหารงานทางด้านวิชาการมาแล้วไม่น้อยกว่าหกปีในสถาบันหรือ ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง หรือเคยดำรง ตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี มาตรา 20 ในกรณีที่อธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รอง อธิการบดีเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคน ให้รองอธิการบดี ที่อธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอธิการบดีไม่ได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดีที่มีอาวุโสเป็นผู้รักษาการแทน
ในกรณีที่ไม่มีรองอธิการบดีหรือรองอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สภาสถาบันกำหนดให้กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่งคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ รักษาการแทนอธิการบดี มาตรา 21 เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชา ให้ถือว่าอธิการบดี เป็นอธิบดีและรองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนและกฎหมายอื่น มาตรา 22 ในคณะหนึ่งให้มีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ ในงานของคณะ จะมีรองคณบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อทำหน้าที่และ รับผิดชอบตามที่คณบดีจะมอบหมาย ถ้ามีการแบ่งภาควิชา ให้มีหัวหน้าภาควิชาเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ ในงานของภาควิชา คณบดี รองคณบดี และหัวหน้าภาควิชา ให้แต่งตั้งจากคณาจารย์ ประจำของสถาบัน และให้ดำรงตำแหน่งสี่ปี ซึ่งอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินแปดปีมิได้ มาตรา 23 ในสถาบันเพื่อการวิจัยและสำนักเพื่อส่งเสริมวิชาการ และทดสอบ ให้มีผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ และจะมีรอง ผู้อำนวยการคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ ผู้อำนวยการจะมอบหมาย ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ ให้แต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำ ของสถาบันและให้ดำรงตำแหน่งสี่ปี ซึ่งอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะ ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินแปดปีมิได้
มาตรา 24 ในแต่ละคณะ สถาบันเพื่อการวิจัยและสำนักเพื่อ ส่งเสริมวิชาการและทดสอบ ให้มีคณะกรรมการประจำขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบ ด้วยคณบดีหรือผู้อำนวยการเป็นประธานกรรมการ รองคณะบดีหรือรอง ผู้อำนวยการและหัวหน้าภาควิชา ถ้ามี เป็นกรรมการ ถ้าไม่มีการแบ่งภาควิชา หรือมีไม่ถึงสี่ภาควิชาให้สภาสถาบันแต่งตั้งคณาจารย์ประจำในคณะ หรือ ส่วนราชการนั้น ๆ แล้วแต่กรณี เป็นกรรมการเพิ่มเติมให้ได้จำนวนสี่คน ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเลขานุการ กรรมการซึ่งสภาสถาบันแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสี่ปี ซึ่งอาจได้รับ แต่งตั้งใหม่อีกได้ มาตรา 25 คณะกรรมการประจำตามมาตรา 24 มีอำนาจและ หน้าที่ดังนี้ (1) วางระเบียบของคณะหรือส่วนราชการนั้น ๆ ด้วยความเห็นชอบ ของสภาสถาบัน (2) พิจารณากำหนดหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร เพื่อเสนอต่อสภาสถาบัน (3) จัดการวัดผลการศึกษา (4) รับปรึกษาและให้ความเห็นแก่คณบดีหรือผู้อำนวยการ มาตรา 26 ในการประชุมคณะกรรมการประจำตามมาตรา 24 ให้นำมาตรา 16 และมาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 27 คณาจารย์ในสถาบันมีดังนี้ (1) ศาสตราจารย์ ซึ่งอาจเป็นศาสตราจารย์ประจำหรือ ศาสตราจารย์พิเศษ (2) รองศาสตราจารย์
(3) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (4) อาจารย์ ซึ่งอาจเป็นอาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษ (5) ครูปฏิบัติการ มาตรา 28 ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งมิได้เป็นข้าราชการครูของสถาบัน มาตรา 29 ศาสตราจารย์ประจำซึ่งพ้นตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด ให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ มาตรา 30 ศาสตราจารย์ต้องมีคุณวุฒิดังนี้ (1) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในสถาบันหรือในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี (2) ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีในสถาบันหรือในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี (3) ได้ปริญญาตรีจากสถาบัน หรือได้รับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าใน สาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่ง สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในสถาบัน หรือในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี
(4) ได้ปริญญาจากสถาบัน หรือได้ปริญญา หรือเทียบเท่าในสาขาวิชา ที่มีการสอนในสถาบันจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบัน รับรอง และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดีเป็นพิเศษใน สาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน หรือ (5) มีความชำนาญอย่างยิ่งในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และ ได้ทำการสอนและวิจัยหรือผลงานดีเด่นในสาขาวิชาดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า ยี่สิบปีถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี มาตรา 31 รองศาสตราจารย์ต้องมีคุณวุฒิดังนี้ (1) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนใน สถาบันจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และ ได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในสถาบันหรือในมหาวิทยาลัยหรือ สถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภา สถาบันเห็นว่าได้ผลดี (2) ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีในสถาบันหรือในมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน อุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบัน เห็นว่าได้ผลดี (3) ได้ปริญญาตรีจากสถาบัน หรือได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าใน สาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีในสถาบัน หรือในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ (4) มีความชำนาญในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ทำการ สอนและวิจัย หรือมีผลงานดีเด่นในสาขาวิชาดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบห้าปี ถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี
มาตรา 32 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ต้องมีคุณวุฒิดังนี้ (1) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีในสถาบันหรือในมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน อุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง (2) ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปีในสถาบันหรือในมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน อุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง (3) ได้ปริญญาตรีจากสถาบัน หรือได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าใน สาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีในสถาบัน หรือในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง หรือ (4) มีความชำนาญในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ทำการ สอนและวิจัย หรือมีผลงานดีเด่นในสาขาวิชาดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี ถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี มาตรา 33 อาจารย์ประจำต้องมีคุณวุฒิได้ปริญญาตรีจากสถาบัน หรือได้ปริญญาหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่ง สภาสถาบันรับรอง หรือเป็นผู้มีความชำนาญในสาขาวิชาที่มีการสอนใน สถาบัน อาจารย์พิเศษนั้น อธิการบดีจะได้แต่งตั้งขึ้นแต่ละปีการศึกษาตาม คำแนะนำของคณบดีหรือผู้อำนวยการ แล้วแต่กรณี จากบุคคลซึ่งมีคุณวุฒิ เช่นเดียวกับอาจารย์ประจำ ครูปฏิบัติการต้องมีคุณวุฒิได้ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือ เทียบเท่าจากสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรอง หรือเป็น ผู้มีความชำนาญในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน

หมวด 3
ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
______

มาตรา 34 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาตรีในสาขาวิชาที่มีการใน สถาบัน ปริญญาในสาขาวิชาใดจะเรียกชื่ออย่างใด จะใช้อักษรย่อสำหรับ ปริญญาในสาขาวิชานั้นอย่างใด และจะระบุชื่อวิชาเอกในวงเล็บต่อท้าย อย่างใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา มาตรา 35 สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษา ขั้นปริญญาตรี ได้รับปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือปริญญาเกียรตินิยม อันดับสองได้ มาตรา 36 สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีอนุปริญญาหรือ ประกาศนียบัตรได้ดังนี้ (1) ประกาศนียบัตรชั้นสูง ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขา วิชาใดภายหลังที่ได้รับปริญญาแล้ว (2) อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษา ตามหลักสูตรในสาขาวิชาใดที่ยังไม่ถึงขั้นปริญญาตรี (3) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา มาตรา 37 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสถาบัน เห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่บุคคลซึ่ง ดำรงตำแหน่งอยู่ในกรรมการสภาสถาบันในวาระนั้นไม่ได้

มาตรา 38 สถาบันจะจัดให้มีครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะเป็น เครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้ปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา และประกาศนียบัตรก็ได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุย วิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะ จะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไข อย่างใด ให้เป็นไปตามที่สภาสถาบันกำหนด มาตรา 39 สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับเกี่ยวกับเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาได้ โดยประกาศในราชกิจจา นุเบกษา

หมวด 4
บทกำหนดโทษ
_______

มาตรา 40 ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาของสถาบัน โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นสูง อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของสถาบัน โดยที่ตนไม่มี ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่น เชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล
_______

มาตรา 41 ในระหว่างที่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งอธิการบดีและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สภาสถาบัน ประกอบด้วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นนายกสภาสถาบัน อธิบดีกรม อาชีวศึกษาและอธิบดีกรมศิลปากรเป็นกรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง และให้รองอธิบดีกรมอาชีวศึกษา ฝ่ายวิชาการ เป็นเลขานุการสภาสถาบัน มาตรา 42 บรรดาผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตรครูเทคนิคชั้นสูง และ ประกาศนียบัตรเทคนิคชั้นสูง ของสถาบันการศึกษาวิชาชีพที่สังกัดกรมอาชีว ศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีหลักสูตรการศึกษาที่สภาสถาบันรับรองว่า เทียบเท่าหลักสูตรของสถาบันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีศักดิ์และ สิทธิเท่ากับผู้ได้รับปริญญาตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สัญญา ธรรมศักดิ์
นายกรัฐมนตรี

_______________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก การศึกษาทางด้านอาชีพได้เจริญก้าวหน้าและขยายตัวมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพ มหานครและในต่างจังหวัด สมควรจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเพื่อ ผลิตครูอาชีวศึกษาระดับปริญญา และรับนักเรียนอาชีวศึกษาที่มีความรู้ความ สามารถถึงระดับอันควรให้มีโอกาสศึกษาต่อทั้งระดับต่ำกว่าปริญญาและระดับ ปริญญาและเพื่อทำการวิจัยส่งเสริมการศึกษาทางด้านวิชาชีพ จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

_______________
พระราชบัญญัติเปลี่ยนชื่อวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเป็นสถาบัน เทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2532

มาตรา 3 ให้เปลี่ยนชื่อวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา พ.ศ. 2518 เป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ให้เปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา พ.ศ. 2518 เป็นพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2518 ให้เปลี่ยนคำว่า วิทยาลัย และ สภาวิทยาลัย ในพระราช บัญญัติวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา พ.ศ. 2518 เป็น สถาบัน และ สภาสถาบัน ตามลำดับทุกแห่ง มาตรา 4 บทบัญญัติของกฎหมายใดที่ใช้คำว่า วิทยาลัยเทคโนโลยี และอาชีวศึกษา ให้ใช้คำว่าสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล แทน บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศใด ๆ ที่อ้างถึงวิทยาลัย เทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ให้หมายถึงสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล

____________________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา พ.ศ. 2518 ได้รับ พระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่นักศึกษาและ คณาจารย์ รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของวิทยาลัย จึงสมควรเปลี่ยนชื่อ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา เป็น สถาบัน

เทคโนโลยีราชมงคล และเปลี่ยนชื่อ พระราชบัญญัติวิทยาลัยเทคโนโลยี และอาชีวศึกษา พ.ศ. 2518 เป็น พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2518 พร้อมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำในบทกฎหมายต่าง ๆ ให้ สอดคล้องกับการเปลี่ยนชื่อซึ่งได้มาจากการพระราชทานนามดังกล่าวข้างต้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ *[รก.2532/132/9พ/18 สิงหาคม 2532]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook